<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>20-25 &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/20-25/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "20-25"</description>
	<pubDate>Sun, 07 Sep 2008 21:33:06 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[Kite Buggy report: Harlech beach (North Wales)]]></title>
<link>http://carlgalvin.wordpress.com/?p=694</link>
<pubDate>Sun, 07 Sep 2008 09:27:02 +0000</pubDate>
<dc:creator>Doug Blane</dc:creator>
<guid>http://carlgalvin.wordpress.com/?p=694</guid>
<description><![CDATA[I can report that there doesn’t appear to be any restrictions on Harlech beach (North Wales).
Acce]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-family:Arial;">I can report that there doesn’t appear to be any restrictions on Harlech beach (North Wales).</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Access to the beach is over an access gate, up a tarmac track through a golf course. They track goes up a small hill and turns into one made from wooden railway sleepers, before soft sand and the descent onto the beach.</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">The beach is 4 miles long and very wide when the tide is out.</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">There are sand dunes lining the beach (separating it from the golf course), however as there are environmentally sensitive, please don’t buggy on them.</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">The beach surface is firm, with soft areas nearer the sand dunes and towards Traeth Bach tidal sandy estuary (I went out there but found it hard going as it’s soft with a mud / sand mixture).</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">There are some patches of water and pools.</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">With so much space, it doesn’t really matter what direction the wind is coming from. I had the ideal on-shore wind, which was excellent.</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">I would recommend kite buggying on Harlech beach, especially when Black Rock Sands is out of season.</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">You may even get some words of encouragement in Welsh from the locals, I did.</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><!--[if !supportEmptyParas]--> <!--[endif]--></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Here is a short video I made:</span></p>
<p class="MsoNormal">
<p><span style='text-align:center; display: block;'><object width='425' height='350'><param name='movie' value='http://www.youtube.com/v/wSd_vHOXqp0'></param><param name='wmode' value='transparent'></param><embed src='http://www.youtube.com/v/wSd_vHOXqp0&rel=0' type='application/x-shockwave-flash' wmode='transparent' width='425' height='350'></embed></object></span></p>
<p class="MsoNormal">
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><!--[if !supportEmptyParas]--> <!--[endif]--></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><a href="http://www.youtube.com/watch?v=wSd_vHOXqp0">http://www.youtube.com/watch?v=wSd_vHOXqp0</a></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><!--[if !supportEmptyParas]--> <!--[endif]--></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><a href="http://www.facebook.com/profile.php?id=669366413#/video/video.php?v=33554676413">http://www.facebook.com/profile.php?id=669366413#/video/video.php?v=33554676413</a></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><!--[if !supportEmptyParas]--> <!--[endif]--></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Pilot: Doug Blane</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Location: Harlech beach (North Wales)</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Wind speeds: 20-25 MPH (on-shore)</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Kite: Flexifoil 3.3M Sting</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Lines: Ozone</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Buggy: RS “speed” Buggy</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Harness: Petzl IRATA</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Pulley: Barton 02140 Size 2, single snap shackle block</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><!--[if !supportEmptyParas]--> <!--[endif]--></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Enjoy.</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><!--[if !supportEmptyParas]--> <!--[endif]--></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Doug Blane</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><a href="http://www.dougblane.com/">www.DougBlane.com</a></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><a href="http://www.extremesportsphotography.co.uk/">www.ExtremeSportsPhotography.co.uk</a></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><!--[if !supportEmptyParas]--> <!--[endif]--></span></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Kidnap (2007, Law Chi-Leung)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=514</link>
<pubDate>Sun, 24 Aug 2008 13:58:13 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=514</guid>
<description><![CDATA[
Kidnap เป็นหนังอาชญากรรมตำรวจจับผู้ร้]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/kidnap7.jpg" alt="" /></p>
<p>Kidnap เป็นหนังอาชญากรรมตำรวจจับผู้ร้าย ที่นำเอาสองดาราหญิงมากฝีมืออย่าง คาเรน่า หลิน กับเรเน่ หลิว มาปะทะกัน กลายเป็นงานที่ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย น่าเสียดายว่าหนังของผู้กำกับ Law Chi-Leung มีสิ่งที่ดีอยู่พอๆ กับสิ่งแย่ แต่อย่างน้อยการแสดงของนักแสดงนำทั้งสอง ก็ยังคงน่าติดตาม<!--more--></p>
<p>หนังเปิดเรื่องว่าถึง เหตุการณ์คดีลักพาตัวสะท้านเมือง เมื่อเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งถูกจับไปโดยคนร้าย เพื่อเรียกค่าไถ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเข้ามาแก้ไข เกลี้ยกล่อมไม่ให้ครอบครับผู้เคราะห์ร้าย ให้ความร่วมมือกับตำรวจแทนที่จะจ่ายค่าไถ่ตามข้อเรียกร้อง แผนการดำเนินไปได้ด้วยดี เกิดความผิดพลาดในการเข้าจับกุม ผลสุดท้าย ตัวประกันเสียชีวิต ในที่เกิดเหตุ</p>
<p>สามปีต่อมา เรื่องราวดูเหมือน จะเลือนหายจากความทรงจำของผู้สาธารณะไปหมดแล้ว คนที่ดูเหมือนจะยังไม่ สามารถลืมเลือนเรื่องราวทั้งหมดได้ ก็เห็นจะมีแค่ อาจื่อ (อดีตพระเอกหนังชุด TVB จางเจ้าฮุย) หนึ่งในเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เคยรับผิดชอบคดี เขาพยายามชดใช้ความผิด ช่วยเหลือ เยี่ยมเยือน หลินฮิวหยาง (คาเรน่า หลิน) พี่สาวของผู้ตาย ปฏิบัติเหมือนเธอเป็นญาติสนิทคนหนึ่ง</p>
<p>หลินฮิวหยาง ซะอีกที่ดูเหมือนทำใจได้ ครูสอนเต้นรำสาว ยังคงใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ไปตามอัตภาพ กับสามี แต่ความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ สามี ญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ของเธอ กำลังป่วยเป็นโรคร้าย ที่ต้องการค่ารักษาพยาบาลก้อนใหญ่ วิธีที่หญิงสาวเลือก เป็นทางออกก็คือ วิธีเดียวกับที่ทำให้เธอต้องเสียน้องชายไป ลักพาตัวเรียกฆ่าไถ่</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/kidnap4.jpg" alt="" /></p>
<p>แผนการถูกวางไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ชาวเนบาลหลบหนี้เข้าเมือง สองคนเป็นผู้ร่วมขบวนการ และเป้าหมายก็คือ ลูกชายชั้นประถม ของนักธุรกิจสุดกร่างที่ชื่อว่า เถ้าแก่หวัง แผนการดำเนินไปได้ด้วยดี จนกระทั่งตำรวจได้เข้ามาจัดการอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบก็คือ หญิงแกร่งแห่งกรมตำรวจฮ่องกง มาดาม เหอหยวนชุน (เรเน่ หลิว)</p>
<p>เหอหยวนชุน เป็นผู้รับผิดชอบคดีลักพาตัวเมื่อสามปีก่อนนั้นเอง ช่วงเวุลาทีผ่านมาชีวิตของตำรวจหญิงเก่ง ก็เปลี่ยนแปลงไปไม่ใช่น้อย เธอต้องเลิกรากับสามี (จางจื่อหลิน อดีตพระเอก TVB อีกคนหนึ่งในเรื่อง) ที่นำมาซึ่งความยากลำบาก ทั้งความขัดแย้งระหว่างเธอกับ ผู้หญิงคนใหม่ของเขา และความยุ่งยากในการร่วมเลี้ยงลูกชายคนทั้งคู่</p>
<p>แม้ชีวิตส่วนจะดูสับสน จัดการไม่ได้เพียงใด เหอหยวนชุน ยังคงแข็งแกร่ง มั่นคง เสมอเมื่อพูดถึงหน้าที่การงาน เธอยังคงเชื่อมันกับวิธีทำงานแบบเดิมๆ ของตัวเอง การชนกับผู้ร้ายซึ่งๆ หน้า มากกว่าจะประณีประนอม แผนการดำเนินไปเรื่อยๆ จนตำรวจหญิงคนเก่งรู้สึกได้ว่าเริ่มเข้าใกล้ตัวคนร้าย เธอถึงได้รู้ว่า เด็กชายที่ถูกจับตัวไปไม่ใช่ลูกของเถ่าแก่หวัง แต่เป็นลูกของเธอเอง จะด้วยความผิดพลาดสลับตัวเด็ก หรือความจงใจ ก็สุดแล้วแต่ หมวดเหอรู้อยู่อย่างเดียวว่า เธอต้องเอาลูกกลับคืนมาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/kidnap3.jpg" alt="" /></p>
<p>Kidnap  เป็นผลงานชิ้นใหม่ของผู้กำกับ Law Chi-Leung คนทำหนังรุ่นใหม่ น่าจับตามอง อีกคนของฮ่องกง ที่มีผลงานอยู่ในรอบ 4 - 5 ปีที่ผ่านมา Law Chi-Leung เริ่มต้นงานในวงการหนังด้วยการเป็น ผู้ช่วยผู้กำกับของเอ๋อตงเซิน ก่อนจะมีผลงานกำกับของตัวเองในช่วงปลายยุค 90</p>
<p>หนังของเขาอาจจะไม่ได้โด่งดังทำเงิน หรือกวาดรางวัลอะไรมากมาย แต่ก็ถือว่ามีเอกลักษณ์มีลายเซ็น ให้จับต้องได้ กับงานดราม่าเข้มๆ ที่ออกไปทางหดหู่เสียเป็นส่วนใหญ่ น่าเสียดายงานล่าสุดของเขา Bug Me Not (คนแมลง) ล้มเหลวสุดๆ หลังจากที่ทดทองเปลี่ยนแนว มาทำหนังวัยรุ่นดูบ้าง ผลออกมาก็คือ เละตุ้มเปะ (ใครได้ดูหนังเรื่องนั้นก็คงจะเข้าใจในครับ) ข่าวดีก็คือ Law Chi-Leung กลับมาทำหนังแนวถนัดอีกครั้งแล้ว</p>
<p>แม้หนังอาจจะมีรูปลักษณ์เป็นหนังตำรวจจับผู้ร้าย ที่มักจะเล่าเรื่องสร้างการชิงไหวชิงพรบ แบบเกมส์แมวจับหนู แต่ตัวหนังไม่ได้เน้นไปที่การเฉือดเฉือนสติปัญญา และการวางแผน  Kidnap เลือกเลือกทางที่ต่างออกไป  กับพูดถึงการเดินทางเข้าสู่ความมืดของคนธรรมดาสามัญ เวลาส่วนใหญ่ของหนังหมดไปกับ ภาพแห่งความพยายามดิ้นร้น ที่ถูกบีบคั้นจากสถานการณ์เฉพาะหน้า อันไร้ทางออก  โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง ที่การถูกล่วงละเมิดต่อ พื้นที่อันเป็นส่วนตัว ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ อย่างครอบครัวกลายเป็นประเด็นหนักที่ถูกหยิบยกขึ้นมา</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/kidnap2.jpg" alt="" /></p>
<p>ฟังดูเหมือนแล้วหนังก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย น่าเสียดายสิ่งที่ดูลงตัวจะจำกัดอยู่ เฉพาะการแสดงของนักแสดงนำหญิงทั้งสอง  แต่นอกเหนือจากนั้น ดูเหมือนว่าหนังจะมีปัญหาอยู่พอสมควร บทภาพยนตร์ที่ขาดแคลนสมบูรณ์อย่างรุนแรง การดำเนินเรื่องไม่ราบลื่น อันที่จริงต้องบอกว่าเต็มไปด้วยความน่าเบื่อหน่าย โดยเฉพาะซับพล็อต และตัวละครประกอบบางตัวที่ดูรกรุงรังน่ารำคาญ (ที่หนักหน่อยก็คือตัวละคร ของ Ella Koon กับบทเมียใหม่ที่อย่างกับหลุดมาจากละครหลังข่าวช่องสาม)</p>
<p>หนังแสดงความล้มเหลวอย่างชัดเจน ในการเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ เข้าด้วยกัน ที่ขาดน้ำหนักขาดพลัง อย่างที่ควรมีไป ที่เห็นได้ชัดก็คือ การโยงระหว่างคดีความในสองเวลา ยังไม่สามารถสร้างความสมเหตุสม เช่นเดียวกับ เรื่องราวส่วนตัวมากมายที่ถูกใส่เข้ามาเพื่อธิบายตัวละคร ก็ดูจะเกินความจำเป็นไปมาก</p>
<p>โชคดีที่หนังยังพอจะมีฉากที่ดีๆ อยู่บ้าง โดยเฉพาะตอนจบ การปะทะกันของสองตัวละคร ที่กลายมาเป็นภาพสะท้อนความเลวของกันและกัน ที่ส่วนตัวผม รู้สึกว่าแรงดี จะยกเว้นก็ "ฉากจบ" ที่หลายคนดูจะหัวเสียเล็กน้อย เมื่อหนังดูประณีประนอม ไม่ได้ไปให้สุดทางในการเสนอเรื่องความเลวร้ายอย่างที่แฟนหนังหลายๆ คนหวังไว้ ส่วนตัวผมเองไม่ถึงกับเกลียด อย่างน้อยมันก็ยังสะท้อนภาพ แกมประชดประชันถึงความเห็นแก่ตัวของคน เมื่อความแตกต่างระหว่าง ความทุกระทมของคนอื่นๆ ที่สุดท้ายไม่มีวันจะสลักสำคัญเทียบเท่ากับความทุกระทมของตัวเราได้เลย</p>
<p>เทียบกับงานเก่าๆ ของผู้กำกับแล้ว Kidnap ยังห่างอยู่ช่วงตัวนึง อย่างน้อยก็ยังดีกว่า Bug Me Not เยอะละนะ</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/kidnap6.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits</strong><br />
<strong> บริษัทผู้สร้าง-</strong> Filmko Entertainment Limited, Classmates Productions Ltd., China Culture Communication Co., Dongchuan International Media (Beijing) Obligation Co., Ltd.<br />
<strong> กำกับ - </strong>Law Chi-Leung<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Cheung Chi-Kwong, Matthew Tang Hon-Keung<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Cheung Chi-Kwong, Matthew Tang Hon-Keung<br />
<strong> ถ่ายภาพ </strong>- Chan Chi-Ying<br />
<strong> ตัดต่อ - </strong>Kwong Chi-Leung<br />
<strong>ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Sin Bi-Ha<br />
<strong> ดนตรีประกอบ </strong>- Tommy Wai Kai-Leung<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Man Lim-Chung<br />
<strong> กำกับคิวบู๊- </strong> Jack Wong Wai-Leung<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Karena Lam Ka-Yan, Rene Liu, Julian Cheung Chi-Lam, Eddie Cheung Siu-Fai,Guo Tao, Xiao Bao, Law Chung-Him, Chan Si-Wai, Ella Koon Yun-Na</li>
<li><strong>Award - </strong>Rene liu ได้เข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองฮ่องกง ดารานำหญิง</li>
<li><strong>Thailand Distribution -</strong> ออกแผ่น VCD โดย Rose Entertainment</li>
<li><strong>Rating - </strong>2.5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[#34 Obtaining Scars]]></title>
<link>http://mantivities.wordpress.com/?p=103</link>
<pubDate>Fri, 25 Jul 2008 12:56:06 +0000</pubDate>
<dc:creator>Daniel Boone</dc:creator>
<guid>http://mantivities.wordpress.com/?p=103</guid>
<description><![CDATA[Over the course of a Man&#8217;s life, he does a lot of things that leave marks on his skin. These m]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>Over the course of a Man's life, he does a lot of <a href="http://mantivities.wordpress.com/full-list-of-mantivities/" target="_blank">things</a> that leave marks on his skin. These marks can be burns, bruises, and most important of them, scars, which last the longest and therefore provide the most time for a Man to discuss the Mantivity that undoubtedly left the mark. The two tenets of obtaining scars are the Manliness of the activity that led to its obtainment and how the Man discusses the scar.</p>
<p>There are many different types of scars, each from a different cause. A common scar is one resulting from a<img class="alignright" style="border:1px solid black;margin:10px;" src="http://www.smh.com.au/ffxImage/urlpicture_id_1064687675279_2003/09/28/gabrieltara2909.jpg" alt="" width="238" height="229" /> surgery. Typically, this is not Manly, though there are some qualifications to that, like if the surgery is performed without anesthesia, with a buck knife in the wild, or if the surgery is performed 20 feet from live combat.  Scars obtained over the course of a <a href="http://mantivities.wordpress.com/2008/03/29/12-bar-fights/" target="_blank">fight</a> are typically more Manly than surgerical scars, and can be among the most Manly, depending on the reason for the fight, the location, and the outcome. If the fight occurred over something like a poorly reserved seat, then the scar is automatically pathetic. But if the fight occurred over the greatness of America or spilled <a href="http://mantivities.wordpress.com/2008/03/18/6-drinking-beer/" target="_blank">Pabst</a>, then any scars obtained from the battle are legitimate. Almost all Mantivities above a 4.0 score leave scars on the Man completing them, and this is appropriate. If you climb Mt. Everest and walk away unscathed, then you were most likely carried to the top (unManly).</p>
<p>Just as important as the Mantivity which caused the scar, is the way the Man handles scar-discussion in various contexts. As with all Mantivities, nonchalance is of the utmost importance. Regardless of what happened, the event which caused the scar, as painful as it might have been, inflicted minor discomfort and nothing more (for example, if you got a massive burn saving a baby from a fire, you don't even remember the pain, you just wanted to get the child out of there). A Man should never bring up his own scar. This is simply bad form and ends any opportunity for legitimate nonchalance during the discussion, thus eliminating a major component of the Mantivity.</p>
<p>Obtaining scars is a Mantivity with a larger range, but most scars, if they are the result of a Manly source and the discussion is executed correctly, fall between 1.5 and 4.0. The general rule is that the score cannot be higher than the score of the Mantivity which resulted in the scar itself, though there is an exception. If the scar is intense but caused by an unManly moment or activity, like tripping, cleaning, accidentally hitting your head, or cutting yourself while slicing strawberries, then it is wise for a Man to recall something he did that could have caused the scar, but didn't, like the story of the wild boar he wrestled in the African Savannah.</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Playboy Cops (2008, Jingle Ma)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=257</link>
<pubDate>Thu, 17 Jul 2008 02:37:50 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=257</guid>
<description><![CDATA[
หนังตำรวจคู่หู เป็นหนึ่งใน ตระกูลย]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/playboycop4.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังตำรวจคู่หู เป็นหนึ่งใน ตระกูลย่อยของหนังอาชญากรรม หรือ หนังแอ็กชั่น ที่ถูกใช้อยู่บ่อยๆ หนังมักจะว่าด้วย การจับขั่วของคู่ที่แตกต่าง ในลักษณะภายนอก ไม่ว่าจะเป็นอ้วนผอม แก่หนุ่ม เท่ห์เห่ย หรือดำขาว (สำหรับหนังสหรัฐ) Playboy Cops ดูจะไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางนั้น Playboy Cops หนังตำรวจคู่หูเรื่องล่าสุดจากฮ่องกง ดูจะมีหน้าตาที่แตกต่าง จากหนักประเภทนี้โดยทั่วไปตรงที่ ใช้การจับคู่เหมือน หนุ่มหล่อลากจากฮ่องกง และจีนแผ่นดินใหญ่ <!--more--></p>
<p>ไมเคิล (หยูเหวินเล่อ) ตำรวจหนุ่มรูปหล่อพ่อรวย ดูจะเป็นที่อิจฉาเล่นหมั่นไส้ไปพร้อมๆ กัน เขาเป็นแค่ตำรวจชั้นผู้น้อย แต่กลับอวดเบ่งทำซ่า ด้วยการขับรถสปอร์ต เปิดประทุนสุดหรู รวมเสื้อผ้าแบรนเนมราคาแพง  เขาทำคดีเล็กใหญ่สำเร็จมากมาย แต่นั้นไม่ได้เป็นที่พูดถึงเท่ากับ การงานด้วยวิธีที่ผิดปกติ เกินธรรมดา พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้เงินในการทำคดี เช่น เมื่อมีคนสติแตก ทำธุรกิจแจ๊งจะกระโดดตึก พ่อไมเคิล ก็แก้ไขปัญหาง่ายๆ ด้วยการ เอาเงินฟาดหัวไปฟ้อนนึง ทำให้ดูเหมือนว่า การเป็นตำรวจอาจจะเป็นแค่ การเล่น ของเขาเท่านั้น</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/playboycop2.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่ในที่สุด ก็ถึงวันที่ ไมเคิล โดนลูบคม ลินคอล์น (เฉินคุน) อดีตตำรวจหนุ่มจากจีนแผ่นดินใหญ่ ลากออกจากงาน และเดินทางเข้ามาในฮ่องกง เพื่อสืบคดี การฆาตกรพี่ชาย ไอ้หนุ่มจีนแผ่นดินใหญ่ ไม่เพียงหล่อ แต่ยังรวย มองดีๆ แล้ว เจ้าหมอนี้ก็เหมือนกระจกเงา สะท้อนภาพของไมเคิล ดีๆ นี่เอง แต่ที่ยอมไม่ได้ก็คือ มันยังคาบเอา ลิซ่า (ลินดา จง) สาวที่ ไมเคิล หมายปองไปควงอีก วิธีเดียวที่จะไล่ไอ้หมอนี่ไปได้ก็คือ ต้องช่วยทำคดี ฆาตกรพี่ชายของ ลินคอล์น  ให้สำเร็จอย่างรวดเร็วที่สุด คู่หูจำยอมจึงเกิดขึ้นในที่สุด</p>
<p>ผมดู Playboy Cops แล้ว ชวนให้นึกไปถึงหนังเก่าของผู้กำกับ Joe Ma ที่ชื่อเรื่องว่า Tokyo Raiders (และภาคต่อ Seoul Raiders) นะครับ เป็นหนังแอ็กชั่นเบาๆ ที่ดูมีเปลือกนอกสุดเท่ห์ ดารารูปหล่อ เครื่องแต่งกาย และพาหนะสุดเท่ห์  มีฉากหลังเป็นเมืองอันทันสมัย โดยตัวหนังผสมทั้งมุขตลกเบาๆ คิวบู๊แบบพอหอมปากหอคอ ตามภาษาดาราที่ไม่ได้มีพื้นฐานทางคิวบู๊เน้นนัก จะพูดว่าเป็นความพยายามทำหนังแอ็กชั่นเบาๆ ในแบบฮอลลีวูดก็คงได้</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/playboycop3.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังนำเสนอในแนวทาง ตำรวจจำผู้ร้าย ที่ผสมแนวทางของหนังสืบสวนสอบสวน สลับฉากฉากจีบสาว กับเรื่องราวรักสามเส้า ตัวละครทะเลาะเบาะแว้ง โดยไม่ลืมที่จะสร้างแบล็กกราวด์ให้ตัวละครพอสังเขป ทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว และเนื้อหาประเภท การเติบโตผ่านวัยเด็กสู่วันผู้ใหญ่ โดยมีจุดหักเหของเรื่องอยู่ที่ เมื่อตัวละครไมเคิล ของ หยูเหวินเล่อ ต้องพบกับหายนะทางการเงิน จึงได้หลุดพ้นจากโลกแห่งการเล่นสนุก สู่โลกแห่งความเป็นจริง</p>
<p>ในความเป็นหนังนั้น Playboy Cops แสดงออกถึง ความไม่กลมกลืนอยู่พอสมควร หนังแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จาก ความเป็นหนังสืบสวนสอบสวนเลย อย่างเช่น ช่วงครึ่งแรกหนังหมดเวลาไปมาก กับการหาเบาะแส ตามหา "ชายที่มีรอยสักแมลงป่อง" สุดท้ายแทบไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับตัวเรื่อง ขณะที่ส่วนเฉลยคดี เปิดเผยตัวคนร้าย ก็ทำแบบหักดิบ ไม่มีการอธิบาย หรือความน่าเชื่อถือเพียงพอ ฉากไครแม็กซ์ที่ออกมามาใช้ได้ จึงไม่สามารถแสดงพลังได้อย่างเต็มที่ (ส่วนหนึ่งต้องโทษกับดาราผู้แสดงเป็นตัวร้ายด้วย ที่ลีลาโอเวอร์แอ็กติ่ง น่ารำคาญของเขา ดูจะกลายเป็นสิ่งรกรุงรักที่สุดของหนังไปโดยปริยาย)</p>
<p>เห็นได้ชัดว่าบทภาพยนตร์ (ที่เขียนกันถึง 6 คน) มีปัญหาอย่างหนัก ส่วนที่มีดีอยู่บ้างก็น่าจะเป็นการสร้างตัวละครนำ ที่ดูมีเสน่ห์น่าเอาใจช่วย มีพัฒนาการที่น่าสนใจ แน่นอนว่าความดีความชอบส่วนใหญ่ ต้องยกให้กับ ดารานำทั้งสอง ที่ดูมีเคมี เป็นคู่ผสมที่ใช้ได้ หยูเหวินเล่อ ดูจะพิสูจน์ได้ว่าเขาสามารถเป็น เบอร์หนึ่ง ของหนังได้ หลังจากที่รับบทพระเอกเบอร์สองมานาน เช่นเดียวกับ เฉินคุน ที่ทำได้ดีจากการข้ามฝากมาแสดงหนังฮ่องกงเรื่องแรก</p>
<p>โดยรวมแล้วเป็นงานที่ดูแก้เซ็ง แต่ไม่มีอะไรให้ประทับใจ หรือจดจำได้มากนัก ก็ถือว่าสร้างความบันเทิงได้ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/playboycop1.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits</strong><br />
<strong> บริษัทจัดจำหน่าย - </strong> Mei Ah Entertainment Group Ltd. (Hong Kong), Beijing Time Entertainment International Co., Ltd. (People's Republic of China)<br />
<strong> บริษัทดำเนินการผลิต  - </strong> China Film Co-Production Corp., Big Pictures Ltd., Beijing Time Entertainment International Co., Ltd.<br />
<strong> กำกับ - </strong> Jingle Ma Chor-Sing<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong> Catherine Hun Ga-Jan, Lu Tao<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Jingle Ma Choh-Shing, Susan Chan Suk-Yin, William Wong Ho-Yin, Jia Zhen, Gu Fei-Fei, Chiu Tin-Yau<br />
<strong> ถ่ายภาพ - </strong>Jingle Ma Choh-Shing, Chan Kwok-Hung<br />
<strong> ตัดต่อ - </strong> Mo Ya-Li<br />
<strong> ออกแบบเสื้อผ้า - </strong> Petra Kwok Suk-Man<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Tommy Wai Kai-Leung, Ah Shing<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Alex Mok Siu-Chung<strong><br />
</strong> <strong> กำกับคิวบู๊-</strong> Stephen Tung Wai<strong><br />
<strong> แสดงนำ - </strong></strong>Shawn Yue, Aloys Chen,  Linda Chung Ka-Yan, Shaun Tam Chun-Yin, Wong Yau-Nam, Ella Koon Yun-Na, Teddy Lin Chun,Xiong Xin-Xin, Michelle Mai Suet, Danny Lee Sau-Yin, Philip Ng Won-Lung, Vincent Kok Tak-Chiu, Samuel Leung Cheuk-Moon</li>
<li><strong><strong><strong>Rating - </strong></strong></strong>2.5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[#31 Digging]]></title>
<link>http://mantivities.wordpress.com/?p=81</link>
<pubDate>Sun, 22 Jun 2008 18:31:37 +0000</pubDate>
<dc:creator>Achilles</dc:creator>
<guid>http://mantivities.wordpress.com/?p=81</guid>
<description><![CDATA[A common misconception is that it is Manly to get dirty. This is not the case. The truth is that a l]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>A common misconception is that it is Manly to get dirty. This is not the case. The truth is that a lot of Mantivities result in dirtiness, and so many people assume that the dirtiness is itself Manly, but really there are ways to get dirty that are very unManly (ie mudbath). Digging, of course, is the foremost example of a Manly way to get dirty, because the whole idea is to move dirt, and a lot of that dirt will end up on your skin. <img class="alignright" style="float:right;border:1px solid black;margin:10px;" src="http://www.nationaltrust.org.uk/main/w-man-with-shovel.jpg" alt="" width="200" height="267" /></p>
<p>Men have a lot of reasons to dig. The most ancient of these is the search for buried treasure, which Men have been doing for a long time. When digging for buried treasure, a Man must use a standard shovel, and then when the shovel runs into something hard (the shovel will make a sound), must get on his knees, and use his bare hands to finish the job. After that he can move to Bermuda, or just go home and watch the game, depending on the nature of the <a href="http://diversioncansafes.com/otherimages/exp/52007s.jpg">treasure</a>.</p>
<p>More common than the search for buried treasure is the digging done in the construction industry. In the middle ages, the construction industry focused on digging moats, massive trenches, and digging up rocks to build <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Stonehenge">really useful stuff</a>. Today, construction Men dig in order to lay foundations for buildings, and do other important stuff, like reroute rivers and bury nuclear waste.</p>
<p>The fact is, there are plenty of Manly reasons to dig (we haven’t even mentioned all the reasons a Man might dig a tunnel). The Mantivity score varies widely depending on which reason a Man has, but even something as simple as burying some bones for later use will get you a 1.5 (this is more often done by dogs than Men, but keep it in mind).</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[#28 Dunking]]></title>
<link>http://mantivities.wordpress.com/?p=76</link>
<pubDate>Thu, 29 May 2008 22:45:02 +0000</pubDate>
<dc:creator>Achilles</dc:creator>
<guid>http://mantivities.wordpress.com/?p=76</guid>
<description><![CDATA[Basketball is typically not thought of as a contact sport. There is no “checking,” as in hockey,]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>Basketball is typically not thought of as a contact sport. There is no “checking,” as in hockey, or “tackling,” as in football and rugby, or “beheading,” as in gladiatorial battles. There are, however, some finer details, that, although not quite as rough as the aforementioned sporting activities, are still a tad bit Manly.<img class="alignleft" style="border:1px solid black;float:left;margin:10px;" src="http://news.bbc.co.uk/media/images/38795000/jpg/_38795377_jordan87bulls_get.jpg" alt="" width="222" height="182" /> Setting a pick, for example, can be quite a violent experience, as can be battling Shaquille O’Neal in the low post. For this reason, basketball retains its status as a Manly form of competition (as opposed to, say, croquet, which is undoubtedly fun, but definitely not Manly).</p>
<p>Dunking is the most Manly of basketball moves. It involves a player denying gravity for a long enough period of time that he/she can actually elevate his hands high enough above the rim that he is able to put the ball directly through the hoop. When a player dunks, he leaves nothing to chance; he makes sure that the ball goes where he intends it, with no interference from such things as air pressure, ball spin, or Dikembe Mutombo.</p>
<p>Dunking derives its Manliness from two sources. The first is Man’s desire to gain altitude; the ability to dunk shows that a Man has a talent for short-term altitude gainmanship. The second source is Man’s<img class="alignright" style="border:1px solid black;float:right;margin:10px;" src="http://assets.espn.go.com/media/nba/2005/0604/photo/g_rasheed_i.jpg" alt="" width="155" height="205" /> inherent need to be a hero. When a Man dunks, he not only gains points for his team, he does so in a way that shames the opposition, inspires his teammates to play with passion, and incites any fans to a frenzied roar. If the dunk is spectacular enough, it will be <a href="http://www.youtube.com/watch?v=4EfHnG-e-vE">remembered forever.</a></p>
<p>The Mantivity score for a single dunk ranges from 2.4 to 2.9. Bonus points can be earned for <a href="http://www.youtube.com/watch?v=-PPhbHMaf7k">dunking over another Man</a>, for <a href="http://video.google.com/videoplay?docid=1762211908758966326">overcoming height deficiencies</a> or for finishing an <a href="http://video.google.com/videoplay?docid=-156918290963925948&#38;q=best+alley+oop+dunk&#38;ei=ziw_SM7nIJb0qgO4pdnuAw&#38;hl=en">Alley Oop pass with a dunk. </a>If you are Yao Ming, the score for dunking is reduced to 1.0 because you are very very tall.<a href="http://video.google.com/videoplay?docid=-156918290963925948&#38;q=best+alley+oop+dunk&#38;ei=ziw_SM7nIJb0qgO4pdnuAw&#38;hl=en"><br />
</a></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Haunted Cop Shop - ปราบผีขย่ำ ต้องตำให้มิดอก (1988, Jeffrey Lau)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=195</link>
<pubDate>Mon, 26 May 2008 22:47:22 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=195</guid>
<description><![CDATA[
The Haunted Cop Shop หนังประเภทผีกัดอีกเรื่องขอ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/hcc1.jpg" alt="" /></p>
<p>The Haunted Cop Shop หนังประเภทผีกัดอีกเรื่องของคนฮ่องในยุค 80 ที่พยายามจะต่อยอด ขยายขอบเขตของงานประเภท นี้ให้ดูทันสมัยแปลกใหม่มากยิ่งขึ้น หนังเปิดเรื่องด้วย หลวงจีนลึกลับรูปหนึ่ง ที่ได้เดินทาง มาตักเตือนสารวัตรแห่งสถานีตำรวจฮ่องกง ถึงภัยที่จะมาถึงในอีก 7 วันข้างหน้า "เหล่าวิญญานร้ายจะสำแดงเดช สถานณีตำรวจแห่งนี้ จะเกิดเภยภัยขึ้น สิ่งต้องระวังไว้ให้ดีก็คือ หญิงที่ใส่เสื้อสีชมพู อย่าให้ได้กร่ำกรายเข้ามาในอาณาบริเรณของโรงพักเด็ดขาด" จนกระทั่ง อีกเจ็ดวันต่อมา .... <!--more--></p>
<p>สารวัตร ยังคงจำคำเตือนของหลวงจีนได้ แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไรมากมาย เขาก็เตือนบรรดานายตำรวจ ผู้ใต้บังคับบัญชา ให้คอยสอดส่อง ระวังอย่างให้หญิงชุดชมพู ได้ย่างกลายมาใกล้โรงพัก แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น  แท้จริงแล้วแผนการร้าย ของเหล่าภูติผีกำลังดำเนินไป โดยไม่มีใครรู้ หญิงชุดชมพู เป็นเพียงกลลวง ที่เกิดจากพลังอำนาจของพวกมัน นักโทษขโขยตัวกระจอก กลายเป็นเหยื่อต่อกลลวงดังกล่าว นำเอากล่องวิญญานของ นายพลอิเซ นายทหารญี่ปุ่นที่ฆ่าตัวตาย หลังประเทศแม่พ่ายแพ้ ในสงครามโลกครั้งที่สอง แท้จริงแล้วสถานณีตำรวจ ก็คืออดีตสโมสรของพวกญี่ปุ่นในยุคนั้นนั่นเอง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/hcc2.jpg" alt="" /></p>
<p>อาจี (จางเซียะโหย่ว) และอาเชา (ริกกี้ ฮุย) เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้น เจ้าโจรกระจอก ที่จับขังไว้ในคุก เริ่มมีอาการแปลกๆ เขี้ยวขอกออกมาสองข้าง ตัวซีดเผือก และเมื่อถูกแสงแดด เจ้าโจรกระจอกก็ชักดิ้นชักงอ จนกลายเป็นเศษขี้เถ้าผุยผงไป</p>
<p>ขณะเดียวกันในเมือง ก็เริ่มมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น วัวในฟาร์มถูกฆ่า และดูดเลือดโดยสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทราบชื่อ เช่นเดียวกับที่เกิดเหตุ มีคนตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ที่แย่กว่านั้น ศพที่มีรอยกัดที่คอ เกิดอาการพื้นคืนชีพขึ้นมาเป็นผีดิบ สองตำรวจหนุ่ม กับตำรวจสาวหน้าใหม่ ต้องร่วมมือกัน ในการตามหาย ผีดิบตัวต้นขั่ว และจัดการกับมันเสีย ก่อนที่จะคนทั้งเมืองจะกลายเป็นผีดิบ</p>
<p>ดูจากเนื้อเรื่องแล้ว The Haunted Cop Shop มีเนื้อเรื่องที่น่าสนใจ แปลกใหม่อยู่ไม่น้อย หนังรวบรวมองค์ประกอบจากหนังผีหลายๆ แบบไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นหนังผีจีนที่มาด้วย วิธีการปราบผีแบบกังฟู, ผีดิบแพร่พันธ์เหมือนซอมบี้, กระทั่งผีตัวบอสในเรื่อง เครื่องทรงการแต่งตัว ก็คือแดร็คคูล่าดีๆ นี่เอง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/hcc3.jpg" alt="" /></p>
<p>ดูเหมือนจะเวิร์ค แต่ตัวหนังจริงๆ ก็ไม่ได้ไปไกลกว่าหนังผีตลก ฮ่องกงโดยทั่วๆ ไปเท่าไหร่ หนังดูจะสนุกกับกว่าเล่นมุมตลกซ้ำซาก มากกว่าขายความตื้นเต้นหน้ากลัว อย่างการเล่นไล่จับของผีกับคน, การแกล้งกันแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ ของตัวละคร ชนิดเวลาหน้าซิ่วหน้าขวาน ยังมีกระจิตกระใจ มาเอากันแบบบ้าๆ หรือวิธีสู้ผีแบบเพื้ยนๆ ประเภทเอากางเกงในสวมหัว แล้วผีไม่เห็นอะไรทำนองนั้น</p>
<p>มุกตลกในเรื่องเรียกเสียงฮาได้พอสมควร โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของหนัง ที่เหล่าผีดิบออกอาลวาด แต่หนังกลับดูมั่ว และออกทะเล เมื่อผีเดร็กคูล่า นายพลญี่ปุ่นเริ่มมีบทบาท  ปัญหาของ The Haunted Cop Shop ก็คือดูเหมืนอผู้สร้างแทบจะไม่ได้สนใจ ที่จะพัฒนาเนื้อเรื่องกันแบบจริงจังเลย ไอเดียเจ๋งๆ หลายอย่างถูกบอกแบบผ่านๆ และแทบไม่ได้รับการสานต่อเลยไม่ว่าจะเป็น เรื่องความแค้นฝังราก ของทหารญี่ปุ่น หรือผีกับความวุ่นวายในโรงพัก ในแนวหนังซอมบี่ หรือไอเดียการสร้างโลกของ ผีที่ทับซ้อนอยู่กับโรงพัก มีไนท์คลับผี บ่อนผี ที่ดูแปลกตาดี</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/hcc4.jpg" alt="" /></p>
<p>ตัวอย่างของความสุขเอาเผากันของเรื่องก็คือ ในตอนช่วงกลางของเรื่อง ผู้กำกับนึกอย่างจะเอาตัวละครประเภท "อาจารย์ผีกัด" มาใส่ก็จับยัดเข้ามาแบบไร้เหตุผล ดารากังฟูที่ชื่อว่า จงฟะ ถูกมอบหมายให้มาแสดงเป็น โคล่นนิ่งของ หลินเจิ้งอิง มาโชว์กังฟู เพลงดาบสู้กับผี แบบดุเดือดอยู่ประมาณ 5 นาที แล้วผู้กำกับก็จัดการฆ่าตัวละครทิ้งแบบแทบจะไร้ความหมาย ส่วนที่น่าผิดหวังที่สุด ก็คือ การดีไซด์ผี หนังปูพื้นไว้อย่างน่าสนใจตั้งครึ่งค่อนเรื่อง ถึงผีนายพลญี่ปุ่นสุดโหด ที่สังเวยชีวิตตัวเอง ให้กับความคลั่งชาติ แต่พอปรากฏตัวออกมาจริงๆ ไหงกลายเป็นแดร็กคิวล่าสัญชาติญี่ปุ่น ที่หาความน่าเกรงขามแทบไม่เจอ</p>
<p>มีเกร็ดน่าสนใจเล็กน้อยเกี่ยวกับหนัง The Haunted Cop Shop นิดหน่อยนะครับ ก็คือ มีผู้กำกับระดับขาใหญ่ของวงการหนังกล่อง หนังคุณภาพ ของวงการหนังฮ่องกงยุคปัจจุบันมามีส่วนร่วม ในงานชิ้นนี้ด้วยสองคน คนแรกก็คือ ผู้กำกับหนัง Made In Hong Kong อย่าง Fruit Chan ที่ขณะนั้นทำงานในวงการหนัง ในตำแหน่งผู้่ช่วยผู้กำกับ นึกครึ่มอกครึ่มใจ โดดลงมาเล่นเป็นตัวประกอบเล็กๆ ในเรื่องกับเค้าด้วย (ภาพด้านล่าง)</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/hcc5.jpg" alt="" /></p>
<p>ส่วนคนที่สอง คือผู้กำกับแวดวง ขวัญใจคนเหงา และเด็กแนว ที่ชื่อว่า หวองกาไว นั้นเอง ที่ทำหน้าที่เขียนบทให้กับหนังเรื่องนี้ การเขียนบนหนังตลาดแตก อย่างนี้ในยุค 80 ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรสำหรับ ยอดผู้กำกับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นี้เป็นงานของ Jeffrey Lau เพื่อนซี้ ที่ร่วมงานทำหนังด้วยกันมาตลลอดช่วงยุครุ่งเรื่องของหวองในช่วงยุค 90 แต่แน่นอนไม่ว่าจะยอดเยี่ยม เก่งกาจจอมยุทธแค่ไหน หว่องกาไว ก็คงจะไม่ได้มีผล มีส่วนที่จะทำให้ Haunted Cop Shop เป็นได้มากกว่า ความเป็นหนังตลกโปกฮา หาสาระไม่ได้อย่างที่มันเป็นอยู่</p>
<p>ไม่ได้หมายความว่าหนังแย่ๆ นะครับ ถึงแม้เนื้อเรื่อง Haunted Cop Shop ที่เรียกว่ามั่วนิ่ม ความสมบูรณ์ในฐานะภาพยนตร์ซักเรื่องค่อนข้างน้อย แต่หนังเรื่องนี้ ก็ถือเป็นงานที่พอจะดูแก้เซ็งได้ การผสมหนังหลากหลายแนวไว้ด้วยกัน รวมถึงการแสดงแบบเวอร์ของ ริกกี้ ฮุย และจางเซียะโหย่ว ก็ถือเป็นความบันเทิง ความสนุกแบบเก่าๆ ที่มีพลังในแบบหนังตลกฮ่องกงยุค 80 แท้ๆ ปัญหามันอยู่ตรงนี้ละครับ ภาพรวมของหนังดูเชย ตกยุคอย่างแรง ความฮา และมุขหลายๆ อย่าง คงไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างที่มันเคยทำได้เมื่อสมัยออกฉาย ใหม่ๆ อีกแล้ว</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/hcc6.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Scholar Films Co., Ltd., Martini Film Co. Ltd.<br />
<strong> กำกับ - </strong>Jeff Lau Chun-Wai<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong> Alan Tang Kwong-Wing<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Wong Kar-Wai, Jeff Lau Chun-Wai<br />
<strong> ถ่ายภาพ - </strong>Peter Ngor Chi Kwan<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Anders Nelsson<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Louise Gwong Hoi Ming, Raymond Lee King Man<br />
<strong> เทคนิคพิเศษ - </strong>Leung Yue Ping<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Chan Siu-Wah, Alan Chan Gwok-Kuen<br />
<strong> แสดงนำ -</strong>Ricky Hui Koon-Ying, Jacky Cheung Hok-Yau, Chan Ka-Chai, Billy Lau Nam-Kwong, Wu Feng, Joh Chung-Sing, Si Ma-Yin, Chan Kim-Wan, Chung Fat, Fruit Chan Gor, Lee Ho-Kwan, Chun Hung, Chi Yin, Chow Kong, Mak Fei-Hung, Fung King-Man, Lee Sam, Lee Kam-Fan, Lee Yeung-To, Lau Lei-Lei</li>
<li><strong>Thailand Distribution - </strong>ฉายในเมืองไทยใช้ชื่อว่า "ปราบผีขย่ำ ต้องตำให้มิดอก" ออกแผ่น VCD โดย Right Picture ออกแผ่น DVD โดย United Home Entertainment</li>
<li><strong>Related Film - </strong>หนังมีภาคต่อออกมาอีกเรื่องเรื่อง ชื่อว่า The Haunted Cop Shop 2 ทั้งทีมงาน และนักแสดงนำ</li>
<li><strong>Rating - </strong>2.5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Daughter of Darkness (1993, Ivan Lai Gai-Ming)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=187</link>
<pubDate>Fri, 23 May 2008 21:15:28 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=187</guid>
<description><![CDATA[
Daughter of Darkness เป็นหนังเกรด 3 อีกเรื่องที่เ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/darkness4.jpg" alt="" /></p>
<p>Daughter of Darkness เป็นหนังเกรด 3 อีกเรื่องที่เล่นกับเรื่องราวล่อแหลม คาบเส้นศีลธรรมอันว่าด้วย ความสัมพันธ์ในสายเลือด เรื่องการข่มขืนใจ กระทำชำเราสตรีเพศ แบบดิบเถื่อน ที่ถูกนำมาผสมกับลีลาตลกร้าย แบบหนังเกรด 3 ฮ่องกงของแท้แท้ ส่งผลให้งานชิ้นนี้ ประสบความสำเร็จอย่างสูงเมื่อครั้งออกฉาย โกยเงินไปกว่า 13 ล้านเหรียญฮ่องกง กลายเป็นหนังเกรด 3 ระดับแถวหน้า ที่ถูกจดจำได้มากอีกเรื่องหนึ่ง</p>
<p><span style="color:#ff0000;">- <strong>คำเตือน</strong> บทวิจารณ์อาจมีภาพ ที่ไม่เหมาะสม ก่อนอ่านโปรดใช้วิจารณญาณ -</span></p>
<p><!--more--></p>
<p>หนังเล่าเรื่องในเมืองจีน เกิดคดีฆาตรกรรมหมู่ในครอบครัวหนึ่งขึ้น สารวัตร ลุ่ย (หวงซิวเซิง กับบทตำรวจที่ดูโรคจิต กว่าโจรซะอีก) และผู้ช่วยหญิง ตงหวน (หลอเหมิ่นหยี ภรรยาผู้อำนวยการสร้าง) ตำรวจสาวมือใหม่อินโนเซ็นท์ เข้าตรวจสอบในที่เกิดเหตุ ณ บ้านของตระกูลไม่ ครอบครัวผู้เสียชีวิต สมาชิกในครอบครัวเกือบทั้งหมด เสียชีวิต มีเพียงลูกสาวโตที่ชื่อว่า ไม่เหว่ยฟง (จงซู่เหว่ย) ที่รอดชีวิต และเป็นผู้เดินทางมาแจ้งความนั่นเอง</p>
<p>เมื่อสารวัตร และผู้ช่วยสาว ทำการสอบสวนตรวจสอบคดี กลับพบว่าผู้ต้องสงสัยที่แท้จริง ก็คือ ลูกสาวของบ้านที่ชื่อว่า ไม่เหว่ยฟง หลังจากบีบคั้น และยืนยันด้วยหลักฐาน เธอกยอมสารภาพ และเปิดเผยเรื่องราวอย่างไม่มีอิดออด ถึงเรื่องร้าวเบื้องลึกเบื้องหลัง ของคดีละเลงเลือดที่เกิดขึ้น ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเรื่อง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/darkness3.jpg" alt="" /></p>
<p>ไม่เหว่ยฟง อาศัยอยู่ในบ้านที่มีเธอ แม่ พ่อเลี้ยง และน้องสาวอันเป็นลูกที่เกิดจากแม่ และสามีใหม่ เธอทำงานในโรงงานเล็กๆ ที่อยู่ละแวกบ้านนั้นเอง เธอเองได้คบหาดูใจกับตำรวจหนุ่ม บ้านใกล้เรือนเคียง ดูแล้วก็เป็นชีวิตที่ปกติสุขดี ทะว่าในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น สาวน้อย ต้องใช้ชีวิตอย่างลำบากลำบนแม้จะมีฐานะเป็นลูกสาวคนโตของบ้าน กลับถูกเอารัดเอาเปรียบ และจงเกลียดจงชังจากสมาชิกใหม่ อย่างพี่น้องต่างพ่อ แม้กระทั่งแม่ ก็ไม่ได้ให้การปกป้องดูแลเธอย่างที่ควรจะเป็น</p>
<p>แต่สิ่งที่ทำให้ เธอต้องทนทุกข์ทรมาน เหมือนตกนรกทั้งเป็น จากการถูกลวนลาม ล่วงละเมิดทางผิด ซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยชายผู้เป็นพ่อเลี้ยงของเธอเอง ชายที่เธอเรียกว่าพ่อ แม้ไม่ได้เกี่ยวพันธ์กันทางสายเลือด แต่มันผู้นั้นกลับแทบไม่ได้ปฏิบัติตนให้สมคำเรียกขานนั้นเลย ชายวัยกลางคนมองจากภายนอก ก็แทบจะรู้สึกถึงความผิดปกติ ท่าทากรางยะโสโอหังเต็มที่</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/darkness2.jpg" alt="" /></p>
<p>เริ่มต้นจากการถ้ำมอง แอบดูขณะอาบน้ำ ถ่ายรูปที่เผลอเมื่อกำลังเปลื้องเสื้อผ้า หนักข้อเข้าก็ถึงกับ บุกเข้าไปในห้องน้อยกระทำมิดีมิร้ายต่อลูกเลี้ยง แบบซึ่งๆ หน้า แม้เหว่ยฟงจะ ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้เป็นแม่ กลับถูกต่อว่ากลับ และเข้าข้างพ่อเลี้ยง เธอหยิบยืนปืนของแฟนหนุ่มมาโดยไม่ได้บอกกล่าว หวังต่อสู้ขัดขืนความเลวทรามที่ได้รับ ไม่เพียงเท่านั้น เหว่ยฟงยังระบายความแค้นสะสมอันยาวนาน ต่อทุกคนในครอบครัว ที่เคยเฉยเมย ต่อความทุกของคนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา</p>
<p>Daughter of Darkness เล่าเรื่องในทำนอง "คดีที่เกิดขึ้นจริง" ด้วยการเริ่มต้นเรื่องด้วยภาพ ของคดีความ และที่เกิดเหตุอันน่าสพรึ่งกลัว ก่อนจะย้อนไปเล่าเรื่องต้นสายปลายเหตุแห่ง คดีความทั้งหมด โดยในในครึ่งแรกนั้นเน้นการสอบสวนสืบสวน คลีคลายคดีของสองตำรวจ เพื่อหาคนร้ายคนผิดที่แท้จริง</p>
<p>แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นหนังสืบสวน แต่ก็คงไม่สามารถคาดหวังความชาญฉลาด หลักแหลม หรือเหลี่ยมมุม แพรวพราว ของบทหนัง อะไรได้มากนัก เพราะผู้กำกับเลือกที่จะ เสนอลีลาตลกต่ำทราม ล้อเลียนความบ้านนอกคอกหน้าชาวบ้านร้านตลาด และตำรวจ ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการ เล่นตลกกับความขยะแขยง ตัวละครล้อเล่นกับซากศพ, สอบสวนด้วยวิธีต่ำทราม อย่างการถามย้ำอยู่กับเรื่องท่าทางใน กิจกรรมเข้าจังหวะบทเตียงของนางเอก หรือพิสูจน์ศพผู้ตายโดยการบีบนม เปิดกระโปรง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/darkness6.jpg" alt="" /></p>
<p>ต้องขอบคุณหวงซิวเซิง ที่ทำให้ช่วงเวลาครึ่งแรกของหนัง เป็นไปได้อย่างสนุกสนาน บันเทิงในแบบบ้าคลั่ง บนขำ ต่ำทรามบนฮา ได้มีประสิทธิภาพพอสมควร ช่วยให้ช่วงเวลาครึ่งแรกของหนัง แม้ไม่มีฉากหวือหวาให้ช่วนตื่นเต้น แต่ก็ไม่น่าเบื่อจนเกินไป</p>
<p>เมื่อเข้าสู่เรื่องราวช่วงหลังของหนัง นำเสนอฉากชวนสยิวให้ดูกันแบบ ต่อเนื่อง ทั้งฉากแนวอีโรติก วาบหวิว ล่อแหลมอันรุนแรง ดาราหน้าโหดที่ชื่อ เหอเจียกุ้ย ที่รับบทเป็น คุณพ่อสารเลว สุดหื่น ได้อย่างน่าเกลียดน่ากลัวดีแท้ ฉากขายของเรื่อง ก็คือฉากที่เฮียคนนี้แกมีส่วนร่วมอยู่นั้นเอง ซึ่งทั้งหมดเป็นฉากประเภทข่มขืน กดขี่เพศหญิง (ผู้เป็นลูกเลี้ยงให้ท้องเรื่อง) ทั้งปล้ำ ฉีกเสื้อ กรอกเหล้า และทีเด็ดที่ Ivan Lai นำเสนอ ถึงกับเอามาขึ้นใบปิดเลยก็คือ ฉากพ่อเลี้ยงสุดเลว มัดมือนางเอกในสภาพเปลีือยเปล่า  ยึดติดกับเพดาล  ทะเลงตัวด้วยครีม และจบลงด้วยการจับข่มขืน</p>
<p>พูดถึงหนังแนวนี้ ดาวเด่น ที่ต้องพูดถึงลำดับต้นๆ ก็คือนางเอง จุดขายหลักสำคัญของหนัง จงซู่เหว่ย ดาราสาวที่ต้องรับบทหนักใน Daughter of Darkness อาจจะไม่ใช่ดาราที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ในแวดวงหนังเกรด 3 จงซู่เหว่ย ถือว่าเป็น "ดาว" คนหนึ่งที่แฟนหนังแนวนี้ เริ่มต้นเส้นทางในวงการบันเทิงด้วยการประกวดนางงาม Miss Hong Kong ในปี 1987 ซึ่งทำให้เธอได้รับสัญญาจ้างงาน กับบริษัท TVB ไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนสถานีโทรทัศน์ชื่อดัง จะไม่สามารถแจ้งเกิดให้กับสาวน้อยได้อย่างที่หวัง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/darkness1.jpg" alt="" /></p>
<p>ต้องหลังจากถูกยกเลิกสัญญาจาก TVB ในปี 1993 เพราะทำผิดข้อตกลงในการรับงานนอกโดยไม่ได้รับอนุญาติ ไปแล้วนั้นเอง จงซู่เหว่ย ถึงได้เริ่มลืมตาอ้าปาก เธอได้รับโอกาศให้รับบทสำคัญในหนังภาคต่อสุดฮิต นางพญาผมขาวภาคสอง หนังอาจจะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่ชื่อของเธอก็เริ่มได้รับการจดจำ</p>
<p>และยิ่งถูกจดจำมากขึ้นไปอีก เมื่อนางเอกสาวอดีตนางงามคนนี้ตัดสินใจรับงานหนังเกรด 3 โชว์เนื้อหนัง ผลงานอย่าง Daughter of Darkness และ  Red To Kill กลายเป็นผลงานคลาสสิคในหนังแนวทางนี้ไปแล้ว อย่างที่บอกไปแล้วนะครับ จงซู่เหว่ย ไม่ได้มีใบหน้าที่งดงาม น่าตกตะลึง หรือรูปร่างขย่ำโลก แต่ภาคลักษณ์ สาวธรรมดาสามัญ หญิงข้างบ้าน หน้าปากซอย ของเธอก็ช่วยให้คนดู รู้สึกใกล้ชิด และสัมผัสได้ จึงไม่น่าแปลกใจนัก ที่เธอมักจะได้รับบท หญิงสาวธรรมดา ที่ถูกชายหื่นคุกคามอยู่เสมอ</p>
<p>จงซู่เหว่ย ทำงานอยู่หลายปีจนกระทั่งแต่งงาน มีลูก (กับดาราชายที่รับบทเป็น พระเอกใน Daughter of Darkness นั่นเอง) และถอนตัวจากวงการไป แต่ด้วยการเงินฝืดเคียงจึงกลับมารับงานแสดงอีกครั้ง จนถึงปัจจุบัน แต่ถ้านับเอาภาพจำ ของเธอก็ต้องนึกถึง งานสมัยหนังเกรดสามรุ่งเรือง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/darkness5.jpg" alt="" /></p>
<p>มีข้อคิดเห็นที่แตกต่างมากมายเกี่ยวกับหนังเรื่อง Daughter of Darkness บางส่วนบอกว่าหนังสนุกดี แต่บางคน ก็รับไม่ได้ในส่วนของ ฉากเซ็กที่ดูรุนแรง สถุน เกิดเหตุเกินความพอดีไปไม่น้อย ขณะที่แฟนหนังบางส่วน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ชาชินกัน ความรุนแรงสุดขั่ว และความวิปริตรสุดเขต ในยุคอินเตอร์เน็ทครองเมืองแบบนี้) กลับแสดงความผิดหวัง ในเรื่องความ "แรง" ของหนัง</p>
<p>คุณภาพในฐานะภาพยนตร์ก็ถือว่า ต้อยต่ำตามสไตล์หนังแนวนี้ทั่วไป ที่หาความปราณีตได้ค่อนข้างยาก ถึงกับมีฉากนึงในเรื่องที่ นักแสดงผู้รับบทเป็นศพ แต่ดันกระพริบตาให้จับได้กับแบบจะๆ เช่นเดียวกับตัวประกอบโนเนมทั้งหลายที่แสดงกันได้สมัครเล่นมากๆ เนื้อเรื่องแม้จะมีการทำเก๋เล่าเรื่องด้วย Flashback แต่ส่วนอื่นๆ ล้วนธรรมดาๆ (โดยเฉพาะช่วงหลังๆ ของเรื่อง) นักวิจารณ์คนหนึ่ง (ที่ไม่ใช่ผมนะครับ) บอกว่ากด ฟอร์เวิร์ด หาฉากวาบหวามกับเพลินเลย ตัวหนังแม้จะเสนอเรื่องราวหนักอึ้ง แต่ก็ไม่ได้มีประเด็นทางสังคมอะไรมากนัก นอกไปจากการหยิบความถ่อยเถื่อนทางผิด มาเป็นสินค้า</p>
<p>รวมๆ แล้วคงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะบอกว่าคุณค่าในทางภาพยนตร์ของ Daughter of Darkness นั้นต่ำมากๆ อย่างน้อยหนังก็ยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักฐานความรุ่งเรื่องของ หนังเกรด 3 ในอดีต ก็ทำให้ Daughter of Darkness ไม่ได้ไร้ค่าซะทีเดียว</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dod.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Scholar Films Co., Ltd., Martini Film Co. Ltd.<br />
<strong> กำกับ - </strong>Ivan Lai Gai-Ming<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong> Kimmy Suen Ging-On<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Gwai Book<br />
<strong> ถ่ายภาพ - </strong>Lee Kin-Keung<br />
<strong> ตัดต่อ - </strong> Choi Hung<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Jonathon Wong Bong<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Wilson Lam Wai-Sum<br />
<strong> เสื้อผ้า - </strong>Cheung Yuk-Yue<br />
<strong> แต่งหน้า - </strong> Choi Siu-Jan<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Chan Siu-Wah, Alan Chan Gwok-Kuen<br />
<strong> แสดงนำ -</strong>Lily Chung Suk Wai, William Ho Ka Kui, Money Lo Man Yee, Hugo Ng Doi Yung, Anthony Wong Chau Sang, Yu Li</li>
<li><strong>Rating - </strong>2.5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Fatal Move (2008, Dennis Law Sau-Yiu)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=181</link>
<pubDate>Sun, 18 May 2008 17:40:41 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=181</guid>
<description><![CDATA[
สองปีที่แล้ว (2006) ผู้กำกับหน้าใหม่ที]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fatalmove01.jpg" alt="" /></p>
<p>สองปีที่แล้ว (2006) ผู้กำกับหน้าใหม่ที่ชื่อว่า Dennis Law สร้างชื่อได้พอสมควรกับงานที่ชื่อว่า Fatal Contact หนังก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรมากมายนะครับ เต็มไปด้วยปัญหา และข้อบกพล่องอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม  Fatal Contact กลับเป็นงานที่สร้างความพึงพอใจ ให้กับแฟนหนังบู๊ หนังแอ็กชั่นอยู่พอสมควร กับคิวบู๊ที่จัดว่าใช้ได้ น่าสนใจ แน่นอนคนที่ได้รับคำชมนั้นไม่ใช่ผู้กำกับ แต่เป็นทีมคิวบู๊อย่าง พระเอกหนุ่มอู๋จิ้ง และผู้กำกับคิวบู๊ นิกกี้ ลี</p>
<p>ในปี 2008 Dennis Law ดูเหมือนจะกลับมาแก้ตัวกับงานในแนวเดียวกันอีกครั้ง กับหนังอาญากรรม ที่มีจุดขายสำคัญเป็นคิวบู๊อันดุเดือด ด้วยสองคู่หู อู๋จิ้ง และนิกกี้ ลี บวกกับผู้ร่วมงานหน้าใหม่มากมาย ทั้งหงจินเป่า เยิ่นต๊ะหัว สองดารานำจาก SPL ซึ่งในช่วงแรกของการพัฒนาบท มีข่าวว่า Fatal Move นั้นเป็น "ภาคก่อนหน้า" (หรือ Prequel) ของ SPL ด้วยซ้ำไป แต่ในที่สุด ผู้สร้างก็ตัดสินใจ สร้างให้หนังเป็นเรื่องใหม่ไปเลย มีเนื้อเรื่องเป็นของตัวเอง ไม่ได้อ้างอิงจากหนังเก่าเรื่องใด<!--more--></p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fatalmove02.jpg" alt="" /></p>
<p>Fatal Move เล่าเรื่องในแวดวงนักเลง ของฮ่องกง ชายผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุด เจ้าพ่อ หลินเหอหลง (หงจินเป่า) หรือ ที่ใครๆ เรียก "พี่ใหญ่" หัวหน้าแก๊งแห่งลูกน้องมากมาย แพร่ขยายอิทธิพลไปทั่วฮ่องกง แทรกซึมไปในวงการต่างๆ มากมายทั้งผิด และถูกกฏหมาย สร้างความหนักอกหนักใจแก่ตำรวจ ที่พยายามติดตามเอาผิด นายตำรวจอย่าง หลิวจื่อจง (หลี่ซิ่วเซียน) ที่กำลังติดตามเอาผิด มาเฟียตัวเอ้ อยู่ไม่น้อย โดยเฉพะอย่างยิ่ง เมื่อพวกมันเริ่มแสดงความเหิมเกรือมไม่เกรงกลัวตำอยู่ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน</p>
<p>อย่างไรก็ตามสิ่งที่สั่นคลอนความมั่นใจของ  หลินเหอหลง มากที่สุดกลับไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นพวกพ้องของตัวเอง แก็งที่ใหญ่โต มันคง เหมือนปราการเหล็กกล้า กลับเต็มไปด้วยความแตกร้าวอยู่ภายใน หลินเหอหลง กำลังยืนอยู่บนหุบเหวแห่งชีวิต อาณาจักร ที่เข้าก่อร่างขึ้นมาตั้งแต่ต้นกำลังจะล่มสลายลงตรงหน้า ความละโมบ การทรยศหักหลัง พวกเดียวกันเอง</p>
<p>ท่ามกลางคนใกล้ชิดมากมาย มีเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ หลินเหอหลง สามารถไว้ใจได้อย่างแท้จริง หนึ่งในนั้นก็คือ อาตง (เยิ่นต๊ะหัว) น้องชายในสายเลือด ผู้ติดการพนันอย่างหนักหน่วง และ เจ้าหนุ่มนักฆ่าจอมโหด (อู๋จิ้ง) ผู้มากับผมสีนำเงิน พูดน้อย ต่อยหนัก เจ้าของกระบี่เล่มยาว</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fatalmove03.jpg" alt="" /></p>
<p>ตามข้อมูลแล้ว ผู้กำกับ Dennis Law นั้นมีพื้นแพมาจาก งานอำนวยการสร้าง รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องเงินทุนอะไรเทือกนั้น เมื่อ เปลี่ยนเก้าอี้มาเป็นคนทำหนังเสียเอง ก็แสดงให้เห็นปัญหาอยู่พอสมควร กับทักษะการทำหนัง และเล่าเรื่อง ของ Dennis Law ที่เป็นไปอย่างกระท้อนกระแท้นเหลือเกิน เนื้อเรื่องของ Fatal Move เต็มไปด้วยลีลาเดิมๆ ซ้ำๆ แบบหนังมาเฟีย เมื่อสับสิบห้าปีที่แล้ว หนังนำเสนอตัวละคร มากมายแต่มีเพียงหยิบมือที่ เป็นตัวละครที่เราจะสนใจจริงๆ นอกจากนั้นล้วนธรรมดา ไร้บทบาท ไร้ความน่าจดจำ</p>
<p>ปัญหาหนักของ Dennis Law ก็คือ งานของเขาเต็มไปด้วย ความพยายามอันเกินขอบเขต ดูตามเนื้องานแล้ว Dennis Law แสดงให้เห็นว่าเขา มีความทะเยอทะยาน มากกว่าที่จะสร้างหนัง "ขายๆ" เรื่องหนึ่ง แต่ต้องการจะเสนอเรื่องราวที่ซับซ้อน แง่มุมที่ลึกซึ้ง และสไตล์อันหวือหว่า อธิบายอย่างง่าย Fatal Move เป็นเหมือนความพยายามในการสร้างหนังแบบ Election (ที่ Dennis Law เป็นผู้อำนวยการสร้าง ด้วย) แต่มีคิวบู๊แบบ SPL แต่ผลที่ออกมากลายเป็นว่า Fatal Move มีคุณภาพในระดับที่เนื้อเรื่องแย่กว่า SPL ส่วนตัวบู๊ ก็ไม่ได้ตื่นเต้นกว่า Election ด้วยซ้ำไป</p>
<p>ข้อจำกัดด้านฝีมือ และประสบการ ทำให้ Fatal Move เต็มไปด้วยความรู้สึกแสร้ง แกล้งทำ ความซับซ้อนอันไร้เหตุผล ตัวละครมากมาย แต่กลับไร้ประโยชน์ต่อเรื่องราวโดยสิ้นเชิง ท่าทีหลายอย่างที่ดูเหมือน "ทำเท่ห์" มากกว่าจะให้ความหมายที่มากไปกว่านั้น จุดเด่นชัดที่สุดก็คือ ความพยายามยัดเยียด ภาพอันรุนแรงเกินกว่าเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ความอันโหดเหี้ยมทารุณ ของคิวบู๊ หรือฉากทรมาณ ที่ถ่ายให้เห็นกับแบบจะๆ หรือฉากเซ็กซี่แปลกๆ อย่าง ฉากตัวประกอบหญิงรายหนึ่ง นั่งยองๆ ปัสสาวะ !!!</p>
<p>ผมเองไม่ได้มีปัญหา อะไรกับฉากล่อแหลม คาบเส้นศีลธรรมอะไรทำนองนี้นะครับ แต่ใน Fatal Move ประเภทที่ว่า ถูกใส่เข้ามาแบบผิดที่ผิดทาง ไม่ได้มีการปูพื้นก่อนหน้า หรือสร้างผลกระทบอันน่าสนใจ จากความรุนแรงที่ใส่เข้ามา กลายเป็นว่า ความรุนแรงทางภาพ ในหนังดูไร้ที่ไปที่มา ไร้น้ำหนัก</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fatalmove04.jpg" alt="" /></p>
<p>ในเมื่อหนังเต็มไปด้วยปัญหา และข้อบกพร่อง ฝางเส้นสุดท้ายของหนัง อย่างคิวบู๊ ยังจะสร้าง รักษาหนังทั้งเรื่องได้หรือไม่ (อย่างที่คิวบู๊ใน Fatal Contact เคยทำได้) คำตอบคือ ไม่ได้!!!</p>
<p>ไอเดียหลักของคิวบู๊ ใน Fatal Move ก็คือ ทำในสิ่งที่ Fatal Contact ไม่มี อันได้แก่ ฉากดวลด้วย อาวุธสงครามอย่างปืนผาหน้าไม้ และที่สำคัญก็คือ อาวุธ ในแบบ "Old School"  อย่างกระบี่ ดาบสั้น และกระบอง Fatal Move พยายามสร้างคิวบู๊ให้ดูหลากหลาย หลายๆ ฉาก แสดงให้เห็นความความสามารถของทีมสตั้น นักแสดง และผุ้กำกับคิวบู๊ เป็นอย่างดี ที่ผมชอบโดยส่วนตัวเป็น ฉากลอบสังหารที่แสดงโดยดาราสมทบที่ชื่อว่า หวงโจว ที่รับบทเป็นสมุนมือสังหารคนหนึ่งของ หงจินเป่า ในชุดข่าวสุดเท่ห์กระโดดลงจากสะพานลอย ลงไปบนรถของเหยื่อเพื่อลอบสังหาร ดูใช้ได้ทีเดียว แม้จะเป็นเพียงฉากสั้นๆ แต่ก็ดูใช้ได้</p>
<p>จุดเด่นอีกประการของคิวบู๊ในเรื่องก็คือ ความรุนแรงอันสุดขั่วที่ถูกใส่เข้ามาอย่างที่บอกไว้ข้างต้นแล้ว หนังเสนอภาพ เลือดกระเซ็นเป็นสาย เศษเนื้อ อวัยวะ ปลิวว่อน แต่ปัญหาก็คือ เรื่องของความสมจริง หนังสร้างความหวือหวาด้วย การใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิค มาสร้างความน่าสะพรึงกลัว ผมเคยหนังหลายๆ เรื่องเคยใช้เทคนิคนี้นะครับ ที่ติดตาที่สุดก็คือหนังญี่ปุ่นเรื่อง ซาโตอิจิ ในส่วนของเลือดกระเซ็น หรือ Ichi The Killer ในส่วนของอวัยวะหลุดเป็นชิ้น</p>
<p>ปัญหาก็คือ งานด้านเทคนิคจะก้าวใกล มันก็ดูไม่สมจริงอยู่ดี ในหนังซามูไรโบราณ หรือ หนังคัลท์ขายความโหดปนตลกร้าย นั้นอาจจะดูช่วยเสริมอารมณ์หนัง แต่กับหนัง อาญากรรมที่มีฉากหลังเป็นโลกธรรมดาสามัญ ในยุคร่วมสมัยอย่าง Fatal Move เทคนิคที่ว่า กลับดูประดักประเดื่อน และหลุดโทนจากหนัง อย่างช่วยไม่ได้ ลำพังคิวบู๊ของ นิกกี้ ลี ปกติก็ดูเหนือจริงๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งมาอยู่ในมือของผู้กำกับ ที่คุมหนังไม่ได้อย่าง ใน Fatal Move ยิ่งดูไม่น่าเชื่อถือ ไร้น้ำหนักเข้าไปใหญ่</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fatalmove05.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่โดยภาพรวม คิวบู๊ใน Fatal Move ถือว่าไม่ได้โดดเด่นเป็นพิเศษอะไรเท่าไหร่ พอจะสร้างความสนุกความบันเทิงได้บ้าง ฉากยิงปืนเกือบทั้งหมด ดูธรรมดามาก และความเหนือจริง ก็ทำให้คิวบู๊ในหนัง ไร้น้ำหนัก ฉากต่อสู้ที่หลายๆ คนรอคอย กับการปะทะกันของ หงจินเป่า และอู๋จิ้ง (ซึ่งเล่นหนังด้วยกันมา 2 - 3 เรื่องก็คลาดแคล้ว กันไปทุกครั้ง) ดูดีใช้ได้ แต่ก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นอย่างที่ควรจะเป็น</p>
<p>งานสร้าง และคุณภาพทางการถ่ายทำ ที่ดีไม่สามารถปกปิดความล้มเหลวในการเล่าเรื่องของผู้กำกับได้ เช่นเดียวกับดารามากมายที่ปรากฏตัวในหนัง ไม่สามารถ แสดงออกถึงความสามารถ หรือบารมี อย่างที่เคยมีได้ เยิ่นต๊ะหัว เถียนหนิว และเส้าเหม่ยฉี แสดงได้ดี แต่มีบทบาทน้อยเกินไป หงจินเป่า มีเวลาบนจอมากว่าใครในเรื่อง แต่บทเจ้าพ่อผู้่กำลังเดินทางไปสู่ความวิบัติ ก็ดูธรรมดา พบเห็นได้จากหนังฮ่องกงอีกซักร้อยเรื่องในยุค 90 ไม่ได้มีอะไรให้จดจำมากมาย ที่ดูย่ำแย่เห็นจะเป็นตัวละครของ อู๋จิ๋ง ที่ถ้าตัดเรื่องของคิวบู๊ ออกไปก็แทบไม่ได้มีบทบาทอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เช่นเดียวกับตัวประกอบอีกหลายๆ คนในเรื่อง ที่มีบทอันเบาบางพอๆ กันไป</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fatalmove06.jpg" alt="" /></p>
<p>คงจะนับว่า Fatal Move เป็นความล้มเหลว ไม่ได้ซะทีเดียว หนังยังพอมีอะไรสนุกๆ ให้ดูอยู่บ้าง สิ่งที่แย่ก็คือ  ทัศนะคติส่วนตัวของผู้กำกับ Dennis Law โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความทะเยอทะยานเกินตัวที่ต้องการนำเสนอเรื่องราวอันสูงส่ง หรือสไตล์อันสุดขั่ว กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับทักษะการทำหนัง อันต่ำเตี้ยติดดินของเขา</p>
<p>Fatal Move เต็มไปด้วยความพยายาม หากเป็นเพียงความพยายามที่สูญเปล่า ทำให้ Fatal Move มีลักษณะอย่างการ แสร้ง โอ้อวด หรือที่ฝรั่งเค้าเรียกกันว่า pretentious นั้นเอง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fatalmove07.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>China Star Entertainment Group, POV (Point of View) Movie Production Co. Ltd.<br />
<strong> กำกับ - </strong>Dennis Law Sau-Yiu<br />
<strong> บริษัทจัดจำหนาย - </strong> Golden Princess Amusement Co., Ltd. (Hong Kong)<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Dennis Law Sau-Yiu, Herman Yau Lai-To<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Chang Gwok-Tsz, Dennis Law Sau-Yiu<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>Herman Yau Lai-To<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong>Yau Chi-Wai<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Tommy Wai Kai-Leung<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong> Hoh Chi-Hang<br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>William Fung Kwun-Man, Elsa Chan Ki-Ling<br />
<strong> แต่งหน้า ทำผม - </strong>Carmen Man Lai-Yee<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Nicky Li Chung-Chi<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Sammo Hung Kam-Bo, Simon Yam Tat-Wah, Wu Jing, Tien Niu, Danny Lee Sau-Yin, Eddie Cheung Siu-Fai, Maggie Siu Mei-Kei, Lam Suet, Ken Lo Wai-Kwong, Jacky Heung Cho, Pinky Cheung Man-Chi, Johnny Chen (Lu Sze-Ming), Wong Tin-Lam, Hui Siu-Hung, Tam Ping-Man, Lau Kam-Ling, Kenny Wong Tak-Bun, Fung Hak-On, Wong Wah-Ho, Jeffrey Chow Chun-Fai</li>
<li><strong>Rating - </strong>2/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Fake Ghost Catchers - เจ็ดดาว ถล่มอสูร (1982, Lau Kar-Leung)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=177</link>
<pubDate>Sat, 10 May 2008 22:09:09 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=177</guid>
<description><![CDATA[
The Fake Ghost Catchers เป็นหนึ่งใน งานชิ้นท้ายๆ ข]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/fakeghost03.jpg" alt="" /></p>
<p>The Fake Ghost Catchers เป็นหนึ่งใน งานชิ้นท้ายๆ ของพระเอกหนุ่ม ฟู่เซิง ก่อนที่จะเสียชีวิตไปในปี 1982 แน่นอนว่า ชื่อของเขาจะถูกยกเด่นเป็นสง่า อยู่ทุกครั้งเมื่อกล่าวถึงหนังเืรื่องนี้ แต่ที่จริงแล้ว ฟู่เซิง รับบทสมทบในเรื่องเท่านั้น พระเอกตัวจริงของเรื่อง เป็นดาราหนุ่มที่ชื่อว่า จางฉินเผิง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน พี่ชายแท้ๆ ของฟู่เซิงนั้นเอง</p>
<p>จางฉินเผิง แสดงเป็น โจวเผิง ไอ้หนุ่มดวงซวยที่หนีคดี หลังจากไปพบเห็นการกระทำความผิดของ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองชื่อ จูกัดเซิน (หวังหลงเหว่ย) มาอาศัยพึ่งพิงอยู่กับพี่ชาย เปาถั่ว (เสี่ยวโหว) ที่ทำงานเป็นเด็กรับใช้หมอผีชื่อดัง ที่เบื้องหลังเป็นเพียงหมอผีกำมะลอ หลอกลวงเงินชาวบ้าน โดยเฉพาะอยิ่างยิ่งพวกงมงาย ด้วยกลเม็ดสร้างผีเทียมขึ้นมา เป็นฝีมือของ เปาถั่ว นั้นเอง<!--more--></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/fakeghost05.jpg" alt="" /></p>
<p>ระหว่างหมอผีไปทำธุระนอกเมือง เปาถั่ว ชักชวน โจวเผิง ออกสวมบทหมอผี เพื่อหาเงินใช้ เสียเอง กลับดวงซวยเจอผีจริงเข้า แทบเอาชีวิตไม่รอด ผีร้ายที่พกความแค้นมาเต็มออก ตู้ลั่ว (หลงเทียนเสียง) หลงรักนาง แต่ไม่สมหวังเสียชีวิตไป ความรักผังใจทำให้มันไม่ไปสู่สุขติ กลายเป็นวิญญานอาฆาต เข้าสิงหญิงสาว คุณหนู (หลีลี่ลี่) แห่งตระกูลใหญ่ อย่างสกุลหลิน ที่เต็มไปด้วยอิทธิฤทธิ์อำนาจ แม้แต่หลวงจีนผู้ทรงศีล ก็ไม่สามารถกำราบได้</p>
<p>หญิงสาวถูกผีร้ายเข้าสิง จนเสียชีวิต วิญญานผีสาว ติดตามไปหา สองพี่น้อง เพื่อขอความช่วยเหลือ ว่ายวานให้ไปเตือนน้องสาวของนาง ที่กำลังเป็นเป้าหมายรายต่อไปของผีร้าย ยังเมืองไคฟง ที่สองหนุ่มมีแผนการจะเดินทางเพื่อไป อยู่ก่อนแล้ว เพื่อร้องเรียนกับท่านเปาถึงเรื่องของ โจวเผิง แต่เกิดความกังวลว่า ระหว่างการเดินทาง อาจจะต้องถูกการปองร้ายจากผีชั่ว มีวิธีเดียวที่จะช่วยเหลือได้ก็คือ ต้องติดตาม ชายที่มีไฝอยู่ที่เท้าเจ็ดเม็ด ที่มีพลังวิญญานรุนแรง แม้แต่ผีร้ายก็ไม่อาจต้านทาน</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/fakeghost01.jpg" alt="" /></p>
<p>ชายคนนั้นก็คือ พระเอกงิ้วจอมซ่าอย่าง อู๋ซุ่นเชา (ฟู่เซิง) กับผีสาวที่ซ่อนตัวอยู่ในร่มจึงออกเดินทาง ไปยังเมืองไคฟง ระหว่างทางต้องปะทะกับเหล่าคน และผี ที่ออกมากันให้เพียบ</p>
<p>ผู้กำกับ หลิวเจียหยง นั้นมีพื้นแพมาจากงานสายบู๊ และกังฟู แต่หลังจากอานิสงห์ของหนังเรื่อง Till Death Do We Scare ที่เขากำกับในปี 1982 หลิวเจียเหยง ช่วยสร้างชื่อในฐานะผู้กำกับหนังผีให้กับเขา จนมีงานประเภทเดียวกันนี้ออกมาอีกหลายเรื่อง หนังผีในที่นี้ ก็ไม่ได้มีความหมาย ถึงหนังผีโดยทั่วๆ ไปที่ขายความบังเทิงอันว่าด้วย ความตื่นเต้นตกใจกลัว แต่หนังผีในฮ่องกงยุค 80 เป็นหนังที่ผสมปนแปกันระหว่าง งานที่นำเสนอเรื่องความเชื่อโบราณ ด้วยเทคนิคพิเศษสมัยใหม่ (ในสมัยนั้น) กับคิวบู๊แบบฮ่องกง รวมถึงมุมตลกโป๊กฮา เรียกว่าเป็นความบันเทิงครบรส แบบฮ่องกงๆ แบบหนึ่ง</p>
<p>ตามข้อมูลแล้ว Till Death Do We Scare กับ The Fake Ghost Catchers ฉายในปี 1982 เหมือนกัน ซึ่งผมไม่แน่ใจนะครับว่า เรื่องไหนฉาย และสร้างก่อนกัน แต่ที่แน่ๆ เรื่องแรกประสบความสำเร็จมากกว่าอย่างมหาศาล เพราะประกอบไปด้วยมุขตลกที่ดูร่วมสมัย และยิ่งไปกว่านั้นเทคนิคพิเศษที่ดูสร้างสรรค์กว่าเยอะ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/fakeghost04.jpg" alt="" /></p>
<p>ในขณะที่ The Fake Ghost Catchers ยังจะดูดิ้นไม่หลุด จากแนวกังฟู ตลกแบบดังเดิมมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าในส่วนของคิวบู๊นั้น ไม่มีอะไรให้ต้องห่วง ชื่อของ หลิวเจียหยง กับชื่อดาราอย่าง เสี่ยวโหว ฟู่เซิง หรือ จางฉินเผิง นั้นรับประกันความมันได้เป็นอย่างดี  เช่นเดียวกับบทตลกอันลื่นไหล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟู่เซิง ที่ไม่ห่วงหล่อ ไม่หวงบทไม่เด่น บทหนุ่มงิ้ว จอมโว แต่ปอดแหกสุดๆ ของเขา ถือว่าเป็นสีสรรค์สำคัญของเรื่องเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามคิวบู๊ และบทตลก ของหนังถือว่าอยู่ในระดับธรรมดา ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ</p>
<p>แต่เมื่อมองไปอีกด้าน ภาพความรวมความเป็นหนัง ผีแฟนตาซี ของ The Fake Ghost Catchers กลับไม่โดดเด่นอย่างที่หวัง เทคนิคพิเศษที่มีในเรื่อง ดูครำครึโบราณ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ให้คนดูได้ตาลุกวาว หนังรวมเอฟเฟคประเภทโบรั่มโบราณอย่าง ภาพซ้อน การใช้ไฟสี ควัน ลวดสลิง และการแต่งหน้า ด้วยหน้ากากผีที่ดูแล้ว เหมือนได้มาจากงานวัดงานฤดุหนาว ประเภท 3 อันยี่สิบ อย่างงัยอย่างงั้น</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/fakeghost02.jpg" alt="" /></p>
<p>ฉากประเภทโชว์เทคนิคที่น่าสนุกที่สุดนั้นเรื่องนั้น ปรากฏอยู่ในช่วงต้นๆ ของหนัง เป็นฉาก ตัวละครของเสี่ยวโหว กับของเล่น กลเม็ดนานาชนิด กับการสร้างผีเทียมๆ ที่ทำออกมาได้สร้างสรรค์ แถมเข้ากับชื่อหนัง The Fake Ghost Catchers เสียดายที่น่าสร้างสรรค์ที่ว่านี้ จำกัดอยู่แค่ตอนต้นเรื่องนี้เท่านั้น</p>
<p>The Fake Ghost Catchers เป็นงานระดับธรรมดาๆ ของทั้งผู้กำกับ และดารา หนังมีเนื้อเรื่องอันสะะปะสะปะ เอาล่อเอาเถิด กับมุมมตลกฝืดยืดยาว ที่ไม่ได้มีผลอะไรต่อเรื่องราวเท่าไหร่นัก คิวบู๊ และบทตลก อาจจะมีคิวบู๊ และการแสดง ที่ดูน่าสนใจอยู่บ้าง แต่ความเชย และตกยุค (แม้กระทั่งช่วงเวลาที่หนังออกฉาย) เป็นงานที่ง่ายต่อการถูกมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบ กับงานประเภทเดียวกัน ที่ดีกว่า สนุกกว่า อย่าง ผีกัดอย่ากัดตอบ (Mr.Vampire) ที่ถูกสร้าง นอีกสองปีต่อมา</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/fakeghost06.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Shaw Brother<br />
<strong> กำกับ - </strong>Lau Kar-Wing<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Mona Fong Yat-Wa<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Lau Kar-Wing<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>Wong Wing-Lung<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong>Chiang Hsing-Lung, Lee Yim-Hoi<br />
<strong> ดนตรีประกอบ -</strong>Stephen Shing Gam-Wing, So Jan-Hau<br />
<strong> แต่งหน้า - </strong>Lau Gai-Sing, Poon Man-Wa<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Johnson Tsao Chuang-Sheng<br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Liu Chi-Yu<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Lau Kar-Wing,  Lee King-Chue, Yeung Sai-Gwan<br />
<strong> แสดงนำ -</strong>Hsiao Ho, Cheung Chin Pang, Alexander Fu Sheng, Lily Li Li Li, Johnny Wang Lung Wei, To Siu Ming, Lung Tien Hsiang, Yeung Chi Hing, Lam Fai Wong</li>
<li><strong>Thailand Distribution </strong>- ชื่อไทยว่า "เจ็ดดาว ถล่มอสูร" ออกเป็น VCD โดยบริษัท United Home Entertainment</li>
<li><strong>Rating - </strong>2/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Dragon Lives Again - บรูซ ลี ตะลุยนรก (1977, Law Kei)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=171</link>
<pubDate>Tue, 06 May 2008 21:22:06 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=171</guid>
<description><![CDATA[
หลังจากเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain01.jpg" alt="" /></p>
<p>หลังจากเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน ไปในวันที่ 20 กรกฎาคม ปี 1973 ขณะที่โลกกำลังร้องให้ ตัวของสุดยอดนักบู๊ บรูซ ลี กลับไปสร้างความแตกตื่นวุ่นวาย ให้กับอีกโลกอีกภพหนึ่ง นั้นก็คือโลกหลังความตาย !!!</p>
<p>The Dragon Lives Again หนังในแนว Bruceploitation หรือ หนังแนว บรูซ ลี ตัวปลอม ที่พกพาความบ้าครั้งชนิด คาดเดาไม่ถูก เมื่อหนังจับเอาบรูซ ลี ไปบู๊ในนรก ประจันบานกับ ดารา คนและดังจากโลกภาพยนตร์ทั้งจาก จีน ญี่ปุ่น และฮอลลีวูด อย่างสุดมัน (หรือสุดมั่ว)<!--more--></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain11.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังเปิดเรื่องเมื่อ วิญญานของ บรูซ ลี (บรูซ เหลียง หรือ เหลียงซิ่วหลง ที่แฟนๆ หนังรุ่นใหม่อาจจะคุ้นหน้า ของเขาเป็นพิเศษจากหนัง Kung Fu Hustle) ถูกลำเลียงมายังโลกหลังความตาย บรูซ ลี ยังคงปฏิบัติตัวไม่แตกต่างจากเมื่อสมัย อยู่ในโลกมนุษย์ หยิ่งทนง และยโสโอหัง บรูซ ลี ไม่ยี่หระ ต่อคำสั่งของ ยังพกอาวุธกระปองสองท่อน ทั้งๆ ที่เป็นกฏต้องห้าม รวมถึงส่งเสน่ห์ เจ้านรก แม้จะใช่พลังอำนาจ สร้างแผ่นดินใหญ่ ที่สั่นสะเทือนไปทั่วนรก ก็ไม่สามารถสร้างความตะหนกอะไรให้กับเขาได้</p>
<p>บรูซ ลี สนใจต่อคำตัดสินของเจ้านรก เริ่มเบื่อหน่ายกับความวุ่นวายโกลาหลที่เกิดขึ้น จึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปที่ โรงเตี๋ยมแห่งนรก เพื่อหาอะไรมารองท้อง กลับเจอความยุ่งยากครั้งใหม่ เมื่อบรูซ ลี เกิดไป กวนโมโหนักเลงท้องถิ่นเข้า ถ้าเป็นที่อื่นนี้คงเป็นเรื่องขนมๆ แต่นี้เป็นนรก</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain12.jpg" alt="" /></p>
<p>นักเลงที่ว่าก็ไม่เรียบง่ายธรรมดา แต่เป็น เจ้าบอดซามูไร ซาโตอิจิ เมื่อเกิดเรื่องเข้า เจ้าบอดเห็นท่าว่า บรูซ ลี คงไม่สามารถจัดการได้โดยง่าย จึงไปตามพวกอย่าง เจมส์ บอนด์ กับ The Man With No Name (ตัวละครของ คลิน อีสวูด จากไตรภาค คาวบอยสปาเก็ตตี้)</p>
<p>ลำพังคู่ต่อสู้ก็ยากที่จะต่อกรแล้ว ร่างของบรูซ ลี ยังไม่ได้ปรับสภาพโลกหลังความตาย จึงพ่ายแพ้ถูกทำร้าย จนบาดเจ็บสาหัส โชคดีได้รับการช่วยเหลือ จากท่านหมอ ฮั๋วโต๋ (จากสามก๊ก) หมอใจบุญผู้ช่วยเหลือคนในนรก ช่วยรักษาจนหายดี พร้อมกับช่วยตักเตือนบรูซ ลี ถึงการใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain02.jpg" alt="" /></p>
<p>อีกด้านหนึ่ง พวกนักเลงแห่งนรก นอกจากสามหน่อที่ปรากฏตัวไปแล้ว พวกมันรวบบรรดาตัวแสบอย่าง ก็อดฟาเตอร์, เอมมานูแอล และ หมอผีเอ็กโซซิส (ที่ดูหน้าแล้วนึกถึงดาวตลกไทย ล้อต็อก มากกว่า) กำลังวางแผ่นยึดครองโลกหลังความตาย จากเจ้านรก โดยมีกำลังสำคัญคือ ผีดิบ แดร็กคูล่า ผู้ควบคุมกองทัพผีดิบ อันทรงพลัง</p>
<p>ฝ่ายบรูซ ลี ก็ปฏิบัติตัวใหม่ประพฤติตนให้มีประโยชน์ต่อสังคม เริ่มด้วยการจับผิดกลโกงของบ่อนนรก คืนเงินแก่ผู้ถูกหลอกลวง ที่สำคัญยังช่วยเหลือ เดชไอ้ด้วน ฟางกัง ที่ติดการพนันจนเป็นหนี้หัวโต ออกมาได้ บรูซ ลี เปิดสำนักมวยขึ้นในนรก เพื่อช่วยฝึกฝนให้เหล่าวิญญานอิสระป้องกันตัวเอง จากวิญญานอันถพาล และพวกเจ้าหน้าที่นรกจอมขูดรีด ได้</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain03.jpg" alt="" /></p>
<p>ฝ่ายเหล่าตัวร้ายแห่งนรกเริ่มดำเนินแผนการชั่วร้ายเลวทราม ที่ก่อนอื่น ต้องกำจัดขวากหนามอย่างบรุซ ลี ให้ได้เสียก่อน แต่ไม่ว่าจะ  ส่งมือดีไปกี่ตัว ก็ไม่สามารถจัดการกับบรูซ ลี ได้ ถูกเล่นงาน จนงอมพระรามกลับมาทุกตัวไป แม้กระทั่งสาวเซ็กอย่าง เอมมานูเอล จะใช้ลีลารักร้อนแรง เข้ายั่วยวนก็ไม่เป็นผล บรูซ ลีต้องต่อกรกับทั้ง พวกนักเลง</p>
<p>และก็รวมถึง บรรดาสาวๆ นางสนมของเจ้านรก ผู้หลงเสน่ห์ในความเป็นชาย ของพระเอกยอดนักสู้ ตั้งแต่ได้ดูหนังเรื่องแรกของเขา แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบรับ พวกนางกลับใส่ร้ายเขา แต่ก็ไม่เป็นผลเจ้านรกไม่หลงเชื่อตามนั้น แต่เป็นสาวดาวโป๊ แห่งหนังซอฟคอร์ระดับตำนานของตะวันตก อย่าง เอมมานูเอล ที่ล่อหลอกเจ้านรก ให้หลงเชื่อ และออกหมายจับบรูซ ลี ได้เป็นผลสำเร็จ เอมมานูเอล ยังพยายามจัดการเจ้านรกด้วยการ สังหารด้วยเซ็กที่เร็วเกินพิกัด !!! โชคดีที่ บรูซ ลี (ในมาดของ เคโต้ จาก Green Honet) เข้ามาช่วยเหลือไว้ได้ทัน ควมดีความชอบดังกล่าว ทำให้ เจ้านรกแต่งตั้ง บรูซ ลี เป็นบอร์ดีการ์ด คนใหม่</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain04.jpg" alt="" /></p>
<p>ถึงคราว บรูซ ลี จัดการกับบรรดานักเลงนรกไปทีละคร เริ่มจาก ซาโตอิจิ เจมส์ บอนด์ แดร็กคูล่า จนถึง Man With No Name จนตัวการใหญ่อย่าง เอ็กโซซิส และก็อดฟาเตอร์ ต้องออกโรง แถมซ้ำ เจ้านรกยังตลบหลัง ร่วมมือกับอดีตขุนนางกังฉินแห่งราชวงศ์ซ้อง ชินไคว้ ส่งกองทัพมัมมี หวังสังหารบรูซ ลี ขณะที่จอมยุทธด้วนฟางกัง ป๊อปอาย และหนุ่มน้อยกังฟู ไควจางเคน (ตัวละครของ เดวิด คาราดีน จากซีรี่ Kung Fu) ยืนอยู่ข้างพระเอกนักบู๊</p>
<p>The Dragon Lives Again นั้นเป็นทั้งหนัง Bruceploitation หรือหนังล้อเลียน Bruceploitation ไปในตัว หนังยั่วล้อ แนวทาง การหยิบยืมความโด่งดัง ของราชานักบู๊ผู้ล่วงลับ มาหากิน ที่เหล่านักทำหนังชาวฮ่องกง ทำออกมากันแบบไม่บันยะบันยัง ด้วยการสร้างเรื่องแบบเดียวกัน แต่ทวีความบ้าคลั่ง แต่ใส่ลีลาตลกล้อเลียน  ชี้ถึงความหลุดโลก ไต้ตรรกะ และไร้สาระ ของหนังแนวทาง Bruceploitation</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain06.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่ไปๆ มาๆ การล้อเลียน กลับไม่ได้เกิดผลอะไรมากมาย เพราะตัวหนัง The Dragon Lives Again เอง ก็ง่อย ไม่ได้แตกต่างอะไรจากหนังที่ตัวเองล้อเลียนเท่าไหร่นัก เข้าข่ายว่า ดูไม่ออกมาว่า ตัวหนังแกล้งทำโง่ หรือโง่เองตามธรรมชาติ กันแน่ ซึ่งก็เข้าทำนอง ว่าแต่เขาอีเหนาเป็นเอง อยู่ไม่น้อย หนังยังใส่ลีลาๆ ต่ำๆ ห่วยๆ แบบหนังเกรด 3 เข้ามาขายของอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตลกงี่เง่า และฉากนูดชวนสยิว ของชอบหนุ่มใหญ่หนุ่มน้อย</p>
<p>ดูจากภาพก็คงจะตัดสินใจไม่ยากนะครับ ว่าตัวหนังยังขาดความน่าเชื่อถือแบบรุนแรง ไม่ต้องไปใหนไกล แม้กระทั่งดาราที่มารับบท บรูซ ลี อย่าง บรูซ เหลียง ก็หน้าตาไม่ได้ใกลเคียงอะไรเลยกับต้นฉบับ เช่นเดียวกับดาราคนอื่นๆ ในเรื่อง ที่ทั้งหน้า ตา และเสื้อผ้า ที่มีความน่าเชื่อถือระดับ งานเลี้ยงแฟนซี วันโฮโลวีน ตัวละครบางตัวก็พอจะเหมือนอยู่บ้าง ขณะบางตัวห่างไกลอยู่หลายขุม และหลายตัวเรียกว่าถ้าไม่บอกก็ไม่รู้เลยว่า เขาเหล่านั้นกำลังแต่งตัว และแสดงเป็นใครกันอยู่</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain07.jpg" alt="" /></p>
<p>ตัวละครบรูซ ลี ในเรื่องก็ออกแนวฮาๆ หนังพยายามใส่ความยะโส โอหัง ของบรูซ ลี ตัวจริงลงไปในตัวละครด้วย แถมหยิบยกท่า การต่อสู้มากจากหนังหลายๆ เรื่องของ บรูซ ลี ทั้ง Fist of Fury, Enter the Dragon, The Way of the Dragon รวมถึง Green hornet ด้วย</p>
<p>ซึ่งหนังก็คงกังวลว่าแฟนๆ หนังอาจจะจำท่าต่อสู่เห