ป้ายกำกับ » เบาหวาน

Younger (thinner) you diet (รู้กันไหมว่าทำไมจึงอ้วน)

สาเหตุแห่งความอ้วน หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพราะการกิน บางคนคิดว่าเพราะไม่ออกกำลังกาย หรือแท้จริงแล้วมีปัจจัยอื่นอีก หนังสือชื่อ Younger (thinner) you diet บอกชัดเจนว่า ต้นเหตุแห่งความอ้วนอยู่ที่สมองและสารเคมีในร่างกายเรานี่เอง ดร.บุญชัย ท่านได้นำหนังสือเล่มนี้มาจัดในรายการ CEO Vision ฟังแล้วได้ทั้งคว… https://wp.me/p3fVD6-La #Healthyplus, #HOWTO

โลกกลมเนอะ

เช้านี้ที่โรงพยาบาลคนเยอะมาก พาพ่อมาตรวจเบาหวานกำลังก้มหน้าก้มตาพิม ลูกค้าพิมเข้ามาทัก เรางงแหงนหน้ามาอ้าว ลูกค้าเก่าเคยซื้อแหวนคู่ จำได้เพราะนัดให้ส่งแถวนี้ดีใจอะจำกันได้
แล้วยังเก็บไลนไว้ด้วย พ่อมาตรวจด้วยโรคฮิตเหมือนกัน

เด็กผ่าท้องคลอด ภูมิคุ้มกันอ่อน

เด็กที่เกิดจากการผ่าท้องคลอด อาจจะแพ้เปรียบเพื่อนฝูงที่คลอดตามธรรมชาติไม่ได้ ตรงที่มีปริมาณของเซลล์เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันน้อยกว่ากัน

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ซึ่งได้ศึกษาเปรียบเทียบลูกที่เกิดจากการคลอด 2 แบบของหนูทดลอง ได้พบว่าลูกหนูซึ่งคลอดตามธรรมชาติจะมีแรงภูมิคุ้มกันดีกว่า เพราะได้ผจญจากแบคทีเรียของแม่มา ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของลูกหนูพวกนี้รู้จักแยกแยะอณูที่ให้คุณและอณูแปลกปลอม นอกจากนั้นยังไม่ค่อยเป็นโรคที่เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันต้านตนเอง อย่างโรคเบาหวานชนิดที 1 กับโรคภูมิแพ้ต่างๆอีกด้วย

ศาสตราจารย์แอกเซล คอร์เนอรัพ แฮนสัน กล่าวว่า ต่อไปเราอาจจะพบวิธีป้องกันให้กับทารกที่เกิดใหม่ คนที่ส่อท่าว่าจะเป็นโรคที่เกิดจากการแพ้ภูมิป้องกันตนเองได้.

ที่มา : ไทยรัฐ 16 กรกฎาคม 2557

บทความเกี่ยวกับสุขภาพ

ลดความอ้วนและไขมันในเลือดสูงด้วยผักพื้นบ้านไทย

ลดความอ้วนและไขมันในเลือดสูงด้วยผักพื้นบ้านไทย

รองศาสตราจารย์ .ภญ. พร้อมจิต ศรลัมพ์
สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

          ภาวะไขมันในเลือดสูงในคนไทยทั้งชายและหญิงเป็นปัญหาสุขภาพที่นับวันจะรุนแรง และมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่ากลัว พบว่าทัศนคติในการบริโภคของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กไทยเปลี่ยนจากอาหารไทยที่อุดมไปด้วยผักนานาชนิด ไปเป็นอาหารจานด่วนแบบตะวันตก ที่เข้ามาแพร่หลาย ได้รับความนิยมสูงและหาซื้อง่าย สารอาหารที่พบในอาหารจานด่วนส่วนใหญ่เป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ซึ่งถ้าบริโภคเป็นประจำ จะส่งผลให้เกิดโรคอ้วน ไขมันในเลือดสูงและจะพัฒนาเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็งในทางเดินอาหาร เราควรหาโอกาสไปพบคุณหมอและตรวจหาข้อมูลสุขภาพสักปีละครั้ง เพื่อป้องกันก่อนเกิดโรคเหล่านี้

บทความเกี่ยวกับสุขภาพ

ดูแลสุขภาพกับเบาหวาน มุมมองของเภสัชกรชุมชน

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งได้ทำการตรวจคัดกรองประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป จำนวน 22.2 ล้านคน ใน พ.ศ. 2554 พบผู้ป่วยเบาหวาน 1,581,857 คน ในจำนวนนี้มีผู้ที่ภาวะแทรกซ้อน 277,020 คน ซึ่งพบว่ามีภาวะแทรกซ้อนทางไตมากที่สุด รองลงมาคือภาวะแทรกซ้อนทางตา และมีการคาดการณ์ว่าในอีก 8 ปีข้างหน้า ไทยจะพบผู้ป่วยเบาหวานสูงขึ้นถึง 4.7 ล้านคน

เภสัชกรหญิงวิไลวรรณ ลักษมีเลิศ จากสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคเบาหวานว่า “เบาหวาน” เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เนื่องจากโดยปกติแล้วฮอร์โมนอินซูลินที่ผลิตจากตับอ่อนจะนำน้ำตาลในเลือดไปสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั่วร่างกายเพื่อใช้ในการสร้างพลังงานและสร้างเซลล์ต่าง ๆ แต่ถ้าร่างกายผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอที่จะนำน้ำตาลไปใช้ได้ ก็จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “น้ำตาลในเลือดสูง” ซึ่งในระยะยาวจะมีผลให้เกิดความเสื่อมของหลอดเลือดต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และหากผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม อาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่รุนแรงได้

“ในร่างกายของคนปกติทั่วไปจะมีระดับน้ำตาลอยู่ที่ 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลสูงถึง 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขึ้นไป…แต่เวลาที่คนไข้ไปโรงพยาบาลคุณหมอมักแนะนำให้อดอาหารก่อนไปเจาะเลือดตรวจ ถ้าเป็นดังนี้จะพบว่า คนที่อดอาหารมากกว่า 6-8 ชั่วโมงขึ้นไป ในคนปกติจะตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดไม่เกิน 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร แต่ในคนเป็นเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลที่มากกว่า 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถามว่าทำไมแพทย์จึงต้องให้อดอาหารก่อน นั่นก็เพราะว่าการตรวจเลือดในขณะอดอาหารจะช่วยให้เราสามารถเช็กการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้ดีกว่าการไม่อดอาหาร คุณหมอจึงต้องให้เราอดอาหารก่อนไปตรวจนั่นเอง”

เบาหวาน สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ เบาหวานชนิดที่ 1, เบาหวานชนิดที่ 2, เบาหวานที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ และเบาหวานที่มาจากสาเหตุอื่น ๆ แต่ที่เราจะพูดคุยในวันนี้ก็คือเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2 ซึ่งพบได้บ่อยกว่าชนิดอื่น

เบาหวานชนิดที่ 1 เบาหวานชนิดนี้ส่วนใหญ่พบในเด็ก เกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราไปทำลายเซลล์ที่ผลิตอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยมาก ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไปตลอด

เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นเบาหวานชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด และพบได้มากในผู้ใหญ่ สาเหตุมาจากความเสื่อมของเซลล์ที่ผลิตอินซูลิน ทำให้ร่างกายผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยทั่วไปมักสัมพันธ์กับเรื่องพันธุกรรม น้ำหนักตัวที่มาก และการขาดการออกกำลังกาย ประกอบกับวัยของผู้ป่วย เซลล์ที่เริ่มมีการเสื่อมลงแล้ว ทำให้การทำงานของอินซูลินไม่เป็นปกติเหมือนเดิม หรือมีภาวะที่ดื้อต่ออินซูลิน จึงทำให้เซลล์ต่าง ๆ ของตับอ่อนถูกทำลายลงไปบ้างส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งการรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ในขั้นต้น แพทย์จะให้รับประทานยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ในบางรายอาจจำเป็นต้องได้รับการฉีดอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ภก.หญิงวิไลวรรณ  กล่าวว่า ผู้ป่วยเบาหวานต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการดูแลตนเอง โดยมีหลักปฏิบัติง่าย ๆ 4 ข้อ ดังนี้

1. ต้องทานยาที่แพทย์สั่งเป็นประจำ อย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ เพราะยาจะเป็นตัวที่ช่วยดูแลควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เรา ยาที่ต้องทานก่อนอาหารผู้ป่วยก็ต้องทานก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงตามที่แพทย์สั่ง เพื่อที่ยาจะช่วยดึงให้ระดับน้ำตาลในเลือดมาอยู่ในระดับที่เหมือนคนปกติทั่วไป…ยาเบาหวานเป็นยาที่ต้องรับประทานเป็นประจำและตามเวลาที่แพทย์ระบุ มิเช่นนั้นเซลล์ของเราจะไม่สามารถที่จะมีกระบวนการทำงานเป็นไปตามเป้าหมายหรือตามปกติได้ ยาเบาหวานไม่เพียงแต่เป็นยาที่ใช้รักษาตามอาการเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวช่วยในการปรับระบบการทำงานของเซลล์อีกด้วย

2. ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องรับประทานอาหารอย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่เท่า ๆ กัน ในแต่ละมื้อ ไม่ควรที่จะกินจุกกินจิก เพื่อให้ตรงตามตารางการใช้ยาที่คุณหมอกำหนดให้ ทั้งนี้ไม่ว่าเราจะรับประทานอาหารชนิดใดก็ตาม อาจทำให้เราได้รับน้ำตาลสูงเกินความจำเป็น

3. หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับยากลับบ้านไปแล้ว ควรหมั่นสังเกตอาการของตนเองหลังทานยาว่ามีอาการโหยหรือไม่ ใจสั่นหรือไม่ มีอาการเป็นลม หรือมีอาการแพ้จากการรับประทานยาหรือไม่ หากพบอาการอย่างใดอย่างหนึ่งควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อให้คุณหมอตรวจเช็กเรื่องการทานยา ไม่ควรปรับเปลี่ยนการรับประทานยาด้วยตัวเอง ซึ่งอาการโหยหรือใจสั่น อาจเกิดจากการที่เราได้รับยาที่เกินขนาด จึงทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำ หรือที่เรียกว่า “น้ำตาลตก” ได้

4. ผู้ป่วยควรมีการออกกำลังกายบ้าง อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที ประมาณ 5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อที่ร่างกายของเราจะได้ลดการดื้อต่ออินซูลินได้ แต่ต้องเลือกชนิดการออกกำลังกายที่ไม่หักโหมเกินไป เพราะการออกกำลังกายที่หนักจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดตกลงมาได้ อาจจะเลือกใช้การบริหารอวัยวะเป็น
ส่วน ๆ เช่นที่ปลายเท้าเพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ซึ่งจะช่วยลดภาวะอาการเท้าชาได้

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือหลักปฏิบัติง่าย ๆ สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อช่วยให้ท่านที่เป็นเบาหวานแล้วห่างไกลจากโรคแทรกซ้อนที่จะตามมา เพราะความน่ากลัวของโรคเบาหวานนั้น แท้ที่จริงแล้วอยู่ที่โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ นี่เอง

ดังที่ทราบกันว่าในทุก ๆ อวัยวะทั่วร่างกายล้วนมีหลอดเลือดและเลือดไปหล่อเลี้ยง ดังนั้นเมื่อหลอดเลือดเกิดความเสื่อมอันเนื่องมาจากโรคเบาหวาน ก็ย่อมจะส่งผลถึงทุกอวัยวะทั่วร่างกายเช่นเดียวกัน ซึ่งหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องของ “เบาหวานขึ้นตา” หรือคนเป็นเบาหวานเป็นแผลแล้วหายยากหายช้า อาการเหล่านี้เป็นเรื่องของโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากการที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเป็นระยะเวลานาน ประมาณ 5 ปีขึ้นไป จึงทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เหล่านี้ ยิ่งถ้าเกิดกับอวัยวะสำคัญก็จะอันตรายมาก ไม่ว่าจะเป็นสมอง หัวใจ ตา ไต รวมถึงอวัยวะปลายมือปลายเท้าของเราก็มีผลได้ทั้งหมด

ในเรื่องของการดูแลเท้า ผู้ป่วยควรหมั่นดูแลเท้าทุกวัน ทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้าว่ามีแผลเกิดขึ้นหรือไม่ ผู้ป่วยจะต้องล้างเท้า ฟอกสบู่และเช็ดให้แห้งทุกวัน หลังจากนั้นก็ควรทาโลชั่นเพื่อให้เท้าชุ่มชื้นไม่แห้งไม่แตก หรือเกิดแผลได้ง่าย ผู้ป่วยควรสวมถุงเท้าก่อนใส่รองเท้าก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ไม่ควรแช่เท้าในน้ำอุ่น ทั้งนี้เนื่องจากเท้าของผู้ป่วยเบาหวานจะมีความรู้สึกชาและตอบรับกับอุณหภูมิของน้ำไม่เหมือนกับคนปกติจึงไม่ควรแช่เท้าในน้ำอุ่น อีกทั้งเมื่อเกิดแผลแล้วก็ต้องรีบทำแผลทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เพราะอาจทำให้เกิดแผลติดเชื้อลุกลามไปได้

แนะนำว่า “ควรตัดเล็บเท้าเป็นแนวตรง” อาจจะตะไบที่มุมเล็บเล็กน้อย ไม่ควรตัดเล็บในลักษณะโค้ง เพราะเสี่ยงต่อการตัดเข้าเนื้อ และอาจทำให้แบคทีเรียเข้าไปอยู่บริเวณนั้นเกิดสะสมจนเป็นแผลอักเสบขึ้นได้ นอกจากนี้ควรมีการบริหารเท้าหรือนวดเท้าทุกวันเพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิตที่เท้า

สิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือเรื่องของอาหาร ภก.หญิงวิไลวรรณ  ให้ข้อมูลว่า มีอาหารหลายชนิดที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้และช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้ ยกตัวอย่างเช่น ปลา ซึ่งมีโอเมก้า 3 ที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ดึงให้ร่างกายของเรามีการใช้น้ำตาลได้ดีขึ้น, หอมใหญ่ จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินได้, บรอกโคลี มีโครเมี่ยมสูง ช่วยให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้นเพื่อดึงน้ำตาลเข้าไปเลี้ยงเซลล์ได้ดีขึ้น, มะระขี้นก จากงานวิจัยพบว่าในมะระขี้นกมีสารที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดคล้ายกับอินซูลิน, ถั่วฝักยาวและพืชตระกูลถั่ว จะมีไฟเบอร์สูง จะช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดดูดซึมอย่างช้า ๆ ช่วยลดภาวะการดื้อต่ออินซูลินได้, ใบกะเพรา ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้, โสม จะช่วยปรับสมดุลน้ำตาลในเลือดของเราได้

ภก.หญิงวิไลวรรณ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า อาหารของผู้ป่วยเบาหวานสามารถแบ่งง่าย ๆ ได้ 3 ประเภท คือ

1. อาหารที่ไม่แนะนำให้รับประทาน นั่นคืออาหารกลุ่มแป้ง กลุ่มที่มีน้ำตาลสูง รวมถึงของหวานต่าง ๆ ช็อกโกแลต ไอศกรีม และเครื่องดื่มอัดลม และน้ำผลไม้ต่าง ๆ

2.กลุ่มอาหารที่สามารถทานได้ และไม่จำกัดปริมาณในการรับประทาน นั่นก็คือผักใบเขียวทั้งหลาย ซึ่งสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย ทั้งยำ สลัด และผัดผัก เพราะกลุ่มพืชผักใบเขียวเหล่านี้มีไฟเบอร์สูง ไฟเบอร์ที่สูงนี้จะช่วยให้ร่างกายเราดูดซึมน้ำตาลได้อย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป และช่วยในเรื่องการขับถ่ายของผู้ป่วยด้วย

3. กลุ่มอาหารที่สามารถทานได้ แต่ต้องจำกัดปริมาณในการรับประทาน เช่น อาหารที่มีแป้ง คาร์โบ ไฮเดรต โปรตีน และไขมัน

เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องใช้เวลาในการรักษาค่อนข้างยาวนานหรือบางท่านก็อาจจะตลอดชีวิต แต่ถ้าเราสามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดภาวะโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยเบาหวาน มีคุณภาพชีวิตและใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขเฉกเช่นคนปกติทั่วไป.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 7 กรกฎาคม 2556

บทความเกี่ยวกับสุขภาพ

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเบาหวานที่ไม่หวาน

เบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลหลังจากอดอาหารมานาน 8 ชั่วโมงสูงกว่าปกติ คือสูงกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ร่วมกับมีอาการผิดปกติต่างๆ เช่น ปัสสาวะมาก กระหายน้ำมาก น้ำหนักตัวลดลง โดยไม่มีสาเหตุ ภาวะเบาหวานไม่ได้เกิดขี้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสมสั่งสมเป็นระยะเวลานาน และขาดการออกกำลังกาย

ภาวะก่อนเบาหวาน
ก่อนที่จะเป็นเบาหวาน เราอาจจะมีภาวะก่อนเบาหวานซึ่งเป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดสูงกว่าปกติ (แต่ต่ำกว่า 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) โดยภาวะก่อนเบาหวานจะเริ่มจากร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งอินซูลินจะมีหน้าที่นำน้ำตาลกลูโคสไปใช้เป็นพลังงาน เมื่อดื้อต่ออินซูลินทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานได้ ส่งผลให้น้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงขี้น ซึ่งไปกระตุ้นให้ตับอ่อนหลังอินซูลินออกมาในกระแสเลือดเพิ่มขี้น ขณะที่ตับก็จะผลิตน้ำตาลกลูโคสเพิ่มขี้นเพื่อชดเชยภาวะขาดแคลนพลังงานของร่างกาย จนส่งผลให้มีระดับน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดสูงกว่าปกติแต่ยังไม่สูงเท่าคนที่เป็นเบาหวาน โดยภาวะนี้จะเกิดขี้นหลังจากรับประทานอาหาร ซึ่งเราเรียกว่า ภาวะความทนต่อน้ำตาลกลูโคสบกพร่อง โดยระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขี้นจากภาวะนี้จะก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่อหลอดเลือดแดงเล็ก อาทิ โรคไต เบาหวานขี้นตา ปลายประสาทอักเสบ อาการชาที่ขา กล้ามเนื้ออ่อนแรง ระบบประสาทเสื่อม

นอกจากนี้หากเกิดภาวะก่อนเบาหวานขี้น แล้วไม่ดูแลรักษาตัวเองหรือควบคุมระดับน้ำตาลให้ดีตั้งแต่แรก ผู้นั้นก็จะพัฒนาไปเป็นเบาหวานในไม่ช้า โดยประมาณร้อยละ 40-50 ของคนที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลินและความทนต่อกลูโคสบกพร่องจะพัฒนาเป็นเบาหวานภายใน 10 ปี ซึ่งจะก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนกับหลอดเลือดแดงใหญ่นำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพาต หลอดเลือดแดงที่ขาตีบ และโรคหลอดเลือดสมองอีกด้วย

ที่มา นิตยสาร Health Today

สุขภาพ