ป้ายกำกับ » ภัยพิบัติ

ขอเรีนเชิญเข้าร่วมหลักสูตร "บทบาทสถาบันอุดมศึกษากับการจัดการอาสาสมัครในสถานการณ์ภัยพิบัติ รุ่น 2"

สถาบันคลังสมองของชาติ ร่วมกับ เครือข่ายจิตอาสา (Volunteer Spirit Network)และองค์การหน่วยอาสาสมัครอังกฤษ (Voluntary Service Oversea:VSO) เล็งเห็นถึงความสำคัญของบทบาทสถาบันอุดมศึกษาในสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ จึงกำหนดจัดหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ “บทบาทสถาบันอุดมศึกษากับการจัดการอาสาสมัครในสถานการณ์ภัยพิบัติ รุ่น 2” (Volunteer Management in Disaster 2)

When: ระหว่างวันที่ 20-22 พฤษภาคม 2558

Where: 11 more words

ข่าวอบรม/สัมนา

ระบบฐานข้อมูลกลางด้านภัยพิบัติ(ด้านการเกษตร)

วันที่ 2 ตุลาคม 2555 ร่วมประชุมกับ EGA(Electronic Government Agency), GISTDA, NGOs และ NECTEC ได้ประชุมร่วมกันที่ EGA เพื่อจัดทำ Universal Core Set ด้าน พื้นที่ และคน, Common Core Set (ข้อมูลที่ใช้ร่วมกัน), และ Domain Specific (ข้อมูลเฉพาะด้าน) โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับการเกษตร ที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ

Services In Agriculture

“เรียนรู้เท่าทันป้องกันภัยพิบัติ”

สพป.บุรีรัมย์ เขต 1 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เรื่อง “เรียนรู้เท่าทันป้องกันภัยพิบัติ”  เพื่อให้ทุกโรงเรียนมีความพร้อมในการป้องกันภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2555  นางสาวรัตติมา พานิชอนุรักษ์ รอง ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต 1 เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการโครงการเรียนรู้เท่าทันป้องกันภัยพิบัติ ซึ่ง สพป.บุรีรัมย์ เขต 1 จัดขึ้น โดยมีศึกษานิเทศก์ คณะครูจากโรงเรียนบ้านกระสัง (หรุ่นราษฎร์รังสรรค์) และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นวิทยากรให้ความรู้แก่ครูจากทุกโรงเรียนในสังกัด  202 โรงเรียน ที่เข้าร่วมประชุม เพื่อให้รับทราบแนวปฏิบัติในการจัดการด้านภัยพิบัติ  มีทักษะในการรับมือกับสถานการณ์และภัยพิบัติต่างๆ  รวมทั้งนำความรู้ที่ได้รับไปบูรณาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แก่นักเรียน ให้มีความพร้อมในการป้องกัน และแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยลดความรุนแรงและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากภัยพิบัติต่างๆ ได้  

สพป.บร.1

ยุทธศาสตร์ภาคประชาชน เพื่อรับมือวิกฤติการณ์

ช่วงที่ผ่านมา อาจารย์ยักษ์รู้สึกว่าสัญชาตญาณมดของตัวเองค่อนข้างจะทำงาน เกิดเป็นความกังวลใจแปลกๆ ในช่วงหลายวันมานี้ แต่เมื่อมองดูสภาพสังคมปัจจุบันก็เข้าใจว่า ทำไมสัญชาตญาณมดจึงได้ทำงาน เหตุสำคัญคงเป็นเพราะภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นถี่ในช่วงนี้ แต่แนวทางแก้ปัญหาของรัฐยังเดินไปตามแนวทางเดิมๆ ซึ่งเห็นกันอยู่แล้วว่าเป็นการแก้ปัญหาผิดทาง นอกจากนั้นปัญหาเศรษฐกิจก็กำลังลุกลามไปทั่วโลก ราคาน้ำมันแพง อาหารขาดแคลน ฯลฯ ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าจะส่งผลสะเทือนถึงประเทศเราอย่างแน่นอน

เมื่อมองไปที่การเมืองก็พบแต่ความสับสน วุ่นวาย ขัดแย้งกันภายในจนไม่มีเวลามาแก้ปัญหาของประชาชน ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะรัฐกุมไว้ทั้งกำลังคน ทรัพยากร และงบประมาณ สุดท้ายอาจารย์ยักษ์มองเห็นความพยายามของสังคมกระแสหลักที่กำลังดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด ที่จะส่งผลกระทบอย่างแรงต่อสังคม

อาจารย์ยักษ์ดูแล้วก็เห็นแต่ประเด็นความขัดแย้งที่จะรุนแรงขึ้น และแนวทางที่เป็นไปได้มีทางเดียว คือ ภาคประชาชนจะต้องวางยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนพวกเรากันเอง อย่างเป็นกระบวนและเป็นขบวนเพื่อรับภาวะวิกฤติซึ่งจะมาถึงทุกคน เหมือนท่ามกลางกระแสน้ำที่หลากมา จะมีต้นไม้ มีขอนไม้ สวะลอยมา หากเราดึงเอาสวะมาเกี่ยวกับขอนไม้ ก็กลายเป็นเกาะขึ้นกลางน้ำ หากเราดึงสวะเข้ามาเรื่อยๆ ดึงอะไรต่างๆ ที่ลอยตามน้ำมาขึ้นมาไว้เป็นกอที่ใหญ่ขึ้นพอสำหรับเป็นที่พักพิง สิงสาราสัตว์ลอยตามน้ำมาก็ช่วยดึงขึ้นมาไว้ ก็จะเป็นที่พึ่งของคนของสัตว์ได้ เป็นโอกาสที่เกิดขึ้นในภาวะวิกฤติ แต่จะทำอย่างไรให้เกิดขึ้นเป็นจริงนั้น ก็เป็นเรื่องยาก แต่ก็ต้องทำ

เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ก็มองว่า ในท่ามกลางวิกฤติการณ์นี้ กลุ่มเรายังพอจะเป็นที่พึ่งได้บ้าง แม้จะยังไม่แข็งแกร่ง แต่เราก็เตรียมการมาหลายปีแล้ว พอพึ่งตัวเองได้และเตรียมการฝึกคนในให้เข้มแข็งมากขึ้น ให้มีพลังมากขึ้น เพื่อยกระดับศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ สู่ “ค่ายกสิกรรมธรรมชาติ” ให้เป็นที่พึ่ง ที่อพยพเวลาเกิดวิกฤติ

ส่วนการวางกำลังนั้น อาจารย์ยักษ์มองว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเชื่อมโยงกับทุกฝ่ายให้ครบเบญจภาคี โดยต้องแบ่งงานคนในให้ชัดเจน เยาวชนรุ่นเล็กมีแรง มีกำลังต้องเคลื่อนแรงและเร็ว ขณะนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปลุกกระแสเยาวชนขึ้น ให้วัยรุ่น ให้เยาวชน ได้เข้ามาร่วมกำลัง เป็นเปลือก เป็นกระพี้ให้ได้ยิ่งดี จากนั้นฝึกให้เขาแม่นทฤษฎี มีวิญญาณ ประสานเซียนได้ ขึ้นเป็นผู้นำในกลุ่มเยาวชนด้วยกันเองได้ นี่คืองานหลักในการสร้างกองกำลังรุ่นเยาว์เพื่อทำงานขับเคลื่อนภาคประชาชน

ประการที่สอง กลุ่มคนรุ่นกลางจะเน้นหนักในการทำงานขับเคลื่อนลุ่มน้ำ โดยใช้ตัวอย่างความสำเร็จของการขับเคลื่อนเครือข่ายจากภูผาสู่มหานที ที่ลุ่มน้ำพะโต๊ะ จ.ชุมพร ซึ่งเกิดจากการเชื่อมโยงภาคราชการ คือ พงศา ชูแนม จากหน่วยอนุรักษ์จัดการพื้นที่ต้นน้ำพะโต๊ะเชื่อมกับวริสร รักษ์พันธุ์ ภาคเอกชนจากชุมพร คาบาน่าที่ปลายน้ำ  และสื่อมวลชนเข้าร่วมสนับสนุน สื่อหลักคือทีวีบูรพาและสื่อมวลชนในพื้นที่เข้ามาร่วมมากมาย

ส่วนภาคประชาชนนั้น ถูกจัดตั้งขึ้นมาเต็มไปหมด ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และภาควิชาการในนามของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ก็เข้ามาจับมือร่วมด้วย โดยการนำเครื่องมือมาตรวจวัดคุณภาพน้ำ กลายเป็นองค์ประกอบ 5 ภาคีที่จริงจัง และผู้ว่าราชการจังหวัดให้การสนับสนุน การขับเคลื่อนลุ่มน้ำพะโต๊ะจึงสำเร็จ แต่โมเดลความสำเร็จนี้ไม่ใช่เป็นเพียงโมเดลเดียวที่ทำได้ การทำงานของเครือข่ายในลุ่มน้ำอื่นๆ ยังมีโมเดลที่เกิดขึ้นจากการนำของภาคีอื่นๆ แต่ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน และเป็นต้นแบบให้ทีมรุ่นกลางขับเคลื่อนในโมเดลเดียวกัน

 อาทิตย์หน้า อาจารย์ยักษ์จะมาเล่าให้ฟังถึงยุทธศาสตร์ภาคประชาชนที่จะพลิกขึ้นมาเพื่อรับมือภาวะวิกฤติและการเกิดขึ้นของ “ค่ายกสิกรรมธรรมชาติ” ค่ายอพยพที่มีทั้งอาหาร ที่พัก และความรู้ที่ได้วางแผนรับมือทั้งก่อนเกิดเหตุการณ์ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุการณ์ไว้พร้อมแล้ว

“อาจารย์ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู”

คม ชัด ลึก พอแล้วรวย 23 เมษายน 2554

กสิกรรมธรรมชาติ

ภารกิจเร่งด่วนหลังน้ำลด(2)

ฉบับที่แล้ว อาจารย์ยักษ์พูดถึงเรื่องข้อมูลในยุคปัจจุบันที่มีพร้อมและจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องบอกให้ผู้คนที่อาศัยอยู่บนพื้นที่เสี่ยงภัยได้รับรู้ ทั้งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ จากดาราศาสตร์ และข้อมูลสำคัญต่างๆ มากมาย ที่ยืนยันว่าภัยพิบัติที่ไม่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ นั้น บัดนี้ เดี๋ยวนี้มันเป็นไปได้ทั้งหมดแล้ว

ความรู้ที่สองที่จำเป็นต้องแพร่ลงไป คือ ข้อมูลจากปฏิกิริยาจากสัตว์ ซึ่งมีสัญชาตญาณ และสามารถบอกความเปลี่ยนแปลงหรือภัยธรรมชาติได้ ดังนั้น ระบบข้อมูลที่จะเตือนภัย ต้องเตรียมให้พร้อมและแจ้งให้แก่ทุกพื้นที่ที่มีความเสี่ยงภัย สำคัญที่สุดจะต้องฝึกประชาชนให้รู้ล่วงหน้า ถ้าเขาอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยและแก้ไขไม่ได้ อพยพหนีก็ไม่ได้ ผู้ปฏิบัติการหรือคนที่เข้าไปช่วยเหลือ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องง่ายที่จะให้เขาย้ายบ้าน หรือจะให้เขาขายที่ดินทิ้ง รื้อบ้านแล้วไปปลูกใหม่ พูดง่าย แต่ทำไม่ง่าย ก็ต้องเตรียมอพยพเพราะหากมีหินถล่มลงมาถ้าคนหนีออกไปเสียก็แค่บ้านพัง ความเสียหายก็แค่บ้านพัง นี่ก็คือเพื่อให้คนเอาชีวิตให้รอด แล้วหากยังไม่สามารถย้ายบ้านช่องถิ่นฐานได้ก็ต้องว่ากันว่าจะรับมืออย่างไร มีงานมากมายที่ต้องทำ แต่พื้นฐานที่สำคัญคือต้องฝึกคนเหล่านี้ในพื้นที่เสี่ยงภัย ให้พร้อมสำหรับการเตรียมการอพยพ จะอพยพอย่างไร จะเอาอะไรติดตัวไปบ้าง ถ้ามีสัญญาณเตือน

ทั้งสัญญาณที่มาจากธรรมชาติ และสัญญาณที่มาจากวิทยาศาสตร์ ซึ่งข้อมูลนี้ ทีม ดร.รอยล เขามีข้อมูลอยู่และเต็มใจที่จะมาช่วยกัน จะเชื่อมโยงกับ อบต. เทศบาล จังหวัดอย่างไร นี้คืองานที่ต้องเตรียมการเร่งด่วน และสองวางแผนการอพยพอย่างไร จะเดินทางอย่างไร ถ้ามีสัญญาณเตือนว่าอีก 2 ชั่วโมงจะต้องอพยพ จะขนคนอย่างไร จะเดินทางอย่างไร หนีไปไหน ไปอยู่ที่ไหน ต้องไปสำรวจ วัด โรงเรียน หรือสถานที่ที่ปลอดภัยเพื่อไปซุกหัวนอนอยู่ จะไปหลบฝน หลบแดดอย่างไร จะไปกิน ไปนอนอย่างไร อาหารจะเอาที่ไหน น้ำจะเอาที่ไหน ยา หมอ ต้องเตรียมแผนไว้ล่วงหน้า ทั้งหมดต้องเตรียมการล่วงหน้า ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นอย่างยถากรรมอย่างวันนี้ คือเกิดแล้วก็เจ็บตายกันเป็นเบือ

อันที่สอง พอเตรียมแล้วก็ต้องมีการซักซ้อมว่าใครจะเป็นคนเตือนบ้าง เตือนด้วยวิธีไหน ระบบเสียงตามสายที่มีอยู่ในชุมชนแล้วยังใช้งานได้หรือเปล่า ต้องไปดู ไปซ่อมบำรุง เพราะพอเกิดเหตุการณ์ขึ้นโทรศัพท์ใช้ไม่ได้ อินเทอร์เน็ตใช้ไม่ได้ จะทำอย่างไร ดร.รอยล ท่านแนะนำให้ใช้ระบบวิทยุสื่อสารธรรมดา แบบที่ตำรวจ ทหารหรืออำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเขาใช้ หรือแม้แต่ศูนย์ฝึกของเราก็ยังมี สิ่งของจำเป็นพวกนี้ต้องเตรียมไว้ ต้องเตรียมพร้อมรับมือขณะเกิด ส่วนขั้นสอง ขั้นสามก็ต้องเตรียมแต่ไม่เร่งด่วนเท่าขั้นที่หนึ่ง ที่เร่งด่วนนี้ใครจะเตือน เราก็เตรียมการเท่าที่เราทำได้ 50 กว่าศูนย์ฝึก ก็จะเตรียมการกับทีม ดร.รอยลว่า พื้นที่เสี่ยงภัยมีอยู่ตรงไหนบ้าง ศูนย์ของเราอยู่ในพื้นที่ไหน เราจะตั้งฐานเตรียมไว้ช่วยคน เพราะในศูนย์ของเรา เราให้เตรียมไว้ เตรียมอาหารไว้ช่วยคน เราบอกว่าสัก 200 คน สักเดือนสองเดือน อย่างไรก็ต้องมีเลี้ยงอาหาร การกิน พอเลี้ยงกันได้ ถูลู่ถูกังกันไป พอได้ ไม่อดตายแน่ เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติทั้ง 50 ศูนย์ก็จะเตรียมศูนย์ของเรา ถ้ามีกำลังเสริม

จากภาคเอกชนลงมา ภาคสื่อมวลชนลงมา ภาครัฐลงมา เราก็จะมีกำลังเพิ่มมากขึ้น เครือข่ายเราก็อาจจะเตรียมรับคนเป็นพันก็ได้ ถ้ามีปัญหาเป็นเดือน ท่วมเป็นเดือน ก็ยังพออุ้มชูกันได้ตามอัตภาพ เฉพาะหน้าเราจะทำอย่างนี้ ทั้งหมดนี้เรามีหลักสูตรฝึกอยู่แล้ว เราฝึกกันมาแล้วหลายครั้ง แต่ว่าเราก็เตรียมที่จะฝึกกันอีก เพียงแต่ว่าเราก็ทำได้ตามกำลังของเรา ประเภทบ้าน บ้านของเรา เราไม่มีงบประมาณจากรัฐ ไม่มีกำลังพล เราก็ได้แต่อาสาสมัครมาฝึกกัน แต่ถึงแม้ขาดแคลนก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเราเชื่อมั่นว่าเรามีปัญญา และความอดทน ที่จะสู้กันทุกวิกฤติที่จะเกิดขึ้น ส่วนความหวังที่ตั้งไว้ว่าภาคส่วนต่างๆ จะมาร่วมกับเรานั้นจะเป็นจริงหรือเปล่า อาจารย์ยักษ์ก็ขอยกให้แก่พระสยามเทวาธิราชแล้วกัน

อาจารย์ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู

คม ชัด ลึก พอแล้วรวย 16 เมษายน 2554

กสิกรรมธรรมชาติ

ภารกิจเร่งด่วนหลังน้ำลด (1)

อาจารย์ยักษ์ได้รับคำถามมากมายหลังเกิดเหตุการณ์วิกฤตน้ำท่วมภาคใต้อย่างหนักหนาสาหัสแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนว่า จะรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเป็นจริงแล้วนี้ได้อย่างไร ก่อนอื่นอาจารย์ยักษ์ต้องขอย้ำว่าเป็นคนหนึ่งที่เชื่อมานานกว่า 25 ปีแล้วว่า สิ่งที่พระเตือน สิ่งที่ ผู้ใหญ่ในอดีตเตือน และสำคัญที่สุด คือ สิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวเตือนว่า ภัยพิบัติธรรมชาติจะเกิดขึ้นทั้ง 4 ด้านนี้จะเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะภัยพิบัติธรรมชาติ ซึ่งเราก็เห็นอยู่แล้วว่า ภัยแล้งก็เจอแน่ๆ น้ำท่วมเราก็เห็นอยู่แล้ว แผ่นดินถล่มเราก็เจอแล้ว แล้วยังจะมีสึนามิที่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยแต่เราก็เจอมาหมดแล้ว เฉพาะในประเทศไทยที่เราเชื่อว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ปลอดภัยแห่งหนึ่งในโลก

อาจารย์ยักษ์เชื่อว่า สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องทำ คือ การกำหนด “แผนเตรียมการ” หรือแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติซึ่งอาจารย์ยักษ์เองในฐานะที่เคยเป็นผู้วิเคราะห์นโยบายและแผน ของกองวางแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติมาก่อนจะเล่าย้อนให้ฟังว่า เรามีแผนวิธีคิดที่จะต้องเตรียมการล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้เกิดแล้วไปแก้กัน การเตรียมการล่วงหน้านี้มีมากมายและเป็นสิ่งจำเป็นนี่คือเรื่องแรก เสร็จแล้วเรื่องที่สองคือ เราต้องเตรียมพร้อมเผชิญเหตุการณ์ ระหว่างเหตุการณ์เราจะทำอย่างไรเพื่อให้คนเจ็บ คนตายน้อยที่สุด ซึ่งก็มีวิธีการโดยเฉพาะ แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่ทั้งเหนื่อยและหนัก และต้องทำต่อเนื่องยาวนาน คือ งานฟื้นฟูหลังจากเกิดเหตุภัยพิบัติแล้ว ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเข้าไปฟื้นฟู ทั้งฟื้นฟูบ้านเรือน ทั้งฟื้นฟูแหล่งทำมาหากิน แหล่งน้ำ ถนนหนทางในการเดินทาง ฟื้นฟูอาชีพ อีกมากมายที่สำคัญที่สุด คือ ฟื้นฟูจิตใจของคน

ถ้าสังคมเรารวมกลุ่มกันได้ และมีระบบที่พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเรียกว่า มี “ความรู้” มีความมีน้ำใจ จุนเจือ ช่วยเหลือและมีน้ำใจต่อกัน ก็สามารถที่จะเตรียมพร้อมได้แน่นอน และหากจะถามว่าเตรียมได้อย่างไรนั้น ประการที่หนึ่งซึ่งอาจารย์ยักษ์เพิ่งได้คุยโทรศัพท์กับ ดร.รอยล จิตรดอน เมื่อวานนี้ ท่านก็ได้ให้ข้อมูลว่านักวิทยาศาสตร์เองมีข้อมูลแล้วว่าพื้นที่ไหนมีความเสี่ยงมาก เสี่ยงน้อย เสี่ยงปานกลาง พื้นที่เสี่ยงภัยอยู่ตรงไหน ซึ่งอาจารย์ยักษ์เห็นว่าความรู้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าจะแพร่ลงสู่ประชาชนให้เร็วที่สุด และจัดตั้งให้รู้ว่าเขาอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงภัย และจะต้องเผชิญกับภัยน้ำท่วม ภัยแล้ง แผ่นดินถล่ม หรือภัยพิบัติแบบใด จะต้องเจอกับแผ่นดินไหว หรือสตรอมเซิร์ส สึนามิ ให้เขารู้ว่าคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยและชีวิตจะต้องเตรียมมากกว่าคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ถึงเวลาแล้วที่ความรู้เหล่านี้ต้องแพร่ลงถึงชาวบ้านให้มากที่สุด นี่คือขั้นที่หนึ่ง จากทั้งหมดสามขั้นตอน เตรียมการก่อนเกิดเหตุ เตรียมพร้อมเผชิญเหตุการณ์ และแผนฟื้นฟูหลังเกิดเหตุการณ์

ในขั้นแรกเมื่อเรามีข้อมูล เราจะทราบว่าจะเตรียมทำอย่างไร เมื่อรู้ว่าอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย และหากเราบอกแล้วเขากลับบอกว่า โอ๊ย…ไม่มีหรอก บรรพบุรุษอยู่มาหลายชั่วคนไม่เคยมีมาก่อน ฉันไม่เตรียมหรอก ไม่มีแน่นอน… เราก็ต้องชี้แจงเขาว่า นั่นเป็นความเชื่อเก่า ปัจจัยต่างของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วในยุคสมัยนี้ และก็มีบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นแล้ว พื้นที่ที่ไม่เคยท่วมเลยตลอดชั่วอายุคน คนอายุ 70-80 ปีบอกว่าเกิดมาไม่เคยเห็นแบบนี้เลย ตอนนี้ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม แผ่นดินแยก ดินถล่ม ซึ่งเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน ที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน ฉบับหน้าอาจารย์ยักษ์จะขอมาเล่าต่อถึงแนวทางฟื้นฟู ป้องกัน และเตือนภัยพิบัติธรรมชาติ +

อาจารย์ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู

คม ชัด ลึก พอแล้วรวย 9 เมษายน 2554

กสิกรรมธรรมชาติ

วิถีบ้าน บ้าน กับวิกฤติการณ์โลก

ปีนี้เป็นปีที่ภาพประเทศไทยรายล้อมไปด้วยระเบิด 4 ลูก

ส.ค.ส.พระราชทานปี พ.ศ.2547 ย้อนเข้าสู่ห้วงคิดของอาจารย์ยักษ์หลายครั้งหลายครา เพราะเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงระเบิดทั้ง 4 ลูกที่เกิดขึ้นรอบประเทศ สอดรับกับความคิดเห็นจากผู้รู้หลากสาขา และนักปฏิบัติอย่างสมาชิกเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ต่างเห็นตรงกันเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า คำเตือนจากพระเจ้าอยู่หัวนั้นแม่นยำ

สงครามในประเทศต่างๆ ปรากฏให้เห็น หรือแม้การขัดแย้งในบ้านเรา ภัยพิบัติจากธรรมชาติเกิดขึ้นในญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ พม่า ลาว อินโดนีเซีย และประเทศเราเอง

ภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศพม่าสั่นสะเทือนขวัญกำลังใจของชาวเหนือ ยังไม่ทันได้หายตกใจ ข่าวภาคใต้น้ำท่วมหลายพื้นที่ก็มากลบข่าวธรณีพิโรธ และท่ามกลางภัยเหนือ ภัยใต้ ภาคอีสานก็เผชิญกับภัยแล้ง และอากาศหนาวเย็นก็มาเยือนกรุงเทพฯ ในปลายเดือนมีนาคม

ความวิปริตผันผวนของสภาวะอากาศที่รุนแรง ชัดเจน ยากจะปฏิเสธ สะท้อนถึงความเป็นจริงว่า ธรรมชาติเสียสมดุลจนกระทบถึงชีวิตความเป็นอยู่ของมวลมนุษย์ แน่นอนแล้ว

เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติเคยเตือนกันว่า ปี 201-2013 จะเกิดวิกฤติทั้ง 4 ด้าน และโรคระบาดจะเกิดตามหลังภัยพิบัติเสมอ ที่สำคัญปัจจุบันนี้เกิดโรคที่มีพลังทำลายรุนแรง เป็นโรคที่ไม่มีเชื้อโรค คือ โรคที่มากับกัมมันตภาพรังสี ซึ่งจะส่งผลต่อความขัดสนในข้าว ปลา อาหาร
 
สิ่งที่จะตามมาก็คือ ความอดอยาก โรคระบาด การขาดแคลนอาหารเนื่องจากคนไม่ทำมาหากิน อย่าว่าแต่ทั่วโลกเลย แม้ในไทยอาจารย์ยักษ์ก็ว่าอันตรายแล้ว

ส่วนผู้ที่มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชน คือภาครัฐ ควรมีหน้าที่วางแผน เตรียมพร้อมเพื่อรับมือภัยพิบัติ พร้อมเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ ขณะนี้อ่อนแอถึงที่สุด เพราะมัวแต่ทะเลาะกันเอง หนำซ้ำทะเลาะกับประชาชนอีก ซึ่งไม่ใช่แต่ประเทศไทย แต่เห็นเหตุเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งในลิเบีย ซีเรีย ซึ่งเกิดจากเหตุเดียวกัน คือ “อำนาจ”

เมื่อฝ่ายที่มีอำนาจ หน้าที่ เฝ้าแต่หวงแหนอำนาจ โดยลืมหน้าที่แล้วเกิดภัยพิบัติขึ้นเช่นนี้ ประชาชนจะพึ่งใคร อาจารย์ยักษ์ไม่เห็นทางออก จึงได้เตือนให้เครือข่ายเราได้ตระหนักว่า จำเป็นเหลือเกินที่พวกเราจะต้อง “อุ้มชูกันและพึ่งกันเอง” เพื่อให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน จะต้องจับมือกันให้ครบทั้ง 5 ภาคส่วน ถ้าพึ่งรัฐบาลกลางไม่ได้ ก็ต้องพึ่งหน่วยราชการท้องถิ่น จับมือภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและสื่อ แล้วฟื้นคืนกลับวิถีบ้านบ้าน ให้ได้ในพื้นที่ตนเอง แบบบ้านใครบ้านมัน ประเพณี วิถีชีวิต วัฒนธรรม การกิน การอยู่ การละเล่นแบบบ้านบ้าน ที่ทำให้เราผ่านวิกฤตมาแล้ว 5,000 กว่าปีนี้แหละที่จะทำให้เรารอดได้

การจัดงาน “มหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดิน : วิถีบ้าน บ้าน ผ่านวิกฤตได้จริง” ที่เครือข่ายเราจำลองวิถีการกิน การอยู่ การละเล่นของแต่ละภาคมาให้คนเห็น ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่เราทำเพื่อหวังว่าพวกเราจะได้ตระหนักว่า นี่คือทางออกจริง คือความสุขที่แท้จริงแบบเราๆ แบบบ้านบ้าน ผู้คนมาในงานก็มีความสุข ภาคสื่อมวลชนก็ให้ความสำคัญกับงานนี้ได้ ช่วยกันเผยแพร่เรื่องนี้ออกไป ผู้คนก็เข้ามาจับมือ มาเชื่อมเครือข่ายกับเรา เพราะเราได้พิสูจน์ให้เห็นตำตาแล้วว่า วิถีบ้านบ้านทำให้เราผ่านวิกฤติได้และพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงย้ำ ทรงยืนยันกับชาวโลกว่า ตราบเท่าที่คนไทยยังรู้จักการให้ เราก็จะผ่านทุกวิกฤตได้จริงๆ และวิถีบ้านบ้านนี่แหละ คือวิถีการให้ที่แท้จริง

มีคำกล่าวของบรรพบุรุษท่านสืบทอดกันมาว่า “ยิ่งทำ ยิ่งได้ ยิ่งให้ ยิ่งมี” อาจารย์ยักษ์ขอย้ำอีกครั้งหนึ่ง ทั้งๆ ที่เคยย้ำเรื่องนี้ไปหลายครั้งแล้วว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องยิ่งมาช่วยกันทำ ช่วยกันให้ เพื่อให้มีทุกสิ่งทุกอย่างไว้รองรับ สร้างความมั่นคงทั้งอาหาร ยา ที่อยู่อาศัย ปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เราผ่านวิกฤตได้จริงๆ แล้วไม่ต้องไปกังวลว่าโลกจะไปทางไหน

โลกกำลังเดินไปสู่วิกฤต ถ้าเรารักษาวิถีบ้านบ้านเอาไว้ เป็นวิถีแห่งธรรม คนมีธรรมก็จะรักษาผู้ประพฤติธรรม มีภูมิคุ้มกันจริง สมดังที่พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสไว้

“อาจารย์ยักษ์ มหาลัยคอกหมู”

พอแล้วรวย 2 เมษายน 2554

กสิกรรมธรรมชาติ