การสร้างองค์ความรู้และการเขียนข้อเสนอแนะ

การสร้างองค์ความรู้

………….มนุษย์สนใจศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพื่อตอบคำถามที่สงสัยโดยการเลือกหัวข้อ เนื้อหา วิธีการ และสื่อ แล้วนำความรู้มาใช้ในการดำรงชีวิต เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง (ทิศนา แขมณี. 2552 : 145-146) เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ ปัจจุบันนิยมใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพราะช่วยให้ได้ความรู้ ความจริงที่เชื่อถือได้ มี 5 ขั้น คือ ประเด็นปัญหา ตั้งสมมุติฐาน รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และสรุป

…………การสร้างองค์ความรู้ที่ดีควรมีลักษณะดังนี้

…………..1. เป็นการศึกษาค้นคว้าที่ต้องอาศัยความรู้ มีระบบ มีเหตุผล และมีจุดมุ่งหมาย
…………..2. มีเครื่องมือ หรือเทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เที่ยงตรง และเชื่อถือได้
…………..3. มีการรวบรวมข้อมูลใหม่ และได้องค์ความรู้ใหม่ ยกเว้นการศึกษาเพื่อตรวจสอบซ้ำ
…………..4. มุ่งศึกษาค้นคว้าเพื่อหาข้อเท็จจริงใช้อธิบายปรากฏการณ์ ทฤษฎี หรือใช้แก้ปัญหา
…………..5. ต้องอาศัยความพยายาม ความซื่อสัตย์ เพื่อให้การศึกษาสำเร็จ และเชื่อถือได้
…………..6. ต้องมีการบันทึก และเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าตามแบบมาตรฐาน

…………อาจมีผู้เข้าใจสับสนว่าความรู้ลักษณะใดเป็นองค์ความรู้ใหม่ หรือไม่ ข้อพิจารณาลักษณะ ที่ไม่ใช่การสร้างองค์ความรู้ใหม่มีดังนี้
…………….1. การศึกษาเอกสาร ผลงานผู้อื่นแล้วนำข้อความมาตัดต่อกัน
…………….2. การค้นพบโดยบังเอิญที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
…………….3. การรวบรวมข้อมูลนำมาจัดเข้าตาราง
…………….4. การทดลอง การปฏิบัติตามคู่มือที่แนะนำไว้

………….การสร้างองค์ความรู้ใหม่จะเกิดประโยชน์ที่สาคัญดังนี้
……………..1. ได้ความรู้ใหม่ช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์ และพฤติกรรมต่าง ๆ
……………..2. ช่วยพิสูจน์ หรือตรวจสอบความถูกต้อง กฎเกณฑ์ และทฤษฎี
……………..3. ใช้ความรู้ในการตัดสินใจ หรือแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
……………..4. ใช้ปรับปรุงการทางาน ความเป็นอยู่ และการดารงชีวิตให้ดีขึ้น

………….การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเกิดขึ้นได้โดยลงมือประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองประกอบกับความรู้ในตัวของผู้เรียนเอง ประสบการณ์ และสิ่งแวดล้อมภายนอก (ทวีศักดิ์ ภู่ชัย. ออนไลน์. 2555) การเรียนรู้จะได้ผลดีเมื่อผู้เรียนเข้าใจในตนเอง มองเห็นความสำคัญในสิ่งที่เรียนรู้ และสามารถเชื่อมโยงความรู้ระหว่างความรู้ใหม่กับความรู้เก่า สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการเรียน การทำงาน และการดำรงชีวิตได้

การเขียนข้อเสนอแนะ

………….รายงานผลการศึกษาค้นคว้า เมื่อสรุป อภิปรายผลแล้ว จะมีการเสนอแนวคิด เป็นข้อเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหา โดยการนำผลการศึกษาค้นคว้าไปใช้ประโยชน์ ระเบียบวิธี การศึกษาค้นคว้า และการศึกษาค้นคว้าครั้งต่อไป (ทองสง่า ผ่องแผ้ว. ออนไลน์. 2551) โดยทั่วไป การเขียนข้อเสนอแนะมุ่งเสนอแนวคิด ดังนี้

……………1. เกี่ยวกับผลการศึกษาค้นคว้าที่นำไปใช้ประโยชน์ เป็นการเขียนให้ผู้อ่านทราบว่า สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง โดยผู้เขียนจะต้องเสนอแนะ และให้ความละเอียดอย่างเพียงพอ ที่จะสามารถนำไปใช้ได้
……………2. เกี่ยวกับระเบียบวิธีการศึกษาค้นคว้า เป็นการเสนอแนะให้ผู้อ่านที่จะทำการศึกษาค้นคว้าในทำนองเดียวกันได้ทราบว่าควรทำอย่างไร ทำตามที่ผู้ศึกษาทำ หรือควรใช้วิธีการอื่น ใช้วิธีการใด ควรเสนอแนะไว้อย่างชัดเจน และต้องเสนอแนะว่า ที่ทำนั้นมีปัญหาอะไร และแก้ไขอย่างไรจึงจะได้ผลดี ตัวอย่างเช่น การเก็บรวบรวมข้อมูล พบว่ามีปัญหาเรื่องเวลา จำนวนข้อสอบที่มีมากเกินไป ผู้เข้าสอบ เกิดความเบื่อหน่าย การเสนอแนวคิดเพื่อแก้ปัญหา ต้องเสนอแนะครั้งต่อไปควรระมัดระวังเรื่องเวลา และจำนวนข้อสอบ
…………..3. เกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าครั้งต่อไป เป็นการเสนอแนะให้ผู้อ่านที่จะทำการศึกษาค้นคว้าครั้งต่อไปในลักษณะเดียวกันให้ทราบว่า ควรจะทำการศึกษาค้นคว้าในประเด็นปัญหาใด หรือควรศึกษา ตัวแปรอะไรอีกบ้าง รวมทั้งการเปลี่ยนระเบียบวิธีการศึกษาค้นคว้า หรือไม่ จึงจะทำให้ได้ผลการศึกษา ค้นคว้า หรือข้อสรุปที่สมบูรณ์

…………..หลักการเขียนข้อเสนอแนะ ควรยึดหลักดังต่อไปนี้
…………..1. ข้อเสนอแนะนั้นจะต้องเป็นเนื้อหาสาระที่ได้จากผลการศึกษาค้นคว้าเรื่องนั้น มิใช่จากความรู้สึกนึกคิดของตัวผู้ศึกษาค้นคว้าเอง (พิสณุ ฟองศรี. 2553 : 166)
………….2. ต้องเป็นเรื่องที่ใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว กรณีเป็นเรื่องเดิม ต้องยืนยัน ให้เห็นความสำคัญ
………….3. ข้อเสนอแนะที่เสนอแนะไปต้องสามารถปฏิบัติได้ หรือทำได้จริง ภายในขอบเขต และระยะเวลาในการศึกษาค้นคว้า
…………4. ข้อเสนอแนะทุกข้อต้องมีรายละเอียดมากพอที่ผู้อ่าน หรือผู้ที่จะทาการศึกษาค้นคว้า ในทำนองเดียวกันสามารถนำไปปฏิบัติได้

Learning

ลองดู (WE CAN TRY)

บ่อยครั้งที่มักจะรำคาญโฆษณาในทีวี ถึงขนาดเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ หวังที่จะหาอะไรสนุกๆดู แต่ก็มาสะดุดกับโฆษณาชิ้นหนึ่งของ AIS เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

เรื่องเริ่มต้นจากเด็กหญิงตั้งคำถามกับแม่ว่า ทำไมร้านถั่วงอกในตลาดถึงขายดีจัง และได้คำตอบจากแม่ว่า น่าจะเป็นเพราะมีร้านถั่วงอกเพียงร้านเดียว

เด็กหญิงนึกสนุกและชวนแม่ปลูกถั่วงอกกัน คำตอบของแม่คือ “ก็ลองดู”

หลังจากนั้นก็เป็นภาพของแม่ลูกที่ลองปลูกถั่วงอกด้วยวิธีต่างๆหลายครั้ง เจอความล้มเหลว หาวิธีแก้ปัญหา เรียนรู้สิ่งใหม่ และลงมือทำ ลองดูหนังโฆษณาจากลิงก์ข้างล่างก่อนนะคะ อยากให้เห็นหน้าคุณแม่กับเด็กน้อยในเรื่องเหลือเกิน ช่างน่ารักและทำให้อมยิ้มได้ตลอดเลย

เมื่อลูกสาวตัวน้อยถามว่า “จะได้ผลเหรอแม่” แม่ก็จะตอบเสมอว่า “ก็ลองดู” 13 more words

#inspiration

การสรุป และอภิปรายผลการศึกษาค้นคว้า , การประเมินผลรายงาน

………การสรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะในการศึกษาค้นคว้า ควรดำเนินการดังนี้

…………1. สรุปผลการศึกษาค้นคว้าจะกล่าวถึงทั้งหมดอย่างย่อ เพื่อให้ผู้อื่นได้ศึกษาโดยใช้เวลา ไม่มากนัก ซึ่งประกอบด้วยจุดมุ่งหมาย วิธีดำเนินการ และผลการศึกษาค้นคว้า มีวิธีการสรุปผลดังนี้
……………..1.1 กล่าวถึงปัญหา จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า วิธีดำเนินการ และสรุปผล โดยใช้ข้อความที่กระชับ อ่านเข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงการกล่าวถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง
……………..1.2 สรุปผลการศึกษาภายในขอบเขตจุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า อ้างอิงเหตุผลตามข้อมูล และผลการวิเคราะห์
……………..1.3 ไม่ลำเอียง หรือไม่มีอคติส่วนตัว เพื่อให้ผู้อื่นศึกษา ทำความเข้าใจ และสามารถตรวจสอบได้

…………2. อภิปรายผลการศึกษาค้นคว้า จะแปลผลการศึกษาค้นคว้าจากการสังเคราะห์ข้อมูล หลายด้าน โดยการกล่าวถึงผลการศึกษาค้นคว้าเป็นไปตามสมมุตติฐาน หรือไม่ เชื่อมโยงถึงทฤษฎีที่เป็นพื้นฐาน ผลงานของผู้อื่นในปัญหาเดียวกัน วิเคราะห์ถึงความสอดคล้อง หรือความแตกต่างกัน อธิบายเหตุผลว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดผลดังกล่าว ควรมีหลักการอภิปรายผลดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2546 : 153)
……………..2.1 อภิปรายผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างสมเหตุ สมผล และน่าเชื่อถือ
……………..2.2 แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของผลการศึกษาค้นคว้า กับผลงานที่เกี่ยวข้อง อย่างชัดเจน
……………..2.3 อภิปรายจุดอ่อนของข้อมูล และวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
……………..2.4 กล่าวถึงขอบเขต และข้อควรระวังในผลการศึกษาค้นคว้า เช่น ความขัดแย้ง ความไม่คงเส้นคงวา ความเข้าใจผิดในผลการศึกษาค้นคว้า เป็นต้น
……………..2.5 อภิปรายความสำคัญของผลการศึกษาค้นคว้า

………….3. ข้อเสนอแนะ อาจเสนอแนะเกี่ยวกับการนาผลจากการศึกษาค้นคว้าไปปฏิบัติ เพื่อใช้ประโยชน์ และเสนอแนะเพื่อการศึกษาค้นคว้าครั้งต่อไปดังนี้ (วาโร เพ็งสวัสดิ์. 2551 : 427)
……………..3.1 กรณีผลการศึกษาค้นคว้าสอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย ควรเสนอแนะให้นาผลการศึกษาค้นคว้าไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหา
……………..3.2 ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา หรือปรับปรุงข้อค้นพบให้มีลักษณะที่พึงประสงค์
……………..3.3 มีข้อเสนอแนะสำหรับการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม เสนอแนวทาง หรือประเด็นปัญหาที่ควรศึกษาค้นคว้าครั้งต่อไปอย่างสมเหตุ สมผล กว้างขวาง และปฏิบัติให้เป็นจริงได้

การประเมินผลรายงาน

…………รายงานผลการศึกษาค้นคว้า ผู้ศึกษาค้นคว้าต้องศึกษาจากแนวคิด ทฤษฎี และผลงาน ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประโยชน์ในการดำเนินการศึกษาค้นคว้า รายงานที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ควรเป็นรายงานที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ ซึ่งจะทราบได้จากการประเมินผลรายงานตามเกณฑ์การประเมินดังนี้
…………..1. ด้านคุณค่า พิจารณาจากประโยชน์ หรือความสำคัญของรายงาน เช่น ใช้แก้ปัญหาพัฒนาสิ่งที่เป็นความรู้ใหม่ มีประโยชน์ต่อวงวิชาการ ทดสอบทฤษฎี สร้างสูตรใหม่ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 161)
………….2. ด้านคุณภาพ พิจารณาความถูกต้อง เหมาะสมตามเกณฑ์ในแบบประเมิน ดังตัวอย่าง (วาโร เพ็งสวัสดิ์. 2551 : 452-454)

……………..เมื่อพิจารณา และทำเครื่องหมาย ลงในช่องระดับคุณภาพที่ตรงกับความเห็นแล้วให้คะแนนแต่ละข้อ คือ ดีมาก (5)   ดี (4)    ปานกลาง (3)    น้อย (2)    น้อยที่สุด (1) หาค่าเฉลี่ย โดยนาคะแนนแต่ละข้อมารวมกัน หารด้วยจำนวนข้อ แปลผลโดยนำค่าเฉลี่ยเทียบกับเกณฑ์ เพื่อสรุปผลการประเมิน

……………..กรณีมีผู้ประเมินหลายคน พิจารณาโดยนำคะแนนการประเมินของทุกคนมารวมกัน หาค่าเฉลี่ย แล้วแปลผลโดยนำค่าเฉลี่ยเทียบกับเกณฑ์ที่กล่าวมาแล้ว

Learning

การวิเคราะห์ข้อมูล

1. การจัดการข้อมูล

……….เมื่อเก็บรวบรวมข้อมูลที่ต้องการแล้ว ผู้ศึกษาค้นคว้าจะวิเคราะห์ คือ การใคร่ครวญ แยกออกเป็นส่วนย่อยตามหลักการ และกฎเกณฑ์เพื่อให้ได้มาซึ่งความจริง (ชนินทร์ชัย อิรทิราภรณ์ และสุวิทย์ หิรัณยกานนท์. 2548 : 15)
……….การวิเคราะห์ข้อมูลแยกตามประเภทของข้อมูล ดังนี้
………….1. ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ เป็นข้อมูลของเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วในอดีต จะทำการวิพากษ์ วิจารณ์ข้อมูลดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด.

Learning

แหล่งที่มาของข้อมูล

(1) การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล

………….ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริง หรือสิ่งที่ถือ หรือยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง สำหรับใช้เป็นหลักอนุมานหาความจริง หรือการคำนวณ (ราชบัณฑิตยสถาน. 2546 : 173) ซึ่งการตรวจสอบแหล่งที่มา ของข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าจะมีความน่าเชื่อถือได้มาก หรือน้อย ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบ ที่นิยมใช้ มี 3 ด้าน คือ ข้อมูล ผู้ศึกษา และทฤษฎี

………….1. การตรวจสอบข้อมูล คือ การพิสูจน์ว่าข้อมูลที่ผู้ศึกษาค้นคว้าได้มานั้นถูกต้อง หรือไม่ วิธีการตรวจสอบของข้อมูลนั้น จะต้องตรวจสอบแหล่งที่มา 3 แหล่ง ได้แก่ เวลา สถานที่ และบุคคล
……………..1.1 การตรวจสอบเวลา หมายถึง การตรวจสอบว่าในช่วงเวลาต่างกัน ผลการศึกษาในเรื่องเดียวกัน เหมือนกัน หรือไม่ จึงควรมีการตรวจสอบในช่วงเวลาที่ต่างกันด้วย
……………..1.2 การตรวจสอบสถานที่ หมายถึง การตรวจสอบในสถานที่เดียวกัน หรือต่างกัน หากมาจากสถานที่เดียวกัน มีผลออกมาเหมือนกัน ผู้ศึกษาควรตรวจสอบในแหล่งสถานที่อื่นด้วย
……………..1.3 การตรวจสอบบุคคล หมายถึง ถ้าบุคคลผู้ให้ข้อมูลเปลี่ยนไปเป็นคนอื่น ข้อมูล จะเหมือนเดิม หรือไม่ จึงควรมีการตรวจสอบจากบุคคลหลายคน

………….2. การตรวจสอบผู้ศึกษา คือ การตรวจสอบว่าผู้ศึกษาแต่ละคน จะได้ข้อมูลต่างกันอย่างไร โดยการศึกษาเรื่องลักษณะเดียวกันจากผู้ศึกษาหลายคน ซึ่งจะสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่า

………….3. การตรวจสอบทฤษฎี คือ การตรวจสอบว่าผู้ศึกษาสามารถใช้แนวคิดทฤษฎีที่ต่างไปจากเดิม ตีความข้อมูลแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจทาได้โดยการตรวจสอบเรื่องเดียวกัน จาก 2 แหล่ง หรือ 2 เล่ม ขึ้นไป

………….การเก็บรวบรวมข้อมูลต้องใช้เครื่องมือ หรือเทคนิคที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ข้อมูลตรงตามจุดมุ่งหมาย มีความเที่ยงตรง และเชื่อถือได้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 53) การตรวจสอบวิธีรวบรวมข้อมูล คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งเก่า เพื่อรวบรวมข้อมูลเรื่องเดียวกัน โดยใช้การสังเกตควบคู่กับการซักถาม พร้อมกันก็ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งเอกสาร หรือทำการซักถามผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาของข้อมูล

(2) แหล่งที่มาของข้อมูลภาพ และส่วนประกอบของรายงาน

…………การศึกษาค้นคว้าบางกรณีจำเป็นต้องใช้ข้อมูลภาพประกอบ บางกรณีจำเป็นต้องใช้ข้อมูลตาราง รายการดังกล่าวอาจจะมี หรือไม่มีในรายงานก็ได้ขึ้นอยู่กับลักษณะของเนื้อหาที่ผู้ทำรายงานกาหนด ภาพประกอบ คือ ภาพที่วาดขึ้น หรือนำมาแสดงเพื่อประกอบเรื่อง ตาราง คือ ช่องสี่เหลี่ยมที่เกิดจากเส้นขนานในแนวตั้ง กับแนวนอนตัดกัน มีข้อมูลประกอบด้วยข้อความ ตัวเลขประกอบเรื่องในรายงาน

…………เมื่อมีภาพประกอบ ตารางในรายงานควรมีชื่อภาพ ชื่อตาราง และอ้างอิงแหล่งที่มา ของข้อมูล โดยใช้รูปแบบการอ้างอิงแทรกในเนื้อหาตามประเภทของสื่อ ดังตัวอย่าง (มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา. 2549 : 103-111)
……………1. สื่อสิ่งพิมพ์    ที่มา : ชื่อผู้แต่ง. ปีพิมพ์ : เลขหน้า.
……………2. สื่อโสตทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์     ที่มา : ชื่อผู้แต่ง. ประเภทของสื่อ. ปีที่ผลิต.

……………ตัวอย่างการอ้างอิงข้อมูล……………

ส่วนประกอบของรายงาน โดยทั่วไปมีดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 147-148)

(3) เครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูล

…………การเก็บรวบรวมข้อมูลจะต้องใช้เทคนิคที่เหมาะสมโดยมีการวางแผนเพื่อให้เกิดความถูกต้อง สมบูรณ์ สะดวก ประหยัด (อนันต์ ศรีโสภา. 2539 : 546) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องแล้วนำมาพิจารณาเปรียบเทียบ วิเคราะห์ และสรุปผลได้ตรงตามจุดประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า เครื่องมือ ที่นิยมใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยทั่วไปมีดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 53-80)
…………..1. แบบทดสอบ คือ ชุดของคำถาม หรืองานที่สร้างขึ้นเพื่อให้กลุ่มตัวอย่างตอบ อาจอยู่ในรูปของการเขียนตอบ การพูด การปฏิบัติที่สามารถสังเกต หรือวัดให้เป็นปริมาณได้
…………..2. แบบสอบถาม คือ เครื่องมือชนิดหนึ่งที่ผู้ศึกษาค้นคว้านิยมใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูล มีข้อคำถามที่ต้องการให้กลุ่มตัวอย่างตอบ โดยกาเครื่องหมาย เขียนตอบ หรือสัมภาษณ์ ตามแบบสอบถาม นิยมถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ความคิดเห็นของบุคคล
…………..3. การสังเกตการณ์ คือ เทคนิคการรวบรวมข้อมูลอย่างหนึ่ง ที่ผู้สังเกตการณ์ใช้สายตาเฝ้าดู หรือศึกษาเหตุการณ์ เพื่อให้เข้าใจลักษณะธรรมชาติ ความเกี่ยวข้องกันระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ โดยใช้แบบบันทึกผลการสังเกต ควรมีหลักในการสังเกตการณ์ดังนี้
………………..3.1 มีเป้าหมายที่ชัดเจน และตั้งใจตลอดเวลาในการสังเกต
………………..3.2 ศึกษาทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง และกำหนดเวลาในการสังเกตให้แน่นอน
………………..3.3 วางตัวเป็นกลาง และบันทึกผลการสังเกตให้ได้ข้อมูลครบถ้วนที่สุด
…………..4. การสัมภาษณ์ คือ การที่ผู้สัมภาษณ์ ไปค้นหาข้อมูลโดยการสอบถามผู้ให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว บุคลิกภาพ เจตคติ ความคิดเห็น เพื่อความสะดวก รวดเร็วอาจใช้แบบสัมภาษณ์โดยมีคาถามที่สร้างขึ้น ถามแล้วจดบันทึกคำตอบลงในแบบสัมภาษณ์ ควรมีหลักการสัมภาษณ์ดังนี้
………………..4.1 การเตรียมตัวก่อนไปสัมภาษณ์ ทบทวนจุดประสงค์การศึกษาค้นคว้าให้ชัดเจน นัดเวลา สถานที่กับกลุ่มตัวอย่างที่จะไปสัมภาษณ์ และเตรียมวัสดุ อุปกรณ์สำหรับการสัมภาษณ์
………………..4.2 การเริ่มต้น ผู้สัมภาษณ์ควรแนะนำตนเอง แจ้งจุดประสงค์ของการสัมภาษณ์ สร้างความคุ้นเคยด้วยการสนทนาเรื่องที่คาดว่าผู้ให้สัมภาษณ์สนใจ โดยใช้เวลาเล็กน้อย
………………..4.3 การดำเนินการสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ต้องสุภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใส ใช้ภาษาที่เข้าใจได้ง่าย สัมภาษณ์ทีละคำถาม บันทึกคำตอบอย่างรวดเร็ว และกล่าวขอบคุณผู้ให้สัมภาษณ์

……………เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลมีแบบทดสอบ เป็นชุดของคำถาม หรืองานที่สร้างขึ้นให้กลุ่มตัวอย่างตอบ แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือที่เหมาะกับการเก็บรวบรวมข้อมูลประเภทความคิด และข้อเท็จจริง กรณีใช้การสังเกตต้องมีจุดประสงค์ที่ชัดเจน ส่วนการสัมภาษณ์ต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปสัมภาษณ์ และขณะดำเนินการสัมภาษณ์

 (4) วิธีดำเนินการศึกษา

………….หัวข้อสำคัญของวิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้าโดยทั่วไป มีดังนี้

……………..1. ประชากรที่ทำการศึกษา คือ กลุ่มคน สัตว์ สิ่งของซึ่งเป็นกลุ่มประชากร ที่ทำการศึกษาว่าเป็นประชากรกลุ่มใด อยู่ที่ไหน มีจำนวนเท่าใด หรือประมาณเท่าใด (วาโร เพ็งสวัสดิ์. 2551 : 180) ตามที่ผู้ศึกษาค้นคว้ากำหนด

…………….2. การเลือกกลุ่มตัวอย่าง กล่าวถึงวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นกระบวนการคัดเลือกจำนวนที่จำกัดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อนำมาหาผลทางสถิติ ผลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างนี้เป็นผลแทนเรื่องนั้นทั้งหมด (ชนินทร์ชัย อินทิรานนท์ และสุวิทย์ หิรัณยกานนท์. 2548 : 229) เพื่อเป็นตัวแทน ของประชากร อาจแจงข้อมูลกลุ่มตัวอย่างให้ขัดเจน เช่น จำแนกตามเพศ ระดับชั้น โรงเรียน เขตพื้นที่ จังหวัด เป็นต้น กลุ่มตัวอย่างจะมีเท่ากับ หรือน้อยกว่าประชากรก็ได้

…………….3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ระบุประเภทของเครื่องมือว่าเป็นแบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ อาจสร้างขึ้นเอง หรือยืมผู้อื่นมาใช้ก็ได้ สิ่งที่ควรกล่าวถึงเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามีดังนี้
…………………..3.1 ลักษณะของเครื่องมือเป็นประเภทใด
…………………..3.2 เนื้อหาสาระ จำนวนข้อ
…………………..3.3 ส่วนประกอบ คำชี้แจง ข้อมูลทั่วไป ข้อคำถาม
…………………..3.4 วิธีใช้ การเขียนตอบ การพูดอธิบายตอบ ยกตัวอย่าง
…………………..3.5 กระบวนการสร้าง วิธีสร้าง ขั้นตอนการพัฒนาเครื่องมือ

……………4. การเก็บรวบรวมข้อมูล กล่าวถึงช่วงเวลาในการทดสอบ สัมภาษณ์ หรือสังเกต กลุ่มตัวอย่าง การตรวจให้คะแนน อธิบายขั้นตอนในการดำเนินการตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ

…………….5. การวิเคราะห์ข้อมูล กล่าวถึงวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
…………………..5.1 การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลจากการค้นหาข้อความจริงของเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วในอดีต รวบรวม ประเมินผล ตรวจสอบ และพิจารณาสรุปอย่างมีเหตุผล
…………………..5.2 การศึกษาเชิงพรรณนา ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลจากการค้นหาข้อความจริง ในปัจจุบัน โดยการสำรวจ หาความสัมพันธ์ หรือศึกษาความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้น
…………………..5.3 การศึกษาเชิงทดลอง ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทดลอง เพื่อตรวจสอบว่าเมื่อทดลองแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
…………………..5.4 การศึกษาเชิงคุณลักษณะ หรือเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ จากการทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด เช่น ความคิด ความรู้สึก ค่านิยม เป็นต้น

Learning

เทรนแล้วไปไหน | ฝึกฝนตัวเองอย่างไรให้ได้เรื่อง

ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ http://www.HRTWT.info


credits: star-one via freeimages.com

ช่วงที่ผ่านมา คุณผ่านคอร์สเทรนนิ่งมากี่คลาสละครับ ?

และจากทุกคลาสที่ผ่านมา
ให้เทียบความรู้ทั้งหมดเป็น 100 คะแนน
ลองให้คะแนนตัวเองว่า เราจำมันได้ ใช้มันเป็น
ซักเท่าไหร่ดี

สำหรับคนที่ได้ผลที่น่าพอใจ ผมยินดีด้วยครับ

โดยปกติ เวลาที่เราเรียน หรือเทรนอะไรมา
มันจะอยู่กับเราไม่เกิน 2 อาทิตย์หรอกครับ

และอย่างที่ทุกคนรู้คือหลังจากนั้น
ความเข้าใจ มันจะเลือนหายไปเรื่อยๆ
ผมคนนึงล่ะ ที่ก่อนหน้านี้เคยมีทั้ง
เทรนแล้วไม่ก้าวหน้าไปไหน
เทรนแล้วความรู้หายไปไหน
และอีกสารพัดคำถามที่ถามตัวเองไป
ก็หงุดหงิดขุ่นใจกับตัวเองเล็กๆ

เพื่อให้เราเดินหน้าต่อไปได้
วันนี้ผมเลยมีเคล็ด(ไม่)ลับ
วิธีการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มความเข้าใจ
ในระดับที่บอกต่อได้ ใช้เป็น มาฝากครับ

การที่เราจะเข้าใจอะไรซักอย่างนึงได้
ขึ้นกับความถี่ในการเรียนรู้ รูปแบบการรับรู้
สู่ การประยุกต์ใช้ในชีวิต
เรียงลำดับจากประสิทธิภาพน้อย จำสั้น ไปจนถึง
จำนาน ใช้งานได้คล่องแคล่ว ดังนี้

1 . ฟัง หรืออ่าน หรือดู อย่างเดียว
2. เรียนผ่านวีดีโอ หรือชมการสาธิต
3. ถกเถียง วิเคราะห์ วิจารณ์
4. ฝึกแบบจำลองสถานการณ์
5. สอนงานหรือถ่ายทอดต่อให้คนอื่น
6. เอาบางหัวข้อมาประยุกต์ใช้เป็นส่วนนึงในชีวิต

บางอย่างในคลาสบางคลาสเค้าก็มีจัดให้
แต่บางอย่าง ถ้าเราอยากเข้าใจ
เราก็คงต้องขวนขวายจัดเพื่อตัวเอง

ยิ่งทำได้หลายข้อ ยิ่งเพิ่มความเข้าใจ
จำนาน บอกต่อได้ นำไปใช้เป็น แน่นอน

ลองดูครับ
เพื่อการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อการพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น

แล้วพบกันครับ