ป้ายกำกับ » ไตวาย

'ปอ ทฤษฎี' อาการดีขึ้น! 'เมญ่า' เฝ้าหน้าห้อง บอกความดัน-หัวใจปกติ คนแห่ยินดี

“เมญ่า” นางเอกสาวน้อยร้อยล้าน ประกบคู่ “ปอ ทฤษฎี” อัพสเตตัสเฟซบุ๊ก บอก อาการดีขึ้น ความดันปกติ หัวใจปกติ เลือดออกน้อยลง ชาวเน็ตแห่ยินดี ให้กำลังใจ

เมื่อเวลา 23.35 น. วันที่ 10 พ.ย. 58 น.ส.นนธวรรณ ทองเหล็ง หรือ เมญ่า สาวสวยดีกรีมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2014 และยังเป็นนางเอกเรื่อง “สาวน้อยร้อยล้าน” ที่แสดงละครประกบคู่กับพระเอกหนุ่มปอ ทฤษฎี สหวงษ์ ได้อัพเดตสเตตัสผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Maeya Mae Nonthawan ถึงความคืบหน้าอาการของหนุ่มปอ ว่า “ตอนนี้ดีขึ้น ความดันปกติ หัวใจปกติ เลือดออกน้อยลง อาการดีขึ้นค่ะ”อีกทั้ง ยังตอบในคอมเม้นท์ด้วยว่า “รายงานจากล่าสุดหน้าห้อง ไม่ต้องมโนข่าว”

ทั้งนี้ ได้มีแฟนคลับของทั้งหนุ่มปอ และสาวเมญ่า เข้ามาแสดงความดีใจ ให้กำลังใจ ยินดีที่อาการดีขึ้น และแชร์ข้อความดังกล่าวนี้ออกไปอีกมากมายด้วย

Thai News

แพทย์ยัน ปอ ทฤษฎี ยังไม่เสียชีวิต! แต่ไม่พ้นขีดอันตราย

หลังข่าวการป่วยของพระเอกหนุ่ม ปอ ทฤษฎี สหวงษ์ ป่วยหนักเป็นไข้เลือดออก เกล็ดเลือดต่ำ (อ่านข่าว >ด่วน! ปอ ป่วยไข้เลือดออกโคม่า เกล็ดเลือดต่ำ-ไตวาย! ขอบริจาคเลือดกรุ๊ป A) และมีข่าวลือว่าเกิดอาการไตวาย ล่าสุด มีกระแสข่าวลือว่า ปอ เสียชีวิตแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. รองศาสตราจารย์นายแพทย์สุรศักดิ์  ลีลาอุดมลิปิ  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ออกมายืนยันอาการ ปอ ทฤษฎี ว่า มีอาการไข้เลือดออก พักรักษาอยู่ที่ห้องไอซียูชั้น 5 อาคารสมเด็จพระเทพ อาการยังไม่พ้นขีดอันตราย เดิมรักษาตัวอยู่รพ.เอกชนแห่งหนึ่งป็นเวลา 6 วัน แต่อาการเริ่มทรุด จึงได้ส่งตัวมารักษาที่รพ.รามาฯ เมื่อวันที่ 9 พ.ย. เวลา 16.00 น. เนื่องจากคนไข้มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำมาก มีอาการแทรกซ้อน เลือดออกในอวัยวะต่างๆ หลายส่วน ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

ขณะนี้รพ.ต้องระดมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านเลือด ขณะนี้มีอาการไตวายเฉียบพลัน ตกเลือด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เลือดของทางรพ.มีเพียงพอต่อการรักษา หากประชาชนต้องการที่จะบริจาคเลือดสามารถมาได้ แต่ขอให้เป็นเวลาในเวลาทำการ ส่วนผู้ที่จะมาเยี่ยมขอให้งดไปก่อน เนื่องจากคนไข้ต้องการพักผ่อน

ลำดับเหตุการณ์ อาการป่วย ปอ ทฤษฎี 

  • 20.03 น.ความคืบหน้าล่าสุด ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้รับการเปิดเผยจากทางโรงพยาบาลรามาธิบดีว่ายังไม่เสียชีวิต ส่วนอาการคืบหน้าให้รอแถลงการณ์อัพเดตจากทางโรงพยาบาล ขณะเดียวกันก็มีกระแสออกมาเป็นระยะว่าชีพจรเต้นอ่อนต้องปั๊มหัวใจ เกิดภาวะเลือด-ติดเชื้อในกระแสเลือด
  • 21.00 น.รองศาสตราจารย์นายแพทย์สุรศักดิ์  ลีลาอุดมลิปิ  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์ว่าอาการ ปอ ทฤษฎี ยังทรงตัวอยู่ใน ICU ดูอาการชั่วโมงต่อชั่วโมง พรุ่งนี้ (11 พ.ย.) แถลงข่าว
  • 21.05 น.ประชาสัมพันธ์ของทางโรงพยาบาลรามาธิบดี ยืนยันว่าพระเอกหนุ่ม ปอ ทฤษฎียังไม่เสียชีวิตตามกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดอยู่ในขณะนี้ โดยในวันพรุ่งนี้ (11 พ.ย.) คณะแพทย์จะเปิดแถลงถึงความคืบหน้าอาการของพระเอกหนุ่มที่ สำนักงานผู้อำนวยการ ชั้น 2 อาคารเรียนรวม โรงพยาบาลรามาธิบดี เวลา 09.00 น.
  • 21.25 น. เกิดกระแสข่าวลือถึงอาการของ ปอ ทฤษฎี ว่ามีอาการ ไตวาย เกิดภาวะกรดในระบบไหลเวียนเลือด การทำงานของอวัยวะภายในต่างๆ ล้มเหลว กำลังอยู่ในการรักษาของแพทย์อย่างเต็มกำลัง
  • 21.51 น. ในโลกโซเชียลเริ่มมีการเผยแพร่ภาพที่อ้างว่าเป็น ปอ ทฤษฎี นอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ในชุดผู้ป่วยสีส้ม เพื่อยืนยันว่ายังไม่เสียชีวิต
  • 21.56 น. มีรายงานข่าวจากรพ.ว่า อาการปอ ทฤษฎี ดีขึ้น จากความดันโลหิตดีขึ้น รอไตฟื้นตัว
  • 22.30 น. เจ้าหน้าที่รพ.รามาฯ เชิญสื่อมวลชน ออกจากตึก เนื่องจากกำหนดปิดตึก 22.00 รอแถลงพรุ่งนี้ 09.00 น.
  • 22. 40 น. ดร.นพ.นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข้อความ ขอความร่วมมือแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะรพ.รามาฯ งดอัปเดต หรือแชร์ข่าวเกี่ยวกับดาราที่เป็นไข้เลือดออก อาการหนักโดยเด็ดขาด ซึ่งในฐานะเป็นกรรมการสอบสวน หากมีกรณีเกิดการละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ป่าย ไม่อยากต้องสอบสวน หรือเสนอไล่ใครออก
ข่าวในประเทศ

“โรคไต” ในผู้สูงอายุ หมั่นดูแลตนเอง ช่วยลดความเสี่ยง

ใครที่มีอาการปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน มีอาการขาบวมเมื่อกดลงไปแล้วเกิดเป็นรอยบุ๋ม อีกทั้ง มีอาการความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ยิ่งมีอายุที่เพิ่มขึ้น ไม่ควรชะล่าใจเพราะอาจเกิดความผิดปกติขึ้นที่ “ไต” ได้!!

ล่าสุด โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH) จัดกิจกรรมเวิร์ก ชอปสุขภาพ ในหัวข้อ “ผู้สูงอายุกับโรคไต” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “อาสาสมัครใจ SiPH 2 gether Caring & Sharing” สานต่อแนวคิด ผู้รับและผู้ให้ ในการดูแลสังคมด้วยคุณธรรมและจริยธรรม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

อ.นพ.สมเกียรติ วสุวัฏฏกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาคุณภาพ และอายุรแพทย์โรคไต ศูนย์โรคไต โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไตว่า สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยระบุถึงสถานการณ์โรคไตในประเทศไทยปัจจุบันพบว่า คนไทยเป็นโรคไตมากถึง 17 เปอร์เซ็นต์หรือประมาณ 10 ล้านคน โดยในปี พ.ศ. 2554 มีผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังจำเป็นต้องฟอกเลือดหรือล้างไตผ่านช่องท้องประมาณ 47,000 คน ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงมากที่สุดประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์

สำหรับการวินิจฉัยโรคไตที่ง่ายและได้ผลชัดเจนที่สุด คือ การเจาะเลือดตรวจ โดยเฉพาะคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไปทั้งผู้ชายและผู้หญิง ควรตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเช็กสภาพของไต และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรังที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรค ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีโรคประจำตัวที่เป็นสาเหตุของโรคไตเรื้อรัง ได้รับสารพิษหรือยาที่ทำลายไต มีมวลเนื้อไตลดลง ทั้งที่เป็นมาแต่กำเนิด หรือเป็นภายหลัง มีประวัติโรคไตเรื้อรังในครอบครัว

โรคไตเรื้อรัง เป็นภาวการณ์ที่ไตทำงานผิดปกติ หรือ มีการทำงานของไตที่ลดลง โดยดูจากค่าอัตราการกรองของไตที่ผิดปกติ ในระยะเวลามากกว่า 3 เดือนขึ้นไป ซึ่งในระยะเริ่มแรกมักจะไม่แสดงอาการแต่เมื่อไตทำงานเสื่อมลงจนหน่วยไตเหลือน้อยกว่าร้อยละ 10 จะมีของเสียคั่งในกระแสเลือดและมีอาการต่าง ๆ ตามมา”

โดยอาการที่สามารถสังเกตได้คือ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ขาบวมเมื่อกดลงไปจะเกิดรอยบุ๋ม รวมทั้ง มีความดันโลหิตสูง เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย โลหิตจาง เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ หอบเหนื่อย  และมีโอกาสชักหรือหมดสติได้ ในเพศหญิงมักมีการขาดประจำเดือนและไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ส่วนในเพศชายจะมีความรู้สึกทางเพศลดลง การสร้างอสุจิลดลง

’คนที่ไม่ได้เป็นโรคไตเรื้อรังมาก่อนแต่ก็มีโอกาสที่จะเป็นได้เช่นกัน โดยบางคนอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น เป็นนิ่วที่ไตก็สามารถเกิดโรคไตได้ หรือว่ามีการอักเสบของหลอดเลือดฝอยที่ไต อย่าง โรคเอสแอลอี ที่เป็นหลอดเลือดฝอยอักเสบ โดยผู้ที่เป็นโรคในกลุ่มนี้มักจะมีอาการบวมแล้วก็มีเลือดออก รวมไปถึง เรื่องเกี่ยวกับการรับประทานยา โดยเฉพาะยาแก้ปวดทั้งหลาย จำพวกเอ็นเสท ยาแก้ปวดพวกแอสไพรินซึ่งหากกินมาเป็นเวลานานแล้วเรื้อรังก็อาจทำให้มีเรื่องของไตวายเข้ามาได้“

นอกจากนี้ การรับประทานผลไม้บางประเภท เช่น มะเฟือง เชอรี่ ลูกเหนียง อาจจะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไตได้เหมือนกันหากรับประทานในปริมาณที่มาก เนื่องจากในมะเฟืองจะมีออกซาเลตสะสมอยู่มาก เป็นสาเหตุทำให้เกิดนิ่วได้ และหากเกิดการอุดตันในเนื้อไตและท่อไตอาจเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ ส่วนเชอรี่ เป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง ในเมล็ดมีสารไฮโดรเจนไซนาไนต์ โดยเฉพาะเวลาเคี้ยว บด จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สับสน วิตกกังวลและอาเจียน ทำให้มีปัญหาเรื่องหัวใจและความดันโลหิต

นพ.สมเกียรติ กล่าวต่อว่า ในผู้ป่วยบางรายถ้าตรวจเช็กดูแล้วพบว่า เป็นนิ่วและแก้ปัญหาได้ก็ไม่มีปัญหานำไปสู่การเป็นไตวายระยะสุดท้าย หรือหากเป็นไตอักเสบแล้วสามารถรักษาได้ก็ไม่มีปัญหาตามมา หรือแม้กระทั่งเป็นเบาหวาน ความดันสูง แต่ถ้าหากผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการให้ดีขึ้นได้ ก็จะสามารถชะลอการเสื่อมของไตได้ รวมถึง สาเหตุอื่น ๆ เช่น การรับประทานยาแก้ปวด ถ้าหยุดยาแก้ปวดได้จะเป็นการช่วยลดการเกิดเรื่องโรคไตได้ เพราะหากเป็นโรคนี้ขึ้นมาแล้วค่าใช้จ่ายในการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมไม่ว่าจะเป็นล้างทางช่องท้อง หรือว่าไต เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 แสนต่อคนต่อปี

“สัญญาณที่บ่งชี้ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกาย คือ มีการเปลี่ยนแปลง เกิดความผิดปกติของหลอดเลือดขึ้น เช่น ความดันสูงโดยจะมีโปรตีนรั่วออกมาซึ่งสามารถสังเกตได้จากปัสสาวะว่าเป็นฟองมากขึ้น หรือเป็นฟองนานผิดสังเกตหรือไม่ หรือเช็กอาการบวม ซึ่งจะพบได้ที่บริเวณก้นกบและหน้าแข้ง รวมทั้ง ที่บริเวณเท้า โดยอาการบวมจะนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ตึงขึ้น เมื่อกดแล้วจะบุ๋มลงไป”

วิธีการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่เป็นโรคไตจะมีวิธีการที่แตกต่างกัน บางรายต้องงดอาหารเค็มและอาหารประเภทเนื้อสัตว์  รวมถึง ทำจิตใจให้สบาย เพราะความเครียด จะส่งผลให้ความดันโลหิตสูง เลือดไปเลี้ยงไตไม่เพียงพอ จนกระทบต่อไต พักผ่อนให้เพียงพอ และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อชะลอความเสื่อมของไต ที่ต้องงดเค็มเพราะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดความดันสูงได้ง่าย

ส่วนผู้ป่วยที่มีภาวะเป็นเบาหวานถ้าเป็นแล้วให้ควบคุมน้ำตาล หรือหากอยู่ในครอบครัวที่เป็นเบาหวานถึงแม้ไม่เป็นเบาหวานก็ต้องควบคุมน้ำตาลให้ดีเช่นกัน ส่วนผู้ป่วยบางรายขับเกลือไม่ได้จะมีอาการบวมจำเป็นต้องระวังเรื่องอาหารรสเค็มด้วย

ในขณะที่ บางรายขับโพแทสเซียมเกลือแร่ไม่ได้ซึ่งจะมีอันตรายต่อหัวใจจึงจำเป็นต้องควบคุมอาหาร ผัก และผลไม้ เพราะโพแทสเซียมมีมากในผักและผลไม้ หรือในรายที่ไตเริ่มทำงานไม่ดีมากขึ้นเรื่อย ๆ จะต้องควบคุมสารฟอสเฟต มีอยู่มากในอาหารประเภทโปรตีน ถั่ว ช็อกโกแลตต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า ผู้ป่วยโรคไตจะมีอาการไม่เหมือนกันทุกราย แต่ละคนต้องปรับสมดุลร่างกายในวิธีการที่แตกต่างกันไป

สำหรับการดูแลตัวเองในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเพื่อไม่ให้ไตเสื่อมมากไปกว่าเดิมสามารถทำได้โดยการควบคุมความดันสูงของตัวเอง เพราะยิ่งมีความดันสูงมากขึ้นจะส่งผลทำให้ไตเสื่อมมากขึ้น  และเมื่อใดก็ตามที่ไตมีอาการเสื่อมลงมาก ๆ จะพบว่า มีสารฟอสเฟตสูงในเลือด หากมีจำนวนมากขึ้น ๆ ก็จะไปจับกับแคลเซียมจนเกิดเป็นผลึกกลายเป็นแคลเซียมฟอสเฟตผลึก หากจับตัวกันไปผสมที่หลอดเลือดต่าง ๆ ทั้งหัวใจและไต จะทำให้ไตมีอาการแย่ลงไปอีก โดยแหล่งอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ นม ถั่วต่าง ๆ ธัญพืช เบียร์ เบเกอรี่ เค้ก พาย ช็อกโกแลต น้ำอัดลมสีเข้ม ชา กาแฟ ชา เต้าหู้ และไข่แดง.

ที่มา : เดลินิวส์ 8 มิถุนายน 2557

บทความเกี่ยวกับสุขภาพ

‘ไขมันในเลือดสูง’ รักษาก่อนสาย

ภาวะคอเลสเตอรอลสูงหรือไขมันในเลือดสูงที่ใครต่อใครก็เป็นอาจดูเหมือนจะเป็นโรคปกติธรรมดาสำหรับคนยุคนี้เพราะภาวะผิดปกติที่ว่าไม่ได้ส่งผลกระทบกับร่างกายให้คนไข้ได้รู้สึกในทันที ไม่แสดงอาการผิดปกติในชีวิตประจำวัน ขณะที่วัฒนธรรมการบริโภคซึ่งเน้นหนักไปทางของมันของทอด เพราะเป็นอาหารที่หาซื้อหารับประทานได้ง่ายนั้นคือต้นเหตุสำคัญที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ของเมืองไทยซึ่งเกิดจาก ’ตะกรันไขมันอุดตันหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน“

ตะกรันไขมันในหลอดเลือดที่ว่านี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาตและไตวาย

นพ.ธเนศ อมรพิทักษ์กูล แพทย์แผนปัจจุบันและผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร Herb Plus คลินิก กล่าวว่า ทุกวันนี้มีคนป่วยเป็นโรคไขมันในเลือดสูงจำนวนมากโดยไม่รู้ตัวเพราะโรคนี้จะไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ นอกจากแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย ซึ่งจะมีอาการแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น แต่กว่าจะรู้ตัวก็มักจะเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน

“เมื่อหลอด เลือดหัวใจตีบหรืออุดตันเฉียบพลันทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอเกิดเป็นภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ โดยสิ่งอุดตันในหลอดเลือดก็คือ “ตะกรันไขมัน” ส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอกตามมา หากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือดซึ่งทำให้เสียชีวิตเฉียบพลัน”

ไขมันในเลือดนั้นมีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ ไขมันที่ละลายอยู่ในน้ำเลือดซึ่งเป็นไขมันที่สามารถตรวจวัดจากการเจาะเลือดตามปกติและไขมันส่วนที่เกาะเป็นตะกรันไขมันอยู่ที่ผนังหลอดเลือด ส่วนต่าง ๆ ซึ่งไม่สามารถดูได้จากผลเลือด และจากการตรวจคนไข้หลายรายพบว่าคนไข้มีภาวะหลอดเลือดตีบตันทั้ง ๆ ที่ปริมาณไขมันในน้ำเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติเนื่องจากไขมันไปเกาะเป็นตะกรันไขมันอุดตันอยู่ตามหลอดเลือดเต็มไปหมดซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนอยู่ดี ๆ แน่นหน้าอกทันทีและเกิดหัวใจวายเฉียบพลันทั้งที่เป็นคนชอบออกกำลังกายและระดับไขมันดูปกติดีมาตลอด

ตะกรันไขมันในหลอดเลือดนั้นเกิดจากการก่อตัวขึ้นของตะกอนไขมันในหลอดเลือดทั่วร่างกาย หากปล่อยไว้ตะกรันไขมันนี้จะก่อตัวหนาขึ้นเป็นชั้น ๆ และแข็งตัวขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนก้อนหินและอุดตันหลอดเลือดหัวใจเพิ่มมากขึ้น แต่เราจะไม่รู้สึกอะไรจนกว่าหลอดเลือดจะตีบมากถึง 80-90% ซึ่งพอถึงจุดนั้นวันดีคืนดีจะแสดงอาการแน่นหน้าอกมากแบบกะทันหันโดยมักไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน ซึ่งหากมีอาการอย่างนี้ 10 คน จะเสียชีวิตทันที 5 คน ที่เหลือจะเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 คนภายใน 1 เดือน แม้ว่าจะพบแพทย์ได้ทันเวลา ดังนั้นหากมีอาการแน่นหน้าอกจะมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงถึง 60% เลยทีเดียว

ปัจจุบันมีการรักษาไขมันในเลือดสูงมากมายทั้งยาลดไขมัน ยาละลายลิ่มเลือด แต่กลับพบว่าคนที่กินยาแผนปัจจุบันเหล่านี้ก็ยังคงมีหลอดเลือดแข็งจากไขมันอุดตันดังเดิม ตรงข้ามกับคนที่กินสมุนไพรรักษาอย่างต่อเนื่องหลอดเลือดกลับเปลี่ยนมายืดหยุ่นตามปกติ ดังนั้นการเลือกใช้สมุนไพรที่มีคุณภาพมาป้องกันหลอดเลือดหัวใจอุดตันจึงเป็นทางออกที่ดีกว่าการใช้ยาแผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียว

นอกจากการกินสมุนไพรที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องแล้วยังต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีไขมันชนิดไม่ดีสูง เช่น กะทิ นม เนย ของทอดของมัน จึงจะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้ดีที่สุด.

นพ.ธเนศ อมรพิทักษ์กูล

ที่มา : เดลินิวส์ 20 เมษายน 2557

บทความเกี่ยวกับสุขภาพ

รณรงค์คนไทยตื่นตัวรับมือโรคไตวาย

ไต (Kidney) เป็นอวัยวะในร่างกายอยู่ด้านข้างของกระดูกสันหลัง บริเวณบั้นเอว มีอยู่สองข้าง รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ทำหน้าที่ กำจัดของเสียออกจากร่างกาย , ควบคุมสมดุล น้ำ เกลือ และแร่ธาตุอื่นๆ , สร้างฮอร์โมนและเอนไซม์ที่มีความสำคัญต่อร่างกาย เช่น ในขบวนการสังเคราะห์วิตามินดี ช่วยในการควบคุมแคลเซียมและฟอสฟอรัส, Erythropoietin ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงและ renin ในการควบคุมความดันโลหิต ไตจะทำหน้าที่กรองของเสียจากร่างกาย ในหนึ่งวันไตต้องกรองเลือดมากถึง 180 ลิตร หรือ เลือดในร่างกายเราต้องกรองผ่านไตถึงวันละ 50 ครั้ง และช่วยควบคุมระดับน้ำในร่างกาย โดยการขับน้ำส่วนเกินออกมาเป็นปัสสาวะ คอยควบคุมระดับเกลือแร่ต่าง ๆ ในร่างกาย ถ้าเกลือแร่เสียสมดุล เซลล์หรืออวัยวะต่าง ๆ จะไม่สามารถทำงานได้ หากผิดปกติมาก ๆ อาจทำให้เสียชีวิตได้ ช่วยร่างกายควบคุมความดันโลหิต ผู้ป่วยโรคไตมักมีความดันโลหิตสูงยากต่อการควบคุม นอกจากนี้ไตยังช่วยร่างกายในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง โดยมีส่วนร่วมในการสังเคราะห์ วิตามินดี และช่วยร่างกายในการสร้างเลือดโดยการผลิตฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง อีกด้วย 27 more words

บทความเกี่ยวกับสุขภาพ

ต้นตอปัญหาไตเริ่มที่ฉี่

หลายคนกลั้นปัสสาวะเพราะกำลังติดพลันหน้าที่การงาน หรือกำลังเดินทาง จึงไม่สามารถปลดทุกข์เบาที่รู้สึกปวดขึ้นมาได้ แต่รู้กันหรือไม่ว่า การกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ ทุกข์เบาอาจก่อปัญหาสุขภาพบานปลายกลายเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบติดเชื้อ นำเชื้อโรคเข้าไปในร่างกาย หากรุนแรงก็จะทำให้ป่วยเป็นกรวยไตอักเสบ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาโรคไต

เรื่องนี้ แผนกควบคุมและป้องกันการติดเชื้อของโรงพยาบาลพญาไท ย้ำว่า กรวยไตอักเสบ เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือกรวยไต ซึ่งเป็นท่อที่รวบรวมน้ำและของเสียที่ไตกรองออกมา แล้วส่งต่อไปยังท่อไตและไปถึงกระเพาะปัสสาวะ โรคนี้มักพบในผู้หญิงมากกว่าชายถึง 4 เท่า ส่วนใหญ่พบในเด็กผู้หญิง หญิงตั้งครรภ์ มีประวัติป่วยกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นผู้ป่วยเบาหวาน กินยาสเตียรอยด์นาน ๆ เคยสวนปัสสาวะมาก่อน เป็นเนื้องอกหรือมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หรือผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต

สำหรับเชื้อโรคที่เข้าไปติดเชื้อมักเป็นแบคทีเรียกลุ่มแกรมลบ ได้แก่ อีโคไล, เคลบซิลลา, สูโดโมแนส ซึ่งสามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายไปตามกระแสเลือด

หากกรวยไตอักเสบ อาจมีอาการไข้สูง หนาวสั่น แต่การจับไข้จะไม่เป็นเวลาและรู้สึกหนาวสั่นได้วันละหลายครั้ง ทั้งยังรู้สึกปวดสีข้างหรือเอวด้านใดด้านหนึ่ง บางรายปวดท้องน้อยหรือหัวหน่าว ปัสสาวะลำบากแถมยังบ่อย มีสีขุ่น และรู้สึกแสบขัด บ้างก็ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และอ่อนเพลียร่วมด้วย

การวินิจฉัยโรคนี้ ต้องเพาะเชื้อจากตัวอย่างปัสสาวะเพื่อหาเชื้อแบคทีเรียสาเหตุ และอาจต้องเอ็กซเรย์ ตรวจเลือด หรือตรวจพิเศษอื่นๆ กรณีที่แพทย์ชี้ว่าป่วยกรวยไตอักเสบ เบื้องต้นจะให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อโรคชนิดที่พบ ถ้ามีไข้ก็จะได้รับยาแก้ปวดลดไข้กินรักษาอาการด้วย ขณะที่กำลังใช้ยารักษา อาการจะดีขึ้นภายใน 2-3 วัน แต่ถ้านานกว่านั้นแล้วยังไม่ทุเลา ร่วมกับมีอาการแทรกซ้อน เช่น ปัสสาวะออกน้อย ซีด เหลือง หมดสติ ความดันสูง ควรกลับไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

ถ้าสงสัยว่าเข้าข่ายป่วยกรวยไตอักเสบแล้วไม่เข้ารับการตรวจรักษา การปล่อยโรคทิ้งไว้จะนำเชื้อโรคเข้ากระแสเลือดเกิดภาวะโลหิตเป็นพิษ เป็นกรวยไตอักเสบเรื้อรังซึ่งมักอักเสบแบบไม่ปรากฏอาการ นานวันเข้าจะเป็นไตวายหรือไตพิการได้

ชนวนเหตุของกรวยไตอักเสบอาจไม่ไกลตัว แต่ก็มีหลักการง่าย ๆ ช่วยป้องกันโรคนี้ได้ เพียงดื่มน้ำอย่าให้ขาด หรือดื่มเฉลี่ยชั่วโมงละแก้ว แนะจิบทีละนิด จะช่วยขับเชื้อโรคออกมาจากกระเพาะปัสสาวะ ที่สำคัญพยายามอย่ากลั้นปัสสาวะ  ฝึกถ่ายปัสสาวะทุกครั้งที่ปวดจนเป็นนิสัย และเวลาเดินทางไกลต้องฝึกเข้าห้องน้ำนอกบ้านให้ชิน

นอกจากนี้หลังขับถ่ายอุจจาระ ต้องชำระล้างให้สะอาดหมดจด การใช้กระดาษชำระซับน้ำควรเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคจากปากทวารหนักไปติดที่ท่อปัสสาวะ และแม้จะมีอาการเพียงแค่ปัสสาวะแสบขัดแต่ไม่มีไข้ก็ควรปรึกษาแพทย์ เพราะนั่นเป็นอาการเบื้องต้นที่สามารถพัฒนากลายเป็นกรวยไตอักเสบได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 9 ตุลาคม 2555

บทความเกี่ยวกับสุขภาพ

เตือนวัยรุ่นกิน “อาหารเสริม” มาก เสี่ยงไอคิวต่ำ ทำตับไตพัง

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ห่วง วัยรุ่นกลัวไม่ผอม ไม่สวย หันมากินอาหารเสริมแทนข้าว ชี้เสี่ยงเป็นโรคขาดสารอาหาร และได้รับสารเคมีเกิน ทำตับไตพัง ไอคิวต่ำลง สมองไม่แล่น ป่วยง่าย ย้ำไม่มีอาหารเสริมชนิดใดที่กินแล้วร่างกายจะได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ แนะออกกำลังกาย กินผักและผลไม้

นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและที่ปรึกษาสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้กระแสของวัยรุ่นทั้งชายและหญิงในปัจจุบัน ใช้ชีวิตอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะวัยรุ่นที่อยากมีรูปร่างผอมเพรียวเหมือนนางแบบตามกระแสแฟชั่น หรืออยากมีผิวขาวสวย ตาหวาน มักจะนิยมกินอาหารเสริมต่าง ๆ ทั้งชนิดเม็ด แคปซูล หรือชงดื่ม เช่น ผงบุก วิตามินต่าง ๆ ซึ่งมีราคาถูก หาซื้อได้ง่ายทางอินเทอร์เน็ต และตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ส่วนใหญ่นิยมกินแทนกินอาหารหลัก เพราะอาหารประเภทนี้กินแล้วจะทำให้อิ่ม ไม่หิวง่าย ทำให้น้ำหนักลด บางรายการอาจมีการโฆษณาเสริมวิตามินหรือสารอาหารอื่น ๆ เข้าไปด้วย ทำให้เข้าใจ หลงเชื่อว่ามีสารอาหารครบถ้วน และยังมีสรรพคุณป้องกันโรคมะเร็ง หรือสร้างภูมิต้านทานโรคด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้

นายสง่ากล่าวว่า วัยรุ่น วัยเรียนเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต จำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและเพียงพอ การหันไปกินอาหารเสริมต่าง ๆ เพื่อให้อิ่มจะได้ไม่ต้องกินอาหารหลัก หวังลดน้ำหนัก ให้รูปร่างผอมเพรียวนั้น เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารบางตัว ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน มีโอกาสที่จะเป็นโรคขาดสารอาหารซึ่งโรคนี้เคยเป็นปัญหาในกลุ่มเด็กเล็กในอดีตและพบได้น้อยลงแล้วในปัจจุบัน โรคอาจหวนกลับมาเป็นปัญหาใหม่ของกลุ่มวัยรุ่นไทยก็ได้ จากการกินอาหารเสริมแทนอาหารมื้อหลัก ซึ่งจะส่งผลให้มีร่างกายอ่อนแอ ป่วยง่าย เพราะมีภูมิต้านทานโรคต่ำ มีอาการเซื่องซึม ไม่กระตือรือร้น เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง เพราะการกินอาหารเสริมนั้น ไม่สามารถไปทดแทนอาหารหลัก เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ได้
“วัยเรียนเป็นวัยที่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ หากกินแต่อาหารเสริมแทนอาหารหลักจะมีผลต่อเซลล์สมอง จะได้รับสารอาหารไม่เต็มที่ การเจริญเติบโตของเซลล์สมองไม่เป็นไปตามปกติ ส่งผลให้การเรียนรู้และสติปัญญาด้อยกว่าที่ควรจะเป็น ไอคิวต่ำลง มีผลต่อการเรียนหนังสือและความจำด้วย เพราะฉะนั้นการกินอาหารเสริมไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ไม่สามารถช่วยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีอาหารเสริมเม็ดใด ขวดใด แคปซูลใด ที่กินแล้วร่างกายจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ คือมี โปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต อย่างครบถ้วน” ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ล่าว

นายสง่ากล่าวอีกว่า สำหรับอาหารเสริมประเภทที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ผงบุก วิตามินสาร สกัดจากตะบองเพชร ที่มีการโฆษณาว่าไม่เป็นอันตรายนั้น ในแง่ของโภชนาการ ก็ไม่สามารถทดแทนอาหารหลักได้เช่นกัน และหากเป็นอาหารเสริมที่ทำมาจากสารเคมีหรือสังเคราะห์จากสารเคมียิ่งมีอันตราย เพราะหากกินเป็นจำนวนมาก กินติดต่อกันเป็นเวลานาน จะมีโอกาสเสี่ยงที่ร่างกายจะได้รับสารเคมีเกิน จะทำให้ตับและไตทำงานหนัก อาจทำให้เกิดตับวายและไตวายได้ในที่สุด เช่น สารแอลคาร์นิทีน (L-carnitine) ที่อยู่ในอาหารเสริมลดน้ำหนัก หากกินมากๆ อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ซึ่งข้อเท็จจริงสารอาหารชนิดนี้ มีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติ เช่น สัตว์เนื้อแดงชนิดต่าง ๆ ปลา หรือผัก ผลไม้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งจากอาหารเสริมซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ มีราคาแพงและเปล่าประโยชน์

“จึงขอฝากเตือนวัยรุ่นที่นิยมกินอาหารเสริม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากกินไปแล้วเพราะความหลงเชื่อโฆษณา ก็ควรลด และควรเลิกกินอย่างเด็ดขาด ขอให้หันมากินอาหารหลักให้ครบทั้ง 5 หมู่ และเพิ่มการออกกำลังกาย กินผักผลไม้สดให้ได้วันละครึ่งกิโลกรัม นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ความต้องการที่จะมีหุ่นสวย ตาใส ร่างกายแข็งแรง สมส่วน มีสมองที่ปราดเปรียว พร้อมในการเรียนหนังสือ จะมีตามที่ต้องการ และยังไม่เสี่ยงเป็นโรคขาดสารอาหารอีกด้วย” ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการกล่าว

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 สิงหาคม 2555

บทความเกี่ยวกับสุขภาพ