<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>เรื่องดี-ๆ &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/เรื่องดี-ๆ/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "เรื่องดี-ๆ"</description>
	<pubDate>Sun, 20 Jul 2008 08:07:40 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[ความลับ...ความรัก]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=876</link>
<pubDate>Wed, 04 Jun 2008 13:40:03 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=876</guid>
<description><![CDATA[&#8230; เช้าวันหนึ่ง..ที่โรงพยาบาล&#8230;.
&#8220;]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align:center;">... เช้าวันหนึ่ง..ที่โรงพยาบาล....<br />
"ขอให้ชั้นดูหน้าลูกหน่อย..ได้มั๊ยคะ"<br />
คุณแม่คนใหม่เอ่ยขึ้น..<br />
เมื่อห่อผ้าน้อย ๆ .อยู่ในอ้อมกอดเธอ<br />
เธอค่อย ๆ คลี่ผ้าที่ห่อออก..<br />
เพื่อมองใบหน้าเล็ก ๆ ...<br />
กรี๊ดดดด.....เธอกรีดร้อง<br />
หมอต้องอุ้มเด็ก..ออกไปอย่างรวดเร็ว</p>
<p style="text-align:center;">**เด็กทารกที่เกิดมา...ไม่มีใบหู**</p>
<p style="text-align:center;">และแล้ว....กาลเวลาพิสูจน์ว่า....<br />
การได้ยินของเจ้าหนู..ไม่มีปัญหา<br />
ปัญหา..มีเฉพาะสิ่งที่มองเห็นภายนอก<br />
คือ....ใบหูที่หายไป  </p>
<p style="text-align:center;">หลายครั้ง..ที่เจ้าหนูกลับจากโรงเรียน<br />
แล้ววิ่งมาบอกแม่<br />
เจ้าหนูพูดโพล่งออกมา..อย่างน่าเศร้า</p>
<p style="text-align:center;">"พวกเด็กตัวโต .พวกมันล้อผมว่า ..</p>
<p style="text-align:center;">"--ไอ้ตัวประหลาด--"</p>
<p style="text-align:center;">จนกระทั่ง...<br />
เจ้าหนูเติบโตขึ้น..หล่อเหลา..<br />
เป็นที่รักของเพื่อน ๆ..<br />
เค้ามีพรสวรรค์..<br />
ในด้านอักษรศาสตร์..<br />
วรรณคดี..และดนตรี..<br />
เค้าอาจได้เป็นหัวหน้าชั้น ...<br />
แต่เพราะเจ้าสิ่งนั้น...<br />
ทำให้เค้า..ไม่อยากเจอใคร</p>
<p style="text-align:center;">"ลูกต้องพบปะกับผู้คนบ้างนะลูก"</p>
<p style="text-align:center;">แม่กล่าว..ด้วยความสงสารลูก<br />
พ่อของเด็กชาย..<br />
ปรึกษากับหมอประจำครอบครัว<br />
และได้รับข่าวดีจากหมอว่า...<br />
"ผมสามารถปลูกถ่ายใบหูได้ครับ ถ้ามีผู้บริจาค..แต่ใครล่ะ..<br />
จะเสียสละใบหู..เพื่อเด็กน้อยคนนี้"<br />
คุณหมอกล่าว</p>
<p style="text-align:center;">จนกระทั่ง ...2 ปีผ่านไป<br />
พ่อบอกกับลูกชาย..<br />
"ลูกเตรียมตัวไปโรงพยาบาลนะ<br />
พ่อกับแม่..หาคนบริจาคใบหู<br />
ที่ลูกต้องการได้แล้ว...<br />
แต่นี่เป็นความลับ"</p>
<p style="text-align:center;">การผ่าตัด..สำเร็จด้วยดี<br />
และแล้ว...คนคนใหม่ก็เกิดขึ้น..<br />
....เค้ากลายเป็น..ผู้มีพรสวรรค์...<br />
เป็นอัจฉริยะในโรงเรียน..ในวิทยาลัย<br />
จนเป็นที่กล่าวขานกัน..รุ่นต่อรุ่น<br />
ต่อมาได้แต่งงาน...<br />
และทำงาน..</p>
<p style="text-align:center;">หลายปีผ่านไป....<br />
มันยังคงเป็นความลับ<br />
และแล้ว..วันนึง..<br />
วันที่มืดมิดที่สุด..<br />
ผ่านเข้ามา..ในชีวิตของลูกชาย<br />
แม่เค้าได้เสียชีวิตลง..<br />
เค้ายืนข้าง ๆ พ่อ...<br />
ใกล้ศพของแม่<br />
พ่อเรียกเค้า..</p>
<p style="text-align:center;">"มานี่สิลูก..มานั่งใกล้ ๆ นี่"</p>
<p style="text-align:center;">พ่อลูบผมแม่อย่างช้า ๆ..และนุ่มนวล<br />
ผมสีน้ำตาลแดง..ถูกเสยขึ้น<br />
จนมองเห็นใบหน้า..<br />
ที่มองดูเหมือนคนนอนหลับ<br />
...และแล้ว..<br />
สิ่งที่ทำให้ลูกชาย..ถึงกับต้องตะลึง..<br />
...ใบหูของแม่...หายไป!..<br />
แม่ไม่มีใบหู...</p>
<p style="text-align:center;">"นี่เป็นคำตอบ..ที่ลูกอยากรู้มาตลอดชีวิต"<br />
พ่อกระซิบผ่านลูกชาย </p>
<p style="text-align:center;">"แม่บอกพ่อว่า..เธอดีใจ..ที่ได้ทำอย่างนี้..<br />
ตั้งแต่วันผ่าตัด..แม่ไม่เคยตัดผมอีกเลย....<br />
ไม่มีใคร..มองเห็นว่า..<br />
เธอไม่สวยจริงมั๊ย?</p>
<p style="text-align:center;">-----------------------------------</p>
<p style="text-align:center;"><strong>จงจำไว้</strong><strong>..<br />
</strong><strong>~สิ่งมีค่า..ที่แท้จริง~<br />
</strong><strong>ไม่ได้อยู่ที่</strong><strong>..</strong><strong>การมองเห็น</strong><strong>..</strong><strong>หากแต่อยู่ที่</strong><strong>..<br />
</strong><strong>~สิ่งที่เรา..มองไม่เห็น~</strong></p>
<p style="text-align:center;"><strong>~ความรัก~<br />
</strong><strong>บางครั้ง</strong><strong>..ไม่จำเป็น..<br />
</strong><strong>ต้องพูดพร่ำเพรื่อ</strong><strong>....<br />
</strong><strong>หากแต่อยู่ที่</strong><strong>...การกระทำ..<br />
</strong><strong>ซึ่งเรา</strong><strong>..อาจรับรู้..<br />
</strong><strong>เพียงแค่</strong><strong>..ฝ่ายเดียว..</strong></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[คุณค่า]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=866</link>
<pubDate>Wed, 28 May 2008 04:10:22 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=866</guid>
<description><![CDATA[นักพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีท่านหน]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>นักพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีท่านหนึ่ง..<br />
ได้เริ่มหยุดการสัมมนาของเขา..<br />
โดยการหยิบแบงค์ 1,000 ขึ้น มา<br />
ในห้องที่มีผู้เข้าฟัง..ร่วม 200 ท่าน</p>
<p>แล้วเขาก็พูดว่า..<br />
"ใครอยากได้แบงค์ 1,000 นี้ บ้าง?"<br />
มีมือ..ได้ถูกยกขึ้นเป็นจำนวนมาก</p>
<p>เขาก็พูดต่อว่า..<br />
"ฉันจะให้เงินแบงค์1,000 นี้..<br />
แก่หนึ่งในพวกท่าน..<br />
แต่ครั้งแรกนี้..ฉันจะทำอย่าง นี้"</p>
<p>เขาเริ่มที่จะขยำๆ เงิน นั้น<br />
แล้วเขาก็ถามอีกว่า ..<br />
"ใครจะยังต้องการมันอีก?"</p>
<p>ยังคงมีมือที่ยกขึ้นอีก<br />
"ดี" ..เขาตอบ</p>
<p>"แล้วถ้าฉันทำอย่างนี้ล่ะ"<br />
และเขาก็ทิ้งมันลงที่พื้น..<br />
เริ่มที่เหยียบย่ำมัน..ด้วยรองเท้าของ เขา<br />
แล้วเขาก็เก็บขึ้นมา<br />
ขณะนี้..มันทั้งยับยู่ยี่และ สกปรก</p>
<p>"ตอนนี้.. ใครยังต้อง การมันอีก?"<br />
ก็ยังคงมีคนยกมืออีก..</p>
<p>"เพื่อนๆ ..คุณได้เรียนรู้บทเรียน<br />
ที่มีคุณค่ามากที่สุดบทหนึ่งแล้ว ว่า..<br />
ไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเงิน ..<br />
คุณก็ยังต้องการมันอยู่<br />
เพราะว่า..<br />
มันไม่ได้ลดคุณค่าในตัวมันลงเลย<br />
มันก็ยังคงมีค่า1,000 บาทอยู่นั่น เอง</p>
<p>เหมือนกับหลายๆครั้ง..ในชีวิตของ เรา<br />
ที่ถูกทิ้ง.. ถูกเหยียบ ย่ำ ..<br />
และถูกทำให้สกปรก..<br />
โดยสิ่งที่เราตัดสินใจทำมัน<br />
และสภาพแวดล้อมที่เราเจอ<br />
ทำให้เรารู้สึกว่า..<br />
คุณค่าของเรา--ลดน้อยลง</p>
<p>แต่ไม่ว่าอะไร..ที่ได้เกิดขึ้น<br />
หรืออะไร..ที่จะเกิดขึ้น<br />
คุณไม่เคยสูญเสีย--คุณค่าในตัว เอง</p>
<p>คุณเป็นคนพิเศษ..<br />
อย่าลืมมันตลอดไป...</p>
<p>อย่านำความผิดหวัง..ของเมื่อวาน<br />
มาบดบังความฝัน..ในวันพรุ่งนี้</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[เกมส์แห่งความรัก]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=860</link>
<pubDate>Wed, 21 May 2008 09:33:03 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=860</guid>
<description><![CDATA[- - - - - forward mail - - - - - -
นานมาแล้วชั้นเคยถูกจั]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p align="center">- - - - - forward mail - - - - - -</p>
<p align="center">นานมาแล้วชั้นเคยถูกจับให้ไปเล่นเกมๆ นึงแบบที่ชั้นไม่เต็มใจ<br />
แต่พอเล่นไปแล้วก้อประทับใจมากเลยทีเดียว มันเป็นเกมเกี่ยวกับความรัก...<br />
...มีคนตั้งขึ้นมาว่า จะมีสะพานไม้เล็กๆอยู่ ให้เดินไปจนถึงโดยที่หลับตา</p>
<p>ถ้าใครสามารถเดินไปถึงได้<br />
โดยไม่ตกลงมา คุณและคู่รักของคุณจะเป็นเนื้อคู่กันตลอดไป...</p>
<p>ทุกคนจึงพยายามเดินแล้วหลายรอบ แต่ก้อตกลงมาทุกที<br />
บางคนถึงกับคิดว่าชั้นคงไม่มีเนื้อคู่แล้วล่ะสิ</p>
<p>จนมีคนๆ นึงเดินไปถึง และไม่ตกลงมา<br />
ทุกคนก้อถามว่าเดินยังไงหละถึงไม่ตก..พอคนๆ นั้นตอบทุกคน<br />
ก้อเงียบไปเลย</p>
<p>เค้าบอกว่า<br />
"ชั้นแอบลืมตาเดินไง"...</p>
<p>ลองคิดดูดิ<br />
เพื่อความรัก ทุกคนยอมหลับตา..และยอมปฏิเสธสิ่งต่างๆ ที่ทุกคนผ่านมัน<br />
โดยไม่มองอะไรเลย..เค้า สั่งให้หลับตาเดินก้อยอม<br />
แล้วมันจะไปถึงได้อย่างไร..ในเมื่อตาเรามองไม่เห็นทาง..เวลามีความรัก<br />
ลองเปิดตามองให้ไกล..อย่าปล่อยให้ความรักทำให้ตาบอด..<br />
ถึงแม้ลืมตาเดินแล้วยังตกลงมาอีกก้อคงไม่</p>
<p>เจ็บเท่าตกลงมาเพราะหลับตาเดิน..<br />
เพราะเราจะรู้ว่าต้องตกท่าไหนจึงจะเจ็บน้อยที่สุด</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[เพื่อน]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=859</link>
<pubDate>Sun, 18 May 2008 13:42:47 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=859</guid>
<description><![CDATA[เรื่องเล่าว่า&#8230;. มีคน 2 คนเป็นเพื่อน]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องเล่าว่า.... มีคน 2 คนเป็นเพื่อนซี้กัน<br />
ต่างร่วมเดินทางไปในทะเลทรายด้วยกัน...<br />
ระหว่างทาง... เกิดโต้เถียงขัดแย้ง ไม่เข้าใจกัน<br />
เพื่อนคนหนึ่ง...พลั้งลงมือ...ตบหน้าอีกฝ่าย</p>
<p>คนถูกทำร้าย...<br />
เจ็บปวด... แต่ไม่เอ่ยวาจา... กลับเขียนลงบนผืนทรายว่า<br />
"วันนี้...ฉันถูกเพื่อนรักตบหน้า"<br />
พวกเขายังคงเดินทางต่อ...</p>
<p>กระทั่งถึงแหล่งน้ำ<br />
พวกเขาตัดสินใจอาบน้ำ...ชำระกาย...<br />
พลันคนที่ถูกตบหน้ากลับจมน้ำ...<br />
เพื่อนอีกคนไม่รั้งรอ...เข้าช่วยชีวิต</p>
<p>คนรอดตาย...ยังคงไม่เอ่ยวาจา...กลับสลักลงไปบนหินใหญ่...<br />
"วันนี้...เพื่อนรักช่วยชีวิตฉันไว้"<br />
อีกคนไม่เข้าใจ...ถามว่า...<br />
"เมื่อถูกฉันตบหน้า...เธอเขียนลงทราย...แล้วทำไมเมื่อครู่...ต้องสลักบนหิน"</p>
<p><strong>อีกคนยิ้มพราย...</strong><strong> </strong><strong>กล่าวตอบ</strong><strong><br />
</strong><strong>"</strong><strong>เมื่อถูกเพื่อนรักทำร้าย...เราควรเขียนมันไว้บนทราย</strong><strong><br />
</strong><strong>ซึ่งสายลมแห่งการให้อภัย...จะทำหน้าที่พัดผ่าน...ลบล้างไม่เหลือ</strong></p>
<p><strong>แต่เมื่อมีสิ่งที่ดีมากมาย... บังเกิด<br />
เราควรสลักไว้บนก้อนหินแห่งความทรงจำในหัวใจ...<br />
ซึ่งจะไม่มีสายลมแรงเพียงใด... ลบล้างทำลาย...."</strong></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[เล่านิทานสอนงานทีม - ตอน "ชอบกินหัวปลา"]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=845</link>
<pubDate>Fri, 02 May 2008 14:47:58 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=845</guid>
<description><![CDATA[ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเป็นคนที่ชอบ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="float:left;" src="http://9mot.files.wordpress.com/2008/05/fish.jpg" alt="ชภ??กินหัวปลา" width="500" height="289" />ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเป็นคนที่ชอบกินหัวปลามากเป็นพิเศษ<br />
จนเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เพื่อนฝูง ทุกครั้งที่บ้านของเขากินปลา<br />
คนในบ้านของเขาก็มักที่จะคีบหัวปลาให้เขาก่อนเป็นอันดับแรก</p>
<p>และทุกๆครั้งที่เพื่อนๆนัดเลี้ยงสังสรรค์กัน ทุกๆคนก็มักจะเลือกเอาหัวปลาให้เขาก่อเสมอ<br />
แต่ไม่มีใครรู้ว่าเพราะเหตุใดในเวลาที่อยู่กับเพื่อนๆเขามักจะปฏิเสธความหวังดีนี้อยู่เสมอ</p>
<p>เมื่อไม่นานมานี้เอง ผมได้ข่าวว่าเขาเสียชีวิตแล้ว<br />
ก่อนที่เขาจะสิ้นใจ มีเพื่อนสนิทหลายคนได้ไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล<br />
บางคนถึงขนาดทำหัวปลาปรุงพิเศษไปให้ แต่ในขณะนั้น<br />
เขาไม่สามารถที่จะกินอะไรได้อีกแล้ว<br />
แต่ก็ยังพยายามที่จะเปิดเผยความลับที่เขาได้ปกปิดมานานนับสิบปี<br />
ให้เพื่อนๆฟังด้วยความยากลำบากว่า.....</p>
<p>"เราขอขอบใจในน้ำใจของพวกเพื่อนๆที่อุตส่าห์ทำหัวปลามาให้และในเมื่อมาถึงขั้นนี้<br />
เราก็คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังอะไรพวกเพื่อนอีกแล้ว<br />
แม้ว่าหัวปลาจะอร่อยและเราก็ได้กินมันมาครึ่งค่อนชีวิตแล้วก็ตาม<br />
แต่เราขอบอกตามตรงเลยว่าเราไม่เคยชอบกินมันเลย</p>
<p>หากแต่เป็นฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี<br />
อีกทั้งคนในครอบครัวต่างก็ชอบกินเนื้อปลากันทั้งนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้<br />
หากเราเลือกที่ยังจะกินเนื้อปลาพวกเขาก็จะได้กินกันน้อยลง</p>
<p>แต่ถ้าหากเราจะไม่กินปลาเลยพวกเขาก็คงจะรู้<br />
และไม่สบายใจ ดังนั้น เราก็เลยต้องแกล้งทำเป็นชอบกินหัวปลา<br />
ทั้งๆที่ความจริงแล้ว เราเองก็อยากที่จะกินเนื้อปลากับเขาด้วยเหมือนกัน!</p>
<p>จนถึงทุกวันนี้ทุกครั้งที่ผมได้ยินว่ามีคนชอบกินหัวปลา<br />
ผมเองก็อดที่จะมองเขาด้วยความพินิจพิเคราะห์ไม่ได้<br />
ในใจก็ตั้งคำถามว่า เขา "<span style="color:#99cc00;">รักที่จะกินหัวปลา</span>"<br />
หรือ "<span style="color:#99cc00;">กินหัวปลาเพราะรัก</span>" กันแน่?...</p>
<p><strong>ข้อคิดในการสอนงาน</strong><br />
สิ่งที่ประจักษ์ต่อสายตาของเราไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นจริงเสมอไป<br />
บางคนรักที่จะทำ จึงไม่เคยสนใจหรือใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น<br />
แต่บางคนทำเพราะรัก จึงยอมสละทุกสิ่งโดยไม่เคยคิดถึงตัวเอง<br />
แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ก็ตาม ... คุณล่ะครับเป็นคนแบบไหน ? </p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[มูลค่าของชีวิต]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=820</link>
<pubDate>Sat, 19 Apr 2008 06:51:35 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=820</guid>
<description><![CDATA[&#8220;อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย&#8221;
 เสีย]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>"อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย"</p>
<p> เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว </p>
<p>ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า <br />
"อ้าว นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ"<br />
"ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ"<br />
ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม' เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่ มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ ป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว <br />
เสียงเอะอะดังมากขึ้น ฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบ ไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ แม่จึงเดินเข้าไปถาม</p>
<p> "พี่หนอม มีไรหรอคะ"<br />
"ก็ไอ้เด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย" พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้  </p>
<p>"ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ" แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่ <br />
"เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ" <br />
ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้ แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า</p>
<p>"อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอม เด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทกันละ"  ในที่สุดเรื่องก็จบลง โดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุ แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่ <br />
"ใจดีกับเด็กขี้โขมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ"<br />
แม่ไม่ได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่าง จากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า <br />
"ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ" เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า <br />
"แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง..." <br />
แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า <br />
"ทีหลังอย่าโขมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ<br />
น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไป ฝากคุณแม่ซิ คนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย" แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที</p>
<p>"ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ"<br />
แม่ยิ้ม แล้วตอบฉันว่า "ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอก แม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง" <br />
"แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่"  ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า <br />
"แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆ กับลูกจะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหน และคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น"</p>
<p> ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า <br />
"แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า" <br />
"ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร" <br />
"แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอ บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่" <br />
"ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก"  แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า</p>
<p> "จำไว้นะลูก คนเรานะ ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ อย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้"  แล้วแม่ก็พูดต่อว่า</p>
<p> "ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียง แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆ บ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ"</p>
<p> หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆ กันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตาว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ  </p>
<p>หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้า เพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอมปิดร้าน แต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆ ของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่</p>
<p>ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆ ไม่กี่วันก็หาย หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ  ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอ แล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมือง หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักมากเกินไป หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ  หลังจากกินยาตามที่หมอสั่ง อาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย ฉันกังวลใจมาก พอถามหมอหมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด  หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯ ทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง  หลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต<br />
ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที แต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลง หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจอยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่ และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายา ระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน  ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย ส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัดประสบผลสำเร็จและไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ทางโรงพยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฎว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท เป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น <br />
ฉันแปลกใจมาก จึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัด และเป็นเจ้าของไข้บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ  นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉันพร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้  เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้</p>
<p><span style="color:#008080;">'ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์<br />
ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้</span></p>
<p><span style="color:#008080;">ค่าผ่าตัด 0 บาท<br />
ค่ายาทั้งหมด 0 บาท<br />
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท<br />
รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท</span></p>
<p><span style="color:#008080;"><strong>ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า</strong></span></p>
<p><strong><span style="color:#008080;">นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร</span></strong></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ลงโทษด้วยความรัก]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=817</link>
<pubDate>Fri, 18 Apr 2008 06:03:58 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=817</guid>
<description><![CDATA[แอนดี้น้องชายของฉันนั่งอยู่ที่มุม]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align:justify;"><img class="alignleft" style="float:left;" src="http://9mot.files.wordpress.com/2008/04/baby01.jpg" alt="" width="200" height="152" />แอนดี้น้องชายของฉันนั่งอยู่ที่มุมห้องนั่งเล่น .....ในมือข้างหนึ่งมีปากกาหนึ่งด้าม  ขณะที่ในมืออีกข้างหนึ่งก็ถือหนังสือสะสมราคาแพงของพ่อ  แอนดี้คงจะปีนขึ้นไปหยิบจากบนชั้นหนังสือ .....</p>
<p style="text-align:justify;">เมื่อพ่อเดินเข้ามาในห้อง แอนดี้ก็ก้มหน้างุดและทำท่ากระสับกระส่าย เขารู้ตัวดีเชียวละว่ากำลังทำผิดแม้จากระยะไกล ฉันก็เห็นรอยขีดเขียนเปรอะไปทั่วบนหน้าหนังสือของพ่อ และตอนนี้แอนดี้ก็กำลังจ้องมองตด้วยความหวาดหวั่น รอคอยที่จะถูกทำโทษ พ่อหยิบหนังสือขึ้นมามอง</p>
<p style="text-align:justify;">แล้วก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้โดยไม่พูดอะไรสักคำ ..... หนังสือทุกเล่มมีความหมายต่อพ่อมาก... หนังสือคือความรู้ และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือสะสมราคาแพง แต่ในขณะเดียวกันท่านก็เป็นพ่อที่รักลูกมาก.....</p>
<p style="text-align:justify;">พ่อกลับนั่งลง ... หยิบปากกาในมือแอนดี้ขึ้นมาถือไว้ แล้วก็เขียนอะไรบางอย่างลงในหน้าหนังสือสือสะสมราคาแพงนั่นเสียเอง พ่อเขียนที่ข้างๆ ลายเส้นที่แอนดี้ขีดว่า</p>
<p style="text-align:justify;">"ภาษาของแอนดี้เมื่ออายุสองขวบ..... ต่อไปไม่ว่าครั้งไหนที่พ่อหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเปิด พ่อก็จะเห็นใบหน้าน้อยๆ ที่น่ารักและดวงตาที่สดใสของลูก และจะขอบคุณพระเจ้าที่ประทานเด็กน้อยคนนี้มาให้ขีดเขียนบนหนังสือแสนหวงของพ่อ ลูกทำให้หนังสือเล่มนี้ของพ่อมีความหมาย.... เหมือนกับที่พี่ๆ ของลูกนำความหมายมาสู่ชีวิตของพ่อเหมือนกัน"</p>
<p style="text-align:justify;">"ว้าว..." ฉันคิด นี่หรือคือการลงโทษของพ่อ?</p>
<p style="text-align:justify;">นานๆครั้งฉันก็จะหยิบหนังสือที่สะสมไว้มาให้ลูกหลานของฉันขีดเขียนเล่น ทุกครั้งที่มองดูลายมือหยุกหยิกเหล่านั้น ฉันก็จะนึกถึงสิ่งที่พ่อทำในวันนั้น พ่อได้สอนให้ฉันรู้ว่า...<span style="color:#008080;">'อะไรกันแน่ที่มีค่าต่อชีวิตของเราอย่างแท้จริง'</span></p>
<p style="text-align:justify;">.......ซึ่งนั่นก็คือ<span style="color:#008080;"> ‘คนที่เรารัก ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ'</span></p>
<p style="text-align:justify;">ลองมองย้อนดูตัวคุณเองในแต่ละวัน เหตุการณ์แบบนี้ เกิดขึ้นได้อยู่เสมอ เช่นคุณนั่งกินข้าวกับภรรยาอยู่ที่ร้านอาหาร เธอหวังดีอยากจะเทซอสให้คุณ  แต่มันกลับหกไปเลอะเสื้อตัวเก่งของคุณ และคุณก็ทำสีหน้าที่ตำหนิเธอและคำพูดที่บอกว่า... "เดี๋ยวผมเทเองก็ได้" นอกจากคำขอโทษที่เธอพร่ำบอกน้ำตาใสๆก็เริ่มเอ่อขึ้นในใจเช่นเดียวกัน ......เพราะอาหารมื้อนั้น ไม่มีรสชาติสำหรับเธอเสียแล้ว...</p>
<p style="text-align:justify;">แต่ถ้าคุณบอกกับเธอว่า ถ้าซักไม่ออกก็ไม่เป็นไรหรอก เมื่อผมหยิบเสื้อขึ้นมาใช้ครั้งใด ผมจะหวนนึกถึงร้านอาหารนี้ทุกครั้งไป... ที่ได้มีโอกาสมาทานข้าวกับคุณและได้คิดถึงทุกครั้งว่าภรรยารักและเอาใจใส่ผมมากเท่าใด.... อยากปรนนิบัติเอาใจ (จนเทซอสหกใส่ผม) แต่ว่าคราวหน้าออกมาทานข้าว ผมจะเป็นคนเทซอสให้คุณมั้งล่ะ (ทีนี้ตาผมมั่ง) รอยยิ้มจากหัวใจของเธอได้เริ่มโบยบินแล้ว ..... แค่นี้คุณก็ลงโทษเธอให้ระวังมากขึ้นแล้วล่ะ</p>
<p style="text-align:justify;"><strong><span style="color:#008080;">สิ่งที่มีค่าต่อชีวิตคนเรานั้นไม่ใช่ นาฬิกาเรือนละแสน หรือเนคไทเส้นละหลายๆพัน แต่เป็นความอบอุ่นในหัวใจ</span><span style="color:#008080;">ที่คุณรู้ว่ามีใครคนหนึ่ง เฝ้ารัก เฝ้าถนอมความรู้สึกคุณอยู่ตลอดเวลาต่างหาก...</p>
<p></span><span style="color:#ff6600;">แล้วคุณล่ะเคยลงโทษใครด้วยความรักหรือยัง ?</span></strong></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ขอให้รักจงเจริญ]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=734</link>
<pubDate>Mon, 17 Mar 2008 09:53:29 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=734</guid>
<description><![CDATA[ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไก]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คนแต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆของฉันมีกัน จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน "ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกันพ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า "ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ" พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้แล้วพูดว่า "ผมขโมยเองครับ" ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง<br />
พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อยพ่อนั่งลงบนเก้าอี้และด่าว่าน้องชายของฉัน "ของคนในบ้านแกเองแกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย" คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมดแต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดังและนานมาก น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า "พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว" ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ที่ไม่มีความกล้าที่จะบอกความจริงกับพ่อ</p>
<p align="left">หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี... เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียนม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า " ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ" แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆพ่อได้พูดว่า "แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน" ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า "ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว" พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่" ทำไมถึงคิดโง่ๆอย่างนี้ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้" คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้านเพื่อขอยืมเงิน ฉันค่อยๆเอามือประคบแก้มบวมๆของน้องชายเบาๆ และคิดว่า" ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้ ใครจะรู้ได้ ... วันต่อมาในตอนเช้ามืดน้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้นและถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิวก่อนไป...... เขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ "พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ .... ผมจะไปหางานทำแล้วจะส่งเงินมาให้พี่" ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ... ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี .</p>
<p align="left">ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้านรวมกับเงินที่น้องชายของฉัน ได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้าง ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3 วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า "มีชาวบ้านมาหาเธออยู่ข้างนอกแน่ะ "ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ??? " ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ฉันถามเขาว่า "ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ" น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้ ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่เพื่อนๆก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี" ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้องและพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ "พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไงเธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม" จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกงเป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อเขาติดกิ๊บให้ฉันแล้วพูดว่า "ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง" ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใดดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี</p>
<p align="left">วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่า หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก  หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า "แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจกเพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ" แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า "แม่ไม่ได้จ้างหรอกน้องชายลูกต่างหาก วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอน้องโดนกระจกบาด ตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่นะ" ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจ เมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม" ฉันถาม "ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆมีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมดแต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะและ..."<br />
น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด เพราะฉันหันหน้าหนีเขา น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...</p>
<p align="left">หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกันแต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ ท่านบอกว่าท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้วท่านไม่รู้จะทำอะไรดี จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วย  กับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไปเขาบอกกับฉันว่า "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง" สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา<br />
วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิลและตกลงมาเพราะโดนไฟดูดเขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาลน้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า "ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!! ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้ ดูตัวเองซิเจ็บเจียนตายอยู่แล้วทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง" คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียดยังยืนยันความคิดเดิมของเขา "พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธานส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด" น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วยฉันบอกกับน้องว่า " แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..." "ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ" น้องชายของฉันจับมือฉันไว้ ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...</p>
<p align="left">เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน ในงานแต่งงานประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า "ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้" น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้ "ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียนและเดินกลับบ้านวันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่งพี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่งและเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ..." นับจากวันนั้นผมสาบานกับตัวเองว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดีและจะทำดีกับเธอ" เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วสายตาทุกคู่ของแขกเหลื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก "ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุดคือน้องชายของฉันค่ะ" ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีก</p>
<p align="left">จงรักและห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆวันในชีวิตของคุณ และเขาคุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคน เป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือพ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม</p>
<p align="left">หากคุณเคยมีความรัก กรุณาส่งต่อไปเรื่อยๆ มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผม(ผู้เขียนคนแรก)ต้องการให้ทุกคนเข้าใจในความรักและหากคุณกำลังมีมันอยู่ จงรักษามันให้ดี เพราะหากคุณเสียมันไป คุณไม่อาจแก้ไขมันได้ และคุณอาจไม่พบมันอีก จงจำไว้ รักและซื่อสัตย์ ทำเพื่อคนที่คุณรัก อย่าได้หวังให้เค้าทำดีตอบ ทำในสิ่งที่ทำแล้วเค้ามีความสุข ก็พอ</p>
<p align="left">ขอให้รักจงเจริญ...</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ถ้าคุณได้ยักษ์มาทำงานให้คุณทุกอย่าง]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=729</link>
<pubDate>Thu, 13 Mar 2008 13:58:13 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=729</guid>
<description><![CDATA[กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายตัดฟืน]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายตัดฟืนอาศัยอยู่ในป่า ทำมาหากินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  จนกระทั่งวันหนึ่ง ปรากฏร่างเทวดาตรงหน้าชายตัดฟืนคนนั้น <br />
"เราจะมอบของล้ำค่า เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนที่เจ้าเป็นคนดี มันคือยักษ์วิเศษ<br />
"เทวดากล่าวและบรรยายสรรพคุณต่อ "เจ้ายักษ์ตนนี้มีความสามารถสูง มันเกิดมาเพื่อทำงาน มันสามารถทำงานให้เจ้าได้ทุกอย่าง และทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ที่สำคัญมันทำงานได้เร็วมากเลย" <br />
"แต่.." เทวดาเว้นวรรคเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ "เจ้าต้องระวังหากไม่สามารถหางานให้มันทำได้ละก็...มันจะกลับมาเล่นงานเจ้าเอง มันจะเล่นงานเจ้าถึงตายเชียวนะ" </p>
<p align="left">ชายตัดฟืนตัดสินใจรับยักษ์วิเศษไว้ แล้วเขาก็พามันกลับบ้าน <br />
ทันทีที่เข้าบ้าน ยักษ์ตนนั้นก็เริ่มกล่าวว่า "นาย ๆ มีอะไรให้ข้าฯ ทำบ้าง" <br />
ชายตัดฟืนได้มอบหมายงานให้ยักษ์ไปทำความสะอาดบ้านที่รกรุงรัง ตัวเองก็กระหยิ่มใจที่ได้พัก ขณะที่เขากำลังจะเอนตัวลงงีบ ก็ได้ยินเสียงชัดเจนดังข้างหูว่า "นาย ๆ ข้าฯ ทำความสะอาดบ้านเสร็จแล้ว มีอะไรให้ข้าฯ ทำอีก"<br />
ชายตัดฟืนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ บ้านอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง บ้านสะอาดหมดจดอย่างไม่มีที่ติ เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผาก เขาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสั่งให้ยักษ์ไปตัดฟืนที่เขาทำค้างไว้เป็นงานชิ้นใหญ่ที่ทำให้เขาพอมีเวลา </p>
<p align="left">จากนั้นชายตัดฟืนได้ไปปรึกษาท่านผู้รู้ประจำหมู่บ้าน หลังจากฟังคำแนะนำชายตัดฟืนได้กลับถึงบ้าน เจ้ายักษ์เสร็จงานผ่าฟืนพอดี<br />
"นาย ๆ ผมผ่าฟืนเสร็จแล้วมีอะไรให้ผมทำอีก" น้ำเสียงของเจ้ายักษ์ส่อเลศนัยว่ามันจะได้กินชายตัดฟืนเป็นอาหารแน่ ๆ<br />
ชายตัดฟืนเริ่มทำตามแผนทันที เขาสั่งให้ยักษ์พาตนไปยังต้นไม้สูงกลางป่า ณ ต้นไม้นั้นเขาสั่งให้เจ้ายักษ์ให้ลิดกิ่ง ลิดใบออกจนหมด ต้นไม้สูงต้นนี้จึงดูเหมือนเสาโล้น ๆ ต้นหนึ่ง </p>
<p align="left">"นับจากนี้ไป" ชายตัดฟืนกล่าว "เมื่อใดที่เจ้ายืนอยู่ที่โคนต้นงานของเจ้าคือให้ปีนขึ้นไปจนสุดปลายยอดไม้" เขาเว้นเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวต่อ "และเมื่อใดที่เจ้าอยู่ปลายยอดไม้ งานของเจ้าคือให้ปีนลงมายังโคนต้นไม้" <br />
คำสั่งสองคำนี้ทำให้เจ้ายักษ์ทำงานเป็นวงจรอันไม่รู้จบ ผลก็คือเมื่อใดที่ชายตัดฟืนมีงานให้ทำ เขาก็เรียกเจ้ายักษ์มาใช้ ครั้นเมื่องานเสร็จสิ้นลงเขาก็ใช้ให้เจ้ายักษ์ไปปีนต้นไม้..... </p>
<p align="left">
<strong>ยักษ์วิเศษตนนี้ก็คือความคิดของมนุษย์นั่นเอง</strong> ใช่หรือไม่ที่ความคิดของมนุษย์เป็นสิ่งที่มีความสามารถสูง เป็นสิ่งที่เร็วยิ่ง มนุษย์มีเทคโนโลยีอันทันสมัย เดินทางไปถึงดวงจันทร์ได้ ก็เพราะความคิดนี่เอง แต่..บ่อยครั้งที่เราพบว่าเพราะความคิดนี่แหละ กลับมาเล่นงานมนุษย์เสียเอง บางคนคิดมากจนบั่นทอนสุขภาพ บ้างถึงกับจบชีวิตตนเองลงด้วยซ้ำ ก็เพราะเจ้าความคิดนี่เอง ต้นไม้ในนิทานก็คือลมหายใจในตัวเรานั่นเอง ซึ่งจะเดินทางขึ้นลง จากปอดขึ้นสู่จมูกจากจมูกลงสู่ปอดเท่านั้น </p>
<p align="left"><strong>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ผู้มีปัญญาย่อมรู้จักที่จะใช้ความคิดของตนเองให้เกิดประโยชน์ ครั้นเมื่อว่างจากการคิด ก็ควรหมั่นฝึกนำจิตของตนมารู้อยู่กับลมหายใจเข้าและลมหายใจออก หรือ นั่งสมาธิ ให้จิตสงบนั่นเอง   ผู้ที่ทำได้เช่นนี้ ก็จะยังชีวิตที่เป็นประโยชน์และเป็นสุข.</strong></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[เรื่องดี ๆ ที่อยากให้อ่าน - "กล่องข้าว"]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=718</link>
<pubDate>Tue, 04 Mar 2008 09:43:37 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=718</guid>
<description><![CDATA[เรื่องดี ๆ ที่อยากแบ่งปันให้เพื่อน ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องดี ๆ ที่อยากแบ่งปันให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน : ที่มา - www.sakid.com</p>
<p>-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------</p>
<p>ผมนำ "กล่องข้าว" ไปกินที่โรงเรียนครั้งแรกตอน ม.1 เหตุผลสำคัญจริงๆ ก็คือทำตามเพื่อน ในชั้นเรียนนั้นมีเพื่อนนำอาหารมากินตอนพักเที่ยงกันกว่าครึ่งห้อง ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง มีทั้งที่ใส่ปิ่นโต ใส่กล่อง และบางคนใส่ห่อมาก็มี เมื่อถึงเวลาพักก็เอามาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันกิน ถามเพื่อนว่าทำไมเอาข้าวมากิน ส่วนใหญ่บอกว่าซื้อกินเองแพง ไม่มีเงินพอ บางคนบอกว่าอาหารที่โรงอาหารไม่อร่อย กินของแม่อร่อยกว่า เลยนำอาหารที่บ้านมาเอง และบางคนเห็นเพื่อนกินข้าวกล่องกันเยอะๆ ดูแล้วสนุกดี แถมบางคนก็เป็นเพื่อนสนิท ไม่อยากจะแยกกัน ก็เลยเอามากินเป็นเพื่อนด้วย</p>
<p>ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มหลังนี้ ที่บ้านมีปิ่นโตอยู่แล้ว แต่ผมไม่สะดวกกับการหิ้วปิ่นโต เพราะบ้านอยู่ต่างอำเภอขณะที่โรงเรียนอยู่ในตัวจังหวัด ถ้าต้องหิ้วปิ่นโตและโหนรถสองแถวด้วยคงลำบาก แม่จึงซื้อกล่องข้าวอันใหม่ให้จำได้ว่าเป็นกล่องสีฟ้า ข้างในนอกจากมีพื้นที่ใส่ข้าวแล้วยังแบ่งเป็นช่องเล็กๆ ใส่อาหารได้ถึง 3ช่อง สำหรับบางคน การห่อข้าวเป็นความสะดวกและเรียบง่าย แต่กับผมไม่ใช่เพราะที่บ้านปกติ จะซื้ออาหารสำเร็จมาทาน เนื่องจากแม่ผมไม่ค่อยแข็งแรง ไม่สบายด้วยโรคมากมายรุมเร้า ทั้งโรคหัวใจ โรคความดัน โรคอ้วน และไขมันในเส้นเลือดสูง แต่ผมไม่อยากจะซื้อแกงถุงสำเร็จรูปเพราะธรรมเนียมของการกินข้าวกล่องที่โรงเรียนคือ ต้องเป็นอาหารที่ทำมาจากบ้าน มีการชื่นชมและอวดฝีมือของแม่ๆ กัน ถ้าซื้อแกงไปก็เสียฟอร์ม</p>
<p>เมื่อผมบอกแม่ว่าอยากได้อาหารที่แม่ทำเองไปอวดให้เพื่อนเห็นฝีมือบ้างท่านก็ยิ้มรับคำ จากนั้นทุกเช้าแม่จะต้องฝืนสังขารลุกขึ้นมาหุงข้าวเตรียมอาหารให้ ปัญหาต่อมาคือตอนเด็กๆ ผมไม่กินผัก และไม่กินพวกไข่ต้ม ไข่เจียว แม่จึงต้องทอดไก่ ทอดเนื้อหรือทำแกงต่างๆ ให้ ซื่งต้องใช้เวลาและขั้นตอนต่างๆ นานพอสมควร แต่กระนั้น ทุกเช้า "กล่องข้าวสีฟ้า" ของผม ก็ถูกเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยเสมอ แต่แล้วกินข้าวกล่องอยู่ได้ไม่นานนักผมก็ล้มเลิกโครงการนี้ เพราะรู้สึกอึดอัดกับคำถามและสายตาของคนรอบข้างเพราะเริ่มเป็นวัยรุ่น จึงอายที่จะถูกมองว่าเป็นเด็กที่ห่อข้าวมากินเพราะความยากจน เมื่อกลับมาบอกยกเลิกที่บ้าน โดยบอกเหตุผลว่าอายเพื่อนนั้น แทนที่แม่จะโล่งใจเพราะไม่ต้องเหนี่อยอีก ท่านกลับอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา และจากวันนั้นมา ผมก็ไม่สนใจอีกว่าแม่จะเก็บกล่องข้าวสีฟ้าไว้ที่ไหน</p>
<p>...แม่ตายตอนผมเรียน ม.6 ไม่ทันอยู่จนเห็นผมเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ทำงาน และมีครอบครัว ตามที่ท่านอยากจะเห็น เราย้ายบ้านอีกหลายครั้ง ทั้งข้าวของและคนในครอบครัวเริ่มกระจัดกระจายพลัดพรากกันไป ไม่ใช่แต่เพียงกล่องข้าวใบนั้นหรอกที่หายไป ความทรงจำหลายอย่างก็สลายสูญ ขณะที่ชีวิตของผมก็ต้องดำเนินต่อไป</p>
<p>...สองสามเดือนมานี้ ผมเริ่มทดลองที่นำอาหารจากบ้านใส่กล่องไปทานที่ทำงานตอนพักเที่ยง แล้วก็ได้พบว่านอกจากจะได้ทานอาหารแนวสุขภาพที่เราควบคุมได้เต็มที่เพราะทำเองแล้ว ยังสามารถช่วยประหยัดเงินได้มาก ซึ่งภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ค่อนข้างมีความจำเป็น น่าแปลกที่การนำข้าวกล่องมากินครั้งนี้ผมไม่อายสายตาคนรอบข้างอีก หลังผ่านวันเวลาของชีวิต ผมเรียนรู้ว่า ถ้ากระทำในสิ่งที่มีเหตุผลพอ ก็ไม่ต้องเกรงว่าใครจะหมิ่นหยาม ความหวั่นไหวมักจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเริ่มดูถูกตัวเองต่างหาก</p>
<p>เช้าวันนี้ ผมมองดูภรรยาจัดเตรียมอาหารใส่กล่อง แค่ผัดผักบุ้งไฟแดงและปลาทูนึ่งสองตัวก็คงพออิ่มสำหรับมื้อเที่ยง ร่างเล็กๆนั้นเคลื่อนไหวไปทั่วทั้งบริเวณครัวอย่างกระฉับกระเฉง ทั้งๆ ที่เธอเองก็เพิ่งฟื้นไข้มาไม่นานนัก ผมพลันหวนนึกถึงแม่วูบขึ้นมา เห็นภาพหญิงอ้วนวัยกลางคน ซ้อนทับอยู่กับภาพหญิงสาวร่างเล็กเบื้องหน้า แล้วน้ำใสในดวงตาผมก็ท้นเอ่อออกมา... มองกล่องข้าวสีขาวเบื้องหน้า ผมพลันรู้ตัวขึ้นมาทันทีว่า "กล่องข้าวสีฟ้า"ที่เคยคิดว่ามันหายไปแล้วนั้น แท้จริงมันไม่ได้หายไหนเลย เพียงแต่ผมค้นหามันพบช้าไปหน่อยเท่านั้นเอง....</p>
<p>-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ถั่วในมือลิง]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/2008/02/22/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%87/</link>
<pubDate>Fri, 22 Feb 2008 13:08:22 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/2008/02/22/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%87/</guid>
<description><![CDATA[พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า&#8230;&#8230;&#8230;
จิตขอ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า.........<br />
จิตของคนเรานั้น เหมือนกับลิง</p>
<p>เราจึงเรียนรู้เรื่องของจิตใจของเราได้มากมายจากพฤติกรรมของลิง<br />
ลิงนั้นเกลียดกะปิ ถ้ากะปิถูกมือมันเมื่อใด<br />
มันจะถูนิ้วกับพื้นจนเลือดไหลเต็มมือจนกว่ากลิ่นกะปิจะหายในที่สุด<br />
จนกลายเป็นว่า "กะปิ" ถึงจะร้าย ก็ไม่ร้ายเท่า "ความเกลียดกะปิ"<br />
ที่มือลิงเป็นแผลเหวอะหวะ ไม่ใช่เพราะกะปิ<br />
หากเป็นเพราะความจงเกลียดจงชังกะปิต่างหาก</p>
<p>สิ่งที่เราเกลียดนั้น<br />
บ่อยครั้งไม่น่ากลัวเท่ากับ<br />
ความเกลียดชังในจิตใจเรา</p>
<p>ความเกลียดชัง หรือพูดให้ถูกก็คือความรู้สึกอยากผลักไส<br />
ซึ่งรวมทั้งความโกรธและความกลัว<br />
แต่นั่นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความจริงเท่านั้น<br />
นอกจากความอยากผลักไสแล้ว</p>
<p>ความยึดติด<br />
เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องระวังไม่แพ้กัน<br />
กลับมาที่ลิงจอมซนอีกที<br />
ในอินเดีย ลิงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาวบ้าน<br />
เพราะชอบขโมยผลไม้ในสวน ชาวบ้านจึงคิดวิธีจับลิง<br />
โดยใช้กล่องไม้ซึ่งมีฝาด้านหนึ่งเจาะรูเล็กๆ พอให้ลิงสอดมือเข้าไปได้<br />
ในกล่องมีถั่วซึ่งเป็นของโปรดของลิงวางไว้เป็นเหยื่อล่อ<br />
วันดีคืนดี ลิงมาที่สวน<br />
เห็นถั่วอยู่ในกล่อง ก็เอามือล้วงเข้าไปหยิบถั่ว<br />
แต่พอถอนมือออกมาก็ติดฝากล่อง<br />
เพราะกำมือของลิงนั้นใหญ่กว่าฝากล่องที่เจาะไว้<br />
ลิงพยายามดึงมือเท่าไรก็ไม่ออก<br />
พอชาวบ้านมาจับ ก็ปีนหนีขึ้นต้นไม้ไม่ได้<br />
เพราะมีมือเปล่าอยู่ข้างเดียว<br />
สุดท้ายก็ถูกคนจับได้<br />
ลิงหาได้เฉลียวใจไม่ว่า เพียงแค่มัน<br />
คลายมือออกเท่านั้น<br />
มันก็เอาตัวรอดได้<br />
แต่เพราะยึดถั่วไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย จึงต้องเอาชีวิตเข้าแลก<br />
มีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่เราใฝ่ฝันอยากได้<br />
จนถึงกับยึดไว้อย่างเหนียวแน่น</p>
<p>เวลาประสบปัญหา<br />
เพียงแค่คลายสิ่งที่ติดยึดนั้นเสียบ้าง ปัญหาก็คลี่คลาย<br />
แต่เป็นเพราะเราไม่ยอมปล่อย<br />
จึงเกิดผลเสียตามมาอย่างมากมาย..ไม่คุ้มกับสิ่งที่ติดยึด<br />
ปัญหาทั้งหลายในชีวิตนั้น<br />
ถ้าเรารู้จักปล่อยวางเสียบ้าง</p>
<p>มันก็จะบรรเทาไปได้เยอะ<br />
บ่อยครั้งการปล่อยวางไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเท่านั้น<br />
หากแต่เป็นทางออกจากปัญหาเลยทีเดียว<br />
ความจริงการอยากผลักไสอะไรสักอย่าง ก็เป็นการติดยึดอีกแบบหนึ่ง<br />
ทั้งๆ ที่ลิงพยายามถูกำจัดกลิ่นกะปิไปจากมือ<br />
ก็อดไม่ได้ที่จะดึงมือมาดมหากลิ่นกะปิซ้ำแล้วซ้ำเล่า<br />
ในหลายๆกรณี ความทุกข์ไม่ได้มาจากไหน<br />
หากมาจากการยึดติดไม่ยอมปล่อย</p>
<p>ดั่งเจ้าลิงหวงถั่ว</p>
]]></content:encoded>
</item>

</channel>
</rss>
