ป้ายกำกับ » นวพร เรืองสกุล

กระบวนการสร้างนักอ่าน ตอน 'ดอกไม้สด'

[ภาพจากร้านหนังสือเก่า  เรื่องนี้เคยลงพิมพ์มาแล้วเพื่ออ่านกันในวงจำกัด ในชื่อ “หนังสือที่ควรอ่านและสถานที่ที่ควรอนุรักษ์” และนำไปรวมไว้ในเล่ม น้ำหมึกหลากสี 72 ปีแห่งการเขียนและเรียนรู้ ตอนบ้านและโรงเรียน] 

ดิฉันจำบทประพันธ์ต่างๆ ของ “ดอกไม้สด” ได้ เฉียดๆ การเป็นแฟนพันธุ์แท้

กรรมเก่า เป็นนวนิยายหนึ่งใน ๓ เรื่องแรกที่อ่านในวัยรุ่น อันเป็นวัยที่กำลังจำ และจำแบบไม่ลืม (เทียบชั้นเรียนในสมัยนี้คือ เมื่อยังอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น) ผู้แนะนำให้ดิฉันอ่านคือ น้าที่เรียนจบเพียงชั้นประถมปีที่ ๓ ผู้เชี่ยวชาญงานบ้าน และชอบอ่านนวนิยายเป็นชีวิตจิตใจ   ตัวเอกของเรื่องอยู่ในวัยใกล้เคียงกับคนอ่าน  เป็นกลวิธีแยบยลมากที่ทำให้หลานเริ่มสนใจอ่านนวนิยาย และได้มีโอกาสเลือกว่าจะติดใจสำนวนหรือลีลาของนักประพันธ์คนใด

เม่ือติดใจเล่มแรกแล้ว น้าคนนั้นก็ชี้ให้ดู “ดอกไม้สด” ที่วางเรียงเป็นตับอยู่ในตู้ ดิฉันก็ทะยอยอ่านตามคำแนะนำของน้า จาก กรรมเก่า ไป อุบัติเหตุ (นางเอกก็อยู่ในวัยรุ่นๆ เหมือนกับคนอ่าน และ สามชาย (มีภาคเด็ก) แล้วน้าก็บอกว่า มีตอนต่อของ กรรมเก่า คือ ชัยชนะของหลวงนฤบาล แต่จะอ่านให้รู้จักหลวงนฤบาลฯ ควรอ่าน ความผิดครั้งแรก  เสียก่อน

ต่อมาเมื่อสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งนำเรื่องของ “ดอกไม้สด” มาตีพิมพ์ใหม่ มีปกเป็นภาพดอกไม้นานาพันธุ์ทั้งชุด น้าก็ซื้อยกชุดมา ทั้งๆ ที่ในตู้หนังสือของน้าขาดไปเพียงบางเล่มเท่านั้น พอได้หนังสือใหม่ ทั้งน้าทั้งหลานก็อ่านกันอีกรอบ ด้วยเหตุนี้ ดิฉันเชื่อว่าดิฉันอ่านงานประพันธ์ของ “ดอกไม้สด” ครบหมดทุกเล่ม และหลายเล่มอ่านเกินหนึ่งเที่ยว

ด้วยวัยที่ล่วงเลยไป และด้วยพื้นวิชาที่ร่ำเรียนมา ณ วันนี้ ดิฉันหันกลับไปมองงานประพันธ์ของ “ดอกไม้สด” ด้วยความสนใจในกลิ่นอายของบรรยากาศของสังคมในสมัยนั้น ที่อวลอยู่ในบทประพันธ์ของท่าน นวนิยายให้ภาพผู้คนว่าแต่งตัวอย่างไร กินอาหารอะไร เล่นกีฬาอะไร สนใจอะไร คิดอย่างไรต่อเรื่องต่างๆ รอบๆ ตัว มีมารยาทอย่างไรที่ถือว่างามหรือไม่งาม ผู้เขียนและตัวละครให้คุณค่ากับอะไร ทำมาหากินอย่างไร ฯลฯ ส่วนเรื่องใครคือใคร (คือ ตัวจริงคนไหนคือต้นแบบของตัวเอกในนวนิยาย) เป็นข้อมูลที่ยืนยันว่า ข้อมูลประกอบตัวละครของท่านเป็นบริบททางสังคมรอบๆ ตัวของท่านเองจริงๆ

ในการนำชมวังบ้านหม้อและฟังคำบอกเล่าชีวิตในวังของหลานน้าและหลานยาย ของ ม.ล. บุปผา นิมมานเหมินท์ เจ้าของนามปากกา “ดอกไม้สด” เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม  ๒๕๔๙ นายกสมาคมภาษาและหนังสือปรารภว่า “จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สนใจอ่านหนังสือดีมีคุณค่าของไทย เช่น นวนิยายของ “ดอกไม้สด” เป็นต้น”

ที่จะให้เยาวชนรุ่นใหม่เดินสะดุดเข้ากับงานของ “ดอกไม้สด” แล้ว “ปิ๊ง” ในทันทีทันใด คงเป็นเรื่องยากด้วยเหตุผลหลายประการ

ประการแรก เยาวชนรุ่นนี้ไม่อ่านอะไรยาวๆ เพราะโลกอินเตอร์เน็ตที่เข้าไปท่องเที่ยว กับหนังสือการ์ตูนที่เขานิยมอ่าน พูดอะไรสั้นๆ

ประการที่สอง  เยาวชนไม่ได้รับการชักนำให้อ่านตั้งแต่วัยแรกอ่าน และไม่ได้รับคำแนะนำหนังสือน่าอ่านอย่างเป็นขั้นตอนที่ตรงกับความสนใจของเขา

การแนะนำหนังสือนับว่าสำคัญมาก เมื่อเริ่มต้นถูกอัธยาศัย เขาก็จะค่อยๆ ก้าวไปอ่านเรื่องที่ “หนัก” ขึ้นไปตามวัย

ขอบคุณคุณน้านักอ่านของดิฉันอีกครั้งที่จูงมือดิฉันสู่ถนนนักอ่านนวนิยายตั้งแต่วัยรุ่น คนอื่นๆ ที่รักการอ่านก็คงมีผู้แนะนำหนังสือเช่นเดียวกัน อาจจะเป็นคนรอบๆ ตัว เช่น พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง คนรู้จัก หรือในระบบก็คือโรงเรียน ครู อาจารย์ และบรรณารักษ์

สหรัฐอเมริกา สมัยที่ดิฉันเรียนหนังสือกับสมัยที่หลานไปเรียนอีก ๓๐ ปีต่อมา เรายังรู้จักหนังสือนวนิยายชุดเดียวกัน คนสองรุ่นยังพูดกันรู้เรื่องเพราะมีประสบการณ์บางส่วนร่วมกันผ่านการอ่าน  โรงเรียนและมหาวิทยาลัยจึงเป็นจุดอ้างอิงที่สำคัญและเป็นทางการสำหรับการตั้งต้นประสบการณ์การเป็นนักอ่านให้กับเด็กและเยาวชน

ประการที่สาม สิ่งแวดล้อมปัจจุบันขาดจุดอ้างอิงให้โยงถึงเรื่องที่กล่าวไว้ในนวนิยาย

ประวัติศาสตร์สังคมในยุครัตนโกสินทร์ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๑ เป็นต้นมา (คือยุคไม่ถึง ๑๐๐ ปีมานี้) จำเป็นต้องมีที่ทางมากขึ้นกว่านี้ในสังคมร่วมสมัยของเรา แทนที่จะเหลือเพียงศิลปะ สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมของอยุธยา และรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่เป็นวัดกับวัง  กับยุคปัจจุบันที่ความเป็นสากลคือเป็นแบบฝรั่ง ประวัติสังคมของเราดูจะขาดช่วงตรงกลาง เสมือนหนึ่งว่าไร้ความสำคัญใดๆ ทั้งๆ ที่ช่วงนั้นคือช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญยิ่งในหลายมิติของสังคมไทย

วังบ้านหม้อ เป็นตัวอย่างหนึ่งของสถานที่อันมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ยังเหลือให้ชม แต่อาคารอื่นๆ แม้ใหม่กว่านั้นก็ไม่แน่ว่าจะเหลืออยู่ต่อไป เช่น คฤหาสถ์โอ่อ่าพร้อมสนามหญ้ากว้างๆ ริมถนนสาทรที่เป็นแบบกึ่งฝรั่งกึ่งไทย ซึ่งหายไปพร้อมๆ กันในช่วงเวลาต่างกันไม่ถึง ๑๐ ปี เพราะราคาที่ดินที่จูงใจให้ขาย บรรยากาศยุคเรื่องของ “ดอกไม้สด” และบ้านเรือนของบุคคลผู้มีอันจะกินสมััยนั้นที่หลงเหลืออยู่บ้าง ก็ซุกอยู่ในตรอกในซอย รอวันที่จะถูกขายและรื้อถอน

นักเศรษฐศาสตร์มั่นใจว่า เป็นเช่นนั้นแน่นอน เพราะขาดแรงจูงใจชดเชยให้กับผู้ที่จะเก็บรักษา น้อยคนจะพร้อมเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ไว้ให้เป็นมรดกของแผ่นดิน เพราะการรักษาอาคารเก่าต้องมีเงินในการบูรณะและบำรุงรักษา และไม่มีอะไรการันตีได้ว่า เมื่อพ้นรุ่นหนึ่งแล้ว คนรุ่นต่อไปจะยัง “เสียสละ” ความสุขส่วนตัวเพื่อแบกภาระรักษาไว้ต่อไป

ในหลายประเทศ ทางการมีนโยบายสนับสนุนและช่วยเหลือให้เอกชนอนุรักษ์อาคาร ด้วยผังเมือง ด้วยกฎเทศบาล และด้วยระบบภาษีที่จูงใจ ตลอดจนมีการสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ไม่ละเลยสังคมและวัฒนธรรมของอดีตระยะใกล้ คือสมัยปู่ย่าตายายของเยาวชน บางคนอาจจะเคยไปเดินตามรอยหนังสือของนักแต่งนวนิยายหลายคนในชนบทของอังกฤษ 

ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญตรงนั้นก็ขาดบรรยากาศที่เอื้ออำนวยให้ “รู้จัก” สังคมสมัยนั้น ขาดการกระตุ้นและช้ีนำที่จูงใจ ประกอบกับสื่อภาพยนตร์และโทรทัศน์ป้อนผู้ชมด้วยเรื่องที่แสดงออกอย่างจะแจ้ง เช่น ไม่พอใจก็ต้องกระทืบเท้า หรือทำท่าคันไม้คันมือแบบเล่นโขน โกรธต้องลงไม้ลงมือ หรือลอยหน้าลอยตาด่า การแสดงความไม่พอใจในหน้า หรือการใช้วาจาเพียงแค่สะกิดใจ จึงเข้าใจยากและไม่มีรส เหมือนลิ้นที่คุ้นกับอาหารรสแซ่บเสียแล้ว จะพลิกกลับไปลิ้มลองอาหารรสละมุนก็ไม่ถูกปาก แต่ถ้าลิ้มลองไปสักพักหนึ่ง ก็อาจจะมีบางคนติดใจ

การอ่านนวนิยายยุคก่อนจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้เวลาผู้อ่านสั่งสมประสบการณ์ และต้องมีกลวิธีนำเสนอ ซึ่งต้องการความใส่ใจของผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย แต่ถ้าไม่ลงมือทำอะไรกันให้มากขึ้น ประวัติศาสตร์สังคมห้วงเวลาหนึ่งของเราคงจะขาดวิ่นไปอย่างน่าเสียดาย ….

นวพร เรืองสกุล

หนังสือ พระเกี้ยวน้อย ชาว ต.อ. ชาว หอวัง เล่มที่ 1   9 มิถุนายน 2549

นวพร เรืองสกุล

จาก ดรุณสาร ถึง สตรีสาร

 

คิดถึงวันดีๆ สู่ ๙๐ ปี บ.ก. สตรีสาร

คณะผู้จัดทำ วารยา พึ่งตนเพียร  งามพรรณ เวชชาชีวะ  รวิอร ชิ้ววงษ์

พิมพ์ครั้งที่ ๒  มกราคม ๒๕๔๘

วัฒนะ จูฑะวิภาต ศ. ทางด้านศิลปและงานออกแบบ เขียนถึงคุณนิลวรรณ ปิ่นทองไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ช่วยให้เห็นบทบาทของคุณนิลวรรณฯ ในด้านการพัฒนาเยาวชน และสนับสนุนการใช้เวลาอย่างมีค่า จึงขออนุญาตผู้เขียนนำมาเผยแพร่ ณ ที่นี้*-

จาก ดรุณสาร ถึง สตรีสาร 

จำกับลืม กะเกณฑ์ไม่ได้  อย่างไหนจำได้หรือลืมได้ แต่คนที่อายุหกสิบปีขึ้นไป จะจำเรื่องในวัยเยาว์ได้ดี

ตั้งแต่ยังเป็น ด.ช. วัฒนะ ส่งรูปประกวดภาพระบายสีไปที่หนังสือ ดรุณสาร ทุกสัปดาห์จะมีชื่อ ด.ช. จักรพันธ์  ด.ช. สุเชาว์  ด.ช. วัฒนะ ฯลฯ  รางวัลที่ได้เป็นเงิน ๕ บาท ทุกสัปดาห์จะรอวันที่หนังสือวางตลาด ตื่นเต้นยินดีมาก  นอกจากรางวัลระบายสี ยังมีรางวัลต่อเติมเสริฒภาพ แต่งเรื่องจากภาพ  บางครั้งการรับรางวัลต้องเดินทางไปรับที่สำนักงานตั้งอยู่ที่ถนนอุณากรรณ ไปรับรางวัลกับพี่ปรียา สมัยเป็นสาวน้อยหน้าตาแจ่มแจ๋ว  แต่ที่ เจ๋ง กว่าคือสุภาพสตรีร่างบางคล่องแคล่ว แต่งกายงดงามเดินมาทักทาย ท่านเป็นผู้ริเริ่มตั้ง สโมสรปรียา

เด็กๆ จะสมัครเข้าชมรมตามความสนใจ ผมอยู่ชมรมบำเพ็ญประโยชน์และศิลปะ  มีเพื่อนร่วมชมรมตามความสนใจคือ ม.ร.ว. พฤติสาร ชุมพล  รุ่นโตกว่ามีพี่ธานี แม้นญษติ อยู่ศิลปการแสดง นรนิติ เศรษฐบุตร อนุวิทย์ เจริญศุภกุล ฯลฯ 

ตัดตอนมาเมื่อผมทำงานเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ ได้มาร่วมงานเขียนหลายคอลัมน์ใน สตรีสาร อาจารย์จะตั้งนามปากกาให้หลายชื่อตามความเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง และที่เขียนหนังสือพอมีคนอื่นอ่านได้ก็เพราะอาจารย์ ขัดเกลา ภาษา  อาจารย์เป็นกัลยาณมิตรให้คำแนะนำเรื่องอื่นๆ ด้วย  จากเด็กชายที่รอรางวัล ๕ บาทสุดสัปดาห์ จะมารอรางวัลกินข้าวเย็นวันศุกร์   เพราะวันนั้นจะมีเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ติดตามไปร่วมรับประทานอาหารที่ร้านถูกใจใกล้ๆ โรงพิมพ์  ได้เห็นว่าเพื่อนพ้องน้องพี่ที่สำนักงานหลายคนกลัวอาจารย์ดุเหลือเกิน  จะเห็นน้องบางคนน้ำตาร่วง เสียใจที่ทำผิดแล้วโดนดุ แต่ก็ทำใจได้ว่า สมควรโดน ทุกครั้งไป

อาจารย์จะติติงไม่เว้นแม้แต่แฟนผู้อ่าน  เช่นการใช้กระดาษของราชการเขียนถึง บ.ก.  ทุกอย่างต้องมีเหตุผลถูกต้องเสมอ  อาจารย์ทำงานจริงด้วยใจรัก แต่ก็ยังมีข้อ บกพร่วง ให้เห็น

บาปของผมคือลายมือแย่ ยุ่งเหยิง ก็มีคุณย่า บ.ก. นี่แหละตรวจแก้  อาจารย์เป็นแบบอย่างของคนทำงานที่อยู่เบื้องหลังของคนเขียนหนังสือและทำงานหลายอย่างไม่เคยเอาหน้า  จึงเป็นแบบอย่างที่ผมนิยมและพยายามประพฤติตาม  คิดว่าตนเองมีบุญที่ได้อาจารย์เป็นกัลยาณมิตรอาวุโส

เพื่อนพ้องน้องพี่ทุกคนล้วนประสบความสำเร็จเพราะคำตักเตือน  ที่จำได้คือเทพสิริ สุขโสภา เวลามาเยี่ยมมักเปรยว่า “กลัวคุณย่าดุ” 

แปลกจริง  สำหรับผมแล้ว ภาพเวลาอาจารย์ดุไม่ได้อยู่ในความทรงจำเลย แต่กลับมีภาพเย็นวันศุกร์ที่ร้านอาหาร  เป็นความสุขใจไร้ทุกข์เหมือนตอนเด็กๆ ไปรับรางวัล ๕ บาทที่โรงพิมพ์ยังไงยังงั้น

 

คิดถึงวันดีๆ สู่ ๙๐ ปี บ.ก. สตรีสาร

คณะผู้จัดทำ วารยา พึ่งตนเพียร  งามพรรณ เวชชาชีวะ  รวิอร ชิ้ววงษ์

พิมพ์ครั้งที่ ๒  มกราคม ๒๕๔๘

*เรื่องที่นำมาเผยแพร่นี้ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนแล้ว

** นิตยสาร สตรีสาร  ๒๔๙๑ – ๒๕๓๙

***คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง ๒๔๕๘ – ๒๕๖๐

นวพร เรืองสกุล

กระบวนการสร้างนักอ่าน ตอนหนังสือเล่มแรก

หนังสือเรื่องไหนที่คุณอ่านในวัยเด็กแล้วยังคงประทับใจอยู่จนทุกวันนี้

แต่ละรุ่น แต่ละคนคงมีต่างๆ กัน

สำหรับดิฉัน หนังสือเล่มแรกที่อ่านเป็นหนังสือที่พ่อซื้อมาให้อ่านในวัยประถมต้นๆ  คือนิทานอีสป แต่ละเรื่องมีภาพวาดลายเส้นขนาดใหญ่ประมาณ ๑/๓ – ๑/ ๒ หน้า นำเรื่อง ส่วนเนื้อเรื่องพิมพ์ด้วยอักษรค่อนข้างโต แต่ละเรืี่องสั้นขนาด ๑ – ๒ หน้าจบ เรื่องแรกๆ จะสั้นกว่าเรื่องหลังๆ 

เรื่องแรกในหนังสือเล่มนั้นคือเรื่องราชสีห์กับหนู

ภาพลายเส้นง่ายๆ ในความทรงจำคือ ราชสีห์ตัวโตนอนอยู่ มีเชือกรัดตัว และมีหนูกำลังช่วยกัดเชือก บทเรียนของเรื่องนี้จำได้ไม่ลืมว่า อย่าดูถูกใคร แม้เขาจะเป็นคนที่มีสถานะ “ต่ำ” กว่า ในเวลานั้น …

นวพร เรืองสกุล

กระบวนการสร้างนักอ่าน ตอนหนังสือ ร้านหนังสือและผู้แนะนำหนังสือ

หนังสือ ร้านหนังสือ และผู้แนะนำหนังสือ

เราไม่สามารถสร้างนักอ่านได้ในวันเดียว

พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้เวลาถึง ๖ วัน กว่าจะสร้างโลกสำเร็จพร้อมกับหญิงและชายที่จะดำรงตนอยู่ได้ในโลก

การจะสร้างนักอ่านขึ้นมาสักคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง ก็ต้องใช้เวลามากยิ่งกว่า เพราะเราเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง แต่ก็ไม่ควรท้อถอยที่จะลองสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสม แล้วจึงลงมือสร้างนักอ่านขึ้นมา และช่วยให้เขาเหล่านั้นสามารถดำรงความเป็นนักอ่านต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

การจะสร้างนักอ่านหรือคนกลุ่มใดก็ตาม เริ่มแรกต้องสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการจะนำพาให้เกิดคนกลุ่มนั้น

  • เริ่มต้นจากความไม่มีอะไรเลย จะต้องเริ่มมี “อะไร” ให้อ่าน
  • การจะมี “อะไร” ให้อ่าน จะต้องมีผู้สร้าง “อะไร” นั้น คือนักเขียน และผู้ดำเนินการให้ส่ิงที่เขียนออกมาเป็นสิ่งที่จะถึงมือผู้อ่าน
นวพร เรืองสกุล

ใช้เงินให้เป็น (ตอน ๒/๒)

5. เห็นค่าของเวลา เพราะเวลาคือชีวิต — money value of one’s time

คนบางคนบอกว่าไปเดินช้อปปิ้งฆ่าเวลา เราฆ่าเวลาไม่ได้  มีแต่เวลาที่ผ่านเลยเราไปไม่หวนกลับมา ยิ่งใกล้้ตายยิ่งเรียกหาเวลา เป็นนาที เป็นชั่วโมง แปลกมาก

นักการเงินคนหนึ่งในอเมริกา สอนคนที่หาได้ไม่ค่อยพอใช้ให้คิดถึงสิ่งของทั้งหลายเป็นเวลาในชีวิต  Your Money or Your Life  ภาษาไทยชื่อ เงินหรือชีวิต  เขาสอนให้ตีราคาเงินได้สุทธิของเราแต่ละคน โดยเริ่มจากประเมินค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ไปเพื่อการหารายได้ แล้วนำไปลบออกจากรายได้ที่ได้รับ เป็นเงินได้

ส่วนเวลานั้นต้องรวมเวลาทั้งหมดที่ใช้ไปในการหารายได้ นับตั้งแต่เวลาเดินทาง เวลาไปหาหมอถ้าประสาทเครียดจากการทำงาน ฯลฯ  เข้าไปในเวลาทำงานด้วย แล้วหาจำนวนชั่วโมงที่ใช้ไปในการทำงาน

เป็นอันว่า เราทุกคนใช้เวลาเนื่องกับการหารายได้มากกว่าชั่วโมงทำงาน และได้เงินสุทธิจากการทำงานน้อยกว่าเงินเดือนที่ได้รับมา ได้สองอย่างนี้แล้วเอามาคำนวณว่า  เราใช้เวลากี่ชั่วโมง ได้รายได้กี่บาท

ที่นี้จะซื้ออะไรก็ลองตีกลับจากราคาที่เป็นบาทเป็นสตางค์กลับเป็นจำนวนชั่วโมง คิดแล้วคงเห็นว่า ของราคาเดียวกัน เอาเวลาในชีวิตของคนแต่ละคนไปไม่เท่ากัน

คิดแบบนี้ คนที่ยังหาได้รายได้น้อยๆ จะระวังเรื่องเงินทองมากขึ้นไหม

6. การลงทุน

เรื่องนี้มีสองส่วน

•เงินต่อเงิน เงินสร้างดอกเบี้ย เงินปันผล ตำราว่าด้วยเรื่องนี้มีมากมาย

•ลงทุนในตัวเอง  เช่น นำเงินไปลงทุนหาความรู้ และความรู้จะต่อความรู้  ความรู้สร้างงาน สร้างรายได้ ความรู้รักษาสุขภาพได้ ความรู้ประหยัดเงินได้ และบางครั้งการหาความรู้ก็เป็นความสุข การได้เพื่อน ได้สังคม แล้วแต่จะมอง

ความรู้เกาะเกี่ยวกันเป็นประสบการณ์ เหมือนเงินที่ดอกเบี้ยทบได้เรื่อยๆ  และความรู้เรื่องหนึ่งๆ ก็เหมือนเงินก้อนหนึ่ง มีโอกาสก็สามารถนำออกมาใช้ได้ แต่ถ้าโอกาสมี เงินหรือความรู้ไม่มี ก็เป็นอันว่าโอกาสนั้นผ่านเลย

ฉากนวนิยายเรื่อง หน้ากากเงิน ในต่างประเทศคงเขียนไม่ได้ ถ้าไม่เคยไปด้วยตนเอง

หนังสือที่เกี่ยวกับเมืองและถนน หลายเล่ม เช่น ถนนน่าเดิน เมืองเล็กน่าอยู่ หรือ เสน่ห์มหานคร เป็นเรื่องที่ผสมผสานความสนใจเรื่องการวางผังเมือง การชอบเที่ยว และรูปที่ถ่ายเองตามประสาคนที่ถือกล้องมาตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ

การลงทุน การหาเงิน การใช้เงิน ไม่ใช่เพื่อแค่ได้เงินหรือเพื่อการดำรงชีวิต แต่เพื่อซื้อเวลาเพื่อสิ่งที่ชอบ เพื่อสุขภาพ  ฯลฯ 

7. ไปเที่ยว (ทัศนาจร) กับดูงาน (ทัศนศึกษา) ต่างกันตรงไหน

ต่างกันตรงที่ดูงาน มีคนจัดให้ได้พบกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในงาน แต่นอกเหนือจากนั้น เพิ่งรู้ว่าไม่ต่างกันสำหรับคนที่น้อมสิ่งที่เห็นมาใส่ตน มาพิจารณา และนำมาใช้

ความแตกต่างที่เห็นชัดกลับเป็นเรื่องที่ว่า คนไปต่างประเทศนั้น ไปแบบเป็นผู้บริโภค (นักซื้อ) หรือเป็นผู้ผลิต (นักขาย นักทำ) ไปด้วยใจที่ใฝ่รู้ หัดตั้งคำถามและหาความรู้เพื่อตอบคำถามและนำมาใช้ต่อ หรือไปแบบหัวว่างทุกเรื่องและสามารถแยกส่วนสิ่งที่เห็นมากับความเป็นจริงอันตรงกันข้ามในชีวิตประจำวันได้ 

ยกตัวอย่างเรื่องแยกขยะ  ก็เห็นมา แต่ไม่นำมาทำ

เรื่องถนนหนทางสะอาดสะอ้าน บาทวิถีสวยงาม ฝาท่อระบายน้ำมีลวดลาย เห็นแล้วนำมาคุยต่อได้ หรือเห็นแล้วคิดนำมาทำบ้าง

พนักงานไปต่างประเทศหรือไปต่างจังหวัดกันบ่อย ลองคิดถึงสิ่งเหล่านี้ดู

ไปสัมมนา ผู้เข้าร่วมสัมมนานั่งตาละห้อยดูอาทิตย์ลับฟ้าอยู่ในห้องแอร์ เพราะวิทยากรพูดเกินเวลา  ตกกลางคืนก็ล้อมวงเล่นไพ่คลายเครียด

จัดใหม่ เช้าเที่ยวไปตามทาง ตกบ่ายสัมมนา พอบ่ายมากหน่อยปล่อยตัวไปเล่นน้ำทะเล แลกกับต้องสัมมนาหลังอาหารเย็น ทุกคนสนุกสนานเต็มใจ

ไปขับรถเที่ยวแท้ๆ  เจอร้านกาชาดขายของมือสอง กระตุ้นความสนใจกันจนกระทั่งเกิดการ “ดูงาน”

ไปทำงานต่างจังหวัด ระหว่างทางพาพนักงานแวะหมู่บ้านทอผ้า พนักงานสอบถามเอาความรู้กันยังกับจะทำวิจัย

ว่างๆ ตอนเย็น เคยชวนพนักงานไปเดินเล่นแถวกลางเกาะรัตนโกสินทร์ หนุ่มสาวบอกว่า เกิดมาไม่เคยเดิน เคยแต่ขับรถผ่าน  พนักงานสนุกสนานราวกับเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินเข้าวัดสุทัศน์ แวะลานคนเมืองหน้าศาลาว่าการ กทม กินขนมที่มนต์นมสด 

8. เงินรองรัง และการมีเงินก้อน

ข้อนี้สำคัญ สำหรับคนในวัยทำงาน การใช้เงินก้อนแรกๆ ก็ควรเป็นไปเพื่อปิดความเสี่ยงต่างๆ ที่จะทำให้เงินหายไปด้วยเหตุการณ์ที่ไม่คาดไว้ล่วงหน้า 

สำหรับเด็ก การใช้เงินเป็นสิ่งที่ต้องหัด เด็กจะเห็นค่าของเงินก็ต่อเมื่อได้ลองจัดสรรเงินที่ตนมีด้วยตนเอง เป็นการฝึกวินัย ฝึกความอดกล้ั้น ฝึกการวางแผนและการตัดสินใจ  ย่ิงหัดหาเงินด้วยตนเองบ้างก็จะยิ่งดี

พ่อแม่หลายคนมีปัญหาช่วงเปิดเทอมที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูกๆ  คำของแม่จะลอยมา “เปิดเทอมเมื่อไหร่ก็รู้อยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ก็รู้ เราก็ต้องกันเงินไว้ก่อน”  แม่เป็นแม่บ้าน พ่อเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวผู้เดียว  การวางแผนการใช้เงิน และการใช้เงินโดยคิดอย่างรอบคอบ เป็นสิ่งจำเป็น และเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดในครอบครัวผ่านการทำให้เห็น

เมื่อเริ่มทำงาน ควรคิดเรื่องการเก็บเงินให้เป็นก้อน เป้าที่ตั้งควรเป็นสิ่งที่อยากได้ และวางระบบให้ต้องทำเพื่อให้ได้สิ่งนั้น ซึ่งแต่ละคนต้องคิดกลเม็ดของตนเอง

ยกตัวอย่างตนเอง สมัยที่เริ่มทำงาน เก็บเงินด้วยการผ่อนส่งที่ดินเปล่า เพราะมีเงินแค่นั้น ทำได้แค่นั้น ผ่อนไปทุกเดือนตั้งแต่ตอนที่แต่ละเดือนเป็นภาระหนักหนา จนเงินเดือนขึ้นรู้สึกสบายตัว การบังคับออมให้กับตนเองส่งผลให้มีเงินก้อน เพราะต่อมาขายไปเพื่อเอาเงินมาปลูกบ้าน   

การออมเงินที่ง่ายที่สุดคือ ให้หักบัญชีไปลงทุนก่อนที่จะรับเงินเดือนมา แบบเดียวกับสรรพากรหักภาษี ณ ที่จ่าย เราก็หักค่าเบี้ยสูงอายุให้กับตัวเองทันทีเหมือนกัน ถ้าคิดให้ง่ายแบบเห็นภาพ ลองแบ่งเวลาในชีวิตเป็น ๓ ช่วง ช่วงละ ๒๕ ปี

๒๕ ปีแรก ใช้เงินคนอื่น

๒๕ ปีที่สอง ใช้เงินตัวเอง เพื่อตัวเองในวันนี้และวันหน้า และเพื่อคนอื่น

๒๕ ปีสุดท้าย ใช้เงินที่เก็บไว้จากช่วง ๒๕ ปีที่สอง  (คิดง่ายๆ ว่า ถ้าเดือนไหนในช่วงที่ ๒ ไม่เก็บเงิน  เดือนที่ตรงกันในช่วงที่ ๓ ก็จะไม่มีเงินใช้)

การใช้เงินให้เป็น

•ไม่อยู่ที่การท่องจำ

•ไม่อยู่ที่การตั้งใจ สัญญากับตัวเอง อย่างรัดรึง

ห้ามเครียด เพราะเครียดแล้วยิ่งเสียเงิน  (เหมือนคนอยากผอมที่ตั้งใจลดน้ำหนักจนเครียด ยิ่งตั้งใจลด ยิ่งกินมากเพราะความรู้สึกว่าเก็บกดทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรมาก ก็เลยยิ่งอ้วน)

การใช้เงินให้เป็นต้องอยู่ในนิสัย อยู่ในสไตล์ของตนเองซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีคิดของแต่ละคน อยู่ที่การหาความสุขได้แบบที่ไม่ต้องซื้อด้วยเงิน อยู่ในมุมมองต่อโลกต่อชีวิต อยู่ในสังคมที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน

นวพร เรืองสกุล  ๑๒ มกราคม ๒๕๖๐

นวพร เรืองสกุล

ใช้เงินให้เป็น (ตอนที่ ๑/๒)

มีช่องว่างอันกว้างใหญ่ระหว่างความรู้กับการลงมือทำ 

การสอนให้ออม สอนให้ใช้เงินให้เป็น และสอนความรู้ด้านการเงิน  ไม่ค่อยได้ผล เพราะคนส่วนมากรู้แล้วไม่ทำ เรื่องนี้แม้แต่ในประเทศตะวันตกที่ทำเรื่องให้ความรู้ด้านการเงินมานานก็รับว่าแค่สอนไม่ได้ผล  จะให้ได้ผลต้องสร้างเข้าไปในพฤติกรรมและสังคมแวดล้อมด้วย

เรื่องนี้สำคัญมาก  สมัยที่ดิฉันเป็นเลขาธิการ กบข. ซึ่งหมายความว่าเป็นหมายเลขหนึ่งในองค์กร จึงวางโครงงานหลายเรื่องแล้วมีคนจัดให้  ตอนนั้นจัดโครงการพี่สอนน้องด้านการเงิน และมีบรรยายทุกบ่าย-เย็นวันพุธทั้งเรื่องการเงิน เศรษฐกิจ ฯลฯ เพื่อสร้างชีวิตสมดุลให้กับพนักงานซึ่งส่วนมากอยู่ในวัยหนุ่มสาว

ต่อมา เมื่อต่างคนต่างแยกย้ายกันไปทำงานอื่น พวกเรากลุ่มหนึ่งสร้างวิธีสอนด้านการเงินเอาไว้หลาย module  แล้วให้เพื่อนร่วมงานรุ่นหนุ่มสาวช่วยกันสอน เนื่องจากแต่ละคนประกอบอาชีพอื่นกันอยู่แล้ว มาสอนด้านการเงินก็เพราะอยากสนุกและอยากให้คนอื่นได้รู้แบบที่เคยรู้มา จึงเน้นสอนเพื่อให้ผู้ฟังไปสอนต่อ  จึงปรากฏว่าไม่สำเร็จเพราะ 27 more words

นวพร เรืองสกุล

แก้เรื่องรถตู้ อย่าลืมแก้เรื่องคนขับรถ

                 ข่าวใหญ่ปีใหม่คือรถตู้ชนรถกระบะ มีผู้เสียชีวิต ๒๕ คน กลายเป็น“ต้นเรื่อง” ให้รัฐบาลคิดนโยบายเลิกรถตู้

                 แต่รถตู้แล่นไม่ได้ถ้าไม่มีคนขับและไม่มีถนน และเป็นธุรกิจไม่ได้ถ้าไม่มีนายทุน และไม่มีผู้โดยสาร  อันตรายเคลื่อนที่จึงขึ้นอยู่กับทั้งสภาพรถ สภาพคนขับ สภาพถนน สภาพการบรรทุก

คำถามคือ

  • อันตรายเกิดขึ้นบ่อยๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำอะไรไปบ้าง
  • หน่วยงานกำกับ นอกจากการออกใบอนุญาตให้เดินรถ มีมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างไรบ้าง และทำเต็มตามหน้าที่หรือเปล่า
  • กระทรวงที่เกี่ยวข้องพิจารณาแก้ไขปัญหาครบไหม หรือโทษรถตู้แล้วเป็นอันว่าจบ

ไม่ว่ารถชนิดใดๆ ก็ไม่ปลอดภัยได้ทั้งสิ้นถ้าเงื่อนไขอื่นๆ ครบ

เรื่องคุณภาพของรถตู้

ประตูทางออกมีทางเดียว — ก็ทำให้มีสองทางได้

แคบและเล็ก — ถ้ากำหนดให้บรรทุกผู้โดยสารน้อยคนลง ที่ก็กว้างขึ้นเอง

สภาพรถไม่ปลอดภัย ตัวถังบางมาก อุปกรณ์ช่วยชีวิตไม่ครบ — เป็นเรื่องแก้ได้อย่างแน่นอน 

ตัวถังบางทำให้ต้นทุนถูก ประตูทางออกมีทางเดียว รถเล็กและแคบ ทำให้บรรทุกผู้โดยสารได้มากขึ้นต่อเที่ยว เมื่อรายได้ต่อเที่ยวสูงขึ้น จึงคุ้มทุนเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องคิดเป็นปกติอยู่แล้ว

แต่ผู้มีหน้าที่ออกใบอนุญาตต้องมีหน้าที่กำกับดูแล ตรวจตราให้เป็นไปตามกำหนด นี่เป็นงานในหน้าที่ และถ้าความรับผิดชอบของผู้อนุญาตมีเป้าหมายที่สวัสดิภาพของผู้โดยสารเป็นตัวตั้ง สิ่งใดที่ไม่ได้กำหนด ถ้าติดตามข่าวและประเมินความเสี่ยงแล้ว ก็ควรจะกำหนดเพิ่ม

เรื่องถนน

ไม่ทราบข้อมูลสถิติว่า อุบัติเหตุบนถนนหลวงเกิดขึ้นจากสภาพทางมากน้อยเพียงใด  เรื่องนี้ต้องมีข้อมูลมาประกอบเพื่อช่วยในการตัดสินสาเหตุ  ได้เคยไปชมผลงานวิจัยของกรมทางหลวง ได้ความเข้าใจว่ากรมทางหลวงศึกษาวิจัยและพัฒนางานด้านความปลอดภัยของถนนเป็นประจำ  ปัญหาจะอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้างและบำรุงรักษา  ถ้าหากว่าเรามีหน่วยงานหรือองค์กรหนึ่งรับจ้างทำหน้าที่ประเมินความปลอดภัยทุกเส้นทาง ก็น่าจะทำให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจระหว่างผู้สร้างและดูแลถนน กับผู้ใช้ท้องถนนได้ดียิ่งขึ้น

คนขับรถตู้

คนต้องพัก แม้ว่ารถอาจจะไม่ต้องพักบ่อยเท่าคน

คนขับรถบ้านเราไม่ต้องอยู่ในกฎระเบียบอันเคร่งครัดแบบในหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเขาจะบังคับให้คนขับต้องพักทุกกี่ชั่วโมง ให้ทำงานวันละไม่เกินกี่ชั่วโมง และในกี่วันต่อสัปดาห์ต้องพักอย่างจริงจัง ไปขับรถไม่ได้เลย  คนขับรถในบ้านเราจึงสามารถจะทำงานจนเกินกำลังได้

อดีตคนขับรถตู้ของบริษัทหนึ่งเล่าว่า เขาขับรถได้เที่ยวละ 100 บาท ซึ่งเป็นระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ขับไปกลับรอบเดียวได้ 200 บาท  ด้วยรายได้น้อยนิดเช่นนี้ คนขับจึงต้องทำรอบเพื่อให้ได้เงินมากขึ้น และในช่วงเทศกาลความต้องการใช้รถสูงมากแต่หาคนขับไม่ได้ คนขับแต่ละคนจึงขับมากเที่ยวขึ้นไปอีก  คนขับที่ขับรถชนเมื่อหลังปีใหม่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้พักเลย  

การบังคับพักเป็นเรื่องจำเป็น และต้องจัดการอย่างเคร่งครัด โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล และต้องสอดส่องถึงทั้งตัวคนขับและบริษัทรถ 

ที่ต้องมาประกอบกันคือ รายได้ของคนขับก็ต้องดีพอที่จะไม่ต้องพยายามทำเที่ยวให้มากจนเป็นอันตรายต่อตนเอง ผู้โดยสาร และคนอื่นที่บังเอิญอยู่ในเส้นทางของรถอันตราย

ทั้งหมดนี้เพิ่มต้นทุนในการประกอบการ

ผู้โดยสาร

ถ้าไม่มีรถตู้ ผู้โดยสารที่พักอยู่ต่างจังหวัดแล้วมาทำงานกรุงเทพฯ คงจะต้องถามว่า แล้วจะให้เดินทางยังไง  รถไฟที่เคยมีในบางเส้นทาง ก็ห้ามแล่นเข้าหัวลำโพงไปนานแล้ว (และนั่นเป็นหนึ่งในจุดกระตุ้นให้เกิดกิจการรถตู้โดยสารระหว่าง กท กับต่างจังหวัด) รถเมล์ก็นานๆ มาคันและช้า 

ส่วนรถตู้ที่ไม่ปลอดภัยเพราะเหตุบรรทุกเกิน ผู้โดยสารน่าจะมีส่วนช่วยได้ คือปฏิเสธการขึ้น หรือไม่ให้รับ หรือถ้าไม่กล้าทักท้วงเพราะเกรงอันตราย (คนสมัยนี้ใจร้อนใจแรง) ก็น่าจะเป็นผู้มีส่วนเป็นหูเป็นตาให้กับทางการ ถ้าหากว่าจะมีระบบให้รายงานได้อย่างไม่มีปัญหาย้อนกลับไปถึงตัวผู้รายงาน

ทางออก

ทางการคิดแล้วว่าจะให้รถมินิบัส เข้ามาแทนรถตู้ ซึ่งก็คงจะเป็นบุญหล่นทับบริษัทที่ผลิต ประกอบ และขาย รถมินิบัส 

-รถมินิบัสคงจะแล่นทำเวลาได้ไม่เท่ารถตู้ แต่ก็คงจะไม่ช้าแบบรถเมล์

-รถมินิบัสที่เป็นอยู่มีโครงสร้างที่ปลอดภัยกว่า แต่ก็ต้องระวังไม่ให้คุณภาพลดระดับลงเมื่อผู้ซื้อต้องการรถถูก

-รถมินิบัส รับผู้โดยสารต่อเที่ยวได้มากกว่ารถตู้ ซึ่งคงจะพอชดเชยบางส่วนของราคารถได้

แต่รถมินิบัสก็มีปัญหาได้ ถ้าไม่แก้ปัญหาเรื่องคนขับรถ

อีกปัญหาหนึ่งที่เป็นปัญหาใหญ่กว่ารถตู้ก็คือที่จอดรถใน กทม  รถตู้ยังไปซุกตัวอยู่ตามตรอกตามซอย หรือพื้นที่ว่างๆ ได้ แต่มินิบัสใหญ่กว่าจะไปซุกตัวอยู่ที่ไหน จึงจำเป็นต้องจัดระบบที่จอดรถ จัดคิวรถ ฯลฯ ให้รอบคอบและรอบด้านด้วย

คิดไม่ครบเรื่องก็จะไม่จบแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและไม่ยั่งยืนอย่างแน่นอน   

ขออ้างท่านนายกรัฐมนตรีว่า  “แต่เพียงมีสองมือกับหนึ่งลมหายใจ พลังคงไม่พอจะสร้างฝันให้เป็นไป…

แต่หากเราร่วมมือต่อเติมลมหายใจ  (หลายสมองหลายมือที่ร่วมกันคิด แบ่งงานกันทำตามหน้าที่ เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือการจัดระบบรถโดยสารระหว่างจังหวัดระยะใกล้ที่ปลอดภัยให้กับประชาชน)

วันที่หวังนั้นคงไม่ไกล…..”

นวพร เรืองสกุล  7 มกราคม 2560

(ภาพตามที่มีผู้ส่งมาให้ แต่ไม่ได้ระบุแหล่งที่มา ขออนุญาตและขอบคุณเจ้าของภาพไว้ ณ ที่นี้)

นวพร เรืองสกุล