<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>เพ้อฝันแฟนตาซี &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/เพ้อฝันแฟนตาซี/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "เพ้อฝันแฟนตาซี"</description>
	<pubDate>Wed, 23 Jul 2008 06:56:59 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[Heaven And Hell - ไอ้หนุ่มตะลุยนรก (1978, Chang Cheh)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=194</link>
<pubDate>Wed, 28 May 2008 22:57:18 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=194</guid>
<description><![CDATA[
Heaven And Hell งานของผู้กำกับเฒ่าจางเชอะ ที]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh01.jpg" alt="" /></p>
<p>Heaven And Hell งานของผู้กำกับเฒ่าจางเชอะ ที่เสนอจิตภาพแห่ง สวรรค์ นรก ตามความเชื่อของชาวเอเซีย หนังรวบรวมดารา แถวหน้าของชอว์บราเดอร์ไว้มากมายหลายคน  ผสมลีลาหลากหลายแนว กลายเป็นหนังของจางเชอะ ที่ค่อนข้างแตกต่าง จากงานของเขาโดยทั่วไป<!--more--></p>
<p>เทพโจวเป่า (เดวิด เจียง) แห่งวังหลินเซียว กับนางกำนัลสวรรค์ จื่อเซียว ลักลอบชอบพอ ได้เสียกัน เป็นการผิดกฏสวรรค์ เมื่อเง็กเซียนจับได้ ทั้งสองถูกตัดสินลงโทษ จับโบยสามร้อยครั้ง และต้องแยกจากกันตลอดชีวิต จึงพากันหนีออกจากสวรรค์ เพื่อลงสู่โลกมนุษย์ เกิดเป็นคู่ผัวตัวเมียกัน เง็กเซียนไม่พอกับเรื่องที่เกิดขึ้นสั่งให้เหล่าทวยเทพคอยยับยั้ง ปิดกั้นทางออกทุกทาง</p>
<p>เทพเฝ้าประดูสววรค์ ซินหลิง (หลี่อ้ายหมิ่น) เห็นใจ แก่ความรักของทั้งสอง เปิดทางปล่อยให้คู่รักต้องห้าม ออกจากสวรรค์ หลบหนีไปได้ ผลก็คือ ซินหลิง ได้รับความผิดอย่างร้ายแรง ถูกขับออกจากสวรรค์ให้ไปเกิดชดใช้กรรมในโลกมนุษย์</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh06.jpg" alt="" /></p>
<p>ช่วงเปิดเรื่องของงานที่ชื่อว่า Heaven And Hell ของจางเชอะ นั้นดูแล้วก็ไม่ได้มีอะไรพิศดารมากมาย เป็นหนังแนวอภินิหาร เทพจุติ สงครามเทพมารธรรมดา แต่ช่วงเวลาหลังจากนั้นต่างหาก เป็นช่วงเวลาแห่งความบ้าคลั่งอย่างแท้จริง เป็นความบ้าคลั่งที่แตกต่างจาก งานที่แล้วมาของจางเชอะโดยสิ้นเชิง</p>
<p>ตัวหนังนั้นไม่ได้เสนอ สวรรค์นรก ในแง่มุมความปกติธรรมดา แต่เชอะดูจะสนุกกับการสร้างเนื้อหาแนวประชดประชัน สร้างดินแดนหลังความตาย ที่ดูแล้วเต็มไปด้วยกิเลสตันฒาหาไม่แตกต่างจากโลกมนุษย์ (ดูแล้วค่อนข้างใกล้เคียงกับงานเรื่อง Dragon Live Again ที่ว่าด้วยชีวิตหลังความตาย ในนรกของบรูซ ลีอยู่ไม่น้อย)</p>
<p>โดยหนังแบ่งออกเป็น 3 ซีเควนส์ย่อยๆ สวรรค์ โลก และนรก เล่าเรื่องความเชื่อมโยงกันของสามโลก และนำเสนอภาพของดินแดน หลังความตาย จากจิตนาการของคนจีน เป็นประเด็นสำคัญ ภาพสวรรค์ใช้ลีลาแบบหนังอภินิหารแบบเก่า ควันขาวจากน้ำแข็งแห้ง ฟุ้งกันเต็มจอ จางเชอะเปิดด้วยฉากฟ้อนรำ แบบจีน ของเหล่านักแสดงสาว แสดงความอ่อนช้อย ของเหล่านางฟ้า นางสวรรค์ แต่ที่ขัดแย้งกลับเป็นการให้ภาพของเหล่าเทวดาทั้งหลาย ที่หยิ่งผยอง ยโสโอหัง เข้มงวดกับกฏระเบียบแบบสุดขั่ว</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh03.jpg" alt="" /></p>
<p>ด้านนรกอันเป็นไฮไลท์สำคัญของเรื่อง สิ่งที่คนดูคาดหวังก็คงจะเป็น ความโหดเหี้ยมทารุณ ฉากทรมาณทรกรรมอะไรเทือกนั้น แต่ความเป็นจริงของ Heaven And Hell นั้นไม่ได้ตอบสนอง ความต้องการในแง่นั้นซักเท่าไหร่ ภาพของนรก  (ที่เต็มไปด้วยไฟสี และปฏิมากรรมโฟม) ดูจะกลายเป็นชุมชนศูนย์รวมของความสกปรก ต่ำทราม เหล่ายมทูฒฉ้อฉล ขี้โกงไม่แพ้โลกมนุษย์</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ช่วงที่แสดงความสุดโต่ง หลุดโลก เหนือจริง เซอเรียล ที่สุดของหนัง กลับไม่ใช่ฉาก นรก สวรรค์ อะไรที่ไหน แต่เป็นช่วงกลางของเรื่อง กับการเล่าเรื่องราวบนโลกมนุษย์ ซะอย่างงั้น เป็นตอนที่เล่าเรื่อง เมื่อเทพ ซินหลิง ถูกขับลงมาจากสวรรค์ ให้ลงมาเกิดมาบนโลก ในภพชาตินี้ เขากลายเป็นคนขับเท็กซี่ หาเช้ากินค่ำ แต่ได้มีโอกาศช่วยชีวิต สองหนุ่มสาวคู่รัก (ฟู่เซิง กับคู่รักในชีวิตจริงของเขา เจนนี่ เช็ง) ให้รอดพ้นจากการตามจองเวรจองกรรม ของพวกแก็งมาเฟีย</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh02.jpg" alt="" /></p>
<p><span style='text-align:center; display: block;'><object width='425' height='350'><param name='movie' value='http://www.youtube.com/v/_VXrL5eMvVM'></param><param name='wmode' value='transparent'></param><embed src='http://www.youtube.com/v/_VXrL5eMvVM&rel=0' type='application/x-shockwave-flash' wmode='transparent' width='425' height='350'></embed></object></span></p>
<p>ฟังดูก็ธรรมดานะครับ แต่ความไม่ธรรมดามันอยู่ตรงที่ จางเชอะเล่าซีเควนซ์ นี้ด้วยลีลาที่สุดจะบรรยาย ผสมผสานความเป็นภาพยนตร์ เข้ากับการจัดแสง และฉากแบบละครเวที ผสมลีลาบู๊ กับการเต้นรำแบบหนัง หรือละครเพลง  Musical เป็นฉากที่ให้ลีลาความเหนือจริงมากๆ ฟูเซิง ยังได้มีโอกาศโชว์ร้องเพลง (ลิปซิง) คู่กับเจนนี่ แฟนสาวในขณะนั้นด้วย สงสัยจางเชอะคงอินกับหนัง (ดูฉากนี้ได้ที่คลิบด้านบทครับ)</p>
<p>หลังจากช่วยสองหนุ่มสาว ให้รอดพ้นจากพวกเหล่าร้าย แต่ซินหลิงสังเวยชีวิตในโลกมนุษย์ของตัวเอง เมื่อเขายอมรับลูกกระสุนปืน แทนชายหนุ่มคนนั้น หลังจากสิ้นใจ วิญญานของเทพประตูสวรรค์ ซินหลิง ก็ล่องลองไปสู่ปรโลก เข้าแถวยาวเพื่อรอคอยการพิพากษา เจอหญิงสาวนางหนึ่ง ในโลกมนุษย์เธอหลงผิดติดยาคนเสียชีวิต</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh07.jpg" alt="" /></p>
<p>เมื่อมาอยู่ในยมโลก เกิดอาการกลัวที่จะต้องรับใช้โทษ จึงขอร้องให้ซินหลิงช่วยพาหนี ทั้งสองพากันหลบหนีออกจากปากทางเข้านรก เพื่อจะได้ไม่ต้องไปรายงานตัว รับโทษจากยมบาล ระหว่างการหลบหนีมีผีใจดี เสนอตัวช่วยเหลือ แท้จริงแล้วเป็นผีใจร้าย ที่ตั้งใจหลอกเอาหญิงสาวไปขาย ให้กับผีมีเงินอีกต่อหนึ่ง</p>
<p>จนแล้วจนรอดทั้งสองก็ถูก ยมทูตเจ้าตัวไปจนได้  แถมเกิดเหตุข้อมูลผิดพลาด ซินหลิง ถูกยัดข้อหา บาปกรรมจากการเล่นการพนัน เขาไม่ยอมจำนน พยายามหลบหนีอีกครั้ง และหาทางช่วยหญิงสาวที่ได้พบกันในนรกนางนั้น โชคดีได้พระโพธิสัตว์ตี้จาง มาพบเจอเข้า ท่านตรวจดูดวงชตาพบว่า ซินหลิง ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ถูกกล่าวหา จึงให้โอกาศให้ทำความดี ตามหาชาย 4 คนที่ตกนรกมาแบบไม่สมควร ช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้น ให้หลุดรอดจากการลงโทษที่พวกเขาไม่ได้ก่อ จึงจะถือเป็นการไถ่โทษ</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh04.jpg" alt="" /></p>
<p>หลังจากออกทะเล ถูลู่ถูกังมานาน สิ่งที่ทุกคนรอคอย ฉากบู๊ ! ก็มาถึงจนได้ หนังแนะนำตัวละคร  4 ตัวนำทีมโดย 3 จาก ห้าจอมโหด (The Venoms) กัวะจุ้ย, หลอเมิ่ง, ซุนเจี้ยน และ บรูซ ต่ง ชาย 4 คนจากต่างยุคสมัยต่างเรื่องราว แต่ล้วนประสบชาตากรรมเดียวกันคือ ที่ต้องสละชีพให้กับความดีของตัว ตายอย่างน่าเศร้า  ตกนรกอย่างไม่ยุติธรรม</p>
<p>จางเชอะใช้ฉากย้อนอดีต เล่าเรื่องวีรกรรมของชายทั้งสี่ ในอดีตชาติ เป็นโอกาศ ในการนำเสนอคิวบู๊แบบดังเดิมของเขา เสนอฉากต่อยตีแบบดุเดือดเลือดพล่าน เช่นเดียวกับเรื่องราวแบบที่เราคุ้นชินกัน ความตายอันสูงส่งของบุรุษเพศ การเสียสละ และเรื่องราวแห่งการทรยศหักหลัง คิวบู๊ที่กำกับโดย โรเบิร์ต ไท่ ยังคงยอดเยี่ยเสมอ หนังจบเรื่องราวด้วยฉากต่อสู้อันวุ่นวายท้ายเรื่อง ซินหลิง ได้รับพลังเทพกลับคืนมา เขานำชายนักสู้ทั้ง 4 ห่ำหั่นกับบรรดา คนเลว และปีศาจนรกทั้งหลาย</p>
<p>ภาพรวมของ Heaven And Hell จะเรียกว่าเละตุ้มเปะ ก็คงไม่ห่างไกลมากนัก แต่ผมกลับสนุกกับหนังได้พอสมควรเลยทีเดียวนะครับ คิวบู๊ท้ายเรื่องนั้นควรค่าแก่การรอคอย เช่นเดียวกับฉากของฟู่เซิง กับเจนนี่ ถือว่าเป็นความแปลกประหลาดอันน่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับแฟนๆ ของจางเชอะ และผู้สนใจงานประหลาดๆ จากยุค 70 แต่นอกเหนือจากนั้น สำหรับแฟนหนังทั่วๆ ไป คงจะถูกความพิลึก พิลั่นของหนัง หลอกหลอนจนงงงวย</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh05.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Shaw Brother<br />
<strong> กำกับ - </strong>Chang Cheh<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong> Run Run Shaw<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Ni Kuang, Chang Cheh, Chow Long<br />
<strong> ถ่ายภาพ - </strong>Miyaki Yukio<br />
<strong> ตัดต่อ - </strong> Chiang Hsing Lung<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Chen Yung Yu, Lau Ga Cheong<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Johnson Tsao<br />
<strong> เสื้อผ้า - </strong>Liu Chi Yu<br />
<strong> แต่งหน้า - </strong> Wu Hsu Ching<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Leung Ting, Robert Tai Chi Hsien, Lu Feng<br />
<strong> แสดงนำ -</strong>Lee I MinSun ChienAlexander Fu Sheng, Jenny Tseng Yan LeiPhilip Kwok Chung FungChiang Sheng, Lo Meng, Kong Do David Chiang Da Wei Chan Shen Chan Hung, Chan Jun Ho, Cheng Miu, Cheung Hei, Chin Tsi Ang, Chow Kin Ping, Chow Mak Lee, Chui Tai Ping</li>
<li><strong>Thailand Distribution </strong>- ชื่อไทยว่า "ไอ้หนุ่มตะลุยนรก" ออกเป็น VCD โดยบริษัท United Home Entertainment</li>
<li><strong>Rating - </strong>3/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Twelve Fairies - ศึกอภินิหาร 12 นักษัตร (1990, Chiu Chung-Hing)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=180</link>
<pubDate>Wed, 14 May 2008 05:45:31 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=180</guid>
<description><![CDATA[
Twelve Fairies หนังแฟนตาซี กำลังภายในจากไต้]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/06/twelveanimals4.jpg" alt="" /></p>
<p>Twelve Fairies หนังแฟนตาซี กำลังภายในจากไต้หวัน ที่เป็นงานในแบบฉบับของ แฟนตาซีแบบไต้หวันโดยแท้ เป็นหนังแนวอภินิหาร ที่สร้างออกมาโดยมีกลุ่มเป้าหมาย อย่างลูกเล็กเด็กแดงเป็นสำคัญ กับเนื้อเรื่องเบาหวิ๋ว แทบจะหาความเป็นเหตุเป็นผล หรือความสมจริงใดๆ ไม่ได้ แต่กลับดูได้อย่างสนุกสุดสนานๆ<!--more--></p>
<p>Twelve Fairies เปิดเรื่องด้วย ภาพการ์ตูน อนิเมชั่น สวยสดใส ที่ทำออกมาได้ดูมีราคา การลงทุน และดูสนุกใช้ได้ทีเดียว (แม้จะแอบลอก การ์ตูนชุด คาโยตี้ กับโรดรันเนอร์ ไปนิดก็ตาม) การ์ตูนสั้นตอนต้นเรื่องนั้น เป็นการเล่าเรื่อง อารัมภบท โดยเริ่มต้นเรื่องราว บนสรวงสวรรค์ เมื่อพระพุทธองค์ จัดให้เหล่าสิงสาราสัตว์ วิ่งแข่งขัน เพื่อใครชนะได้จะรับการแต่งตั้งเป็นเทพประจำในแต่ละเดือน แต่เหล่าสัตว์ต่างแก่งแย่งแข่งขัน แบบไม่ลดราวาศอก ทั้งใช้กลโกง ทะเลาะเบาะแว้ง กันจนวุ่นวายไปหมด</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/06/twelveanimals2.jpg" alt="" /></p>
<p>สุดท้ายได้ 12 ผู้ชนะรวม สิบสองเทพนักษัตร พระพุทธองค์จึงจัดการส่งให้ทั้ง 12 เทพไปเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อชดใช้ความบาป กิเลส ที่ยังตัดไม่ขาด และบำเพ็ญบารมี เมื่อสำเร็จจึงได้กลับสู่สวรรค์อีกครั้ง โดยส่งเทพดอกบัว ตามลงไปเกิดด้วยเพื่อคอยช่วยเหลือ</p>
<p>เมื่อพระพุทธองค์เข้าสู่ปรินิพาน เหล่าปีศาจเหิมเกริม สร้างกองทัพเพื่อรุกราน โลกและสวรรค์ เป็นโอกาศของ 12 นักษัตร ที่จะได้ทำความดีไถ่โทษ โดยเทพดอกบัว ในร่างของราวน้อย ที่ถูกเลี้ยงดูในวัดลามะแห่งทิเบต ต้องออกเดินทางรวบรวมเทพทั้งสิบสอง เพื่อรวมมือกันในการปราบเหล่ามาร โดยมีลามะน้อย ผู้เป็นใบ้ คอยติดตามคุ้มครอง</p>
<p>Twelve Fairies นั้นดูเหมือนจะได้รับอิทธิพลของหนังแฟนตาซี ซามูไร เรื่องดังของญี่ปุ่นในยุค 80 อย่าง 8 ลูกแก้วอภินิหาร หรือ ซาโตมิ ฮัคเคนเดน ของผู้กำกับเฒ่าผู้ล่วงลับ คินจิ ฟุกุซากุ อยู่ไม่น้อย ทั้งในแง่ของ งานสร้าง เครื่องแต่งการ เทคนิคพิเศษ รวมไปถึงเรื่องราว อันว่าด้วย การรวมกลุ่มตัวละครกลุ่มใหญ่ ที่ผูกพันกันด้วยดวงชตา แต่หนหลัง โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ตัวละคร หญิงสาวบริสุทธิ์</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/06/twelveanimals3.jpg" alt="" /></p>
<p>เนื้อเรื่องดำเนินไปด้วย การเดินทางตามหา เทพ 12 นักษัตร กลุ่มตัวละครมากมาย หลากหลายบุคลิก แพะเป็นตาแก่จอมทะเล้น ไก่ป่าหนุ่มพเนจร, วัวจอมพลัง หนูหัวขโมยตัวแสบ ม้าเป็นบุรุษไปรสณีประจำเมือง สองเจ้านายลูกน้องจากคุกประจำเมืองอย่าง หมูตอนผู้แสนขี้ขลาด กับเสือจอมโหด, สองโจรป่าลิง และสุนัข, กระต่ายลูกชายของชาวป่า และงูเล็ก</p>
<p>ส่วนดาวเด่นของเรื่องได้แก่ มังกร เทพนักสู้ประจำกลุ่ม ที่แสดงโดยดาราสาวขวัญใจแฟนหนังกำลังภายในยุค 80 อย่าง หลินซิ่วหลัน ดาราสาวผู้รับบทหนุ่มน้อยอยู่เป็นประจำ เป็นเรื่องหมายการค้าลำดับต้นๆ แห่งหนังแฟนตาซีจากไต้หวัน ในยุคนั้นเลย ผลงานที่หลายๆ คนน่าจะยังจำได้ก็น่าจะเป็น เรื่อง "ท้อไม่ท้อ ขอเป็นซาเซียน"</p>
<p>เอาเข้าจริงๆ หลินซิ่วหลัน ก็ไม่ได้เด่นอย่างที่คาดนะครับ โผล่มาตอนต้นเรื่อง กว่าจะมีบทบาทอีกทีก็ล่วงเข้าไปครึ่งหลังแล้ว ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะหนังมีตัวละครมากกว่าเกิน 12 ตัว การเฉลี่ยบทนั้นทำได้ยากยิ่ง เอาแค่ให้จำตัวละครได้ก็แทบแย่ (เรียกว่าขนาดคนพากย์หนังยังจำตัวละคร เจ้ากระต่าย และม้า สลับกันเลยนะครับ)<br />
ั<br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/06/twelveanimals6.jpg" alt="" /></p>
<p>คุณค่าในทางภาพยนตร์ของ Twelve Fairies ตัวหนังเอง ไม่ได้มีอะไรดีเด่น อย่างที่คาดนั้นแหละครับ หนังไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มากมายนัก ตัวละครเบาหวิว เนื้อเรื่องคาดเดาได้ง่าย เป็นเรื่องของธรรมะปะทะอถธรรมที่แสนธรรมดา การเล่าเรื่องก็เรียบง่าย ไม่ได้มีชั้นเชิงอะไรมากมายนัก เทียบกับงาน ต้นฉบับอย่าง 8 ลูกแก้วอภินิหาร ที่ก็ไม่ได้มีชั้นเชิงอะไรมากมาย ก็ยังนับว่า Twelve Fairies อ่อนด้อย ตื้นเขินกว่ามากมาย หลายเท่า</p>
<p>แต่ถ้าว่าหนังสนุกหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า สนุกมากนะครับ Twelve Fairies แบบง่ายๆ ไร้ชั้นเชิง แต่ดูได้สนุกแบบหนังยุค 80 โดยแท้ ทั้งการออกแบบงานสร้าง เครื่องแต่งกายที่อาจจะเรียกว่าได้เลอะเทอะเปรอะเปื้อนโดยแท้ แต่ก็ดูมีสีสรรค์ สุดตาดี</p>
<p>และที่โดดเด่นเป็นพิเศษก็คือ เหล่าเทคนิคพิเศษมากมาย ที่ถูกประเคนให้ดูกันตลอดเรื่อง ลวดสลิง ไฟสี และควันสี หุ่นจำลอง การแต่งหน้าเอฟเฟค และที่โดดเด่นเป็นพิเศษก็คือการปล่อยแสง ที่มีให้ดูกันเพียบเลย แต่นอนว่าไม่สมจริงอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะดูในยุคนี้ หรือเป็นในยุคเมื่อแรกหนังออกฉายก็ตามแต่ อย่างไรก็ตาม สำหรับ “เด็กยุคแปดศูนย์” อย่างผมแล้ว หนังเทคนิคประเภท Old School แบบนี้ สนุกกว่าเทคนิคคอมพิวเตอร์ เป็นไหนๆ เลยครับ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/06/twelveanimals5.jpg" alt="" /></p>
<p>ไฮไลท์สำคัญของหนังอยู่ในช่วงท้ายของเรื่อง ที่หนังระดมฉากต่อสู้คิวบู๊ และเอฟเฟคมาให้ดูกันเพียบ เมื่อเทพดอกบัว และเหล่า 12 นักษัตร เดินทางบุกถ้ำเสือ เพื่อกำจัดเหล่ามาร ฝ่ายตรงข้ามส่งเหล่าปีศาจมากมาย ออกมารับมือ ที่เต็มไปพวกจัดการได้ลำบาก และยากจะรับมือ เหล่า 12 นักษัตร จากที่เคยทะเลาะเบาะแว้ง กันอยู่เสมือ ต้องร่วมมือ และช่วยเหลือ ถึงขั้นเสียสละเพื่อพวกพวก กระทั่ง เหล่า 12 เทพเริ่มสละเสียชีวิต กับไปทีละคนสองคน สุดท้ายจึงสามารถปราบปีศาจได้</p>
<p>หนัง Twelve Fairies อาจจะไม่ได้มีเนื้อเรื่องที่ยิ่งใหญ่อะไรมากมายนะครับ แต่ก็น่าชื่นชมที่ผู้กำกับ ยังพยายามรักษาใจความสำคัญ ตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึง การปิดฉาก การอยู่ร่วมกัน ความสมัครสมานสามัคคีร์ ของความแตกต่าง ที่ถึงแม้ยากเย็น แต่ก็ใช่จะเป็นไปไม่ได้</p>
<p>Twelve Fairies เป็นหนังแฟนตาซีจากยุค 80 ที่เรียกได้ว่าดูสนุกมากๆ ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่เกิด และทัน อยู่ร่วมยุคสมัยเดียวกับนั้นแล้ว ก็คงจะสนุก และบันเทิงด้วยเป็นสองเท่า<br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/06/twelveanimals1.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
<strong> กำกับ </strong></strong>-  Chiu Chung Hing<strong><br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong></strong> Lau Seung-Him, Gam Cheung-Leung<strong><br />
<strong> ตัดต่อ -</strong> </strong>Kong Wong-Hung<strong><br />
<strong> แต่งหน้า - </strong></strong> Yau Yee-Chu<strong><br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong></strong> Kung Chuan-Kai<strong><br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong></strong> Chiu Chung-Hing's Stuntmen Association, Sam Ching-Wai, To Chi-Shing, Lau Hei-Wing<strong><br />
<strong> แสดงนำ -</strong> </strong>Lin Hsiao Lan, Lee Chi Kei, Yeung Hung, Lam Gwong Wing, Lu Feng, Boon Saam, Cheng Tung Chuen<strong> </strong></li>
<li><strong><strong>Thailand Distribution </strong>- </strong>ชื่อไทยว่า "ศึกอภินิหาร 12 นักษัตร" ออกเป็น VCD โดยบริษัท Big Warner</li>
<li><strong><strong>Rating - </strong></strong>3.5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Dragon Lives Again - บรูซ ลี ตะลุยนรก (1977, Law Kei)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=171</link>
<pubDate>Tue, 06 May 2008 21:22:06 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=171</guid>
<description><![CDATA[
หลังจากเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain01.jpg" alt="" /></p>
<p>หลังจากเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน ไปในวันที่ 20 กรกฎาคม ปี 1973 ขณะที่โลกกำลังร้องให้ ตัวของสุดยอดนักบู๊ บรูซ ลี กลับไปสร้างความแตกตื่นวุ่นวาย ให้กับอีกโลกอีกภพหนึ่ง นั้นก็คือโลกหลังความตาย !!!</p>
<p>The Dragon Lives Again หนังในแนว Bruceploitation หรือ หนังแนว บรูซ ลี ตัวปลอม ที่พกพาความบ้าครั้งชนิด คาดเดาไม่ถูก เมื่อหนังจับเอาบรูซ ลี ไปบู๊ในนรก ประจันบานกับ ดารา คนและดังจากโลกภาพยนตร์ทั้งจาก จีน ญี่ปุ่น และฮอลลีวูด อย่างสุดมัน (หรือสุดมั่ว)<!--more--></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain11.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังเปิดเรื่องเมื่อ วิญญานของ บรูซ ลี (บรูซ เหลียง หรือ เหลียงซิ่วหลง ที่แฟนๆ หนังรุ่นใหม่อาจจะคุ้นหน้า ของเขาเป็นพิเศษจากหนัง Kung Fu Hustle) ถูกลำเลียงมายังโลกหลังความตาย บรูซ ลี ยังคงปฏิบัติตัวไม่แตกต่างจากเมื่อสมัย อยู่ในโลกมนุษย์ หยิ่งทนง และยโสโอหัง บรูซ ลี ไม่ยี่หระ ต่อคำสั่งของ ยังพกอาวุธกระปองสองท่อน ทั้งๆ ที่เป็นกฏต้องห้าม รวมถึงส่งเสน่ห์ เจ้านรก แม้จะใช่พลังอำนาจ สร้างแผ่นดินใหญ่ ที่สั่นสะเทือนไปทั่วนรก ก็ไม่สามารถสร้างความตะหนกอะไรให้กับเขาได้</p>
<p>บรูซ ลี สนใจต่อคำตัดสินของเจ้านรก เริ่มเบื่อหน่ายกับความวุ่นวายโกลาหลที่เกิดขึ้น จึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปที่ โรงเตี๋ยมแห่งนรก เพื่อหาอะไรมารองท้อง กลับเจอความยุ่งยากครั้งใหม่ เมื่อบรูซ ลี เกิดไป กวนโมโหนักเลงท้องถิ่นเข้า ถ้าเป็นที่อื่นนี้คงเป็นเรื่องขนมๆ แต่นี้เป็นนรก</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain12.jpg" alt="" /></p>
<p>นักเลงที่ว่าก็ไม่เรียบง่ายธรรมดา แต่เป็น เจ้าบอดซามูไร ซาโตอิจิ เมื่อเกิดเรื่องเข้า เจ้าบอดเห็นท่าว่า บรูซ ลี คงไม่สามารถจัดการได้โดยง่าย จึงไปตามพวกอย่าง เจมส์ บอนด์ กับ The Man With No Name (ตัวละครของ คลิน อีสวูด จากไตรภาค คาวบอยสปาเก็ตตี้)</p>
<p>ลำพังคู่ต่อสู้ก็ยากที่จะต่อกรแล้ว ร่างของบรูซ ลี ยังไม่ได้ปรับสภาพโลกหลังความตาย จึงพ่ายแพ้ถูกทำร้าย จนบาดเจ็บสาหัส โชคดีได้รับการช่วยเหลือ จากท่านหมอ ฮั๋วโต๋ (จากสามก๊ก) หมอใจบุญผู้ช่วยเหลือคนในนรก ช่วยรักษาจนหายดี พร้อมกับช่วยตักเตือนบรูซ ลี ถึงการใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain02.jpg" alt="" /></p>
<p>อีกด้านหนึ่ง พวกนักเลงแห่งนรก นอกจากสามหน่อที่ปรากฏตัวไปแล้ว พวกมันรวบบรรดาตัวแสบอย่าง ก็อดฟาเตอร์, เอมมานูแอล และ หมอผีเอ็กโซซิส (ที่ดูหน้าแล้วนึกถึงดาวตลกไทย ล้อต็อก มากกว่า) กำลังวางแผ่นยึดครองโลกหลังความตาย จากเจ้านรก โดยมีกำลังสำคัญคือ ผีดิบ แดร็กคูล่า ผู้ควบคุมกองทัพผีดิบ อันทรงพลัง</p>
<p>ฝ่ายบรูซ ลี ก็ปฏิบัติตัวใหม่ประพฤติตนให้มีประโยชน์ต่อสังคม เริ่มด้วยการจับผิดกลโกงของบ่อนนรก คืนเงินแก่ผู้ถูกหลอกลวง ที่สำคัญยังช่วยเหลือ เดชไอ้ด้วน ฟางกัง ที่ติดการพนันจนเป็นหนี้หัวโต ออกมาได้ บรูซ ลี เปิดสำนักมวยขึ้นในนรก เพื่อช่วยฝึกฝนให้เหล่าวิญญานอิสระป้องกันตัวเอง จากวิญญานอันถพาล และพวกเจ้าหน้าที่นรกจอมขูดรีด ได้</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain03.jpg" alt="" /></p>
<p>ฝ่ายเหล่าตัวร้ายแห่งนรกเริ่มดำเนินแผนการชั่วร้ายเลวทราม ที่ก่อนอื่น ต้องกำจัดขวากหนามอย่างบรุซ ลี ให้ได้เสียก่อน แต่ไม่ว่าจะ  ส่งมือดีไปกี่ตัว ก็ไม่สามารถจัดการกับบรูซ ลี ได้ ถูกเล่นงาน จนงอมพระรามกลับมาทุกตัวไป แม้กระทั่งสาวเซ็กอย่าง เอมมานูเอล จะใช้ลีลารักร้อนแรง เข้ายั่วยวนก็ไม่เป็นผล บรูซ ลีต้องต่อกรกับทั้ง พวกนักเลง</p>
<p>และก็รวมถึง บรรดาสาวๆ นางสนมของเจ้านรก ผู้หลงเสน่ห์ในความเป็นชาย ของพระเอกยอดนักสู้ ตั้งแต่ได้ดูหนังเรื่องแรกของเขา แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบรับ พวกนางกลับใส่ร้ายเขา แต่ก็ไม่เป็นผลเจ้านรกไม่หลงเชื่อตามนั้น แต่เป็นสาวดาวโป๊ แห่งหนังซอฟคอร์ระดับตำนานของตะวันตก อย่าง เอมมานูเอล ที่ล่อหลอกเจ้านรก ให้หลงเชื่อ และออกหมายจับบรูซ ลี ได้เป็นผลสำเร็จ เอมมานูเอล ยังพยายามจัดการเจ้านรกด้วยการ สังหารด้วยเซ็กที่เร็วเกินพิกัด !!! โชคดีที่ บรูซ ลี (ในมาดของ เคโต้ จาก Green Honet) เข้ามาช่วยเหลือไว้ได้ทัน ควมดีความชอบดังกล่าว ทำให้ เจ้านรกแต่งตั้ง บรูซ ลี เป็นบอร์ดีการ์ด คนใหม่</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain04.jpg" alt="" /></p>
<p>ถึงคราว บรูซ ลี จัดการกับบรรดานักเลงนรกไปทีละคร เริ่มจาก ซาโตอิจิ เจมส์ บอนด์ แดร็กคูล่า จนถึง Man With No Name จนตัวการใหญ่อย่าง เอ็กโซซิส และก็อดฟาเตอร์ ต้องออกโรง แถมซ้ำ เจ้านรกยังตลบหลัง ร่วมมือกับอดีตขุนนางกังฉินแห่งราชวงศ์ซ้อง ชินไคว้ ส่งกองทัพมัมมี หวังสังหารบรูซ ลี ขณะที่จอมยุทธด้วนฟางกัง ป๊อปอาย และหนุ่มน้อยกังฟู ไควจางเคน (ตัวละครของ เดวิด คาราดีน จากซีรี่ Kung Fu) ยืนอยู่ข้างพระเอกนักบู๊</p>
<p>The Dragon Lives Again นั้นเป็นทั้งหนัง Bruceploitation หรือหนังล้อเลียน Bruceploitation ไปในตัว หนังยั่วล้อ แนวทาง การหยิบยืมความโด่งดัง ของราชานักบู๊ผู้ล่วงลับ มาหากิน ที่เหล่านักทำหนังชาวฮ่องกง ทำออกมากันแบบไม่บันยะบันยัง ด้วยการสร้างเรื่องแบบเดียวกัน แต่ทวีความบ้าคลั่ง แต่ใส่ลีลาตลกล้อเลียน  ชี้ถึงความหลุดโลก ไต้ตรรกะ และไร้สาระ ของหนังแนวทาง Bruceploitation</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain06.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่ไปๆ มาๆ การล้อเลียน กลับไม่ได้เกิดผลอะไรมากมาย เพราะตัวหนัง The Dragon Lives Again เอง ก็ง่อย ไม่ได้แตกต่างอะไรจากหนังที่ตัวเองล้อเลียนเท่าไหร่นัก เข้าข่ายว่า ดูไม่ออกมาว่า ตัวหนังแกล้งทำโง่ หรือโง่เองตามธรรมชาติ กันแน่ ซึ่งก็เข้าทำนอง ว่าแต่เขาอีเหนาเป็นเอง อยู่ไม่น้อย หนังยังใส่ลีลาๆ ต่ำๆ ห่วยๆ แบบหนังเกรด 3 เข้ามาขายของอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตลกงี่เง่า และฉากนูดชวนสยิว ของชอบหนุ่มใหญ่หนุ่มน้อย</p>
<p>ดูจากภาพก็คงจะตัดสินใจไม่ยากนะครับ ว่าตัวหนังยังขาดความน่าเชื่อถือแบบรุนแรง ไม่ต้องไปใหนไกล แม้กระทั่งดาราที่มารับบท บรูซ ลี อย่าง บรูซ เหลียง ก็หน้าตาไม่ได้ใกลเคียงอะไรเลยกับต้นฉบับ เช่นเดียวกับดาราคนอื่นๆ ในเรื่อง ที่ทั้งหน้า ตา และเสื้อผ้า ที่มีความน่าเชื่อถือระดับ งานเลี้ยงแฟนซี วันโฮโลวีน ตัวละครบางตัวก็พอจะเหมือนอยู่บ้าง ขณะบางตัวห่างไกลอยู่หลายขุม และหลายตัวเรียกว่าถ้าไม่บอกก็ไม่รู้เลยว่า เขาเหล่านั้นกำลังแต่งตัว และแสดงเป็นใครกันอยู่</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain07.jpg" alt="" /></p>
<p>ตัวละครบรูซ ลี ในเรื่องก็ออกแนวฮาๆ หนังพยายามใส่ความยะโส โอหัง ของบรูซ ลี ตัวจริงลงไปในตัวละครด้วย แถมหยิบยกท่า การต่อสู้มากจากหนังหลายๆ เรื่องของ บรูซ ลี ทั้ง Fist of Fury, Enter the Dragon, The Way of the Dragon รวมถึง Green hornet ด้วย</p>
<p>ซึ่งหนังก็คงกังวลว่าแฟนๆ หนังอาจจะจำท่าต่อสู่เหล่านี้ไม่ได้ ว่ามากจากหนังเรื่องอะไ่น จึงให้ บรูซ ลี ประกาศชีือหนัง ระหว่างต่อสู้ไปด้วย ที่บ้าบ่อที่สุดในฉากต่อสู้ก็คือ ไม้ตายลับของบรูซ ลี ที่ถูกเก็บซ้อนมานาน เป็นไม้ตายที่โจมตีศัตรู ด้วย "ขาที่สาม" ที่ซ้อนไว้ตรงหวางขาทั้งสอง พูดถึงคิวบู๊กันหน่อย เอาเข้าจริงๆ แล้วคิวบู๊ของหนัง นับว่าดีกว่าคิดเยอะเลย อาจจะไม่ได้มีจุดเด่น หรือฉากเด็ด อะไรมากมาย แต่นักแสดง ก็ถือว่ามีทักษะในฉากต่อสู้ดีทีเดียว โดยเฉพาะ บรูซ เหลียง พระเอกที่รับหน้าที่กำกับคิวบู๊ ด้วย นั้นเป็นดาราบู๊ที่ดีแต่ไม่ดังคนหนึ่งของยุค 70 เลย แต่อย่างว่านะครับ คิวบู๊ก็ถือว่า เดินไปตามทิศทางของหนัง คือเอาฮาเข้าว่า เพราะฉะนั้นไม่สามารถสร้างความ มัน หรือตื่นเต้น ได้แต่ประการใด</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain09.jpg" alt="" /></p>
<p>ก่อนฉากเปิดเรื่อง The Dragon Lives Again ขึ้นตัวหนังสือ แสดงความคารวะ และอุทิศหนังเรื่องนี้ให้กับเขา และแฟนของบรูซ ลี ทั่วโลก เมื่อประเมินตัวหนังทั้งเรื่อง แล้ว ก็ชวนให้คิดนะครับ ว่าจะขึ้นข้อความอย่างนั้นไปทำไมกัน ในเมื่อหนังไม่ได้ให้เกียรติอะไรบรูซ ลี เลย (ฮา) อาจจะไม่ถึงกับเอามาปู่ยีปู่ยำ แต่ก็เรียกได้ว่าหยิบ ราชานักบู๊มาเป็นตัวละคร นั้นเอง</p>
<p>ตัวหนังนั้นแทบจะไม่มีคุณค่าทางภาพยนตร์อะไรเลย คุณค่าต่อแฟนของบรูซ ลี หรือแฟนหนังกังฟู ก็แทบไม่ปรากฏ แต่ความบ้าบ่อ เหนือจริง และตลกแบบผิดที่ผิดทาง ก็ทำให้ The Dragon Lives Again ถูกจดจำมาถึงทุกวันนี้ และเป็นหนังที่ถึงถูกพูดถึงไปอีกนาน ในฐานะ หัวแถว (?) ของงานกลุ่ม Bruceploitation</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain08.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Golding Films (HK)<br />
<strong> กำกับ - </strong> Law Kei<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Alex Gouw<br />
<strong> เขียนบท - </strong> Ke Shek, Leung Wai<br />
<strong> กำกับคิวบู๊- </strong>Leung Siu-Lung<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Leung Siu-Lung, San Yat-Lung, Tan Ching, Eric Tsang, Alexander Grand</li>
<li><strong>Rating - </strong>2/5</li>
<li><strong>Note - </strong>ชื่อไทย "บรูซ ลี ตะลุยนรก" ผมตั้งเอง ครับ</li>
</ul>
<p><span style='text-align:center; display: block;'><object width='425' height='350'><param name='movie' value='http://www.youtube.com/v/RIW8OzS0ofI'></param><param name='wmode' value='transparent'></param><embed src='http://www.youtube.com/v/RIW8OzS0ofI&rel=0' type='application/x-shockwave-flash' wmode='transparent' width='425' height='350'></embed></object></span></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Kung Fu Vs. Acrobatic - เจาะตำนานยูไล (1990, Taylor Wong)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=101</link>
<pubDate>Sun, 06 Apr 2008 15:15:30 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=101</guid>
<description><![CDATA[
Kung Fu Vs. Acrobatic หนังตลก กังฟู แฟนตาซี ที่ผล]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/kva2.jpg" alt="" /></p>
<p>Kung Fu Vs. Acrobatic หนังตลก กังฟู แฟนตาซี ที่ผลิตโดยหวังจิง (เขียนบท) และแสดงนำโดยหลิวเต๋อหัว อีกเรื่องในต้นยุค 90 ที่เชื่อขนมกินได้เลยว่า ได้ หนังมี ความสนุกสนาน แบบหาสาระไม่ได้ ให้ชมกันอีกเช่นเคย อย่างไรก็ตาม Kung Fu Vs. Acrobatic ยังมีอะไรน่าสนใจอยู่บ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหาทางออกแปลกใหม่ให้กับหนังประเภทนี้ด้วยการ หยิบอารมณ์ถวินหาอดีต อันสวยงามแห่งหนังฮ่องกงยุคโบราณ  มานำเสนอเป็นจุดขายหลัก <!--more--></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/kva6.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังเริ่มต้นเล่าเรื่องชีวิตน่าเบื่อของ สองหนุ่มเพื่อนซี้ อาเฟย (หลิวเต๋อหัว) และอาจื่อ (เฉินไป่เสียน) พนักงานบริษัทโฆษณาถูกส่งไปทำงานที่จีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ทั้งสองถือโอกาสเสี่ยงโชค หาเงินก้อนใหญ่ในการเดินทางมาเมืองจีน ด้วยการลักลอบหาของเก่าเก๊ เพื่อนำกลับมาฮ่องกงด้วย ยังไม่ทันได้ก้าวออกจากแผ่นดินจีน ดวงซวยก็ถามหา เมืองตำรวจจีนเกิดจับพิรุธได้ สองหนุ่มต้องหนีเถลิดเปิดเปิงเขาไปในชายป่า</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/kva3.jpg" alt="" /></p>
<p>หลังจากวิ่งหนีอุตลุดอยู่พักใหญ่นึกว่าจะรอดแล้ว อาเฟย กับอาจื่อ ดันซวยซ้ำซวยซ้อนตกลงไปในหลุดลึก แทบที่จะเป็นหลุมธรรดา ภายในกลับเป็นสิ่งปลูกสร้างโบราณ ที่บรรจุศพของอดีตจอมยุทธโบราณเอาไว้ อาจื่อดันไปทำทะเล่อทะล่าถูกงูผิดกัดเข้า ทางรอดเดียวกคือ ต้องกินยาวิเศษที่ติดตัวศพจอมยุทธอยู่ เมื่อกินเข้าไปไม่เพียงรักษาพิษงูได้ ยังเพิ่มกำลังทั้งภายนอกภายใน ยิ่งไปกว่านั้นทั้งสองยังได้ บังเอิญไปปลุกหญิงสาวสวยสองนาง องค์หญิงหยุนหลอ (หวังจู่เสียน) และสาวใช้ ให้ตื่นขึ้นจากการจำศีลนานหลายร้อยปี</p>
<p>สองหนุ่ม พาองค์หญิงหยุนหลอ พร้อมสาวรับใช้ กลับสู่ฮ่องกง โดยสวัสดิภาพ องค์หญิงเริ่มปรับตัวกับชีวิตในโลกสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็สอนวิชาจากคัมภีร์ยูไลแก่ อาเฟย และอาจื่อ ซึ่งทั้งสองนำใช้ต่อกรกับบรรดาคู่อริ นักเลงโตที่เคยมีเรื่องกันมาก่อน ทุกคนยังคงใช้ชีวิตอย่างปกติสุข โดยไม่ได้ล่วงรู้เลยว่า เหตุการ์ในถ้ำใต้ดินนั้นไม่ได้ปลดปล่อยเฉพาะองค์หญิง กับสาวใช้ให้กับมีชีวิตเท่านั้น ยังได้ปลุกเอา จอมมารฟ้า เทียนฉาน (หยวนหัว) ให้ตื่นขึ้นจากการหลับไหลขึ้นมาด้วย มันกำลังเดินทางมาฮ่องกง เพื่อชิงตัวองค์หญิงกลับคือ วิธีเดียวที่จะต่อก็กับจอมมารได้ อาเฟย จึงต้องฝึกวิชายูไล ให้ถึงระดับเก้า อันเป็นระดับสูงสุดแห่งยอดวิชา</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/kva5.jpg" alt="" /></p>
<p>ในสายตาคนดูหนังทั่วไป เจาะตำนานยูไล นั้นเป็นงานกำลังภายในแฟนตาซีเรื่องหนึ่ง ที่ตลกบ้าๆ บวมๆ ดี สำหรับคนฮ่องกง และผุ้สนใจหนังฮ่องกงยุคเก่า นี้เป็นงานที่นำเสนอารมณ์ nostalgia  ถวินหาอดีต ที่ทั้งล้อเลียน และบูชา หนังแฟนตาซีขาวดำของฮ่องกงในยุค 60 ได้อย่างน่าสนใจ</p>
<p>ในยุค 60 เป็นยุคทองแห่งอุตสหกรรมหนังกวางตุ้งฮ่องกง ที่ทำหนังป้อนตลาดในประเทศเป็นหนัง หนังแนวหนึ่งที่นิยมสร้างกันก็คือ หนังกำลังภายในอภินิหาร เป็นหนังขาวดำเน้นความน่าตื่นตาตื่นใจของ เทคนิคพิเศษประเภทยิ่งพลัง กระบี่ลอยฟ้า ตัวละครเหาะเหิรเดินอากาศ สัตว์ประหลาดพิศดารอะไรทำนองนั้น เรื่องที่ดังที่สุดเรื่องนึงก็คือ Buddha's palm หรือ ฝ่ามือยูไล ที่ดังจนถูกสร้างกันออกมาหลายภาค (<a href="http://www.hkcinemagic.com/en/gallery.asp?fid=4846&#38;type=0&#38;id=9656" target="_blank">ดูภาพได้ที่นี่ครับ</a>)</p>
<p>Kung Fu Vs. Acrobatic นั้นถูกสร้างออกมาเพื่อบูชา กึ่งล้อเลียน (ด้วยความเคารพ) หนังจำพวกนั้น และโดยเฉพาะอยา่งยิ่ง ฝ่ามือยูไล นั่นเอง หนังเต็มไปด้วยการรำลึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ของหนังอภินิหารยุคเก่า เสื้อผ้าจอมยุทธเชยๆ ดนตรีงิ้วประกอบในฉากต่อสู้ Kung Fu Vs. Acrobatic ยังคงรำลึกถึง และทำการคารวะถึงหนังถฉบับดั่งเดิมด้วยการใช้ฟุตเต็จเก่าๆ มาประกอบการเล่าเรื่อง รวมถึงเชิญเอา ดารารุ่นคุณปู่เฉาต้าหัว อดีตพระเอก Buddha's palm ฉบับปี 1994 มารับล้อนเลียนตัวเอง ด้วยการเล่นเป็นพ่อของพระเอก ที่ดันไปหน้าเหมือนสุดยอดจอมยุทธผู้ล่วงลับ ที่ตัวโกงมารฟ้าเทียนฉาน กลัวหัวหด</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/kva4.jpg" alt="" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบแห่งการที่สำคัญที่สุดก็คือ เทคนิคพิเศษ ที่ผูสร้างผสมทั้งแบบโบราณ และแบบสมัยใหม่ (ในปี 1990 นะครับ) เข้าไว้ด้วยการโดยพยายามคงอารมณ์ เฉยๆ เฉิ่มๆ ไว้เป็นหนัง ท้ังหมดออกมาดูสนุกตื้นเต้นดี ไม่ว่าจะเป็นวิชากงจักรของอาจื่อ วิชายูไลหัวเราะ และหัวใจยูไลของ อาเฟย ที่เด่นสุดๆ เห็นจะเป็นวิชาเท้าพิฆาตของ จอมมารฟ้า หยวนหัว ผสมเอฟเฟคกับฝีมือทางคิวบู๊ (ที่เขารับหน้าที่กำกับฉากต่อสู้ในหนังด้วย) ได้อย่างลงตัว หนังมีกระทั่งการใช้การ์ตูนอนิเมชั่น มาเล่นกับคน แม้มีอยู่ไม่กี่ฉากก็นับว่าแปลกตาดี โดยเทคนิคพิเศษนั้นดูแลโดย Cinefex Workshop Co., Ltd.บริษัททำเอฟเฟคชื่อดังของฮ่องกงในยุค 80 90 ที่ก่อตั้งโดยฉีเคอะ</p>
<p>อันนี้โดยส่วนตัวเล็กน้อยนะครับ เดชคัมภีร์ยูไล เป็นหนังฮ่องกงเรื่องแรกที่ผมได้ดูในโรงภาพยนตร์ ถือว่ามีอิทธิพลต่อการดูหนังของผม อยู่พอสมควร ตัวหนังเองไม่ได้ดีเด่นอะไรมาก แต่ตัวละครก็น่ารักดีไม่ว่าจะพระเอก นางเอก หรือแม้กระทั่งตัวโกง ที่แทบหาความเลวไม่เจอ แต่ออกแนวเพี้ยนๆ ซะมากกว่า ก็ถือว่าเป็นงานให้อารมณ์เบาๆ สนุกแบบไม่มีพิษมีภัยดี</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/kva1.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Win's Movie Productions<br />
<strong> บริษัทจัดจำหน่าย - </strong> Newport Entertainment Ltd (Hong Kong)<br />
<strong> กำกับ - </strong> Taylor Wong Tai-Loi<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Jimmy Heung Wa-Sing<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Wong Jing<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>David Chung Chi-Man, Gigo Lee Ji-Hang, Chan Siu-Gwan<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong> Choi Hung<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Lowell Lo Koon-Ting, Sherman Chow Gam-Cheung<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Jason Mok Siu-Kei<br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Man Yun-Mei<br />
<strong> แต่งหน้า ทำผม - </strong>Jeng Yue-Lai<br />
<strong> เทคนิคพิเศษ - </strong>Cinefex Workshop Co., Ltd.<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Yuen Wah<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Amy Yip Chi-Mei, Man So, Tan Lap-Man, Kamimura Kiyoko, Manfred Wong</li>
<li><strong>Thailand Distribution - </strong> ชื่อไทยในการเข้าฉายคือ "เจาะตำนานยูไล" แผ่น VCD ผลิตโดย APS, EVS ซึ่งบริษัทหลังนี้ผลิตแผ่น DVD ออกมาด้วย</li>
<li><strong>Related and Recommendations</strong> - Buddha's Palm (1964), Buddha's Palm (1981)</li>
<li><strong>Rating - </strong>3.5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Erotic Ghost Story - โอมเนื้อหนังมังผี (1990, Lam Nai Choi)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=73</link>
<pubDate>Fri, 04 Apr 2008 06:36:28 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=73</guid>
<description><![CDATA[
นอกจาก Sex and Zen แล้วยังมีหนังเกรดสาม รุ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/erotic5.jpg" alt="" /></p>
<p>นอกจาก Sex and Zen แล้วยังมีหนังเกรดสาม รุ่นราวคราวเดียวกันอีกเรื่อง ที่สร้างชื่อเสียงมาพร้อมๆ กัน แถมยังถูกสร้างออกมาต่อเนื่อง เป็นไตรภาคเหมือนกันอีกด้วย Erotic Ghost Story หรือชื่อไทยที่หลายๆ คนอาจจะคุ้นเคยกว่าว่า โอมเนื้อหนังมังผี หนังปี 1990 ที่สร้างความฮือฮาได้มากพอสมควรจนกระทั่ง สร้างภาคต่อติดตามมาอีกถึง  2 ภาค</p>
<p>Erotic Ghost Story เป็นผลงานสุดท้าย ของผู้กำกับ Lam Nai Choi (หลันไนไฉ) คนทำหนังที่ชื่อเสียงอาจจะไม่โด่งดังมากนัก แต่หนังหลายๆ เรื่องของเขา ยังเป็นที่จดจำได้ถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น The Story of Ricky (ริกกี้คนนรก), Peacock King (บ้าทะลุหลังคาโลก) จุดเด่นน่าสนใจในงานของเขาคือ สีสรรค์อันฉูดฉาด ทั้งเอฟเฟคที่น่าตื่นตาตื่นใจ  หนังอาจจะไม่มีจุดเด่นด้านความรุนแรง อันเป็นเอกลักษณ์ของผู้กำกับ แต่ก็แทนที่ด้วยฉากเซ็กซี่ตามแบบฉบับหนังเกรด 3</p>
<p><span style="color:#ff0000;">- <strong>คำเตือน</strong> บทวิจารณ์อาจมีภาพ ที่ไม่เหมาะสม ก่อนอ่านโปรดใช้วิจารณญาณ -</span><!--more--> <img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/erotic1.jpg" alt="" /></p>
<p>Erotic Ghost Story เล่าเรื่องของสามสาวพี่น้อง เฟยเฟย (ฮิโตมิ คุโด) ฮัวฮัว (เยี่ยจื่อเหม่ย) และโซโซ (โซเหมิ่น) ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ ในระแวกชายป่า เมื่อมองจากภายนอกแล้ว ทั้งสามเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา ที่มีเสน่ห์ความสวย ย้ำยวนระดับสูงเกิดปกติอยู่ไม่น้อย แต่จริงแล้วร่างกายหญิงสาวเป็นเพียงร่างแปลงของสามอมนุษย์สาว หรือปีศาจจิ้งจอก ที่บำเพ็ญเพียรมานานหลายร้อยปี จนตะบะแก่กล้าจนมีรูปลักษณ์ร่างกาย เหมือนคนธรรดาทั่วไป</p>
<p>ถึงแม้จะมีร่างเป็นมนุษย์ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่สามปีศาจสาวก็ยังไม่รู้จัก สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "คน" อย่างหมดจดถ่องแท้ สามปีศาจสาวค่อยๆ ใช้เวลาในการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของกิเลสตัณหา ของพวกมนุษย์ ด้วยการหลอกล่อ ปั่นหัว  คนเดินทางที่ผ่านมาในละแวกนั้น ด้วยเกมส์แห่งเรื่องเพศ ความกลัว และความไคร่ จนกระทั่งวันหนึ่ง ทั้งสามได้บังเอิญพบ บัณฑิตหนุ่ม นักศึกษา (Lap-Man Sin) ผู้โชคร้าย ที่ถูกโจรป่าดักปล้นระหว่างเดินทาง พวกนางช่วยเหลือ และให้ที่ค้างแรมแก่เขา</p>
<p>ด้วยคุณลักษณะพิเศษบางอย่างในตัวชายหนุ่มอาจจะเป็นความซื่อ หรือความสุภาพอ่อนโยนแบบหนุ่มชาวกรุง สาวสามพี่น้องเริ่มหลงเสน่ห์ของเขา มีแอบลักลอบมีความสัมพันธ์ด้วย ความลุ่มหลงของพวกนางต่อเขา เริ่มทะวีความรุนแรงขึ้น อย่างผิดปกติ ต่อมาถึงได้ทราบว่าแท้จริงแล้ว เขาที่เปลือกนอกเป็นชายหนุ่มธรรมดา แต่เนื้อแท้เขาคือร่างแปลงของ ปีศาจแห่งตัณหา</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/erotic2.jpg" alt="" /></p>
<p>เนื้อเรื่องของนั้นเป็นการดัดแปลง ทำซ้ำ มาจากหนังฮอลลีวูดเรื่อง The Witches of Eastwick (1987) ของผู้กำกับ George Miller ที่ว่าด้วย แม่มดสามศรีพี่น้อง (มิเชล ไฟเฟอร์, แชร์ และซูซาน ซาแรนดอน) กับปีศาจร้าย (แจ็ก นิโคลสัน) ที่ทางผู้สร้างได้ดัดแปลงมาเป็นหนังแนวสยิวกิ๊ว ที่มีฉากหลังที่ยิ่งราชวงศ์หมิง ซึ่งเอาเข้าจริงๆ เนื้อเรื่องของหนังก็ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรมากกว่า เป็นตัวเชื่อมฉากตื่นเต้นต่างๆ เข้าด้วยกัน</p>
<p>Nam Nai Choi สร้างและถ่ายทำหนังจนเสร็จตั้งแต่ปี 1987 และได้ฉายโชว์ในเทศกาลหนัง Stiges Film Festival ที่สเปน ในปีเดียวกันนั้นเอง แต่สำหรับบ้านเกิดกลับต้องรออีกถึง 3 ปี คือ 1990 หนังถึงได้มีโอกาศเข้าโรงที่ฮ่องกง เหตุแห่งความล้าช้านั้น น่าจะเกิดจาก การเปลี่ยนแปลงเรื่อง ระบบเซ็นเซอร์ และเรตติ้งในฮ่องกง เล่ากันแบบสั้นๆ ตรงนี้เล็กน้อยนะครับ ก่อนหน้านี้ฮ่องกงก็ใช้ระบบเดียวกับเมืองไทย ในกาารรับบมือกับเนื้อหาต้องห้ามในหนัง คือ การตัด (ส่วนป้ายยาหม่องเข้าใจว่าไม่มี)</p>
<p>จนกระทั่งปี 1987 รัฐบาลฮ่องกง (ที่ปกครองโดยคนอังกฤษ) พึ่งสำนักถึงสิทธิเสรีภาพในการรับข่าวสารของประชาชน จึงริเริ่มให้มีการใช้ระบบจัดเรทติ้ง แบ่งแยกหนังออกเป็นกลุ่มๆ ตามความรุนแรง และเนื้อหาทางเพศ เรตที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ก็คือเรตสาม หรือภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Category 3 ที่เราคุ้นชินกันดีกับสัญลักษณ์สามเหลี่ยม และมีเลขสามโรมันอยู่ด้านใน เช่นเดียวกับที่เรียกกันอย่างติดปากกว่า "หนังเกรดสาม"</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/erotic4.jpg" alt="" /></p>
<p>นับแต่วันนั้น หนังเกรดสาม กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งหนังประเภทวับๆ แวมๆ จากฮ่องกงไปโดยปริยาย ผู้กำกับ Nam Nai Choi เองก็ถือเป็นคนทำหนังคนแรกๆ ที่ขอลองดีกับกฏกติกา มารยาทที่ตั้งขึ้นมาใหม่ ในปี 1989 เขาท้าทายต่อเส้นกติการเรื่องความรุนแรงในหนังเรื่อง The Story of Ricky (ริกิโอ) ส่วน Erotic Ghost Story ก็เป็นการท้าทายในลักษณ์เดียวกัน กับเส้นกติกาในเรื่องเพศ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ขอบเขตของหนังเกรด 3 ฮ่องกงนั้น กว้างขวางอยู่พอสมควร ตั้งแต่หนังประเภทวับๆ แวมๆ จนถึงระดับหนังโป๊ซอฟคอร์ที่มีฉากร่วมเพศอย่างค่อนข้างโจงครึ่ม และถ่ายให้เห็นอวัยวะ พึ่งสงวน กับแบบไม่ปิดปังอำพราง ซึ่ง Erotic Ghost Story นั้นถืออยู่ในระดับประเภทหลัง</p>
<p>ตัวหนังเองอาจจะไม่ได้มีเนื้อหา ลึกซึ้ง หรือแปลกแตกต่าง เหนือหนังแนวนี้เรื่องอื่นเท่าไหร่ แต่ก็ชดเชยด้วยคุณภาพการถ่ายทำที่ดีเหลือเชื่อ ทั้งเสื้อผ้าทำผม และงานสร้าง ที่ออกแบบได้อย่างสวยงาม เช่นเดียวกันกับงานภาพ ที่ดูแลอย่างปราณีตและสร้างสรรค์ โดยผู้กำกับเอง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/erotic3.jpg" alt="" /></p>
<p>โดยรวมแล้ว Erotic Ghost Story เป็นหนังที่ดูสวยงามใช้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับหนังเกรดสาม ส่วนใหญ่ที่ถ่ายทำกับแบบสุกเอาเผากัน เช่นเดียวกับดาราสาวๆ ในเรื่อง ก็ถืออยู่ในระดับ "คัด" มาแล้วพอสมควร ทั้งความงามของใบหน้า  และและความใหญ่โตของสัดส่วน  นำทีมมาโดย  สาวอกภูเขาไฟ เอมี่ ยิป ที่พึ่งโด่งดังมาจาก Sex and Zen</p>
<p>พูดถึง  Sex and Zen ไป หนังสองเรื่องมักจะถูกกล่าวถึงคู่กันอยู่เสมอนะครับ ในฐานะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นหนังเกรด 3 รุ่นแรกๆ เหมือนกันทั้งคู่ สิ่งที่แตกต่างกันที่สุดระหว่างหนังทั้งสองเรื่องก็คือ อารมณ์ตลกลามก ทะลึ่งตึงตัง ที่ Erotic Ghost Story ไม่ได้มีเหมือนหนังดังร่วมรุ่น นั้นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Sex and Zen โด่งดัง เป็นที่จดจำโดยเฉพาะในแวดงวงหนัง "Cult" มากกว่า ขณะที่ Erotic Ghost Story ไม่ได้การยกย่องเท่า แม้กระนั้นหนังก็ยังสมควรถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม "ต้องดู" เมื่อกล่าวถึงประวัติศาสตร์ หนังเกรด สามของฮ่องกง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/erotic6.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Paragon Films Ltd., Diagonal Pictures Limited<br />
<strong> บริษัทจัดจำหน่าย - </strong> Golden Harvest Films<br />
<strong> กำกับ - </strong> Lam Nai-Choi<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Chow Jan-Tung<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Chang Kwan<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>Lam Nai-Choi<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong> Keung Chuen-Tak,  Peter Cheung Yiu-Chung<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Philip Chan Fei-Lit<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Olympic Lau Sai-Wan<br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Siu Wing-Yee<br />
<strong> แต่งหน้า ทำผม - </strong>Chau Siu-Mui<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Phillip Kwok Chun-Fung<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Amy Yip Chi-Mei, Man So, Tan Lap-Man, Kamimura Kiyoko, Manfred Wong</li>
<li><strong>Thailand Distribution - </strong> ชื่อไทยในการเข้าฉายคือ "โอมเนื้อหนังมังผี" แผ่น VCD ผลิตโดย APS</li>
<li><strong>Related and Recommendations</strong> - (ภาคต่อ) Erotic Ghost Story 2, Erotic Ghost Story 3</li>
<li><strong>Rating - </strong>3/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Hidden Power Of Dragon Sabre - ลูกมังกรหยก 3 (1984, Chor Yuen)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=59</link>
<pubDate>Mon, 10 Mar 2008 08:38:36 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=59</guid>
<description><![CDATA[
ไอเดียการสร้างภาคต่อ (หรือภาคก่อนห]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre4.jpg" alt="" /></p>
<p>ไอเดียการสร้างภาคต่อ (หรือภาคก่อนหน้า) ขยายความนิยายดั่งเดิมของกิมย้ง นั้นไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่อะไรนัก โดยเฉพาะนิยายชุดมังกรหยก ที่มีผู้แต่งต่อเสริมเรื่องเกินต้นฉบับไปมากมาย ที่คุ้นชินกัน ก็มีอย่าง หนังเรื่อง Ashes of Time ของหว่องกาไว และหนังกับนิยายประเภท "ก่อนเกิดเหตุ" ของมังกรหยกอีกหลายเรื่อง หนัง และนิยายประเภทนี้ อาจจะไมทำให้แฟนเดนดายของกิมย้ง ยอมรับทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่แนวคิดประเภทนี้ก็ถือเป็นเรื่องน่าสนุกอยู่ไม่น้อย เพราะงานของกิมย้งนั้นยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยเรื่องราวซับซ้อน เกี่ยวพันธ์กับตัวละครมากมาย อีกทั้งเชื่อมโยงเรื่องแต่ง กับเรื่องจริงได้อย่างแนบเนียน งานของเขาเหมือนทิ้งช่องว่างไว้ รอการต่อยอดได้อีกมากมากมาย</p>
<p>The Hidden Power Of Dragon Sabre หรือ ลูกมังกรหยกภาค 3 เป็นงานประเภท "หลังเกิดเหตุ" ของหนังชุด ลูกมังกรหยก (ดัดแปลงจาก ดาบมังกรหยก) ที่ชอว์บราเดอร์เคยสร้างไว้ 2 ภาคจบเมื่อปี 1980 หนังเล่าเรื่องการผจญภัยครั้งใหม่ ของเตียบ่อกี้ บทบาทของเขาต่อบัลลังฮ่องเต้ของจูหยวนจาง ตลอดจนชตากรรมของตัวละครอย่าง จิวจี้เยียก ซ่งแชจือ  เจี่ยซุง และเผ่าพันธ์มงโกล ฟังดูน่าสนใจนะครับ แต่กลายเป็นว่าหนังกลับออกมาเละตุ้มเปะ เป็นงานที่น่าลืม จะเรียกว่าประวัติด่างพร้อยในการทำงานของ ฉู่หยวน ตี้หลุง และเอ๋อตงเซิน ในวันที่ชอว์บราเดอร์ใกล้ปิดตัวลงก็ไม่ผิดนัก</p>
<p><!--more--><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre1.jpg" alt="" /></p>
<p>ลูกมังกรหยก 3 เล่าเรื่องเมื่อประเทศ จีนเป็นบึกแผ่น จากการปกครองของจูหยวนจาง ด้าน เตียบ่อกี้ (เอ๋อตงเซิน)  ที่ขึ้นเป็นผู้นำยุทพภพไปโดยปริยาย เนื่องจากมีผู้มักใหญ่ใผ่สูงมากมาย ต้องการใน คัมภีร์ และอาวุธ วิเศษที่เขาครอบครองอยู่ เตียบ่อกี้ พยายามป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นด้วยการ นำกระบี่อิงฟ้า ดาบฆ่ามังกร  ซ้อนในที่ลึกลับที่ไม่มีใครทราบ คัมภีร์เก้าเอี้ยงส่งคืนแก่วัดเส้าหลินผู้เป็นเจ้าของ และเก้าอิมให้จิวจี้เยียกเจ้าสำนักเป็นคนเก็บรักษา</p>
<p>สิ่งที่เตียบ่อกี้ ไม่คาดคิดก็คือคนที่ต้องการหาใช่ชาวยุทธแต่อย่างใด กลับเป็นฮ่องเต้จูหยวนจาง (กุ๊ฟง) นั้นเอง ด้วยการแนะนำ และชักใยจากราชครูแห่งราชสำนักที่ชื่อว่า ซ่งแชจือ (ว่านจื่อเหลียง) อดีตศิษย์บู๊ตึ้ง คู่แค้นคนสำคัญของเตียบ่อกี้ ทั้งสองพยายามวางแผนการร้าย เพื่อครอบครองสองอาวุธ สองคัมภีร์ มาเป็นของตน ซ่งแชจือใช้อุบายลักลอบเข้าง้อไบ้ ทำร้าย และแย้งชิงเก้าอิม มาได้สำเร็จ</p>
<p>พวกมันยังออกอุบายให้พรรคเม้งก้า กระทบกระทั่งกับชนเฝ่ามงโกล จับตัวองค์หญิงแห่งเผ่า (จงฉู่หง) เป็นตัวประกัน กดดันให้ จอมยุทธแห่งมองโกล อิททรีทิจิน (ตี้หลุง) ชิงกระบี่อิงฟ้า ดาบฆ่ามังกร มาไถ่ตัว จากศัตรู เตียบ่อกี้ และทิจิน ต้องหันมาร่วมมือเพื่อกำราบภัยยุทธภาพ อย่าง ซ่งแชจือ ที่ในที่สุดสำเร็จในการครอบครองอาวุธ และคัมภีร์ทั้งสอง ฝึกวิชาสองขนานผสานเป็นพลังที่ยากจะต้านทาน</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre5.jpg" alt="" /></p>
<p>The Hidden Power Of Dragon Sabre สร้างโดยฉู่หยวนในปี 84 นำอดีตเตียบ่อกี้แห่งหนังปี 78 (ที่ขณะนั้นเริ่มผันตัวไปหางานอย่างอื่นอย่างการเขียนบท ก่อนจะก้าวไปจับงานผู้กำกับในอีก 2 ปีต่อมา) ผนึกกำลังกับดาราชอว์รุ่นคลาสิคอย่างตี้หลุง กุ๊ฟง และหลอลี่  กับดาราหน้าใหม่มาแรกอย่าง ว่านจือเหลียง และนางเอกสาวหน้าหวานจงฉู่หง</p>
<p>ประเมินจากดารา และผู้กำกับหนังที่ออกมาน่าจะน่าดู หรือย่างแย่ก็พอฆ่าเวลาได้ (อย่าง 2 ภาคแรก) กลายเป็นว่างานที่ออกมากลับย่ำแย่เกินคาดคิด  โดยเฉพาะงานด้านบท ที่รับผิดชอบโดยทีมงานที่เรียกว่า Shaw Creative Group ฟังดูดีนะครับ "ทีมงานสร้างสรรค์ชองชอว์" ในข้อเท็จจริงผลงานของทีมงานนี้ กลับขาดความสร้างสรรค์อย่างรุนแรง ไอเดียที่เห็นกลับมีแต่สิ่งพิกลพิการ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre6.jpg" alt="" /></p>
<p>ประการแรกที่น่าขัดใจสำหรับหนังเรื่องนี้เห็นจะเป็น การแต่งเรื่องใหม่เพิ่มเติม แบบไม่ได้สนใจงานต้นฉบับเท่าไหร่นัก (ทั้งนิยาย และหนังสองภาคแรกของชอว์เอง) ในหนังจึงเต็มไปด้วยเนื้อหาที่ไม่สอดคล้อง และไปจนถึงขัดแย้งกับเนื้อหาก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของนางเอกสองคน จิวจี้เยียกถูกลดระดับ กลายเป็นตัวประกอบอดทน และถูกฆ่าอย่างไร้ความหาย ส่วนนางเอกหมายเลขหนังของเรื่องอย่าง เตี่ยเมี่ยงนั้นหายสาบสูญ ตัวละครซ่งแชจือ ที่ถูกยกให้เป็นตัวร้ายหลักของเรื่อง ก็แทบไม่ได้มีคำอธิบายที่มาที่ไป ถึงการได้ดิบได้ดีกลายเป็นราชครู รวมถึงตัวละครเตียบ่อกี้เอง ที่ไม่ได้มีภาพของจอมยุทธผู้เบื่อหน่าย โลกแห่งการแก่งแย่ง อย่างที่เป็นในตอนท้ายของดาบมังกรหยกเลย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre2.jpg" alt="" /></p>
<p>ที่บ้าบอไปกว่านั้นก็คือ การผูกเรื่อง โดยต้องการพาหนังไปสู่ฉากโชว์เอฟเฟค ปล่อยแสง คิวบู๊พิศดาร ที่ถูกใส่มาอย่างเกินพอดี เรียกว่า เหาะเหินเดินอากาศ ปล่อยแสงกันกระจุยกระจาย  ผมเองที่ค่อนข้างนิยมหนังปล่อยแสงอยู่เป็นทุนเดิม ก็ยังรู้สึกว่ามันมากเกินไปเลยนะครับ โดยเฉพาะอย่างิยิ่งเมื่อมองไปที่ พื้นฐานเดิมของ หนัง และนิยายชุดดาบมังกรหยกของ กิมย้ง การต่อสู้ และคิวบู๊ในหนังที่อาศัยสร้างความน่าตื่นเต้นจากเทคนิคพิเศษด้านภาพ เต็มไปด้วยความซ้ำซาก วนไปเวียนมาเดียวลีลาเดิมๆ เริ่มๆ ดูน่าตื่นเต้น ในเวลาไม่นานกลับกลายเป็นความน่าเบื่อหน่าย</p>
<p>หนังใส่ไอเดียประหลาดๆ เข้ามามากมาย ที่บ้าบอมาที่สุดมีอยู่ 2 อย่าง อันแรกวิชาเก้าอิม + เก้าเอี้ยง ที่ตัวละครของว่านจื่อเหลียงฝึก จนมีพลังฝีมือไร้ผู้ต่อต้าน แต่ภาพที่ออกมาเรียกว่านอกเหนือจากคาดเดาจริงๆ ซ่งแชจือที่ฝีกวิชาสองขนานกลายสภาพ เป็ฯคนสองเพศครึ่งหญิงครึ่งชาย ที่ทั้งการแต่งหน้า แต่งตัว และการแสดงของว่านจื่อเหลียง ถือว่าเกินรับได้จริงๆ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre7.jpg" alt="" /></p>
<p>ความบ้าคลั่งอย่างที่สองเป็นสภานที่ อุโมงใต้ดินของเผ่ามงโกล ที่ตามท้องเรื่องกล่าวอ้างว่าเป็นสถานที่ฝึกวิชาของ "เทพฟ้าขาว" ที่ไม่ใช่อาเจนติน่า แต่เป็นฝรั่งสหายของเผ่าในอดีต ที่มีความสามารถเรียกลมเรียกฝน ท่านสร้างสถานที่ลึกลับ เก็บวิชา และอาวุธไว้ปราบภัยยุทธภพ ฟังดูก็ธรรมดานะครับ ไอ้สถานที่ลึกลับแบบนี้เห็นกันได้บ่อยในหนังกำลังภายใน ปัญหาอยู่ที่ ถ้ำแห่งเทพฟ้าขาวในเรื่องนั้น หลุดโลกเกินพอดี รูปร่างเหมือนจานบินมนุษย์ต่างดาว เต็มไปด้วยค่ายกลที่ไร้เหตุไร้ผล แสงเลเซอร์ ปิ้วๆ วูบไปวูปมา  อย่างกับปืนเลเซอร์ในสตาร์วอส์ก็ไม่ปาน</p>
<p>ผมเองสนุกกับหนังยุคหลังๆ ของชอว์บราเดอร์นะครับ โดยเฉพาะงานในหมวดหมู่ "หนังปล่อยแสง" โดยเฉพาะหนังอย่าง ฝ่ามือยูไล, ศึกชิงป้ายอภินิหาร, อภินิหารจ้าวสุริยา อะไรเทือกนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ผู้กำกับต้องรู้จักความพอดี มากแต่ไม่ล้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ลูกมังกรหยก 3 นั้นบกพร่องในด้านนี้อย่างแรง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre3.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Shaw Brothers<br />
<strong> กำกับ - </strong>Chor Yuen<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Mona Fong<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Shaw Creative Group<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Yuen Wah, Yuen Bun, Wong Pau-Gei<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Shaw Creative Group<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Derek Yee Tung-Sing, Ti Lung, Alex Man Chi-Leung, Cherie Chung Cho-Hung, Ku Feng, Lo Lieh, Lung Tien Hsiang, Leanne Lau (Suet Wa), Kwan Fung, Dang Wai Ho, Yuen Bun, Yuen Wah, Elvis Tsui Kam-Kong, Shum Lo</li>
<li><strong>Rating - </strong>1.5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Sex and Zen II - อาบรักกระบี่คม ภาค 2 (1996, Chin Man Kei)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=52</link>
<pubDate>Thu, 06 Mar 2008 10:08:39 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=52</guid>
<description><![CDATA[
Sex and Zen II เป็นงานภาคต่อของหนังเกรด 3 ระด]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/01/sexandzen2_7.jpg" /></p>
<p>Sex and Zen II เป็นงานภาคต่อของหนังเกรด 3 ระดับตำนานแห่งปี 1988 จะว่าไปแล้วหนังทั้งสองเรื่อง แทบไม่ได้มีอะไร ที่เชื่อมโยงหากันได้เลย ทั้งเนื้อหา ที่ไปคนละเรื่องเดียวกัน ดารานักแสดงเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด แถมซ้ำทีมงานสร้างยังทีมใหม่ เรียกว่าคนละชุดกันเลย ผู้สร้างเจ้าของหนัง Sex and Zen ภาคสองนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หวังจิง ขวัญใจแฟนหนังฮ่องกงผู้นั้น ที่สร้างหนังเหวี้ยงแห เอามันทุกแนว ไม่เว้นกระทั่งหนังเกรด 3 ที่ถือเป็นสินค้าขึ้นหม้อในช่วงกลางยุค 90</p>
<p>Sex and Zen II เดินตามสูตรของหนังเกรด 3 ทุกขั้นตอน ดาราหน้าหวาน ที่ออกมาโชว์เนื้อหนังกันพอหอมปากหอมคอ เนื้อหาออกตลก ทะลึ่งสัปดล เรียกว่าหาเนื้อหาสาระไม่ได้ โดยมีงานสร้างอันสวยงามแปลกตา เป็นของแถม Sex and Zen II เป็นงานในหมวดหมู่นี้ที่คนจดจำได้มากที่สุดเรื่องหนึ่ง หนังมีจุดสนใจ อยูที่การพบกันของสองนางเอกสาวแห่งวงการหนังเกรดสาม ในขณะนั้นอย่าง หลีลี่เจิน และซูฉี <!--more--></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/01/sexandzen2_5.jpg" /></p>
<p>Sex and Zen II มีฉากหลังอยู่ในยุคสมัยยอดนิยมแห่งหนังฮ่องกงซอฟคอร์ อย่างราชวงศ์หมิง เล่าเรื่องของสาวน้อย ลูกสาวเศรษฐี (หลี่ลี่เจิน) เกิดมาในบ้านที่ เพศชายเป็นใหญ่ บิดา มีภรรยาถึงสี่คน เขาหลงใหลมัวเมาในเรื่องเพศ ถึงกับสำเร็จวิชา (เออ....) กระจู๋เหล็ก ที่แข็งแกร่งจนสามารถทำลายแตงโมทั้งลูก ใช้. .. หิ้วลูกตุ้ม และชักเย่อกับวัว หรือเขียนอักษรลงบนพื้นทราย (ต้องชมเชยเฮียโล้น Elvis Tsui ด้วย ว่าแสดงได้บ้าบอดีแท้)</p>
<p>นางเอกนั้น อึดอัดกับสภาพดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเห็นผู้หญิง มนุษย์เพศเดียวกับตนเอง มีชีวิตอย่างไร้คุณค่า เป็นเพียงเครื่องรองรับอารมณ์ชายเพียงอย่างเดียว นางตัดสินใจออกผจญภัยในโลกกว้าง ศึกษาหาความรู้ เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเบื้อล่างแก่ผู้ชาย นางเอกออกเดินทาง ด้วยการการปลอมตัว และสมัครเข้าโรงเรียนของผู้ชาย โดยให้คำมั่นกับบิดาว่านางจะใส่ "เกราะพรหมจรรย์" ไว้เพื่อป้องกันการแตะต้องจากชายใดๆ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/01/sexandzen2_3.jpg" /></p>
<p>ที่นั้นนางเอกสาวสคนสวยได้พบกับ หนุ่มนักศึกษาผู้หนึ่ง ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน (หลังจากผ่านเรื่องราววุ่นว่ายมากมาย โดยเฉพาะเมื่อเขา "ล่วงล้ำ" สู่ของสงวนของนางเอกสาว อยางไม่ได้ตั้งใจ เกราะพรหมจรรย์จึงทำงาน ปั้นทำลาย "อวัยวะบางส่วนจนขาดวิ้น ทั้งสองต้องเดินทางไปว่ายวาน "นักพรตเปี่ยมสุข" ผู้เชี่ยวชาญวิชาแพทย์นอกรีด ที่ศึกษาการทำอวัยะเทียม ช่วยรักษาให้) นางเอกสาวพาชายคนรักกลับสู่บ้าน อีกครั้งก่อนจะพบว่า เป็นเวลาเดียวกับที่ พี่ชายปัญญาอ่อน ของนาง ได้เข้าพิธีแต่งงานกับสาวสวยนางหนึ่ง (ซูฉี) เข้ามาอยู่ในบ้าน หญิงสาวสวย ไร้ที่มา ที่แต่งชุดแดงอยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีใครล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้ว หญิงสาวลึกลับเป็นร่างแปลงของปีศาจไร้เพศ ที่หลบหนีการตามล่าของนักนักพรต คนในบ้านเริ่มเสียชีวิตอย่างไรสาเหตุ นางเอกเริ่มสงสัย และพยายามโน้มน้าวให้คนในบ้านได้ทราบว่า สาวเสื้อแดงแท้จริงแล้วคือปีศาจ แต่ไม่มีใครยอมเชื่อ แม้กระทั่งบิดา ที่หลงเสน่ห์ลูกสะใภ้คนใหม่เข้าไปเต็มๆ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/01/sexandzen2_1.jpg" /></p>
<p>ในด้านคุณค่าทางภาพยนตร์ ไม่มีอะไรที่ผิดจากการคาดเดานัก Sex and Zen II มีเนื้อเรื่องที่กระจัดกระจาย หยิบโน่นผสมนี่ ครึ่งแรกของเรื่องเป็นการล้อเลียน The Lovers หรือ ม่านประเพณีของฉีเคอะแบบเต็ม ส่วนหลังดัดผ่ากลายเป็นหนังแฟนตาซี ภูติผีปีศาจประเภท โบเย ไปซะได้ แต่ทั้งคนสร้าง และคนดู ก็คงจะเห็นพ้องต้องกันว่า คงไม่มีใครสนใจเนื้อเรื่องอะไรกันเท่าไหร่ บทภาพยนตร์ทำหน้าที่ร้อย ฉากเซ็กซี่  และตลกลามกสัปดล เข้าด้วยกัน</p>
<p>ส่วนเกี่ยวข้องกับ Sex and Zen ต้นฉบับเห็นจะอยู่ที่การผูกเรื่องเข้ากับเนื้อหาที่วนเวียนอยู่กับ การสรรค์หา "สถานการณ์" "อุปกรณ์" "ลีลา" แปลกๆ ใหม่ๆ มาสร้างความบันเทิงเชิงสยิว ให้กับผู้ชม ทั้งชุดเกราะพรหมจรรย์ บีกีนี่เหล็ก ที่มีกลไกกับดักบริเวณสำคัญ 3 จุด หรือฉากไครแม๊กซ์ของเรื่องกับการดวลของนางเอกทั้งสองบน เก้าอี้แมงป่อง ที่ใครถึงจัดสุดยอดก่อนต้องเป็นฝ่ายแพ้ และเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของ "ฉากอย่างว่า" ใน Sex and Zen II ถือว่าทำออกมาได้ระดับพอใช้ ไม่ได้สดใหม่ หรือสร้างสรรค์เทียบเท่ากับภาคแรก หรือหนังเกรด 3 ระดับคลาสสิคหลายๆ เรื่อง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/01/sexandzen2_6.jpg" /></p>
<p>ถึงแม้ตัวหนังจะย่ำแย่ยังไง อย่างไรก็ตาม สำหรับหนังประเภทนี้ ประเด็นต้นๆ ที่คนถามหาเห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องดารานักแสดง Sex and Zen II มีดาราสาวหน้าตาจิ้มลิ้มสองคนมานำเสนอ ที่น่าสนใจก็คือเส้นทางในอาชีพของดาราสาวทั้งสอง ที่ดูเหมือนเดินสวนทางกัน ระหว่างโลกของหนังโป๊ และหนังปกติโดยมีงานอย่าง Sex and Zen II เป็นจุดกึ่งกลาง ที่ดาราสาวมาพบกัน ยังเป็นหนังเกรด 3 เรื่องสุดท้ายของทั้งคู่ด้วย</p>
<p>หลี่ลี่เจิน อายุย่างเข้า 30 ปีแล้วเมื่อปี 1996 เธอก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่ 14 ปีก่อนหน้านั้น ขณะวัยยังไม่เต็ม 15 ปีดี แจ้งเกิดอย่างงดงามกับหนังคลาสสิคเรื่ง Shanghai Blues ของฉีเคอะหลังจากนาน หลี่ลี่เจิน ก็เข้าสู่วงการบังเทิง มีผลงานต่อเนื่องยาวนานในฐานะดาราวัยรุ่นหน้าหวาน กับบทใสซื่อบริสุทธิ์ หลีลี่เจิน ตัดสินใจยืดอายุในวงการบันเทิงของเธอ ด้วยการรับงานประเภทเปิดเผยเนื้อ เผยตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการรับเล่นหนังเกรด 3 หลีลี่เจิน มีงานในประเภทนี้อยู่ประมาณ 3 - 4 เรื่อง ถึงปี 1997 จึงได้แต่งงานและถอนตัวอย่งวงการไปชั่วคราว</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/01/sexandzen2_4.jpg" /></p>
<p>ขณะที่หนังเกรด 3 อย่าง Sex and Zen II เป็นเหมือนโอกาศสุดท้ายในวงการของหลีลี่เจิน ในทางตรงกันข้ามนี้เป็นโอกาศแรกของสาวสวย จากไต้หวันที่ชื่อว่า ซูฉี ที่ขณะนั้นอายุ 20 ต้นๆ เท่านั้น เธอเกิดในครอบครัวที่ขัดสน บิดาล้มเหลวจากการทำธุรกิจ ต้องทำงานหาเงินมาตั้งแต่อายุไม่มาก เมื่ออายุได้ 17 ปี ซูฉี เดินทางมาฮ่องกง ไต่เต้าอยู่ในวงการอยู่พักใหญ่ ทำงานหลากหลาย อย่างที่ทุกคนทราบดี เป็นงานประเภทโป๊เปลือย ทั้งงานถ่ายแบบ และมิวสิควิดีโอปลุกใจเสือป่า ความน่ารัก เซ็กซี่ ซุกซน แบบไม่ได้เห็นบ่อยนักของ ซูฉี แตะตา มานเฟร็ด หว่อง  โปรดิวเซอร์คู่หูของหวังจิง เข้าจังๆ มอบบทที่ส่งให้เธอเป็นที่สนใจไปทั่งเกาะฮ่องกง Sex and Zen กลายเป็นหนังเกรด 3 แท้ๆ เรื่องสุดท้าย (และอาจจะพูดได้ว่าเรื่องเดียว) ของเธอในที่สุด (ซูฉียังมีงานในแนวนี้อีก 2 เรื่อง แต่ส่วนใหญ่แฟนๆ ซูฉี กับ แฟนหนังแนวนี้ ก็ไม่ค่อยอยากจะนับกันเท่าไหร่ The Fruit is Swelling นั้นมาแค่บทรับเชิญ ส่วน Viva Erotica หนังว่าด้วยวงการหนังเกรด 3 ก็มีคุณภาพดีเกินหนังแนวนี้ไปหน่อย)</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/01/sexandzen2_8.jpg" /></p>
<p>Sex And Zen II เล่าเรื่องรัก เซ็ก และแฟนตาซี ตาแบบฉบับแห่งความบ้าหลุดโลกตามแบบฉบับหนังเกรด 3 แท้ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วคุณภาพงาน ความคิดสร้างสรรค์ ความลงตัว ของหนังนั้นมีอยู่จำกัด เทียบกับงานประเภทเดียวกันหลายๆ เรื่อง (โดยเฉพาะ Sex and Zen ภาคแรก) ก็ต้องบอกว่าเป็นรอง ..... ว่าแต่ใครสนใจเรื่อง คุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ ความลงตัว ของหนังประเภทนี้กันบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้นะครับ 555 ที่แน่ๆ ก็คือ สองนางเอกสาว หลีลี่เจิน และซูฉี เปิดเผย "เสน่ห์" ในที่ลับของเธอทั้งให้เห็นอยู่พอสมควร เพียงเท่านี้  Sex And Zen II  ก็คงจะเป็นที่ถามถึงไปอีกนาน</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/01/sexandzen2_2.jpg" /></p>
<ul>
<li><b>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </b>Film Workshop Co. Ltd.<br />
<b> กำกับ - </b>Chin Man Kei<br />
<b> อำนวยการสร้าง - </b>Wong Jing<br />
<b> บทภาพยนตร์ - </b>Sai Moon-Gin<br />
<b> กำกับภาพ - </b>Cheung Man-Po<br />
<b> ตัดต่อ -</b> Ma Go<br />
<b> ดนตรีประกอบ - </b>Angus, Yam Lok Leng Wik<br />
<b> กำกับศิลป์ - </b>Andrew Cheuk Man-Yiu<br />
<b> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </b>Lee Pik-Kwan, Man Yun-Mei<br />
<b> แต่งหน้า ทำผม - </b>Chow Man-Guen, Maggie Choi Yin-Jing, Chau Siu-Mui<br />
<b> กำกับคิวบู๊ - </b>Dion Lam Dik-On<br />
<b> แสดงนำ -</b> Loletta Lee Lai-Chun, Shu Qi, Tsui Kam-Kong, Ben Ng Ngai-Cheung, Lok Tat-Wah, Wong Yat-Fei</li>
<li><b>Thailand Release - </b>เข้าฉายปี 2543 โดยสหมงคลฟิล์ม ชื่อไทยว่า อาบรักกระบี่คม ภาค 2 มีแผ่น VCD ออกมาทั้งของ แมงป่องซึ่งภาพไม่ชัด กับของ Happy TIme ตัดฉากสำคัญ</li>
<li><b>Rating - </b>3.5/5 (3 สำหรับตัวหนัง และคะแนนพิเศษ 0.5 ให้กับนางเอกทั้งสอง)</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>

</channel>
</rss>
