การศึกษาค้นคว้าจากแหล่งการเรียนรู้ และการอ้างอิงแทรกในเนื้อหา

แหล่งการเรียนรู้อินเทอร์เน็ต

……..การใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงในการรับ ส่งสารสนเทศ โดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นความหมายของอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่มีผู้นิยมใช้มาก มีกำเนิดจากการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อการสื่อสารในกิจการทหารของสหรัฐอเมริกา (ยืน ภู่วรวรรณ. 2546 : 180-182)
……..อินเทอร์เน็ตมีลักษณะคล้ายกับห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ หรือห้องสมุดของโลก มีบริการสืบค้นสารสนเทศโดยการโอนย้ายสารสนเทศจากเซิร์ฟเวอร์ มายังเครื่องที่ใช้บริการ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล กลุ่มข่าวที่น่าสนใจ บริการค้นหาข้อมูล และแฟ้มข้อมูล
……..บริการอินเทอร์เน็ต ต้องใช้รหัสยูอาร์แอล เป็นรูปแบบมาตรฐานสำหรับระบบอินเทอร์เน็ตโดยกำหนดให้ขึ้นต้นด้วยคำว่า http:// มีความหมายแสดงถึงการเชื่อมโยงกับแหล่งข้อมูลด้วยระบบโต้ตอบแบบเอชทีทีพี สามารถรับ ส่งสารสนเทศได้ตรง และรวดเร็ว ด้วยการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ใช้งาน กับเครื่องแม่ข่าย และเครื่องที่มีสารสนเทศ เมื่อไม่ทราบรหัสยูอาร์แอลของเรื่องที่จะค้น ควรใช้เครื่องช่วยค้นรวบรวมเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันกับเรื่องที่ผู้ใช้ต้องการ มีขั้นตอนการสืบค้นดังนี้ 16 more words

Learning

เย็นไว้โยม

หนึ่งในปัจจัยที่ผมคิดว่าทำให้คนส่วนใหญ่ฝึกภาษาต่างประเทศแล้วไม่ได้ผลก็คือความใจร้อน พวกเขาคิดว่าพวกเขาจะต้องเห็นผลลัพธ์หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลภายในระยะเวลาอันสั้นเพียงแค่ 1 เดือน (ทั้งๆที่ฝึกเพียงวันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น!) พอพวกเขาไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างที่คาดหวังเอาไว้ พวกเขาจึงมักถอดใจเลิกขึ้นมาดื้อๆซะอย่างนั้น

แหม่! ขนาดตอนที่เรายังเป็นเด็กทารก (ซึ่งเป็นวัยที่เราสามารถฝึกภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในชีวิต) เรายังต้องพูดอ้อแอ้ๆตั้งเกือบปีนึงแน่ะ กว่าจะพูดคำแรกออกมาได้อย่างชัดเจน แล้วเหตุใดเราจึงคิดว่าเราจะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่าง “เป๊ะเว่อร์” ภายในเวลาเพียงแค่ 1 เดือน (อันนี้ คือ เริ่มจากศูนย์นะครับ) ทั้งๆที่เราไม่ใช่ทารกแล้ว!?

ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอะไรคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความใจร้อนโคตรๆนี้ขึ้น ถ้าจะให้ผมเดา ผมคงเดาว่าสาเหตุคงจะมีอยู่ 2 ประการ

  1. เทคโนโลยีที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายและรวดเร็วขึ้นอย่างมาก ความเคยชินกับความปุ๊บปั๊บนี้เองที่ส่งผลให้เราแอบคาดหวังว่าการฝึกภาษาต่างประเทศก็น่าจะส่งผลให้เห็นอย่างมหาศาลภายในระยะเวลาอันสั้นเช่นกัน
  2. หนังสือและคอร์สสัมมนาส่วนใหญ่ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาภาษาต่างประเทศมักจะโฆษณาว่าแนวทางการฝึกภาษาต่างประเทศของพวกเขาจะสามารถช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดและรวดเร็วกันทั้งนั้น (ถ้าไม่โฆษณาแบบนี้ เดี๋ยวหนังสือและคอร์สสัมมนาจะขายไม่ออก)

อย่าเข้าใจผมผิดนะครับ ผมไม่ได้กำลังบอกว่าคุณจะไม่เห็นผลลัพธ์แม้แต่นิดเดียวจากการฝึกภาษาต่างประเทศเป็นระยะเวลา 1 เดือนนะครับ (สมมติให้ช่วง 1 เดือนนี้ คุณฝึกวันละ 1 ชั่วโมงทุกวันนะครับ) ผลลัพธ์น่ะ คุณเห็นแน่ครับ เพียงแต่มันอาจจะไม่ได้สุดขั้ว (เช่น สำเนียงภาษาอังกฤษของคุณเปลี่ยนจากสำเนียงหาดใหญ่ไปเป็นสำเนียง UK แบบ RP จนคนแปลกหน้าคิดว่าคุณเกิดที่ London เป็นต้น) เท่านั้นเองครับ

เมื่อความคาดหวังของคุณสอดคล้องกับความเป็นจริง โอกาสที่คุณจะล้มเลิกการฝึกกลางคันก็จะน้อยลง ส่งผลให้โอกาสที่ทักษะภาษาอังกฤษของคุณได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในที่สุด

ภาษาอังกฤษ

การเขียนวัตถุประสงค์/จุดมุ่งหมายของการวิจัย

วัตถุประสงค์/จุดมุ่งหมาย ของการวิจัย

หมายถึงแนวทางหรือทิศทางในการค้นหาคำตอบ เป็นเรื่องที่ต้องการทำ
- เป็นการกำหนดว่าต้องการศึกษาในประเด็นใดบ้างในเรื่องที่จะทำวิจัย โดยบ่งบอกสิ่งที่จะทำ ทั้งขอบเขต และคำตอบที่คาดว่าจะได้รับ
- เป็นการนำเอาความคิดของประเด็นปัญหามาขยาย รายละเอียด โดยใช้ภาษาที่ชัดเจน เข้าใจง่าย
เขียนเป็นข้อหรือเขียนรวมเป็นข้อเดียวกัน
- อย่านำประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับมาเขียนเพราะประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับเป็นผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากสิ้นสุดการวิจัย
- แนวการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย
1.วัตถุประสงค์เขียนในรูปเป้าหมายการวิจัยไม่ใช่วิธีการ
2.วัตถุประสงค์สอดคล้องกับชื่อเรื่อง
3.วัตถุประสงค์ชัดเจน ไม่กำกวม
4. ให้ใช้คำว่า “เพื่อ”

คำที่ใช้สำหรับการเขียนวัตถุประสงค์

เช่น เพื่อศึกษา เพื่อสำรวจ เพื่อค้นหา เพื่อบรรยาย เพื่ออธิบาย เพื่อพัฒนา เพื่อเปรียบเทียบ…กับ… เพื่อพิสูจน์ เพื่อแสดงให้เห็น เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ เพื่อประเมิน เพื่อสังเคราะห์ เพื่อเปรียบเทียบ….กับ……..
เพื่อศึกษาอิทธิพลของ……ที่มีต่อ.. เพื่อศึกษาอิทธิพลของ…ที่มีต่อ… ทดลอง เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มี / ส่งผล/อิทธิพล/ผลกระทบ…

ตัวอย่าง
เช่น
1.เพื่อศึกษาสภาพสังคมของผู้ติดเชื้อเอดส์ที่มีอายุระหว่าง 18 -24 ปี
2.เพื่อศึกษาถึงปัญหาและความต้องการของผู้ติดเชื้อเอดส์ ครอบครัวและชุมชน
3.เพื่อศึกษาคุณภาพของแบบทดสอบที่ใช้ในการคัดเลือกโดยพิจารณาความเที่ยงและความตรงของแบบสอบ

Learning

หลักการเขียน ความเป็นมา และความสำคัญของปัญหา

หลักการเขียน ความเป็นมา และความสำคัญของปัญหา
…………………………………………………..
ความเป็นมา และความสำคัญของปัญหา

เป็นการเกริ่นนำหรืออารัมภบทแสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องทำวิจัย หรือเหตุผลที่สมควรต้องมีการ ศึกษาปัญหาพิเศษเรื่องนี้ โดยพยายามกำหนดปัญหาให้ชัดเจนทั้งในด้านการเกิดความรุนแรง การกระจายตัวของปัญหา หรือด้านอื่น ๆ ให้เข้าถึงข้อเท็จจริงของปัญหาอย่างแท้จริง ด้วยการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบสถิติ สอบถามความเห็นจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง และแสวงหาเหตุผลที่น่าเป็นไปได้ จากทฤษฎีและสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยเขียนโน้มน้าว จูงใจให้ผู้อ่านคล้อยตามเห็นด้วยว่าทำไมต้องทำวิจัยเรื่องนี้ เช่นยังประสบปัญหาอยู่แก้ไขไม่ได้ โดยใช้ความคิดตัวเองให้มากที่สุด

* ย่อหน้าแรก 11 more words

Learning

การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

1. ความหมาย
                การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  หมายถึง  การศึกษา  ค้นคว้า รวบรวมวิเคราะห์และสังเคราะห์งานทางวิชาการ จากตำรา  เอกสาร  บทความทางวิชาการ อินเทอร์เน็ตและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่องที่ศึกษา เพื่อประเมิน สรุป  ข้อเสนอแนะการวิจัยก่อนจะลงมือทำงานวิจัยของตนเอง

2.   สิ่งที่พึงกระทำในการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
                ส่วนมากในงานวิจัย มักจะพบปัญหาหรือมีข้อบกพร่องเรื่องบรรณานุกรมไม่ครบ เนื่องจากผู้จัดทำงานวิจัย ขาดความรอบคอบในการจดบันทึก เมื่อมีการนำเอกสารหรือบทความมาใช้ในงานวิจัย กล่าวคือ ไม่มีจดบันทึกเจ้าของเอกสารหรือเนื้อหานั้นหรือมีอ้างอิงในเนื้อหาและในบรรณานุกรมรวมไม่มี  เพื่อตัดปัญหาดังกล่าว เมื่อมีการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  ผู้จัดทำงานวิจัยควรทำการจดบันทึกเนื้อหาสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่อง สถิติ/ข้อมูลต่าง ๆ  ที่จะนำมาอ้างอิง เพื่อความสะดวกในการอ้างอิงและนำมาใช้เรียบเรียง นอกจากนี้ผู้จัดทำงานวิจัยควรทำการจดบันทึกเจ้าของบทความ  เนื้อหาที่นำมาด้วย โดยระบุชื่อผู้เขียน ชื่อตำรา ชื่อบทความในวารสารหรือชื่อวารสาร   ชื่อสถานที่พิมพ์  สำนักงานพิมพ์  ปีที่พิมพ์และถ้าเป็นวารสารต้องระบุเลขหน้า  ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การอ้างอิงได้อย่างชัดเจนและการค้นคว้าในครั้งต่อไป รวมทั้งการทำบรรณานุกรม

3. แหล่งที่มาของเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
     แหล่งที่มาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง   สามารถจำแนกได้ดังนี้
       3.1  บทความทางวิชาการของเรื่องราวที่ผู้ทำงานวิจัยกำลังศึกษาและเรื่องที่เกี่ยวข้องทั้งที่เป็น ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ  ข้อดีคือความเป็นปัจจุบันของเนื้อหาและงานวิจัยว่ามีความเคลื่อนไหวและมีแนวทางไปในทางทิศใดบ้าง
3.2  รายงานการวิจัยและวิทยานิพนธ์  ส่วนใหญ่รายงานวิจัยเหล่านี้มักจะทำโดย อาจารย์  นักวิจัยภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย หรือสถาบันต่าง ๆ หรือกองวิชาการตามหน่วยราชการ   บางแห่งได้ทำการรวบรวมเป็นบทคัดย่อเพื่อความสะดวกแก่การค้นคว้า  ส่วนวิทยานิพนธ์ทำโดยนิสิต  นักศึกษาที่ศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาประโยชน์ของการศึกษาวิทยานิพนธ์ คือ มีการศึกษาอะไรบ้างแล้วในอดีตมีมากน้อยเพียงใด  ทราบความยุ่งยากและสลับซับซ้อนของงานวิจัยเรื่องนั้นทราบถึงวิธีการศึกษาว่าเป็นอย่างไร การเก็บรวบรวมข้อมูล   การวิเคราะห์ข้อมูล ได้ค้นพบอะไรบ้าง    มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับหัวเรื่องที่ศึกษา  เอกสารและงานวิจัยที่ใช้อ้างอิงมีอะไรบ้าง
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรระวังในการศึกษาวิทยานิพนธ์ คือ  คุณภาพของวิทยานิพนธ์เนื่องจากวิทยานิพนธ์แต่ละสถาบันการศึกษามีนโยบายเกี่ยวกับการทำวิทยานิพนธ์ไม่เหมือนกันคุณภาพของงานวิทยานิพนธ์จึงแตกต่างกัน  หากผู้จัดทำงานวิจัยนำวิทยานิพนธ์ที่มีคุณภาพต่ำมาเป็นตัวอย่างหรือแนวทางในการศึกษาอาจจะทำให้ผู้จัดทำงานวิจัยพบปัญหาหรืออุปสรรคต่าง ๆในด้านระเบียบวิธีวิจัยและการปกป้องวิทยานิพนธ์ของตนได้
3.3  ตำราทางวิชาการ  ส่วนมากแล้วจะเป็นเอกงานงานเขียนของนักวิชาการที่มีความน่าเชื่อถือเป็นแหล่งความรู้หลักการ ทฤษฏีที่เกี่ยวข้องที่มีการรวบรวมไว้เป็นเรื่องอย่างชัดเจนแต่จะมีข้อเสีย  คือความล้าสมัยของตำรา
       3.4  อินเทอร์เน็ต  ถือว่าเป็นแหล่งความรู้ที่ใหญ่ที่สุดและมีความหลากหลายมีความใหม่ ทันสมัยที่สุด มีการปรับปรุงตลอดเวลาและสามารถสืบค้นได้ทั่วโลก มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ  ดังนั้นการที่จะนำเนื้อหาหรือข้อความมาอ้างอิงควรกลั่นกรองว่ามีความเชื่อถือได้หรือไม่

4.  การเขียน นำเสนอเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
               ผู้จัดทำงานวิจัย มักจะวิตกกังวลเสมอว่า หลังจากมีการศึกษาเอกสารและงานวิจัย    ที่เกี่ยวข้องแล้ว จะนำอะไรบ้างมาเขียนมาเสนอในบทที่ 2  จะเรียงลำดับหัวข้อเนื้อหาไหนก่อนหรือหลัง    จะยกเอาเนื้อหาทั้งหมดหรือไม่นำมาเขียน หรือเอามาเฉพาะบางส่วน มีการอ้างอิงอย่างไร

ดังนั้นการเขียน นำเสนอเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีหลักการเขียน ดังนี้
4.1  ในบทที่  2 จะประกอบด้วยหัวข้อย่อย  2 ส่วน คือ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหัวเรื่องที่ศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่องที่ศึกษา
4.1.1  เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่องที่ศึกษา  จะประกอบด้วย ความหมายของสิ่งที่หัวข้อเรื่องที่วิจัย   ทฤษฏี  แนวคิด กับสิ่งที่วิจัย เทคนิควิธีการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเอกสารอ้างอิงที่นำมาอ้างไม่น้อยกว่า 20 เล่ม  และการเขียนนำเสนอเอกสารที่เกี่ยวข้องควรนำเสนอหรือเรียบเรียงจากตัวแปรที่ระบุไว้ในหัวข้อเรื่องหรือในความมุ่งหมายของการวิจัย  โดยผู้จัดทำงานวิจัย ประมวลสังเคราะห์ ทฤษฏีและแนวคิดต่าง ๆ มีผู้ใดได้ศึกษาหรือเสนอแนวความคิดและทฤษฏีอะไรไว้บ้าง   มีข้อโต้แย้งหรือข้อค้นพบอะไรกันบ้างตามตัวแปร  เริ่มจากหัวข้อหลักไปหาหัวข้อรอง

4.1.2  งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  หมายถึง  งานวิจัยที่ผู้จัดทำงานวิจัย  รวบรวม ค้นคว้า เน้นเกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่องที่ตนศึกษา ซึ่งมีหลักเกณฑ์ว่า งานวิจัยในประเทศ อย่างน้อย 10 เรื่อง และปีที่ทำเสร็จไม่เกิน 10 ปีย้อนหลัง   งานวิจัยต่างประเทศ อย่างน้อย 5 เรื่อง ไม่เกิน 15 ปีย้อนหลัง อย่างไรก็ตามกรณีที่เป็นเรื่องใหม่มาก ๆ หางานวิจัยไม่พบ สามารถอนุโลมได้  การเรียบเรียงงานวิจัยนั้นเริ่มจากงานวิจัยภาษาไทย(เรียงตามพ.ศ.ปัจจุบันย้อนหลัง)และตามด้วยงานวิจัยต่างประเทศ การนำงานวิจัยมาเขียนในบทที่ 2 นั้นให้ผู้จัดทำงานวิจัย ยกข้อความจากบทคัดย่อของแต่ละเรื่องได้เลย ซึ่งมีลักษณะการเขียนประกอบด้วย  ชื่อผู้วิจัย (ปีที่พิมพ์ : เลขหน้าหรือที่มา)  ได้ศึกษา ..เรื่องที่วิจัย ……. ผลการวิจัยพบว่า ……………………..  หรือ ประกอบด้วยชื่อผู้วิจัย (ปีที่พิมพ์ : เลขหน้าหรือที่มา)  ได้ศึกษา ..เรื่องที่วิจัย …….  ความมุ่งหมายของการ ………… กลุ่มตัวอย่าง ……….ผลการวิจัยพบว่า ……………………..

(ที่มา : เรียบเรียงมาจากบทความของ ทองสง่า ผ่องแผ้ว http://www.gotoknow.org/posts/120936 )

Learning