<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>10-15 &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/10-15/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "10-15"</description>
	<pubDate>Sun, 07 Sep 2008 21:30:16 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[Missing (2008, Tsui Hark)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=440</link>
<pubDate>Thu, 21 Aug 2008 02:53:14 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=440</guid>
<description><![CDATA[
พี่ใหญ่แห่งคนทำหนังฮ่องกง ในยุคปั]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/missing3.jpg" alt="" /></p>
<p>พี่ใหญ่แห่งคนทำหนังฮ่องกง ในยุคปัจจุบันอย่าง ฉีเคอะ นั้นได้ชื่อว่าทำหนังมาแล้วทุกแนว ที่มากไปกว่านั้นเขามักจะเป็นผู้นำกระแส แผ้วทางให้คนอื่นได้เดิน ตั้งแต่ เปิดศักราชหนังบู๊ดวลปืน ด้วยโหดเลวดี, หนังกำลังภายในกับเดชคัมภีร์เทวดา, หนังกังฟูกับหวงเฟยหง, หนังผีย้อนยุคกับโปเย</p>
<p>หนังเหล่า นั้นเป็นงานที่อยู่ระหว่างยุค 80 - 90 แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงปี 2000 ชื่อของฉีเคอะ ดูจะคลายมนต์ขลังไปมาก และดูเหมือนเขาจะ ตกอยู่ในสภาพของผู้ตามบ้างแล้ว</p>
<p>งานขิ้นใหม่ของฉีเคอะที่ชื่อว่า Missing มีรูปลักษณ์ภายนอก เป็นงานประเภทสยองขวัญยุคใหม่ แบบเดียวกับหนังประเภท The Eye หรือ Ring ที่แฟนหนังบางคนให้จำกัดความไว้ว่า "คนเห็นผี" เป็นหนังแนวที่ให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศอันลีลับ เส้นแบ่งที่คลุมเคลือของสิ่งที่เรียกว่าผี วิญญาน Missing เป็นหนังผีคนเห็นผีในแบบของฉีเคอะ<!--more--></p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/missing2.jpg" alt="" /></p>
<p>ชายหนุ่มนักโบราณคดี ทุ่มแทชีวิตและจิตใจให้กับ งานศึกษาซากปรักหักพัง ของโบราณสถานณ์ใต้น้ำ ที่ประเทศญี่ปุ่น ที่ไม่ใช่เป็นแค่งาน แต่เป็นเหมือนจิตวิญญาน  ที่นี่เขานำแหวนวงสำคัญ มาซุกซ่อนเอาไว้ และฝันไว้ว่า เมื่อวันหนึ่งมาถึง เขาจะพาคนรักมาที่นี่ และขอแต่งงานกับเธอด้วยแหวนวงนั้น</p>
<p>นี่คงจะเป็นฉากรักโรแมนติก ที่ทั้งสองจะจดจำไปอีกนานแสนนาน แต่ในความเป็นจริงทุกอย่างกับเป็นตรงข้าม เมื่อทั้งสองดำดิ่งลงไป ตัวของชายหนุ่ม กลับหายตัวไปอย่างลึกลับ ในใต้น้ำลึกนั้น เมื่ออีกไม่กี่วันต่อมา ถึงได้พบเพียงร่างไร้วิญญานไร้หัว ที่พอจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นเขาเท่านั้น</p>
<p>หญิงสาวคนรัก จิตแพทย์สาวนาม อาจิง (หลี่ซินเจี๋ย) ไม่สามารถทำใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ เธอถูกกล่าวโทษ จากน้องสาวของผู้ตาย (เหลียงลั่วซื่อ) อย่างหนัก ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้พี่ชายต้องตายไป อาจิง ไม่สามาารถทำใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ พยายามทำทุกอย่างเพื่อตามหา ว่าอะไรที่เกิดขึ้นในวันนั้นกันแน่</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/missing4.jpg" alt="" /></p>
<p>แม้จะใช้การสกดจิต ที่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณหมอที่เธอเคารพ (เหลียงเฉียฮุย) ก็ไม่สามารถตอบคำถามที่คาใจอยู่ได้ จนกระทั่ง อาจิงได้พบกับคนไข้รายหนึ่งของเธอ (จางเจิ้น) ชายผู้ป่วยเป็นโรคจิต หลังจากสูญเสียภรรยาไปในอุบัติเหตุ เขาอ้้างว่าสามารถติดต่อกับ วิญญานได้ เมื่ออาจิง ใกล้ชิดกับชายเสียสติมากขึ้นเรื่อยๆ เธอก็เริ่มมองเห็นวิญญาน ที่วนเวียนเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญเริ่มจะส่อแวว ที่จะก่อความอันตรายให้กับอาจิง และคนใกล้ชิดมากขึ้นทุกที แต่เธอก็ยังไม่หยุดยั้งจนกว่าจะได้พบกับเขา คนนั้นอีกครั้ง</p>
<p>ย้อนหลังไปเมื่อประมาณ หนึ่งปีก่อนหน้านี้ มีข่าวว่า ฉีเคอะ จะกำกับหนัง The Eye ภาค 3 โดยมี ต้นฉบับคนเห็นผีอย่าง หลี่ซินเจี่ย มาแสดงนำด้วย จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่มีความคืบหน้าถึงหนังเรื่องนั้น กลับกลายเป็นว่ามีหนังผีแนวเดียวกันกับ The Eye ที่ชื่อว่า Missing ขึ้นมาแทน</p>
<p>ผมขอเดาเอาเองว่า หนังทั้งสองเรื่องก็คือเรื่องเดียวกัน อาจจะมีการเปลี่ยนชื่อ หรือไม่ ก็เกิดความเข้าใจผิดอะไรบางอย่างขึ้น อย่างไงก็ตาม Missing ก็ถือว่าเป็นหนังแนวนี้เรื่องของฉีเคอะไปโดยปริยาย</p>
<p>อย่างที่บอกไปต้อนแรกนะครับ The Missing มีขนบของหนังประเภท คนเห็นผี อยู่อย่างชัดเจน ทั้งฉากหลอกผี และการหักมุม  ในตอนท้ายของเรื่อง ตอนผมได้อ่านบทวิจารณ์หลายๆ อันของหนังเรื่องนี้ แล้วตกใจนะครับ คือหนังโดนด่าทั่วทุกสารทิศมาก คือปกติหนัง ฉีเคอะ นี้ก็จะถูกด่าเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ประเภททุกสำนักประสานเสียง เห็นพ้องต้องกันหมดนี่ก็ถือว่ามีไม่บ่อย</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/missing1.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่เมื่อดูตัวหนังเต็มๆ แล้วก็พอจะเข้าใจ ว่าหนังมีปัญหาอยู่เยอะเหมือนกัน หนังไม่น่ากลัวเลย เรียกว่าถ้าแฟนหนังผีไทย ตีตั๋วเข้าไปดูก็คงจะด่ากันทั้งบาง คือนอกจากจะไม่น่ากลัวแล้ว ยังมีหลายฉากที่อาจจะเรียกเสียงฮาแบบไม่ตั้งใจออกมาด้วย</p>
<p>ปัญหาที่ทำให้หนังไม่สามารถ สั่นประสาท และสร้างความสะเทือนขวัญ ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น มองกันแบบลวกก็น่าจะมาจาก ความไม่เม่นยำในแนวทาง การสร้างหนังคนเห็นผีของผู้กำกับ ทั้งงานออกแบบ การสร้างวิชวล การสร้างโมเมนท์ ประเภท "หลอกผี" จังหวะโผล่ผี การใส่เสียงประกอบ ของฉีเคอะนั้น ไม่ได้แม่นยำเท่ากับผู้กำกับหนังรุ่นใหม่ ที่ศึกษา และเชี่ยวชาญกับหนังแนวนี้มากๆ การเปรียบเทียบจึงเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้</p>
<p>นอกเหนือจากนั้น ก็ยังมีเหตุผลลึกๆ อีกประการ ฉีเคอะ นั้นล้มเหลวในการรสร้าง ความสมจริงในแบบหนังผีรุ่นใหม่ เส้นแบ่งที่คลุมเคลือระหว่าง ผีกับคน วิญญานกับภาพหลอน การนำความสมจริงมาสู่หนังแนวสยองขวัญ อย่างทีหนังยุคหลังประสบความสำเร็จกัน บรรยากาศของหนัง ยังก่ำกึ่งอยู่ระหว่างหนังประเภท ภูติผีปีศาจแบบโบราณมากกว่า</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/missing5.jpg" alt="" /></p>
<p>ที่ไม่สามารถข้ามผ่านไปได้เลยก็คือ การหักมุมของเรื่อง ที่คงจะไม่เฉลยละนะครับว่าเป็นอะไร บอกคร่าวๆ ว่าเป็นการหักมุมที่ไร้สติ ขาดความน่าเชื่อถืออย่างรุนแรง</p>
<p>เข้าใจว่าฉีเคอะพยายามจะผสมแนวทางของหนัง โรแมนติก เข้ากับสยองขวัญ ที่การผสมพันธ์หนังแตกต่าง ตระกูลเข้าด้วยกันแบบนี้ ก็ถือว่าเป็นแนวทางส่วนตัวของฉีเคอะมาโดยตลอด สำหรับในกรณีของ Missing ก็ต้องบอกว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ส่วนผสมทั้งสองอย่างดูโดด ไม่ผสมผสาน เหมือนดูหนังกันคนละเรื่อง</p>
<p>Missing ยังคงมีองค์ประกอบที่น่าสนใจอยู่บ้าง ดาราหลายๆ คนก็ยังแสดงได้ดี ที่ผมชอบโดยส่วนตัวก็คือ จางเจิ้ง ที่มารับบทเป็นกึ่งดีกึ่งบ้า ได้มันดี งานวิชวลของหนังผมชอบนะครับ อาจจะดูประหลาดๆ หลุดโลกไปบ้าง แต่ก็สร้างความแตกต่างได้ดี ช่วงทีผีออกมาเยอะๆ ตอนกลางๆ เรื่องมันดูเชย แต่ผมก็สนุกมาก น่าเสียดายว่า ฉากแบบนั้นไม่ได้มีในส่วนใหญ่ของหนัง </p>
<p>แต่สำหรับตัวหนังโดยภาพรวม ถือว่ามีปัญหาอย่างหนักโดยเฉพาะเรื่องบท และการเล่าเรื่อง การให้น้ำหนักกับแง่มุมต่างๆ Missing จึงกลายเป็นแค่งานที่ล้มเหลว สอบตก แบบหนักๆ อีกเรื่อง ไม่ว่าจะในฐานะหนังคนเห้นผี หรือหนังของฉีเคอะ ซึ่งสาเหตุหลักก็น่าจะมาจากแนวทางส่วนตัวของผู้กำกับ นั้นไปกันไม่ได้เลยกับหนังแนวทางนี้</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/missing6.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits</strong><br />
<strong> บริษัทผู้สร้าง-</strong> Film Workshop<br />
<strong> บริษัทจัดจำหน่าย - </strong>Mandarin Films<br />
<strong> กำกับ - </strong>Tsui Hark<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Tsui Hark<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Tsui Hark<br />
<strong> ถ่ายภาพ </strong>- Sakamoto Yoshinao<br />
<strong> ตัดต่อ - </strong>Yau Chi-Wai<br />
<strong>ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Silver Cheung Sai-Wang<br />
<strong> ดนตรีประกอบ </strong>- Hoh Kwok-Git<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Jeff Mak Gwok-Keung<br />
<strong> กำกับคิวบู๊- </strong>Yuen Bun<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Angelica Lee Sum-Kit, Isabella Leong, Chang Chen, Guo Xiao-Dong, Chang Chen-Yue, Tony Leung Ka-Fai</li>
<li><strong>Rating - </strong>1.8/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Shaolin Girl - นักเตะสาวเสี้ยวลิ้มยี่ (2008, Katsuyuki Motohiro)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=403</link>
<pubDate>Thu, 07 Aug 2008 14:46:48 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=403</guid>
<description><![CDATA[
จากข้อมูลต่างๆ ที่ได้ดูกันแบบผิวเ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/sg2.jpg" alt="" /></p>
<p>จากข้อมูลต่างๆ ที่ได้ดูกันแบบผิวเผินแล้ว เราสามารถคาดเดาอะไรกับหนังเรื่อง Shaolin Girl บ้าง เริ่มจากชื่อเรื่องทั้งไทย และอังกฤษ ที่พอจะสื่อได้ว่า นี่เป็นหนังที่น่าจะมีอะไรคล้ายๆ บวกต่อเนื่องจากหนัง Shaolin Soccers หรือ นักเตะเสี่ยวลิ้มยี่ มาบ้างไม่มากก็น้อย นอกจากนั้นจากใบปิด เรายังได้รู้ว่า Shaolin Girl  น่าจะปรับเปลี่ยนจากกีฬาผู้ชายอย่าง ฟุตบอล มาเป็นกีฬาที่ดูเหมาะกว่ากับ ผู้หญิงอย่าง ลาครอส<!--more--></p>
<p>ตัวหนังจริงๆ ก็มีอะไรที่คาดเดากันไว้ทุกประการนะครับ มีสาวๆ น่ารักเต็มเรื่อง มาแข็งกีฬาลาครอส กันแบบขำๆ เน้นสีสรรค์เทคนิคพิเศษทางคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างลีลากังฟูของนางเอก แต่ยังครับหนังไม่ได้มีเพียงแค่นี้ ผู้กำกับ คัตซึยูกิ โมโตฮิโระ กับสองผู้เขียนบท ริกะ โชโกะ และมาซาชิ โชโกะ (ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวดองเป็น ญาติกันด้วยรึเปล่า) ทีมงานสร้างหนังทำเงินมาแล้วจากหนังชุด Bayside Sharkdown (ดูจะพกความความหวังอันสูงยิ่ง ที่จะใส่เนื้อหาในเชิงลึกซึ้ง ให้กับ Shaolin Girl ผลออกมาเป็นรสชาดที่ยากจะบรรยายจริงๆ</p>
<p>Shaolin Girl เป็นงานสร้างของบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นเหมือนภาคต่อ แบบไม่เป็นทางการของหนังดังอย่าง Shaolin Soccers นอกจากจะได้ โจวซิงฉือ มานั่งเป็นหนึ่งในผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหารแล้ว ยังมีดาราฮ่องกงจากหนังต้นฉบับ มาร่วมด้วยอีกสองหน่อ แถมเฮียโจวยังส่งสาวสวยอวบ นางเอกมาจากในสังกัดอย่าง จางอี้ฉี แห่ง CJ7 มาร่วมสร้างสีสรรค์ในงานชิ้นนี้ด้วย โดยมอบบทนางเอกให้กับ ดาราสาวคนดังอย่าง โค ชิบาซากิ</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/sg3.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังเริ่มต้นด้วยการนำแนะตัวละคร ริน (โค ชิบาซากิ) สาวน้อยชาวญี่ปุ่นที่ข้ามน้ำไปร่ำเรียนกังฟู ถึงประเทศจีนเป็นเวลาเกือบสิบปีเต็ม และแล้วก็ถึงเวลา ที่เธอจะได้โอกาศกลับบ้าน กลับสู่ประเทศญี่ปุ่น ริน มีความมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งที่ที่จะเผยแพร่ วิชามวยของเส้าหลิน ไปทั่วทั้งญี่ปุ่น เมื่อ ริน กลับมาถึงบ้านกลับพอว่าสำนักของเธอ กลายเป็นสำนักร้างไปซะแล้ว สภาพตัวอาคารเต็มไปด้วยฝุ่น และขยะมูลฝอย ต้นหญ้า และวัชะพืช ขึ้นปกคลุมไปทั่วบริเวณ</p>
<p>สิบปีที่ผ่านไป หัวหน้าสำนัก ที่เป็นปู่ของริน ได้เสียชีวิตลง ลูกศิษย์ ต่างแยกย้ายไปกันคนละทาง ส่วนใหญ่ก็เลิกรา จากการฝึกมวยกันไปตามสภาพ แม้กระทั่งครูฝึกคนสำคัญ อย่าง อาจารย์อิซาวะ (ยูซูเกะ เองูจิ ดาราที่แฟนๆ หนังชุดญี่ปุ่นรุ่นอายุเลขสองหรือ สาม อาจจะจำกันได้จาก หนัง หนึ่งร้อยหนึ่งตื้อรัก นายกระจอก หรือ 1+5 มารักกันนะ) ที่รินเคารพ ก็ยังหันหลังให้กับวิชาหมัดมวย เปลี่ยนอาชีพไปเปิดร้านขายอาหารจีนแทน</p>
<p>หลังจากใช้เวลาตั้งสติเพื่อชั่วครู่ ริน ก็ติดสินใจว่าจะรื่อฟื้นสำนักขึ้นใหม่ เธอเริ่มออกตามล่าหาลูกศิษย์ จนในที่สุดก็ได้พบกับ สาวนักเรียนแลกเปลี่ยน ชาวจีนนามว่า หมิ่นหมิ่น (จางอี้ฉี) ที่ยินยอมมาเรียนมวยจีนเส้าหลินด้วย แต่ก็มีข้อแลกเปลี่ยนว่า ริน ต้อง สมัครเข้าเป็นสมาชิกของชมรม ลาครอส มหาวิทยาลัยที่เธอเรียนอยู่เสียก่อน</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/sg4.jpg" alt="" /></p>
<p>จริงๆ ถ้าเรื่องมาในทิศทางถึงตรงนี้ ก็คงจะไม่มีอะไรให้น่าตื่นเต้นกันนัก แต่ตัวหนังไม่ได้จบอยู่แค่นี้แน่ เรื่องราวท่าบังคับทำนองหนังกีฬาญี่ปุ่น ประเภท การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน หรือ ความพยายามชนะทุกสิ่ง เทือกๆ นั้น แต่ Shaolin Girl ไม่ได้จบเพียงแค่นั้นหนังลากยาวไปเล่าเรื่องอันวุ่นวาย เหลือเชื่อ จนไม่แน่ใจว่า นี่เรากำลังดู Shaolin Soccers ภาคสาวลาคลอส อย่างที่เข้าใจกันอยู่รึเปล่า</p>
<p>เนื้อเรื่องครึ่งหลังของนั้นผูกว่า เหตุผลที่แท้จริงที่ ริน ถูกส่งไปวัดเส้าหลิน ก็เพื่อเรียนการควบคุมจิตใจของตัวเอง เพื่อปิดผนึกพลังแฝงเร้นที่ซ่อนอยู่ ไม่ให้ตื่นขึ้นมา เป็นพลังที่รุนแรงอย่างที่ไม่มีใครจิตนาการได้ ยิ่งถ้าพลังของริน ถูกชันนำให้เข้าสู่ด้านมืด ริน อาจจะสามารถกลับมาเป็นคนเก่าได้</p>
<p>ในครึ่งหลังของหนังนี่เอง หนังจึงได้เข้าสู่การเป็น Star Wars เวอร์ชั่นเส้าหลินอย่างแท้จริง ซึ่งถ้าจะมองกันในมุมนั้น ตัวละคร อาจารย์อิซาวะ ก็คือ ไควกอนจิน หรืออาจารย์ผู้พยายามสิ่งสองวิถีแห่งด้านสว่าง ตัวละครด้านมือประมาณ เอ็มเพอร์เรอร์ พัลพาทาย ก็คงจะอยู่ที่ตัวละคร ที่ชื่อว่า โอบะ โยชิฮิโร่ (โทรุ นากายามะ)  ประธานของมหาวิทยาลัย อดีตลูกศิษย์นอกคอกแห่งสำนักเส้าหลิน สาขาญี่ปุ่น ผู้พยายามตามหา ริน เพื่อปลุกพลังลึกลับนั้นขึ้นมา เพื่อสนองตัณหาของตัวเอง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/sg5.jpg" alt="" /></p>
<p>ในเมื่อเนื้อเรื่องไปไกลของขนาดนี้แล้ว คิวบู๊จะธรรมดาก็กระไรอยู่ ครึ่งหลังของหนัง ตามท้องเรื่องที่ผูกให้นางเอก ถูกตัวร้ายกดดันด้วยสาระพัดวิธี รวมทั้งการลักพาตัว เพื่อนซี่นักเรียนชาวจีนของนางเอกมา ริน จึงต้องบุกเดี่ยวเข้าถ้ำเสือ มาตามคำท้าทายของ โอบะ โยชิฮิโร่ ตัวร้ายของเรื่อง เราจึงได้เห็นยำสาระพัด ไล่ตั้งแต่นินจาไอเทคในแบบ Metal Gear Solid, ฉากบู๊ประเภทร้อยรุมหนึ่งแบบ Kill Bill, ฉากหอคอยสูงที่มีนักสู้ประจำชั้น แบบหนัง Game of Death ของบรูซ ลี, ฉากห้องกระจกจาก Enter the Dragon ของบรูซ ลี, แถมตัวบรูซ ลีตัวปลอมอีกหนึ่งฉาก</p>
<p>ก่อนจะจบท้ายด้วย ฉากการดวล ระหว่าง ริน และ โอบะ ที่ทั้งสองตัวละคร เหิรเวหา เดินบนน้ำ กันเป็นว่าเล่น ก่อนที่จะจบด้วยจุดไครแม็กซ์ ที่ ริน จะปลดปล่อยพลังขั้นสุดยอด แต่หากไม่ใช่ด้านมือ อย่างที่ทุกคนกลัว แต่เป็นพลังแห่งด้านสว่าง ที่ชำระล้างวิญญานของ ชายตัวร้ายผู้หลงผิด ให้ได้สัมผัสกับความบริสุทธิ์ที่แท้จริงของ วิชาแห่งเส้าหลินอีกครั้ง</p>
<p>เอาเป็นว่าผมเอง และคนดูในรอบหนังวันนี้ ใบ้แดกพร้อมกันขึ้นมาโดยไม่ได้นัดหมาย เมื่อหนังจบลง ว่าไอ้ที่พึ่งจบไปเนี่ยมันอะไรกันเนี่ย หนังระดม ทั้ง เนื้อหาที่ต้องการแสดงความสูงส่งอันดัดจริต ฉากแอ็กชั่นเหนือจริง หรือมุขตลกไร้สติ โดยไร้ที่มา ไร้คำอธิบาย ไร้ความต่อเนื่องกลมกล่อม ทำให้ Shaolin Girl กลายเป็นงานที่ทั้งไม่สนุก ไม่มัน ไม่ฮา ไม่ลึกซึ้ง ถ้าจะมีอะไรที่น่าพูดถึงอยู่บ้างก็คงจะเป็นสาวๆ ทั้งทีพอจะจดจำชื่อ และหน้าตาได้อย่าง นางเอกสาวญี่ปุ่น และนางรองสาวจีน รวมถึงบรรดาสาวๆ ตัวประกอบ เหล่าทีม ลาคลอส ที่มีมาให้ดูทุกแบบ ทั้ง สูง ขาว ผอม อวบ เปรี้ยว หวาน เยอะและไร้บทบาท ชนิดไม่ต้องจำหน้าจำชืออะไรกันให้เสียเวลาเลย</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/sg1.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits</strong><br />
<strong> กำกับ - </strong>Katsuyuki Motohiro<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Chikahiro Ando, Stephen Chow, Chihiro Kameyama, Yoshiaki Nakajima, Fuyuhiko Nishi, Hirotsugu Usui<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Masashi Sogo, Rika Sogo<br />
<strong> กำกับคิวบู๊- </strong>Fumihito Minamitsuji <strong> </strong><br />
<strong> แสดงนำ - </strong>Kou Shibasaki, Toru Nakamura,  Kitty Zhang Yuqi, Takashi Okamura, Lam Chi-Chung, Tin Kai-Man, Yosuke Eguchi</li>
<li><strong>Thailand Distribution </strong>- เข้าฉายในเมืองไทย ใช้ชื่อว่า "นักเตะสาวเสี้ยวลิ้มยี่ "</li>
<li><strong>Rating - </strong>1.5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Flatbread Community Oven Restaurant Review 9.2]]></title>
<link>http://bendbits.wordpress.com/?p=4</link>
<pubDate>Mon, 30 Jun 2008 03:53:30 +0000</pubDate>
<dc:creator>bendbits</dc:creator>
<guid>http://bendbits.wordpress.com/?p=4</guid>
<description><![CDATA[Flatbread opened a couple weeks ago in Bend.  Rob, one of the co-owners, started flatbread in Boise,]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>Flatbread opened a couple weeks ago in Bend.  Rob, one of the co-owners, started flatbread in Boise, Idaho about 2 years ago.   "Pizza" does not do this justice.   The Ingredients are not your typical little caesars variety but more of a delicatessen pizza pie prepared by a gourmet.  Ingredients such as onions &#38; portobello mushrooms are grilled, tomatoes are fire roasted and the flatbreads or pizza pies are prepared in a wood fired oven.  We have been twice this weekend plus we plan to go back again for $5 happy hour personal pizzas (Mon-Fri 4-6pm)</p>
<p>Flatbread is in The Shops @ Old Mill, very well hidden right on the river.  As you walk in you are quickly struck with the modern flare of the interior, the comfort of the firewood stacked up for the oven &#38; the temptation of the gelato beautifully displayed.  We were quickly greeted by friendly staff &#38; seated.  We chose to sit @ the bar to watch the preparation.  Kyle immediately asked how we were doing but never missed a beat with preparing his pizzas.  Kyle was a dishwasher when Flatbread opened in Idaho, he worked his way up.</p>
<p>The only item I will not order again is the Asparagus Proscuitto, it was very good just not even close in flavor to the other items on this menu.</p>
<p>14" Pizza Pies about $13</p>
<p>Roasted Chicken &#38; Portobello: Roasted Chicken, Herbed Portobello, Fire Roasted Tomatoes, Fontina, Garlic, Pesto.</p>
<p>Maple-Fennel Sausage: Caramelized Onions, FCO Formaggio</p>
<p>Asparagus Prosciutto: Fontina, Roasted Red Pepper FCO Formaggio</p>
<p>Blanco Magnifico: Roasted Chicken, Fresh Mozzarella, Olive Oil, Fresh Garlic, Caramelized Onion, Proscuitto</p>
<p>Capicola, Sausage &#38; Salami: Casciappo Bros Italian Sausage, Capicola, Salami, FCO Formaggio, Pamadoro</p>
<p>Focaccia Sandwiches about $9<br />
Caprese di Parma: Proscuitto, Fresh Whole Milk Mozzarella, Roma Tomatoes, Fresh Basil with Pesto and Honey-Balsamic on Rosemary Parmesan Focaccia</p>
<p><span class="dish">Fontina Fonduta $?<br />
This is gluten free but I don't recall the price.  Suzi had this as a gluten free salad item and really enjoyed it.  I did not have a bite so I can not say personally but it looked delicious.</span></p>
<p>95g of gelato about $2.5<br />
Coffee<br />
Peanut Butter<br />
Watermelon</p>
<p>Each time Grace had the same focaccia sandwich, it was great.  Scott &#38; I split a pizza each time, perfect amount if you are not starving.  I couldn't decide which pie I liked best, they were both amazing, each so unique with flavors that blend so well.  The gelato was all so good, I think I liked Grace's watermelon best.  Scott wanted more coffee.</p>
<p>Since this is my first rating, I am probably ranking it lower than I should but I don't want to start out with a perfect 10.  There is probably room for improvement but I can't think of anything I would do right now.</p>
<p>Rating based on 1-10, 10 is best:<br />
Quality of food: 9<br />
Taste, flavor &#38; texture of food: 9<br />
Service: 10<br />
Atmosphere: 9<br />
Value: 9</p>
<p>375 Powerhouse Dr, Bend, Oregon<br />
541-728-0600<br />
N 44° 2.840' W 121° 18.963'<br />
http://www.flatbreadpizza.com/</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[#27 Being From Eastern Europe]]></title>
<link>http://mantivities.wordpress.com/?p=73</link>
<pubDate>Tue, 20 May 2008 23:10:01 +0000</pubDate>
<dc:creator>Achilles</dc:creator>
<guid>http://mantivities.wordpress.com/?p=73</guid>
<description><![CDATA[Most people learn some time during high school that eastern Europe has been pushed around for a long]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>Most people learn some time during high school that eastern Europe has been pushed around for a long time. First, there were Julius Caesar’s attempts to wrestle it from the hands of the Germanic tribes and what not. Then there was Attila the Hun, who killed everyone who lived there, twice. After that, there was Napoleon, then Hitler, then the Communists.</p>
<p>Today, much of Eastern Europe has joined the European union, kind of like the long-awaited delivery from the clutches of hell or something. The people there, however, have long since had it hardwired into their DNA to be Manly <img class="alignleft" style="border:1px solid black;float:left;margin:10px;" src="http://news.bbc.co.uk/olmedia/1480000/images/_1484943_smoking_150bbc.jpg" alt="" width="158" height="190" />enough to take on whatever the world throws at them – whether it be Nazi bullets, or savage beasts. This is evident in modern day examples of Eastern Europeans.</p>
<p>For starters, people from Eastern Europe nearly always have a five o’clock shadow, and all of them smoke cigarettes all the time. They do not smoke fancy American cigarettes though, those have not been introduced into the backwards economies of the former Soviet Union yet. The cigarettes they smoke are homemade, and usually include a large amount of toxic waste (Mantivity: smoking toxic-waste cigarettes). Eastern Europeans are also usually abnormally big, although their clumsiness often precludes them from any <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Darko_Mili%C4%8Di%C4%87">success in the NBA</a>.</p>
<p>If you have ever met someone from Eastern Europe, you probably made two observations. The first was that they were dressed very oddly - perhaps in a sweat suit that was definitely owned by Vanilla Ice at some point. The second is that they were very comfortable holding and using automatic weaponry like AK-47s. To address the first point - Eastern Europeans have little guidance on style. Unlike Men in america, they cannot consult the Cabelas catalog to make sure they are wearing Manly clothing. This is okay though, because not having a sense of style is Man's nature. To address the second point - this is very Manly.</p>
<p>The Mantivity score for being from Eastern Europe is 1.5. This is a perpetual score, which means that when people from Eastern Europe do anything at all, they start with a base Mantivity score of 1.5. If they are doing something with a neutral score, such as drinking ice water, then the score is 1.5. If they are doing something with a negative score, such as buying a poodle, the scores will cancel out. Etc.</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Clones of Bruce Lee (1977, Joseph Kong)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=88</link>
<pubDate>Sun, 27 Apr 2008 00:08:10 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=88</guid>
<description><![CDATA[
ในค่ำวันที่ 20 กรกฎาคม ปี 1973 รถพยาบาลน]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/cloneblee01.jpg" alt="" /></p>
<p>ในค่ำวันที่ 20 กรกฎาคม ปี 1973 รถพยาบาลนำตัวร่างของชายผู้หนึ่งส่ง โรงพยาบาลฮ่องกงอย่างเร่งด่วน คนไข้เกิดโรงหัวใจล้มเหลว อย่างเร่งด้วน โดยไม่ทราบสาเหตุ น่าเสียดายการรักษาไม่อาจทำได้ เพราะเขาได้เสียชีวิตก่อนที่จะมาถึงโรงพยาบายแล้ว สิ่งที่สร้างความแตกตื่นแก่หมอ และพยาบาล ก็คือ ชายดังกล่าวก็คือ "บรูซ ลี" หรือ "หลี่เสี่ยวหลง" ราชานักบู๊ขวัญใจ ของคนฮ่องกง ไม่สิของคนทั่งโลกนั่นเอง The Clones of Bruce Lee บอกเล่าถงเรื่องราวลึกลับ ที่ถูกปิดซ้อนไว้หลังจากความตาย อันยิ่งใหญ่ กลับซ้อนไว้ด้วยแผนการน่าสะพรึงกลัว <!--more--></p>
<p>ในเช้าวันรุ่งขึ้น ทางพยาบาลแจ้งข่าวแก่ สถานณีโทรทัศน์เพื่อกระจายข่าวใหญ่ นั้นคือสิ่งที่เรารู้กัน แต่เบื้องลึกเบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ถูกปกปิดมานาน โรงพยาบาลฮ่องกง มีสายสัมพันธ์ลับๆ กับทางหน่วยงานที่เรียกว่า SBI (Special Bureau of Investigations) ที่ขึ้นตรงกับรัฐบาลอังกฤษ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/cloneblee10.jpg" alt="" /></p>
<p>พวกเขาได้ทำการลำเลียงร่างของ  บรูซ ลี  ไปยังห้องทดทองของ  "โปรเฟสเซอร์" (จอห์น เบนน์) เพื่อทำการ  โคลนนิ่ง ราชานักบู๊  ผู้เป็นสุดยอดฝีมือด้านศิลปะป้องกันตัว อันดับต้นๆ ของโลก ด้วยเหตุผลบางประการ</p>
<p>การทดลองประสบผลสำเร็จด้วยดี สำเร็จออกมาเป็นร่างโคลนของ บรูซ ลี ถึง 3 ร่างอันได้แก่ บรูซ วัน, บรูซ ทู และบรูซ ทรี ทั้งสามได้รับการ ฝึกฝนวิทยายุทธจากยอด ครูฝึก ที่ทางห้องทดลองจัดหามา ทั้งสามร่างโคลนสามารถฝึกฝน และเรียนรู้ยอดวิชาได้ในเวลาอันรวดเร็ว ในที่สุด ก็ถึงเวลาที่  SBI  จะส่งทั้งสามไปปฏิบัติภาระกิจ ปราบปรามทรชน การกำจัดคนชั่วน ที่เปลือกนอกเป็นคนธรรมะธรรโม แต่เบื้องหลัง ประกอบกิจการ ผิดกฏหมายมากมาย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/cloneblee02.jpg" alt="" /></p>
<p>ภาระกิจเป็นไปด้วยดี บรูซ วัน ได้รับมอบหมายให้ปลอมตัวเป็น "ดาราแอ็กชั่นเลียนแบบบรูซลี" (เอ้า งงกันเข้าไป) เพื่อแทรกซึมเข้าไปยัง กองถ่ายหนัง เจ้าพ่อคนหนึ่งที่ฉากหนังทำหนัง แต่ฉากหลังค้ายาเสพติดผิดกฏหมาย ส่วนบรูซ ทู และทรี ถูกส่งไปยัง กรุงเทพ เมืองไทย เพื่อกำจัดนักวิทยาศาสตร์บ้า "ดร.ไน" ผู้หวังครองโลก</p>
<p>นักวิทยาศาสตร์อย่าง ดร.ไน นั้นเต็มไปด้วยกลเม็ดเด็ดพลายมากมาย จนบรูซ วัน ต้องตามมาช่วย เพื่อนทั้งสอง แม้จะกำจัดเหล่าร้ายได้สำเร็จ บรูซ ลีโคลน ทั้งสามก็ยังไม่พ้นวิบากกรรม เมื่อโปรเฟสเซอร์ ที่สร้างพวกเขาขึ้นมา ได้เผยถึงเจตนา ที่แท้จริง ที่ต้องการเก็บร่างโคลนไว้เพียงหนึ่ง ทั้งสามต้องสู้กันด้วยคำสั่งของ โปรเฟสเซอร์</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/cloneblee07.jpg" alt="" /></p>
<p>สองนางพยาบาลสาว ประจำห้องทดลอง อย่างแนนซี่ และแคทเทอรีน ไม่อาจทดเห็น ร่างโคลนต่อสู้กันเองได้จึง ช่วยเหลือ ปล๊ดล็อกคำสั่งได้สำคัญ บรูซ ลี ทั้งสามจึงได้รับอิสระภาพ แต่ต้องต่อกรกับบรรดา ครูฝึกจอมโหด ที่ถูกส่งมาจัดการพวกเขา (ครูฝึกสุดโหด แสดงโดย เจียงเต๋า ดาราดาวร้าย จากชอว์บราเดอร์ และโบโล หยัง ชายงามฮ่องกง) และมนุษย์ทดลองสุดแกร่ง อาวุธสุดท้ายของดอกเตอร์</p>
<p>The Clones of Bruce Lee นั้นเป็นหนังในขบวนรถไฟ บรูซ ลี โดยการรวบรวมดาราเลียนแบบบรูซ ลี หลายคนไม่ว่าจะเป็น บรูซ ไล, บรูซ เล่อ, บรูซ ไทย และ ดราก้อน ลี มาร่วมกันทำหนังล้อเลียนกระแสหนังโคลนิ่ง บรูซ ลี ด้วยการทำหนังที่ว่าด้วยการโคลนนิ่ง บรูซ ลีเองซะเลย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/cloneblee03.jpg" alt="" /></p>
<p>แน่นอนว่าหนังมี บรูซ ลี ตัวปลอม รวมถึงท่าทาง เสียงร้องแบบ ท่าทาง แบบบรูซ ลี ให้ดูกันมากมาย เรียกว่าเอากันจนเบื่อไป ข้างนึงเลย ดาราทีเลือกมาแสดง ก็เรียกว่าเหมือนมั่ง ไม่เหมือนมั่ง ก็ทนๆ กันไปละนะครับ คนที่เด่นกว่าเพื่อนน่าจะเป็น ดราก้อน ลี ที่รับบท บรูซ วัน ส่วน บรูซ เล่อ นั้นนอกจากจะแสดงแล้วยัง กำกับคิวบู๊ด้วย</p>
<p>อ่านจากเรื่องย่อ และดูภาพจากหนังแล้ว ท่านคาดเดาไม่ผิดหรอกครับ หนังง่อยกระรอกอย่างที่คิดจริงๆ คิวบู๊นั้นพอถูไถ นักแสดงแอ็กชั่นทั้งหลาย พอจะแสดงออกให้เห็นว่ามีพื้นฐานด้า้นนี้อยู่พอสมควร แต่หนังเข้าใจว่าถ่ายทำกันอย่างสุขเอาเผากัน คิวบู๊ในหนังจึง ถูกออกแบบอย่างลวกๆ ซ้ำซากจำแจดูแล้วชวนน่าเบื่ออยู่พอสมควร ที่พอจะสนุกก็น่าจะเป็นฉากสุดท้าย ที่สามบรูซ ลี ต่อกรกับสามครูฝึก</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/cloneblee05.jpg" alt="" /></p>
<p>และแน่นอนการเดินทางมาถ่ายทำถึงประเทศไทย ก็คงเพื่อสาเหตุง่ายอย่าง หาดทราย สายลม และนมสาว ตามสไตล์หนังเกรดบี ที่ถ้าไม่ความนรุนแรง ก็เซ็ก ซึ่งหนังก็ไม่ได้เลยเถิดไปถึงขั้นหนังโป๊เปลือยอะไรทำนองนั้น มีให้ดูก็แค่สาวๆ เปลือยออกกันให้ดูเป็นอาหารตา เล็กๆ ฉากสองฉาก เท่านั้น ไม่ได้มีฉากทางเพศอะไรเกินเลยไปกว่านั้น</p>
<p>หนังยังใส่องค์ประกอบแห่งนิยายวิทยาศาสตร์ เข้าไปด้วย นอกจากการโคลนนิ่งบรูซ ลี ห้องทดลองสุด "ไฮเทค" อาวุธเลเซอร์ แล้วยังมี ศัตรูคู่ปรับอย่าง "มนุษย์เงินมนุษย์ทอง" สิ่งประดิษย์ของนักวิทยาศาสตร์ชั่ว ผู้เปลี่ยนคนธรรมดา ให้กลายเป็นปีศาจผิวโลหะ ด้วยนำยาพิเศษ แน่นอนนำมาซึ่งเสียงเนื้อกระแทกเหล็ก ตามแบบหนังจีน (ใครนึกไม่ออก คิดถึง "18 มนุษย์ทองคำดูครับ") ฉากที่ว่านี้กลับนำมาซึ่งฉากสะเทือนใจของเรื่อง เมื่อครอบครัวคนไทย ต้องเห็นพ่อ และสามี ของตัว ในสภาพปีศาเงิน (หรือ ตาลุงใส่กางเกงในตัวเดียว ทาตัวเลื่อม) ถูกบรูซ ลี สังหาร</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/cloneblee08.jpg" alt="" /></p>
<p>ก็คงไม่ต้องฟันธงอะไรกันให้มากความถึงความห่วยของหนัง การถ่ายทำก็เรียกได้ว่าทำกับแบบชุ่ยๆ ดาราหลายๆ คนไม่ว่าจะเป็นบรูซ ลีทั้งสาม หรือบรูซ ลี กลับโปรเฟสเซอร์ ก็เข้าใจว่าถ่ายทำส่วนของแต่ละฝ่ายแยกกันไป ไม่ค่อยได้อยู่ร่วมฉาก ร่วมแฟรมกันเท่าไหร่ องค์ประกอบพื้นฐาน อย่างการแสดง งานสร้าง อะไรพวกนี้ ไม่ต้องถามถึง สุกเอาเผากันกันไปวันๆ</p>
<p>แม้หนังจะมีคุณภาพต่ำเตี้ยติดดินอย่างไรก็ตาม เมื่อเอามาดูกัน พ.ศ. นี้หนังกลับสร้างความบันเทิงได้ อยู่พอสมควร หนังดุสนุกแบบเหลือเชื่อ องค์ประกอบหลากหลาย ทั้งบรูซลี และเรื่องไซไฟ เข้ากันได้แบบประหลาด หนังสามารถให้ความบันเทิง ได้พอสมควรเลยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความฮา ที่มีมาให้กันแบบเต็มๆ เลย เรียกว่า ห่วยจนได้ดีก็พอได้</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/cloneblee06.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Shaw Brothers<br />
<strong> กำกับ - </strong> Joseph Kong<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Dick Randall, Chang Tsung Lung<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Bruce Le, Dragon Lee, Bruce Lai, Bruce Thai, Bolo Yeung, John Benn, Bruce Liang,</li>
<li><strong>Rating - </strong>1.5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Hidden Power Of Dragon Sabre - ลูกมังกรหยก 3 (1984, Chor Yuen)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=59</link>
<pubDate>Mon, 10 Mar 2008 08:38:36 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=59</guid>
<description><![CDATA[
ไอเดียการสร้างภาคต่อ (หรือภาคก่อนห]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre4.jpg" alt="" /></p>
<p>ไอเดียการสร้างภาคต่อ (หรือภาคก่อนหน้า) ขยายความนิยายดั่งเดิมของกิมย้ง นั้นไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่อะไรนัก โดยเฉพาะนิยายชุดมังกรหยก ที่มีผู้แต่งต่อเสริมเรื่องเกินต้นฉบับไปมากมาย ที่คุ้นชินกัน ก็มีอย่าง หนังเรื่อง Ashes of Time ของหว่องกาไว และหนังกับนิยายประเภท "ก่อนเกิดเหตุ" ของมังกรหยกอีกหลายเรื่อง หนัง และนิยายประเภทนี้ อาจจะไมทำให้แฟนเดนดายของกิมย้ง ยอมรับทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่แนวคิดประเภทนี้ก็ถือเป็นเรื่องน่าสนุกอยู่ไม่น้อย เพราะงานของกิมย้งนั้นยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยเรื่องราวซับซ้อน เกี่ยวพันธ์กับตัวละครมากมาย อีกทั้งเชื่อมโยงเรื่องแต่ง กับเรื่องจริงได้อย่างแนบเนียน งานของเขาเหมือนทิ้งช่องว่างไว้ รอการต่อยอดได้อีกมากมากมาย</p>
<p>The Hidden Power Of Dragon Sabre หรือ ลูกมังกรหยกภาค 3 เป็นงานประเภท "หลังเกิดเหตุ" ของหนังชุด ลูกมังกรหยก (ดัดแปลงจาก ดาบมังกรหยก) ที่ชอว์บราเดอร์เคยสร้างไว้ 2 ภาคจบเมื่อปี 1980 หนังเล่าเรื่องการผจญภัยครั้งใหม่ ของเตียบ่อกี้ บทบาทของเขาต่อบัลลังฮ่องเต้ของจูหยวนจาง ตลอดจนชตากรรมของตัวละครอย่าง จิวจี้เยียก ซ่งแชจือ  เจี่ยซุง และเผ่าพันธ์มงโกล ฟังดูน่าสนใจนะครับ แต่กลายเป็นว่าหนังกลับออกมาเละตุ้มเปะ เป็นงานที่น่าลืม จะเรียกว่าประวัติด่างพร้อยในการทำงานของ ฉู่หยวน ตี้หลุง และเอ๋อตงเซิน ในวันที่ชอว์บราเดอร์ใกล้ปิดตัวลงก็ไม่ผิดนัก</p>
<p><!--more--><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre1.jpg" alt="" /></p>
<p>ลูกมังกรหยก 3 เล่าเรื่องเมื่อประเทศ จีนเป็นบึกแผ่น จากการปกครองของจูหยวนจาง ด้าน เตียบ่อกี้ (เอ๋อตงเซิน)  ที่ขึ้นเป็นผู้นำยุทพภพไปโดยปริยาย เนื่องจากมีผู้มักใหญ่ใผ่สูงมากมาย ต้องการใน คัมภีร์ และอาวุธ วิเศษที่เขาครอบครองอยู่ เตียบ่อกี้ พยายามป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นด้วยการ นำกระบี่อิงฟ้า ดาบฆ่ามังกร  ซ้อนในที่ลึกลับที่ไม่มีใครทราบ คัมภีร์เก้าเอี้ยงส่งคืนแก่วัดเส้าหลินผู้เป็นเจ้าของ และเก้าอิมให้จิวจี้เยียกเจ้าสำนักเป็นคนเก็บรักษา</p>
<p>สิ่งที่เตียบ่อกี้ ไม่คาดคิดก็คือคนที่ต้องการหาใช่ชาวยุทธแต่อย่างใด กลับเป็นฮ่องเต้จูหยวนจาง (กุ๊ฟง) นั้นเอง ด้วยการแนะนำ และชักใยจากราชครูแห่งราชสำนักที่ชื่อว่า ซ่งแชจือ (ว่านจื่อเหลียง) อดีตศิษย์บู๊ตึ้ง คู่แค้นคนสำคัญของเตียบ่อกี้ ทั้งสองพยายามวางแผนการร้าย เพื่อครอบครองสองอาวุธ สองคัมภีร์ มาเป็นของตน ซ่งแชจือใช้อุบายลักลอบเข้าง้อไบ้ ทำร้าย และแย้งชิงเก้าอิม มาได้สำเร็จ</p>
<p>พวกมันยังออกอุบายให้พรรคเม้งก้า กระทบกระทั่งกับชนเฝ่ามงโกล จับตัวองค์หญิงแห่งเผ่า (จงฉู่หง) เป็นตัวประกัน กดดันให้ จอมยุทธแห่งมองโกล อิททรีทิจิน (ตี้หลุง) ชิงกระบี่อิงฟ้า ดาบฆ่ามังกร มาไถ่ตัว จากศัตรู เตียบ่อกี้ และทิจิน ต้องหันมาร่วมมือเพื่อกำราบภัยยุทธภาพ อย่าง ซ่งแชจือ ที่ในที่สุดสำเร็จในการครอบครองอาวุธ และคัมภีร์ทั้งสอง ฝึกวิชาสองขนานผสานเป็นพลังที่ยากจะต้านทาน</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre5.jpg" alt="" /></p>
<p>The Hidden Power Of Dragon Sabre สร้างโดยฉู่หยวนในปี 84 นำอดีตเตียบ่อกี้แห่งหนังปี 78 (ที่ขณะนั้นเริ่มผันตัวไปหางานอย่างอื่นอย่างการเขียนบท ก่อนจะก้าวไปจับงานผู้กำกับในอีก 2 ปีต่อมา) ผนึกกำลังกับดาราชอว์รุ่นคลาสิคอย่างตี้หลุง กุ๊ฟง และหลอลี่  กับดาราหน้าใหม่มาแรกอย่าง ว่านจือเหลียง และนางเอกสาวหน้าหวานจงฉู่หง</p>
<p>ประเมินจากดารา และผู้กำกับหนังที่ออกมาน่าจะน่าดู หรือย่างแย่ก็พอฆ่าเวลาได้ (อย่าง 2 ภาคแรก) กลายเป็นว่างานที่ออกมากลับย่ำแย่เกินคาดคิด  โดยเฉพาะงานด้านบท ที่รับผิดชอบโดยทีมงานที่เรียกว่า Shaw Creative Group ฟังดูดีนะครับ "ทีมงานสร้างสรรค์ชองชอว์" ในข้อเท็จจริงผลงานของทีมงานนี้ กลับขาดความสร้างสรรค์อย่างรุนแรง ไอเดียที่เห็นกลับมีแต่สิ่งพิกลพิการ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre6.jpg" alt="" /></p>
<p>ประการแรกที่น่าขัดใจสำหรับหนังเรื่องนี้เห็นจะเป็น การแต่งเรื่องใหม่เพิ่มเติม แบบไม่ได้สนใจงานต้นฉบับเท่าไหร่นัก (ทั้งนิยาย และหนังสองภาคแรกของชอว์เอง) ในหนังจึงเต็มไปด้วยเนื้อหาที่ไม่สอดคล้อง และไปจนถึงขัดแย้งกับเนื้อหาก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของนางเอกสองคน จิวจี้เยียกถูกลดระดับ กลายเป็นตัวประกอบอดทน และถูกฆ่าอย่างไร้ความหาย ส่วนนางเอกหมายเลขหนังของเรื่องอย่าง เตี่ยเมี่ยงนั้นหายสาบสูญ ตัวละครซ่งแชจือ ที่ถูกยกให้เป็นตัวร้ายหลักของเรื่อง ก็แทบไม่ได้มีคำอธิบายที่มาที่ไป ถึงการได้ดิบได้ดีกลายเป็นราชครู รวมถึงตัวละครเตียบ่อกี้เอง ที่ไม่ได้มีภาพของจอมยุทธผู้เบื่อหน่าย โลกแห่งการแก่งแย่ง อย่างที่เป็นในตอนท้ายของดาบมังกรหยกเลย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre2.jpg" alt="" /></p>
<p>ที่บ้าบอไปกว่านั้นก็คือ การผูกเรื่อง โดยต้องการพาหนังไปสู่ฉากโชว์เอฟเฟค ปล่อยแสง คิวบู๊พิศดาร ที่ถูกใส่มาอย่างเกินพอดี เรียกว่า เหาะเหินเดินอากาศ ปล่อยแสงกันกระจุยกระจาย  ผมเองที่ค่อนข้างนิยมหนังปล่อยแสงอยู่เป็นทุนเดิม ก็ยังรู้สึกว่ามันมากเกินไปเลยนะครับ โดยเฉพาะอย่างิยิ่งเมื่อมองไปที่ พื้นฐานเดิมของ หนัง และนิยายชุดดาบมังกรหยกของ กิมย้ง การต่อสู้ และคิวบู๊ในหนังที่อาศัยสร้างความน่าตื่นเต้นจากเทคนิคพิเศษด้านภาพ เต็มไปด้วยความซ้ำซาก วนไปเวียนมาเดียวลีลาเดิมๆ เริ่มๆ ดูน่าตื่นเต้น ในเวลาไม่นานกลับกลายเป็นความน่าเบื่อหน่าย</p>
<p>หนังใส่ไอเดียประหลาดๆ เข้ามามากมาย ที่บ้าบอมาที่สุดมีอยู่ 2 อย่าง อันแรกวิชาเก้าอิม + เก้าเอี้ยง ที่ตัวละครของว่านจื่อเหลียงฝึก จนมีพลังฝีมือไร้ผู้ต่อต้าน แต่ภาพที่ออกมาเรียกว่านอกเหนือจากคาดเดาจริงๆ ซ่งแชจือที่ฝีกวิชาสองขนานกลายสภาพ เป็ฯคนสองเพศครึ่งหญิงครึ่งชาย ที่ทั้งการแต่งหน้า แต่งตัว และการแสดงของว่านจื่อเหลียง ถือว่าเกินรับได้จริงๆ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre7.jpg" alt="" /></p>
<p>ความบ้าคลั่งอย่างที่สองเป็นสภานที่ อุโมงใต้ดินของเผ่ามงโกล ที่ตามท้องเรื่องกล่าวอ้างว่าเป็นสถานที่ฝึกวิชาของ "เทพฟ้าขาว" ที่ไม่ใช่อาเจนติน่า แต่เป็นฝรั่งสหายของเผ่าในอดีต ที่มีความสามารถเรียกลมเรียกฝน ท่านสร้างสถานที่ลึกลับ เก็บวิชา และอาวุธไว้ปราบภัยยุทธภพ ฟังดูก็ธรรมดานะครับ ไอ้สถานที่ลึกลับแบบนี้เห็นกันได้บ่อยในหนังกำลังภายใน ปัญหาอยู่ที่ ถ้ำแห่งเทพฟ้าขาวในเรื่องนั้น หลุดโลกเกินพอดี รูปร่างเหมือนจานบินมนุษย์ต่างดาว เต็มไปด้วยค่ายกลที่ไร้เหตุไร้ผล แสงเลเซอร์ ปิ้วๆ วูบไปวูปมา  อย่างกับปืนเลเซอร์ในสตาร์วอส์ก็ไม่ปาน</p>
<p>ผมเองสนุกกับหนังยุคหลังๆ ของชอว์บราเดอร์นะครับ โดยเฉพาะงานในหมวดหมู่ "หนังปล่อยแสง" โดยเฉพาะหนังอย่าง ฝ่ามือยูไล, ศึกชิงป้ายอภินิหาร, อภินิหารจ้าวสุริยา อะไรเทือกนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ผู้กำกับต้องรู้จักความพอดี มากแต่ไม่ล้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ลูกมังกรหยก 3 นั้นบกพร่องในด้านนี้อย่างแรง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre3.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Shaw Brothers<br />
<strong> กำกับ - </strong>Chor Yuen<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Mona Fong<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Shaw Creative Group<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Yuen Wah, Yuen Bun, Wong Pau-Gei<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Shaw Creative Group<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Derek Yee Tung-Sing, Ti Lung, Alex Man Chi-Leung, Cherie Chung Cho-Hung, Ku Feng, Lo Lieh, Lung Tien Hsiang, Leanne Lau (Suet Wa), Kwan Fung, Dang Wai Ho, Yuen Bun, Yuen Wah, Elvis Tsui Kam-Kong, Shum Lo</li>
<li><strong>Rating - </strong>1.5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>

</channel>
</rss>
