[Review] The Hunger Games: Mockingjay Part. 1 - สงครามช่วงชิงความหมาย

- 1 -

แรกเริ่มเดิมที… แคปิตอล (Capitol) สร้างนกแจ๊บเบอร์เจย์ (Jabberjay) ขึ้นมาในห้องแล็ป ตัดต่อพันธุกรรมให้มีความสามารถจดจำเสียงพูดได้ 129 more words

MOVIE

Gone Girl : The Tragedy of Marriage

** สปอยล์

เราไปดู Gone Girl หลังจากหนังเข้าไปได้เดือนกว่าๆ
ไม่แปลกใจหรอกที่รอบฉายเหลือน้อยลงทุกทีๆ แต่คนยังแน่น เต็มทุกที่นั่ง
ดูจบรู้สึกเหมือนโดนน็อค มึน แถมคลื่นไส้อยากจะอ้วกกับความโหดสัสระดับสิบ ปรบมือรัวๆ

เอาจริงๆ พล็อตหนังก็ไม่ใช่ว่าจะแปลกใหม่สำหรับคนที่อ่านการ์ตูนโคนันมาเจ็ดสิบกว่าเล่มอย่างเรา
แต่การปูเรื่อง เล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ทำได้สนุก น่าติดตาม แอบจิกกัดชีวิตและสังคมเจ็บๆ ดี
เราโคตรชอบตัวละครพ่อแม่นางเอกเลยอ่ะ แต่งตัวเหมือนนักขุดสมบัติในหนังฝรั่งโบราณ
นางปั้นแต่งลูกให้เป็นที่ชื่นชอบของสังคม สร้างตัวละครในนิทานชื่อเดียวกันกับลูกให้เป็นที่ชื่นชอบของคนทั้งประเทศ ซึ่งตัวละครในนิทานนั้นก็ไม่มีอะไรเหมือนลูกเลยล่ะ คือดีกว่าลูกทุกอย่าง ภาพพจน์ของลูกก็เช่นกัน ต่างกับตัวจริงอย่างสิ้นเชิง ตอนลูกหายไป นางยังหาประโยชน์จากสิ่งนี้ จัดงานอีเว้นท์ลูกสาวหายได้ด้วย นายทุนมาเกิดมาก ทีแรกแอบสงสัยนิดนึงด้วยว่าหรือพ่อแม่จะเป็นคนทำเพื่อเรียกเรตติ้งลูกสาว

หนังปูเรื่องว่าเกิดขึ้นในยุคเก่าที่โซเชียลเน็ทเวิร์กยังไม่บูมขนาดนี้ แต่ว่าการแสดงออกก็ไม่ต่างกันเลยนะ
คือทุกคนเน้น รู้สึก และยึดติดกับภาพลักษณ์ที่เรามองเห็นและเชื่อว่าคนๆ นั้นเป็นอย่างนี้มากๆ โดยที่แท้จริงแล้วก็ไม่รู้หรอกว่าคนๆ นี้เป็นยังไง เหมือนกับการพรีเซนต์ตัวตนของเราผ่านโซเชียลเน็ทเวิร์กในยุคนี้ และคนก็เสพติดดราม่าเอามากๆ แถมกระบวนการยุติธรรมก็คล้ายบ้านเราอย่างน่าประหลาดใจ หึหึ วงการทีวีก็โคตรมายาไม่แพ้บ้านเราเลย ยิ่งตอกย้ำเรื่องการพรีเซนต์ตัวเองผ่านสื่อมวลชน อย่างทีวีบ้านเรา พวกดาราที่แถลงข่าวก็มีคนเขียนสคริปท์ให้หมดเช่นกัน ดูแล้วเกลียดสื่อมวลชนเลยอ่ะ แบบพิธีกรรายการนี่คือจิกกัดและพ่นน้ำลายไปตามสิ่งที่ตาตัวเองเห็น ก็แค่พรีเซนต์สิ่งที่คนดูอยากจะดู ไม่ใช่สิ่งที่เป็นความจริง ไหนจะคู่ขาของพระเอกที่ปกติแต่งตัวแบบผีขนุน พอมาออกสื่อแต่งตัวแนวพวกเคร่งศาสนา อันนี้ฮามาก ยิ่งย้ำเรื่องการพรีเซนต์ภาพผ่านสื่อ แถมการจะแพ้ชนะคดีคือการที่ต้องนำเสนอตัวตนให้เป็นที่ชื่นชอบของพวกเสพติดดราม่าและคนส่วนใหญ่

ตัวนางเอกเองก็พยายามจะพรีเซนต์ตัวเองให้เป็นคนที่โลกรัก และอยากให้เธอกลับมา และพยายามจะพรีเซนต์พระเอกให้กลายเป็นจำเลยของสังคม พระเอกก็เลยแก้เกมด้วยการพรีเซนต์ตัวเองผ่านสื่อให้คะแนนลบกลายเป็นบวก ซึ่งก็สำเร็จ แถมยังทำให้นางเอกหลงใหลในภาพที่เขาสร้างขึ้นมาอีก ซึ่งนางเอกก็บอกชัดเจนเลยว่าเธอชอบตัวเขาอย่างที่เขาพรีเซนต์ในทีวี ซึ่งมันก็ไม่ใช่ตัวตนของเขาจริงๆ เราชอบเรื่องที่นางเอกพูดถึงชีวิตคู่เรื่องการที่ต้องกลายเป็นอีกคนที่เธอไม่ชอบ แบบเราอยากเห็นกระบวนการนี้ชัดๆ ว่าตัวละครธรรมดาบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นตัวโหดระดับหัวหน้านี่่ผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง กรี๊ด นางมันไม่ใช่คน ตอนท้ายๆ เรื่องนี่นางสะพรึงระดับสิบ เราดูแล้วยังสยองแทนพระเอกที่ต้องทนอยู่ร่วมกับนางต่อไป

เราว่าหนังเรื่องนี้ขับเน้นอารมณ์คนดูได้ดีนะ ตอนแรกก็ให้ลุ้น เดาไปเรื่อยๆ ว่าเรื่องมันเป็นยังไง และทำให้เราสะใจแบบสุดๆ ตอนนางเอกโดนปล้นได้ด้วย กรี๊ด นางควรโดนมากกว่านี้ เราอยากจะอ้วกกับความวิปริตของนางมากๆ คลื่นไส้สุดๆ แถมยังรู้สึกสิ้นหวังกับตอนจบได้อีกต่างหาก เฮ้อ และน้องสาวพระเอกเล่นดีมากๆ เลยอ่ะ ชอบๆ ดูแล้วใจเสียดี สงสารพระเอก T^T

สุดท้ายแล้ว การที่พระเอกกับนางเอกครบ 32 และต้องทนอยู่ด้วยกันเนี่ยแหละ โคตรเป็นโศกนาฏกรรมยิ่งกว่ามีใครซักคนตายไปหรืออยู่ในคุกอีก โอยยย ความโหดระดับสิบจริงๆ

ปล. จุดที่เราสงสัยก็มีคุณพยานที่พระเอกไปคุยด้วย แต่ยังไม่เห็นมีบทบาทอะไรต่อเลย แล้วก็ถ้าตำรวจไปค้นบ้านตากอากาศสุดหรูนั่นก็ต้องรู้สิว่านางเอกทำโฉดอะไรไว้บ้างน่ะ หรือว่านางแอบลบเทปวงจรปิดบางส่วนไปนะ

ลป. เพื่อนเราบอกว่า “ดูแล้วรู้สึกว่่าผู้หญิงนี่น่ากลัวจริงๆ” อันที่จริงเราคิดว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็น่ากลัวได้ไม่แพ้กันหรอก หากตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันและสติเตลิดเปิดเปิงไปแล้วล่ะก็ บางทีอาจโหดได้กว่านางเอกในเรื่องนี้ก็ได้นะ หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ก็มีออกจะบ่อย

Movie

เมื่อเด็กอักษรไปดูอินเตอร์สเตลลา ...

เมื่อเด็กอักษรไปดูอินเตอร์สเตลลา .. (มีสปอย)


      ขอประเดิมบล๊อกใหม่ด้วยการเขียนรีวิวหนังที่เพิ่งไปชมมาก็แล้วกัน.. หนังเรื่องนี้ชื่อพ้องกับบล๊อกเสียด้วยสิ
ไหนๆก็ไหนๆ นี่คงจะเป็นฤกษ์งามยามดีเป็นแน่แท้ หากเราจะเปิดบล๊อกด้วยรีวิวหนังเรื่องนี้ อืม จริงๆจะเรียกว่า
รีวิว หรือจะเป็นวิจารณ์ ก็คงไม่ถึงขนาดนั้น เรียกว่าบันทึกหลังดูหนังจบก็แล้วกันนะคะ เพราะเราเองก็ไม่สามารถ
วิเคราะห์เบื้องลึกได้มากนักเนื่องจากความรู้วิทยาศาสตร์ของเรามีแค่ระดับพื้นฐานมากๆเท่านั้นค่ะ   

      เหตุผลที่เราตัดสินใจไปดูหนังเรื่องนี้ อย่างแรกเลยค่ะ โปสเตอร์สวยงามมาก ตอนแรกเรายังไม่รู้หรอกว่า
เนื้อเรื่องเป็นอย่างไร รู้แค่เกี่ยวกับอวกาศ ดวงดาว ส่วนตัวแล้วเราชอบเรื่องเกี่ยวกับดาว วัตถุบนท้องฟ้าอะไรพวกนี้
อยู่เหมือนกันค่ะ รู้สึกว่ามันดูมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก  ตอนช่วงที่เรียนอยู่มัธยม เมื่อต้องเรียนวิทยาศาสตร์พื้นฐาน 
พาร์ทของดาราศาสตร์ก็เป็นพาร์ทที่เรารอคอย อยากจะเรียนรู้มันมากที่สุด 



      อินเตอร์สเตลลา กำกับโดยคริสโตเฟอร์ โนแลน บอกตามตรงเราก็ไม่เคยดูหนังของเขาหรอก เราไม่ได้ดู
หนังมากเท่าไหร่นัก ต่อเมื่อขึ้นมหาวิทยาลัยมาเราก็เริ่มสนใจดูหนังมากขึ้น หนังเรื่องนี้เป็นหนังแนวไซไฟ(ผสมดราม่า)
ที่พาผู้ชมท่องอวกาศ เดินทางผ่านรูหนอน ไปสำรวจกาแลกซีอื่น ที่เราไปดู เราดูไอแมกซ์มา จอใหญ่สะใจมาก 
รู้สึกตื่นตาตื่นใจเมื่อยามหนังพาเราเดินทางผ่านรูหนอน...
   
      หนังเปิดเรื่องมาด้วยชีวิตของคูเปอร์ อดีตนักบินและวิศวกรที่เคยทำงานในองค์กรนาซ่า ซึ่งตามท้องเรื่อง 
องค์กรนาซ่าได้ถูกยุบไปเพราะไม่ยินยอมทำโปรเจคตามที่รัฐบาลต้องการ คูเปอร์ต้องมาเป็นชาวไร่ ทำสวนข้าวโพด
ท่ามกลางสภาพอากาศของโลกที่แปรปรวนและเลวร้ายเต็มที จนกระทั่งวันหนึ่งลูกสาวของเขาได้พบกับปรากฎการณ์
แปลกๆเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงในห้องนอนของเธอ ซึ่งนั่นทำให้ชีวิตของคูเปอร์ไปพบเจอกับเหตุการณ์ต่างๆมากมาย

      ในหนังก็อัดแน่นไปด้วยทฤษฎีต่างๆ เช่น ทฤษฎีสัมพันธภาพ รูหนอน การ์แกนทัวร์ อีเวนท์โฮไรซัน 
มิติที่ห้า ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ บอกตามตรงว่าด้วยความรู้วิทย์พื้นฐานสมัยมัธยมต้นมันไม่ค่อยพอให้เราเข้าใจสักเท่าไหร่
แต่เราก็จับนู่นโยงนี่ สร้างความเข้าใจแบบง่ายๆให้กับตัวเองพอจะได้อยู่ ยังพอจะตามเนื้อเรื่องหลักทัน และอินไปกับ
มันได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่น่าจะเท่าคนที่เรียนสายวิทย์มาแน่นอน เราคิดว่าถ้าคนที่เรียนฟิสิกส์มา แล้วมาดูเรื่องนี้น่าจะ
สนุกกับมันได้เต็มที่นะคะ
   
      เราจะขอเขียนถึงประเด็นที่เราจับได้ในเรื่องนะคะ อาจจะไม่เรียงตามไทม์ไลน์ของหนัง ประเด็นแรก 
เราติดใจคำพูดนี้ของดร.แบรนด์ "เราละทิ้งมนุษยธรรม เพื่อมนุษยชาติ" เป็นประโยคที่ดูย้อนแย้งกันสิ้นดี 
ฟังแล้วรู้สึกสิ้นหวังนิดๆ ใครเป็นคนกำหนดกรอบของมนุษยธรรมขึ้นมา เราก็ไม่ทราบ สิ่งที่เราคิดคือ ในภาวะ
ที่โลกกำลังจะดับสูญ จากเดิมเรายกย่องตัวเองว่าเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น เราสามารถ
สร้างสิ่งต่างๆได้หลายสิ่ง วิทยาการล้ำสมัย เทคโนโลยีต่างๆมากมาย แต่สุดท้ายสิ่งเหล่านั้นก็ถูกนำมาใช้
เพียงเพื่อจุดประสงค์เดียวเท่านั้น เราทำในสิ่งที่ไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่เรามองว่าต่ำกว่าทำ นั่นคือ
พยายามดำรงเผ่าพันธุ์ของตัวเองให้อยู่รอดสืบต่อไป


      หนังเรื่องนี้นำเสนอประเด็นเรื่องความหวัง ความหวังเป็นสิ่งที่สำคัญกับชีวิตมนุษย์อย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ 
เพราะเป็นสิ่งที่คอยยึดเหนี่ยวจิตใจให้มีความพยายามต่อสู้กับอุปสรรค เพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไป ตัวละครที่มีสิ่งนี้อย่าง
เห็นได้ชัดสุดคือตัวพระเอก คูเปอร์ ขณะเดินทางไปสำรวจดาวดวงใหม่เขามีความหวังอยู่ตลอดเวลาว่าจะได้กลับไป
เจอหน้าลูกสาว คิดดู ออกไปในอวกาศก็เจอแต่ความมืด กับหมู่ดาว จะเจอดาวใหม่ที่จะเป็นที่พักพิงให้กับมนุษย์ได้
หรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ ถ้าไม่มีความหวังนี่คงจะหดหู่มาก และคงไม่มีแรงทำภารกิจให้เสร็จสิ้น อีกคนที่เราทึ่งคือ
รอมมิลีค่ะ เขารอพวกคูเปอร์ไปสำรวจดาวมิลเลอร์นาน 23 ปี โดยไม่ได้เข้าไปนอนในแคปซูลน้ำ (? ไม่น่าจะเรียก
อย่างนี้ แต่เราไม่ทราบจริงๆค่ะว่าเขาเรียกว่าอะไร) ในความคิดเห็นเรา ก็คงเป็นเพราะความหวังอีกแหละ แถมอีกอย่าง
คือความเชื่อมั่นในตัวพวกคูเปอร์ ที่ทำให้เขาอดทนรอได้จนกระทั่งคูเปอร์กับเอมิเลียกลับมา


      ดร.แมนน์ เป็นอีกตัวละครหนึ่งที่เราสนใจ การกระทำของดร.แมนน์ทำให้เราเห็นถึงความเป็นมนุษย์ได้เป็น
อย่างดี คือเมื่อยามสถานการณ์บีบคั้น ความตายเข้ามาเฉียดใกล้เหมือนจะหายใจรดต้นคอ คนเรายอมที่จะทำทุกอย่าง
เพื่อให้ตนเองมีชีวิตอยู่รอดต่อไป โดยไม่สนว่าการกระทำของตนจะเลวร้ายแค่ไหน หรือจะนำไปสู่สถานการณ์แบบใด
เป็นความพยายามที่จะเอาชีวิตรอดอย่างยิ่งยวด จนกระทั่งเกิดความประมาท เป็นเหตุให้ยานเอนดูแรนซ์เสียหาย และ
ทำให้ตัวเองตายในที่สุด

      เราไม่สามารถไปข้างหน้าได้ โดยที่ไม่ทิ้งอะไรไว้เบื้องหลัง - กฎข้อที่สามของนิวตัน 
      ประโยคนี้เราชอบมากจริงๆให้ตายเถอะ ฟังดูเหมือนปรัชญาชีวิตอะไรสักอย่างเลยแฮะ แต่เราแอบไปค้นหามา 
จริงๆภาษาที่เขียนกฎมันจะวิทย์ๆกว่านี้ แต่ความหมายก็เหมือนกัน จริงตามนั้นเลย ในฉากพระเอกยอมปล่อยยาน
ตัวเองทิ้งเพื่อให้ยานหลักที่เอมิเลียนั่งยังคงเดินทางต่อไปดาวเอ็ดมันน์ได้ ฉากนี้ทำเราซึ้งเลย การจะก้าวต่อไป
ข้างหน้า เราก็จำเป็นที่จะต้องสูญเสียบางอย่างไปเป็นการแลกเปลี่ยน ... ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆนี่นะ
      ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกก็เป็นเรื่องที่โดดเด่นอยู่สำหรับหนังเรื่องนี้ ผู้กำกับทำออกมาได้ดีมาก เขา
สามารถทำให้เราอินไปกับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกคู่นี้ได้ มีหลายฉากที่ทำเอาเราน้ำตาซึม โดยเฉพาะฉากที่พ่อ
มาเจอลูกตนเองในวาระสุดท้ายของลูกพอดี เป็นอะไรที่โหดร้ายและเจ็บปวดมากเลยทีเดียว แต่อย่างไรเสีย อย่างน้อย
เขาก็ได้พบกัน แม้จะเป็นครั้งสุดท้ายก็ตาม
   
      มีอีกหลายฉากที่เราประทับใจค่ะ ฉากที่ลุ้นสุดๆนี่ต้องฉากนี้เลย ฉากที่คูเปอร์ขับยานไปเทียบยานเอนดูแรนซ์
ลุ้นแบบแทบจะหยุดหายใจเลยทีเดียว สกิลการขับยานของคูเปอร์นี่ระดับเทพจริงๆ ก็อย่างว่าละนะ ระดับนักบินของ
นาซาเลยเชียวนะ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะต้องพูดถึง คนอื่นจะทึ่งเหมือนเราหรือเปล่าไม่รู้ แต่เราทึ่งฉากที่คูเปอร์เข้าไป
ในห้วงมิติเวลาต่างๆของห้องนอนเมิร์ฟน่ะค่ะ เราอุทานในโรงเลยว่า เหยดด (ขออภัยที่ไม่สุภาพค่ะ) สำหรับเรา
ฉากนี้เหมือนเป็นจุดหักมุม แต่ก็... ไม่เชิงนะ ถ้าจะให้อธิบายก็... มันเป็นอารมณ์แบบ หาจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายเจอ
แล้วเอามาต่อประกบกันเป็นรูปภาพที่สมบูรณ์ได้พอดี

      โดยสรุป หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุ้มค่าต่อการไปดู โดยเฉพาะกับคนที่เรียนฟิสิกส์ ส่วนเรา ตอนแรกเราคิดว่า
จะได้นั่งหลับเพราะดูไม่รู้เรื่อง แต่ผิดคาด เรายังสามารถอินไปกับหนังได้ ช่วงแรกจะเอื่อยๆสักเล็กน้อย แต่เมื่อเข้าสู่
ครึ่งหลัง หนังจะเริ่มพีคขึ้นเรื่อยๆ หนังเรื่องนี้มีทั้งดราม่า ฉากอันสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจในอวกาศ ฉากลุ้นระทึก
น่าตื่นเต้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของเรื่องที่มีมาเป็นระยะๆ ทำให้ละสายตาไปไม่ได้เลย


ภาพยนตร์

เก็บตกประเด็นและคำตอบของหลายคำถามจาก Interstellar (Spoil)

 

ภาษีประชาชน… ช่วงแรกของหนังที่ Cooper ไปหาคุณครูที่โรงเรียนและพูดคุยเรื่องอนาคต 357 more words

MOVIE

The Silver Lining Playbook - หนังดีที่ควรดู

The Silver Lining Playbook
เป็นหนังสือเล่มแรกในชีวิตของ แมธธิว ควิก
ได้ตีพิมพ์ในปี 2008แล้วมันก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนนำมาถูกสร้างเป็นภาพยนตร์
ด้วยการเล่าเรื่องของผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ ( Patients with bipolar disorder )ได้ออกมาอย่างน่ารักและเข้าอกเข้าใจในมุมมองที่สื่อว่า
“ผู้ป่วยไม่เป็นปัญหาของสังคม”
เรื่องราวของ แพท โซลาทาโน (แบรดลีย์ คูเปอร์) สูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งบ้าน, งาน และภรรยา 6 more words
ความเห็นทั่วไป

Interstellar

วันที่โนแลน พาเราไปทั่วจักรวาลเพื่อสำรวจตัวเรา

วันที่ศูนย์กลางจักรวาลไม่ได้เป็นแค่เรา และเป็นแค่เรา

ล่องลอยไปกับสถานการณ์ การเดินทางสำรวจดาวดวงใหม่

เรื่อง Production ไม่ต้องพูดถึงว่าดีแค่ไหน

อีกทั้งเรื่องเสียงจังหวะการมาการไปของเสียง มันได้

การเล่าเรื่องซับซ้อนนี่สายโนแลนอยู่แล้ว (ตามตั้งแต่ memento)

ทั้งอารมณ์ของแมคคอนนาเฮย์ และคนอื่นๆ พาเราไปได้จริงๆ

ล่องลอยแบบหลังจบหนังก็ยังคงล่องลอย ไปดูกัน

Watch

Begin Again เพราะรัก คือเพลงรัก

ชอบเพลงต้นเรื่องกับเพลงตอนจบ เพราะมาก
(A Step You Can’t Take Back กับ Lost Stars)

Movie