<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>เจิ้งจื่อตัน &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/เจิ้งจื่อตัน/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "เจิ้งจื่อตัน"</description>
	<pubDate>Tue, 07 Oct 2008 07:07:04 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[Butterfly Sword - กระบี่ผีเสื้อบารมีสะท้านภพ (1993, Chu Yuen Ping)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=218</link>
<pubDate>Tue, 19 Aug 2008 13:35:24 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.th.wordpress.com/2008/08/19/butterfly-and-sword/</guid>
<description><![CDATA[
Butterfly Sword หนังกำลังภายในดวลกระบี่ ตามก]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/11/bs02.jpg" alt="" /></p>
<p>Butterfly Sword หนังกำลังภายในดวลกระบี่ ตามกระแสเดชคัมภีร์เทวดา อีกเรื่องหนึ่ง ถือว่ามีกลุ่มดาราที่น่าสนใจ ทั้งดาวบู๊อย่าง หยังจื่อฉุน, เจิ้งจื่อตัน สาวสวยหวังจู่เสียน พระเอกหนุ่มขวัญใจคนฮ่องกง เหลียงเฉาเหว่ย และดาวรุ่งพุ่งแรงจากไต้หวัน (ในยุคนั้น) หลินจื่ออิง โดยเป็นการนำนิยาย กระบี่ ผีเสื้อ ดาวตก มาดัดแปลง แบบไม่ค่อยเหลือเค้าเดิมเท่าไหร่นัก ซึ่งถ้าให้อภัยหนังกันในความบิดเบือน หนังก็ถือว่าพอใช้ได้เลย<!--more--></p>
<p>ผมเองเคยอ่านนิยายเรื่อง กระบี่ ผีเสื้อ ดาวตก เมื่อนานมาแล้วนะครับ จดจำรายละเอียดไม่ค่อยได้แล้ว ถ้าจำไม่ผิด โกวเล้งเขียนนิยายเรื่องนี้ โดยได้รับแรงบัลดาลใจมาจาก นิยายมาเฟียระดับตำนานของอเมริกันเรื่อง The Godfather โดยให้จุดศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่ พระเอกหนุ่มนักฆ่านาม เมิ่งซิ่งเหวิน (ที่ภาษาจีนกลางอ่านว่า "เม้งแชฮุ้น")</p>
<p>เขาที่ถูกส่งเข้าไปแฝงตัวอยู่ในสำนักใหญ่แห่งหนึ่ง เพื่อภารกิจลอบสังหาร "เล่าแป๊ะ" เจ้าสำนัก ผู้กุมอำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งยุทธจักร แต่เมื่อเข้าไปเกิดเหตุการเปลี่ยนแปลงให้ เล้งแชฮุ้นต้องเปลี่ยนจุดมุ่งหมายมาช่วยเหลือเล่าแป๊ะ ในการจัดการกับ ผู้ทรยศในสำนักนั้นแทน เนื้อเรื่องที่ว่านี้เรียกว่าแทบไม่ปรากฏใน Butterfly Sword เลย รายละเอียดทั้งเนื้อเรื่อง และตัวละคร เรียกว่าถูกเปลี่ยนแปลง ไปจนแทบจะจำไม่ได้</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/11/bs01.jpg" alt="" /></p>
<p>เข้าใจว่าหนัง Butterfly Sword พยายามจะเล่าเรื่องในแบบ Prequel หรือ ภาคก่อนหน้า และ Sequel หรือภาคต่อ ของนิยายต้นฉบับ กระบี่ ผี้เสื้อ ดาวตก นะครับ โดยผสมเหตุการณ์หลากหลาย ทั้งเรื่องราวหลังจากนิยาย รวมถึงภาพย้อนอดีตชีวิตวัยเด็ก ที่บ่งบอกที่มาความเป็นไปในชีวิตของตัวเอง เมิ่งซิ่งเหวิน</p>
<p>หวังจู่เสียน แสดงเป็น เสี่ยวเตี๋ย ลูกสาวคนเดียวของอดีต ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธจักร ที่ต้องเสียชีวิตไปในวังวนแห่งการฆ่าฟัน นางเบื่อหน่ายชีวิตที่ไร้ความสงบสุขแบบนั้น ถึงหลบลี้มาใช้ชีวิตสันโดษ กลางป่าร่วมกับสามีสามัญชนนาม เมิ่งซิ่งเหวิน (เหลียงเฉาเหว่ย) ที่ประกอบอาชีพพ่อค้าเร่ ทั้งสองใช้ชีวิตอย่างสงบสุขตามอัตภาพ</p>
<p>โดยหญิงสาว ไม่ได้ล่วงรู้เลยว่า สามีของนางไม่ได้เพียง เป็นวรยุทธ แต่ยังเป็นหนึ่งใน ยอดฝีมือแห่งแผ่นดิน เมิ่งซิ่งเหวิน ยอดมือสังหารที่ผู้คนหวั่นเกรง เขากับพี่น้องร่วมสาบาน (แสดงโดย เจิ้งจื่อตัน และหยังจื่อฉุน) ปฏิบัติงานครั้งใด ยากที่จะล้มเหลว</p>
<p>และแล้ว เมิ่งซิ่งเหวิน ก็ได้รับมอบภารกิจครั้งใหม่จากพี่ใหญ่ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการรับงาน เขาได้รับคำสั่งให้แฝงตัวเข้าไปในสำนักใหญ่แห่งหนึ่ง เพื่อสังหารเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง สิ่งที่เมิ่งซิ่งเหวินไม่คาดคิดก็คือ เขาได้พบกับอดีตของตัวเองที่นี่ กับพี่น้องที่พลัดพลากไปนาน น้องสาวที่สูญหาย ที่ขณะนี้กลับกลายมาเป็น หญิงสาวข้างกาของ เจ้าสำนัก เป้าหมายในการสังหารในครั้งนี้นั่นเอง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/11/bs03.jpg" alt="" /></p>
<p>ตอนดู Butterfly Sword ครั้งแรก (เมื่อสิบกว่าปีก่อน) ผมรู้สึกสนุกมากๆ เลยนะครับ เอามาดูใหม่ความสนุกก็ถดถอยไปบ้าง   จุดที่ทำให้ Butterfly Sword ไม่ได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น ก็เกิดจากปัญหาเก่าๆ ของหนังแอ็กชั่น ต่อสู้ ทั้งหลาย ฮ่องกงโดยทั่วไป  การเล่าเรื่องโดยไม่ได้สนใจพล็อตหลัก มากไปกว่า การแทรกคิวบู๊ ไร้ความหมาย มุขตลก หรือแม้กระทั่งดารา ที่ดูแล้วแทบจะไมได้เกี่ยวอะไรกับเนื้อหาส่วนอื่นๆ ของเรื่องเลย โดยเฉพาะคิวบู๊ไครแม็กซ์ ที่ดูโดดสุดๆ</p>
<p>จุดที่เป็นแง่บวกของหนังก็เห็นจะเป็น คิวบู๊ที่สร้างสรรค์ได้น่าสนใจ ทำให้หนังสนุกขึ้นมาอีกเยอะ ที่ติดตาก็เห็นจะเป็น "กระบี่เกาทัณท์" ของพระเอกที่ดูแล้วเท่ดีจริงๆ นอกจากนั้นเนื้อเรื่องยังถือว่าดีทีเดียว มีประเด็นจะเล่าอยู่พอสมควร ในเรื่องความขัดแย้งในจิตใจ ของตัวละครในเรื่อง หน้าที่ กับความรู้สึกส่วนตัว โดยเฉพาะตัวตัวละครของ หยังจื่อฉุน ที่แสดงได้ดีทีเดียว</p>
<p>Butterfly Sword เป็นผลงานสร้างจากทางไต้หวัน ของผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับคนดังแห่งไต้หวัน จูหยวนปิง (Kung Fu Dunk, A Home Too Far) สั่งเกตุได้ว่า หนังใช้ดาราผสมจากทั้งทางฮ่องกง และไต้หวันเอง มี ไอ้หนุ่ม สลาตัน หลินจื่ออิง มาเรียกเสียงกรี๊ดจากสาวๆ ในบทที่ไร้ประโยชน์จากการดำเนินเรื่อง โดยสิ้นเชิง นอกจากนั้นยังมีดาราสาวสวยชาวไต้หวัน เยี่ยฉวนเฉิน มารับบทเด่นในเรื่อง</p>
<p>หนังใช้ทีมงานโปรดักชั่นจากทางฮ่องกงเป็นหลัก โดยเฉพาะทีม ผู้กำกับคิวบู๊ที่มาช่วยสร้างฉากต่อสู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เช่นเดียวกับคุณภาพงานสร้างที่ดูดี มีราคา ไม่ซ้ำซาก จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อ ผู้กำกับ เกิดไอเดียกระฉูด นำทั้ง พล็อบ อุปกรณ์ ฉากหลัง เสื้อผ้า มาถ่ายทำหนังอีกเรื่องของเขา รวมถึงดึงเอาคลิปบางส่วน (โดยเฉพาะคิวบู๊) มาผสมกลายเป็นหนังอีกเรื่อง แถมเป็นหนังเกรด 3 ด้วย นั่นก็คือ The Slave of Sword  ที่แสดงนำโดย เฉินเป่าเหลียน เรียกว่าทำงงกันทั้งคนดู ทั้งดารา ว่าไปโผล่ในหนังเกรดสามเรื่องนั้นได้ยังไง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/bs.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits</strong><br />
<strong> บริษัทผู้สร้าง- </strong>Chang Hong Channel Film &#38; Video Ltd. Co. (HK)<br />
<strong> บริษัทจัดจำหน่าย - </strong> Regal Films Distribution Co., Ltd. (Hong Kong)<br />
<strong> กำกับ - </strong> Michael Mak Dong-Git<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Chu Yen-Ping<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> John Chong Ching<br />
<strong> ถ่ายภาพ </strong>- Charlie Lam Chi-Kin, Eric Chu Kwok-Fai<br />
<strong> ตัดต่อ - </strong>Ma Chung-Yiu, Wong Jing-Cheung, Mui Tung-Lit<br />
<strong>ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Bobo Ng Bo-Ling<br />
<strong> ดนตรีประกอบ </strong>- Stephen Shing Gam-Wing, Chris Babida<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong> Andy Lee Yiu-Gwong, Leung Chi-Hing<br />
<strong> กำกับคิวบู๊- </strong>Tony Ching Siu-Tung, Ma Yuk-Sing, Cheung Yiu-Sing<br />
<strong> แสดงนำ - </strong> Tony Leung Chiu Wai, Michelle Yeoh, Joey Wong Tsu Hsien, Jimmy Lin Chi Ying, Donnie Yen Chi Tan, Yip Chuen Chan, Elvis Tsui Kam Kong, Lee Ka Ting, Chang Kuo Chu, Wang Yao</li>
<li><strong>Thailand Distribution</strong> - เข้าฉายในเมืองไทยโดย บริษัทนนทนัน ใช้ชื่อไทยว่า "กระบี่ผีเสื้อ บารมีสะท้านภพ" แผ่นลิขสิทธิ์ของ Rose Entertainment ใช้ชื่อไทยว่า "กระบี่ผีเสื้อดับวิญญาน"</li>
<li><strong>Rating - </strong>3/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[รูปโปรโมตหนัง Painted Skin จากเมืองคานส์]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=183</link>
<pubDate>Thu, 15 May 2008 15:24:57 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.th.wordpress.com/2008/05/15/painted-skillcanne-promote-still/</guid>
<description><![CDATA[ผมเคยนำรูปจาก Painted Skin มา Post ไปแล้วครั้ง]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเคยนำรูปจาก Painted Skin มา Post ไปแล้วครั้งหนึ่งนะครับ (<a href="http://mihk2002.wordpress.com/2008/03/18/painted-skin-gallery/" target="_blank">ดูได้ที่น</a>ี่) เป็นรูปของตัวละครที่แสดงโดย ดอนนี่ เยน หรือ เจิ้งจื่อตัน และโจวซุน ตอนนี้ในการโปรโมตหนังที่เมืองคานส์ ทางผู้สร้างได้ปล่อยภาพโปรโมตมาเเพิ่มอีก 3 รูปตอนนี้ เราจะได้เห็นตัวละครที่แสดงโดย เจ้าเหว่ยกันแล้วครับ ถือว่าน่าตกใจเล็กน้อยเป็นยังไงก็ดูเอาเองนะครับ (นอกจากนั้นยังมีรูปจากหนังอีก 2 รูป แถมด้วยรูปหนังเก่า เล่าใหม่ของหว่องกาไวอีกหนึ่งเรื่อง)</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/canne02.jpg" alt="" /></p>
<p><!--more--></p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/canne01.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/canne03.jpg" alt="" /></p>
<p>Poster ของหนัง Ashes of Time เวอร์ชั่น Redux ที่หว่องกาไวจะนำมาฉายที่คานส์เป็นที่แรก</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/canne04.jpg" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[SPL - ทีมล่าเฉียดนรก (2005, Wilson Yip)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=114</link>
<pubDate>Fri, 11 Apr 2008 01:02:47 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.th.wordpress.com/2008/04/11/spl-wilson-yip/</guid>
<description><![CDATA[
SPL เป็นหนังที่ Donnie Yen ประกาศกร้าวว่าจะ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/spl09.jpg" alt="" /></p>
<p>SPL เป็นหนังที่ Donnie Yen ประกาศกร้าวว่าจะเป็นหนังที่ฮ่องก็จะทวงคืนตำแหน่งเจ้าแห่งแอ็กชั่น จากไทย ที่มาดาราชูโรงคือ องค์บากของปรัชญา ปิ่นแก้ว พันนา ฤทธิไกร และพนม ยีรัม ดูจะเป็นคำแถลงที่อหังการไปสักหน่อย ในทางการสั่นสะเทือนวงการภาพยนตร์ SPL อาจจะทำไม่ได้เท่ากับผู้มาใหม่จากเมืองไทย แต่ถ้าพิจราณาถึงคุณภาพ โดยผู้เชียวชาญ และชื่นชมหนังศิลปะป้องกันตัวโดยเฉพาะ ยกที่สองนี้ ฮ่องกงทำคะแนนโต้กลับได้แล้ว</p>
<p>คำว่า SPL ก็คือตัวแทนของตัวละครทั้งหลาย SPL มาจากคำเต็มว่า Sha Po Lang เป็นคำในโหราศาสตร์ ของจีนหมายถึงดวงดาว ที่กำหนดความดีความเลว ที่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของดาวนั้นๆ บทสรวงสวรรค์ (ฟังดูงงๆ ผมเขียนเองยังงงเลยครับ) Sha Po Lang อาจจะหมายถึง ความเบาบางของเส้นแบ่งระหว่างความดี กับเลว การกระทำของตัวะละคร (และรวมถึงเราทุกคน) ไม่ว่าจะในทางดี หรือทางชั่ว ล้วน มาจากสถานการณ์บีบบังคับ สภาพแวดล้อมนำพาไป <!--more--></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/spl10.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังเล่าเรื่องที่ไม่ซับซ้อนอะไรนัก สงครามระหว่างตำรวจที่มีตัวละครอย่าง เจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่ (หงจินเป่า) หัวหน้าทีมตำรวจหน่วยปราบปราม ที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อโค่นฝ่ายตรงกันข้าม (เยิ่นต๊ะหัว) ตำรวจหน้าใหม่ในทีม เถรตรง เลือดร้อน (Donnie Yen) และนักฆ่า (อู๋จิ้ง) เทียบกันหนังสงครามระหว่างตำรวจกับมาเฟียที่ดังที่สุดในรอบ 3 - 4 ปีที่ผ่านมาอย่าง Infernal Affairs แล้ว SPL แตกต่างกันราวฟ้า กับดิน เรื่องแรกนั้นได้ชื่อว่าเป็นหนังที่เน้นการหักเหลี่ยมเฉือนคม แต่ SPL นั้นความขัดแย้งแก้ไขกันได้ด้วยการสาดกำปั้น ระดมหมัดเข้าหากัน</p>
<p>หนังพยายามจะสร้างแง่มุมที่ซับซ้อนด้วยการใส่รายละเอียดเชิงลึก ไปในตัวละครหลายๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นตัวละครของเยิ่นต๊ะหัวที่มีลูกเลี้ยง ซึ่งเป็นลูกสาวของอดีตพยานที่เค้าปกป้องไว้ไม่ได้ แถมยังป่วยเป็นมะเร็งตายได้ทุกเวลา เพราะฉะนั้นการปราบแก็งมาเฟียนี้จึงเป็นภารกิจสุดท้ายในชีวิต ที่ต้องทำให้สำ เร็จโดยแทบจะไม่เลือกวิธีการ ตัวละครของหงจินเป่าดูเหื้อมโหด แต่กลับมีแง่มุมที่อ่อนโยน (และอาจจะอ่อนแอด้วย) มีลูกน้อยเพิ่งคลอด และภรรยาที่ดูเหมือนจะไม่ได้ล่วงรู้งานของสามีเลย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/spl02.jpg" alt="" /></p>
<p>จะว่าไปแล้ว SPL เป็นหนังที่มี ช่องโหว่อยู่ไม่น้อยเลย โดยเฉพาะในเรื่องความสมเหตุสมผล มาเฟียใหญ่ที่มีลูกน้องเป็นฝูงดันเสี่ยงตาย มาอัดกับตำรวจ แบบไม่มีอะไรจะเสีย การต่อเนื่องระหว่างอารมณ์ดราม่า กับความระทึกในฉากแอ็กชั่นก็ดูเหมือนจะทำได้ไม่เต็มร้อย นอกจากนั้นเหมือนว่าหนังยังไม่สามารถอธิบายประเด็นต่างๆ ในเรื่องได้อย่างที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครต่างๆ รวมถึงรายละเอียดบางด้านของตัวละคร เช่น ภูมิหลังของตัวละครที่แสดงโดย Donnie Yen ที่ถึงแม้จะมีฉาก Flashback ของตัวละครตัวนี้แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรมาก</p>
<p>ถึงแม้จะมีจุดบกพร่องอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ผู้สร้างอย่าง Wilson Yip และ Donnie Yen ทำเพื่อกลบช่องโหว่ ช่องว่างเหล่านั้นได้จนหมดสิ้นก็คือ การสร้างฉากแอ็กชั่นระดับยอดขึ้นมา เป็นฉากแอ็กชั่นระดับที่ถึงขั้นน่าตกตะลึก และถึงขั้นโดดเด่นที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา เทียบกับหนังกังฟูเก่าๆ SPL ก็มีฉากแอ็กชั่นไม่ได้มากมายนัก ตัวละครไม่ได้ลุกขึ้นมาซัดกันทุกๆ 5 นาที และฉากต่อสู้แต่ละครั้งก็ไม่ได้ยาวเกิน 3 นาทีแบบหนังกังฟูสมัยยุค 70 - 80 สำหรับ SPL มีฉากแอ็กชั่นแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยแค่ 3 ฉากเท่านั้น แต่ละฉากก็ไม่ได้ยาวยืดเหมือนหนังกังฟูในอดีต แต่แค่นี้ก็เพียงพอในการสนองความต้องการของแฟนๆ หนังกังฟู ฉากแอ็กชั่นที่เด่นที่สุดในหนัง 3 ฉากได้แก่</p>
<p style="text-align:center;">.................................................</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/004/spl1.jpg" alt="" /></p>
<p><span style="color:#808080;"><strong>Wu Jing Vs. Ken Chang </strong>ฉากเปิดตัว ตัวละครที่แสดงโดยอู๋จิง มือสังหารของเจ้าพ่อ ที่คอยเก็บเหล่าๆ ตำรวจ Ken Chang เป็นใครคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญเพราะในฉากนี้เค้า มีบทบาทในการเป็นกระสอบทรายเท่านั้น อู๋จิงเริ่มต้นการ "ซ้อม" คู่ต่อสู้ชุดใหญ่ด้วย การขวางมีดใส่ ต่อด้วยกระโดดลอยตัวเตะก้านคอ หลังจากนั้นทั้งหมัด มือก็สาดเข้าใส่คู่ต่อสู้แบบ ไม่ยั่ง ก่อนจะตามมากับชุดใหญ่ ของจริง กับการะดมฟันด้วยคมมีด ชนิดนับแผลไม่ไหว</span></p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/004/spl2.jpg" alt="" /></p>
<p><span style="color:#808080;"><strong>Donnie Yen Vs. Wu Jing</strong> ด้วยวัย ความหนุ่มแน่น แล้วฉากต่อสู้ระหว่างอู๋จิง กับ Donnie Yen น่าจะเป็นฉากที่คนรอดูมากที่สุดในเรื่อง และหลายๆ คนอาจจะผิดหวัง เล็กๆ เพราะทั้งสองไม่ได้สู้กับด้วย เพลงมวยเพลงเตะสวย แต่เป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างมีดสั้น กับกระบองตำรวจ แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มัน เพราะฉากนี้เต็มไปด้วยการออกแบบที่สุดยอด และความเร็วจนตาดูแทบไม่ทัน</span></p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/004/spl3.jpg" alt="" /></p>
<p><span style="color:#808080;"><strong>Donnie Yen Vs. Sammo Hung </strong>ฉากสุดท้ายไครแมกซ์ของเรื่อง เป็นของรุ่นใหญ่ Donnie Yen กับหงจินเป่า ทั้งประเคนเท้า และหมัดใส่กันแบบไม่มียั่ง จนไปถึงการกอดรัดฟัดเหวี้ยงแบบมวยปล้ำ จนข้าวของประกอบฉาก กระจัดกระจาย เป็นฉากต่อสู้ที่เต็มไปด้วยความหนักหน่วง และรุ่นแรง ไม่มีลีลา ฟุ่มเฟือย ไม่มีการแสดงท่าโอ้อวด ในวิชาของตน เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด และพรากชีวิตฝ่ายตรงกันข้าม แต่สุดท้ายเหมือนว่าจะไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่แท้จริงเลย</span></p>
<p style="text-align:center;">.................................................</p>
<p>หลังจากเฉินหลงเริ่มแก่ หลี่เหลียงเจี๋ยก็เริ่มหันไปซึ้งกันรสพระธรรม จนมีข่าวว่าจะเลิกเล่นหนังออกมาเรื่อยๆ ดูเหมือนว่า Donnie Yen น่าจะเป็นดาราแอ็กชั่นที่ร้อนแรงที่สุดในรอบ 2 - 3 ปีที่ผ่านมาของฮ่องกง นอกจากแสดงแล้ว Donnie Yen ยังทำงานเบื้องหลังมากมาย ทั้งการกำกับคิวบู๊ให้กับหนังจากต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่น (Princess Blade) และอเมริกา (Blade 2) แม้กระทั่งการกำกับภาพยนตร์ Donnie Yen ก็ผ่านมาไม่ใช้น้อยหนังเรื่อง Legend of Wolf ของเค้าได้รับการยกย่องว่ามีคิวบู๊ที่สุดยอด ผสมกับเรื่องราวที่ท้าทายคนดูเป็นอย่างยิ่ง เพราะหนังเรื่องนั้นเต็มไปด้วยเนื้อเรื่องที่มึนงง ดูจบยังแทบจับต้นชนปลายไม่ถูกเลย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/spl03.jpg" alt="" /></p>
<p>ถึงแม้ Legend of Wolf จะมีคำวิจารณ์ที่ปนแปกันระหว่างดีกับแย่ แต่ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่า Donnie Yen ไม่ได้สนใจแค่การออกแบบคิวบู๊ แต่ยังให้ความสำคัญกับเนื้อหาของหนังด้วย ในหนังเรื่อง SPL นี้ เค้าได้พิสูจน์ถึงความสามารถอีกครั้ง ทั้งในฐานนะของดารา และคนทำหนังไปพร้อมๆ กันเลย</p>
<p>หงจินเป่ากลับมาเล่นหนังแอ็กชั่นดีๆ อีกครั้งหลังจากหายหน้าหายตาไปนาน ดูเหมือนว่ากาลเวลาจะไม่ได้ทำให้ ความสามารถในการเล่นฉากบู๊ของหงจินเป่า ลดไปเท่าไหร่ แน่นอนว่าความคล่องตัว ของหนุ่มใหญ่ร่างยักคงจะต้องลดน้อยไปตามวัยที่มากขึ้น แต่ผลงานใน SPL ของหงจินเป่ายังถือว่าน่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง เทียบแล้วดาราหนุ่มหน้าใหม่หลายๆ คนยังเทียบไม่ติด นอกจากนั้น บทบาทในเรื่องยังถือเป็นการพิสูจน์ความสามารถในด้านการแสดง บทที่หลากหลายกว่าเดิมในการรับบท ตัวร้ายที่ดูเคร่งครึมจริงจัง ผิดกับสมัยหนุ่มที่หงจินเป่ามักจะ ได้รับบทตลกโปกฮาเป็นประจำ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/spl04.jpg" alt="" /></p>
<p>ถึงแม้ดารากังฟูลายครามทั้งสองคนจะมีผลงานที่ยอดเยี่ยม แต่คนที่เด่นที่สุดในเรื่องกลับเป็นหนุ่มน้อยอู๋จิง ที่มีโอกาศปรากฏตัวบนจอน้อยที่สุด จากหนัง Tai Chi 2 เมื่อ 10 ปีที่แล้ว อู๋จิงได้ชื่อว่าเป็นดารากังฟูคนใหม่ ที่จะมาสืบทอดตำแหน่งจากหลี่เหลียงเจี๋ย มาถึงวันนี้เค้าก็ยังไปไม่ได้ไลกอย่างที่ใครหวังสักที</p>
<p>อู๋จิงยังคงวนเวียนอยู่กับการแจ้งเกิดใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่ากับงานภาพยนตร์ และมีงานหลักคืองานในโทรทัศน์ โดยวนเวียนอยู่กับบทบาทเดิมๆ ทั้งๆ ที่อู๋จิงก็เรียกได้ว่าเล่นฉากแอ็กชั่นได้ดี การแสดงก็ไม่ขี้เหร่ จนกระทั่งการพลิกบทบาทมาเล่นบทร้ายครั้งแรกใน SPL นี่อาจจะเป็น จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในอาชีพของอู๋จิงก็ได้ ด้วยรูปลักษณ์ที่แปลกใหม่ โกรกผมสีทอง และเป็นตัวละครไร้จิตใจ เป็นเหมือนเครื่องจักรฆ่าคน ดูเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อกับหน้าตาไสซื่อของอู๋จิง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/spl05.jpg" alt="" /></p>
<p>เมื่อหนังแทน้ำหนังไปให้ดารากังฟูทั้ง แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้กระทั่งเยิ่นต๊ะหัวที่โอกาส ปรากฏตัวอาจจะมากกว่าดาราทั้ง 3 ซะอีก แต่กลับดูไม่เด่นเลย เยิ่นต๊ะหัวเองไม่ใช่ดารากังฟู แต่ถ้าเป็นหนังแอ็กชั่นยิงปืน เค้าก็ได้ดี และเข้ากับหนังประเภทนั้นมากกว่า (คล้ายๆ กับโจวเหวินฟะ) เมื่อมาอยู่ในหนัง แอ็กชั่นเตะต่อยแบบนี้ อย่างมาก็คงเป็นได้แค่กระสอบทรายของพวกผู้ร้าย คนที่ทำหน้าที่ได้ดีกว่ากลายเป็นหลิวเจียจื่อ ดาราอาวุโสที่สักสองสามปีนี้ กลับมาแจ้งเกิดอีกครั้ง ใน SPL เค้าก็ทำผลงานได้ดีทั้งๆ ที่บทไม่มีอะไรมาก ส่วนดาราหนุ่ม Ken Chang ไม่ค่อยมีบทบาทอะไรมากนัก แต่การได้มีส่วนร่วมในฉากต่อสู้ที่ดีที่สุดในเรื่อง ก็ช่วยให้คนจำบทบาทของ เค้าได้เป็นอย่างดี</p>
<p>SPL มีผู้ได้รับเครดิตในฐานะผู้กำกับร่วมกันสองคง คงจะเดาได้กันได้ง่ายๆ ว่า Donnie Yen นั้นน่าจะดูในเรื่องคิวบู๊ ส่วน Wilson Yip คงจะรับผิดชอบในภาพรวมของหนัง ถึงวันนี้คงจะเรียก Wilson Yip ว่าผู้กำกับหนุ่มดาวรุ่งน่าใหม่ไม่ได้แล้ว ปี 2005 นี้ถือเป็นการครบรอบ 10 ปีของเค้าในการนั่งเก้าอี้ผู้กำกับพอดี</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/spl06.jpg" alt="" /></p>
<p>จุดเด่นของ Wilson Yip ก็คือ เค้าเป็นผู้กำกับที่สนใจในเรื่อง "แนวหนัง" (Genre) 10 ปีที่ผ่านมาผ่านมาแล้วแทบทุกแนว ไม่ว่าจะเป็น ผี ตลก อาญากรรม โรแมนติก กำลังภายใน แฟนตาซี การทำงานในลักษณ์นี้ ช่วยให้เค้าเข้าใจในธรรมชาติของหนังแต่ละแนวเป็นอย่างดี สำหรับ SPL นั้นแสดงออกถึงการเข้าใจในการทำหนังแอ็กชั่นของผู้กำกับ การคุมโทนเรื่อง การให้น้ำหนักกับฉากต่อสู้ คุมอารมณ์ให้หนังอยู่จุดที่ลงตัวระหว่างความสมจริงสมจัง ของการเป็นหนังอาญากรรม และความเป็นหนังแฟนตาซีของหนังกังฟู</p>
<p>จุดเด่นอีกประการของ Wilson Yip ก็คือการแม่นในเรื่องการออกแบบซีน ในหนังของเค้ามักจะมีซีนไครแมกซ์ หรือซีนสำคัญ ที่ผ่านการออกแบบมาดี ทั้งการเร้าอารมณ์ งานภาพ การใช้ดนตรีประกอบเสริม เรียกว่าหนังจะอุรุยฉุยแฉกมายังไง มาถึงตอนสำคัญก็มักจะเข้าท่า ถึงแม้บางครั้งจะดูเหมือนว่า ซีนไครแมกซ์ในหนังของ Wilson Yip ดูจะเน้นความเท่ห์ความเก๋ มากกว่าจะเน้นให้ความหมายจริงๆ อย่างไรก็ตามจุดเด่นข้อนี้ก็ปรากฏอยู่ใน SPL อย่างชัดเจน แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียง ช่วงไครแมกซ์ ของหนังเท่านั้น แต่ในฉากต่อสู้สำคัญทุกฉาก ถูกออกแบบมาอย่างดี ทำให้ฉากต่อสู้ใน SPL ดูสดใหม่ ไม่ซ้ำซากจำเจ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/spl07.jpg" alt="" /></p>
<p>ด้วยรูปลักษณ์ของหนัง SPL อาจจะต่างจากหนังกังฟูแบบเก่าๆ ประเภท หวงเฟยหง หรือ Fearless แบบหน้ามือเป็นหลังมือ แต่โดยเนื้อแท้แล้ว หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยองค์ประกอบที่หนังกังฟูแบบเดิมๆ ต้องมี ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตัวละครที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ กำกับ และออกแบบฉากแอ็กชั่นให้เยี่ยมยอด แค่นี้ก็น่าจะทำให้ แฟนๆ หนังแนวนี้พึ่งพอใจ ทำเป็นลืมข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ไปได้ และสนุกกับหนังได้อย่างเต็มที่</p>
<p>SPL ไม่ได้เป็นงามที่มีอะไรใหม่ ไอเดียการหยิบหนังอาญากรรมกับหนังกังฟูมาผสมกัน ก็ถูกทำซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานับครั้งไม่ถ้วน SPL เป็นหนังที่หยิบองค์ประกอบเก่าๆ ในอดีตมาทำให้ดูสดขึ้น ด้วยงานสร้าง และการเล่าเรื่อง ที่ถึงที่สุดแล้วก็ต้องยอมรับว่า ทำได้เข้าท่าเข้าทางไม่เลวเลยทีเดียว</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/spl08.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Abba Movies Co., Greek Mythology Entertainment Co., 1618 Action<br />
<strong> กำกับ - </strong> Wilson Yip Wai Shun, Donnie Yen Ji-dan<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Cheung Shing-Sheung<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Szeto Kam-yuen, Jack Ng Wai-lun<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>Lam Yan-chuen<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong> Cheung Ka-Fai<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Comfort Chan Kwong-wing, Ken Chan<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Jeff Mak Gwok-Keung<br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Bruce Yu Ka-On, Steven Tsang Pak-Chuen, Tong Ping<br />
<strong> แต่งหน้า ทำผม - </strong>Fung Siu-Yee<br />
<strong> เทคนิคพิเศษ - </strong>Koan Hui On, Chibi<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Donnie Yen Ji-dan<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Donnie Yen Ji-dan, Sammo Hung Kam-bo, Simon Yam Tat-wah, Jacky Wu Jing, Liu Kai-chi, Danny Summer, Ken Chang, Austin Wai Tin-chi, Timmy HungTin-ming, Chan Tat-chee</li>
<li><strong>Thailand Distribution - </strong> แผ่น VCD ผลิตโดย Rose ใช้ชื่อไทยว่า "ทีมล่าเฉียดนรก" (แผ่นมีการเซ็นเซอร์)</li>
<li><strong>Related and Recommendations</strong> - Flash Point (หนังคล้ายๆ กัน จากทีมผู้สร้างทีมเดียวกัน)</li>
<li><strong>Rating - </strong>4.5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[An Empress and the Warriors - จอมใจบัลลังก์เลือด (2008, Ching Siu-Tung)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=107</link>
<pubDate>Tue, 08 Apr 2008 14:28:37 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.th.wordpress.com/2008/04/08/an-empress-and-the-warriors-2008/</guid>
<description><![CDATA[
สถานการณ์ปัจจุบันของหนังกำลังภายใ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/empress5.jpg" alt="" /></p>
<p>สถานการณ์ปัจจุบันของหนังกำลังภายใน นั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการห่ำหั่นกันกันด้วย องค์ประกอบอันอลังการงานสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าอันหรูหรา ฉาก และโลเกชั่น อันใหญ่โตมโหฬาน รวมถึงฉากต่อสู้ที่ต้องออกแบบกันให้วิจิตพิศดารสุดฤทธิ์ ดูเหมือนฮ่องกง ที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับในหนังประเภทนี้ จะต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ อย่างช่วยไม่ได้  มีข้อจำกัดด้านเงินทุน</p>
<p>An Empress and the Warriors ของผู้กำกับเฉิงเสี่ยวตง ดูจะเป็นความพยายาม ต่อสู้ในแนวทางที่ว่า ครั้งล่าสุดจากหนังทำหนังชาวฮ่องกง หนังมีงานสร้างที่ใหญ่โตใช้ได้ (โดยเฉพาะการออกแบบ และสร้าง เกราะ ที่ดูใหญ่โต และเทอะทะอย่างที่ว่าจริง) ดาราน่าสนใจที่ถูกเลือกให้มาประชันกันในหนัง  ทั้งคนนักบู๊มาแรง  เจิ้งจื่อตัน  พระเอกนักร้องเจ้าเสน่ห์ หลีหมิง และที่น่าสนใจที่สุด นางเอกสาวสวย เฉินฮุ่ยหลิน  ที่ชิมลางเช่นหนังย้อนยุคเป็นเรื่องแรก <!--more--></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/empress1.jpg" alt="" /></p>
<p>ขอออกตัวกันล่วงหน้าว่า ผมดู An Empress and the Warriors ด้วยความคาดหวังต่ำนะครับ เนื่องจากได้อ่านบทวิจารณ์มาบ้าง เรียกว่า ส่วนใหญ่จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือหนังโดนถล่มไปเป็นส่วนใหญ่ เฉิงเสี่ยวตง ที่มีฐานะเป็นผู้กำกับคิวบู๊แนวหน้าแห่งวงการภาพยนตร์ปัจจุบัน และโดดเด่นเป็นพิเศษในฉากเหิรเวหา และต่อสู้ด้วยกระบี่ ผลงานในช่วงระยะหลังที่สร้างของเขาให้โด่งดังไปทั่วโลกก็คือ ไตรภาคกำลังภายในของจางอี้โหม่ว นั่นเอง</p>
<p>ในฐานะผู้กำกับเฉิงเสี่ยวตงเป็นเจ้าของงานระดับตำนานอย่าง Swordsman (เดชคัมภีร์เทวดา) A Chinese Ghost Story (โปเย) อย่างไรก็งานเหล่านั้นนับอายุได้ ถึงวันนี้ก็เกินกว่า 15 ปีแล้ว ผลงานในช่วงหลัง หรือกว่าสิบปีที่ผ่านมา หรือพูดง่ายๆ ว่าหลังจากที่เฉิงเสี่ยวตง แยกมาทำงานเอง โดยไม่ตกอยู่ในการช่วยเหลือควบคุม และบดบังรัศมีของฉีเคอะ กลายเป็นว่างานในยุคหลังของเขาคุณภาพเก่าย่ำแย่</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/empress8.jpg" alt="" /></p>
<p>ก่อนอื่นขอเกริ่นถึงชื่อหนังกันก่อนนะครับ ชื่อภาษาจีนของหนังเรื่อง An Empress and the Warriors นั้นคือ "เจียงซานเหมยเหริน" ถ้าใครที่คุ้นเคยกับภาษาจีน และหนังฮ่องกงยุคเก่า ก็คงพอจะคุ้นเคยกันอยู่บ้างว่า นี้เป็นชื่อเดียวกันกับ หนังปี 1959 Kingdom and the Beauty หรือชื่อไทยที่คุ้นเคยกว่าว่า "จอมใจจักรพรรดิ์" แม้นี้จะไม่ใช่งานรีเมกสร้างใหม่โดยตรง  แต่หนังสองเรื่องก็เชื่อมโยง ด้วยเนื้อหาอยู่บ้างในบางจุด หนังเล่าเรื่องของราชนิกูล ผู้สืบทอดบังลัง ที่มีโอกาศได้ลิ้มลองชีวิตแบบสามัญชนในช่วงสั้นๆ หากแต่ตัวละครหลักใน An Empress and the Warriors เปลี่ยนปแลงจากจักรพรรดิ์หนุ่ม เป็นองค์หญิง ผู้แบกรับชตากรรมของประเทศเอาไว้</p>
<p>ในยุคโบราณของจีน แคว้นใหญ่แห่งหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการร้ายแรง และสถานการณ์ตึงเครียด ช่วงเวลาแห่งภัยสงคราม ในการศึกองค์จักรพรรดิ์ ต้องภัยอาวุธของศัตรูบาดเจ็บสาหัสยากแก่การเยียวยา พระองค์ได้ฝากฝังประเทศ และกองทัพไว้กับ แม่ทัพหนุ่มผู้เก่งกาจอย่าง มู่หยงซีหู่ (เจิ้งจื่อตัน) นักรบคนสนิทที่องค์ฮ่องเต้ชุบเลี้ยงไว้ตั้งแต่ยังเด็ก</p>
<p>เมื่อถึงเวลาแห่งสวรรคต บรรดานายพล และเชื้อพระวงศ์ ไม่อาจยอมรับ แม่ทัพสามัญชนผู้ไร้หัวนอนปลายเท้า ไม่ทราบแม้กระทั่งบิดา มารดาผู้ให้เก่าเนิดอย่าง มู่หยง ขึ้นเป็นผู้นำได้ ความขัดแย้งเริ่มก่อตัว และลุกลามใหญ่โต ทายาทคนเดียวของจักรพรรดิ์  อย่างองค์หญิง หยานเฟยเอ๋อ (เฉินฮุ่ยหลิน) ต้องขึ้นรับตำแหน่งจักรพรรดินี อย่างกระทันหันเพื่อยุติข้อขัดแย้งทั้งหมด</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/empress2.jpg" alt="" /></p>
<p>อิสสตรีผู้บอบบาง อย่าง หยานเฟยเอ๋อ ต้องจับอาวุธ ขี่มาศึก เพื่อรับมือกับตำแหน่งจอมทัพแห่งประเทศ ด้วยการช่วยเหลือ ฝึกฝนจาก มู่หยง การฝึกฝน เริ่ม และดำเนินไปด้วยความยากลำบาก แต่องค์จักรพรรดินีก็เชื่อใจ แม่ทัพหนุ่ม ผู้เปรียบเสมือนพี่ชายคนหนึ่งของนาง อย่างไรก็ตามท่ามกลางบุรุษนักรบมากมาย ผู้นำสตรี อย่าง หยานเฟยเอ๋อ ไม่อาจได้รับการยอมรับได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาอำนาจเก่า ผู้หวังลึกๆ ถึงตำแหน่งผู้ครอบประเทศ</p>
<p>ในระหว่างการฝึกฝนการศึกในวันหนึ่ง หยานเฟยเอ๋อ ถูกมือสังหารกลุ่มหนึ่งเข้าลอบทำร้าย จนแทบเอาชีวิตไม่รอด ร่างการบาดเจ็บสาหัส โชคดีนางได้รับการช่วยเหลือพยาบาลจากชายหนุ่ม นาม ต้วน (หลี่หมิง) ชายผู้ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังในป่า เพื่อ ศึกษา และประดิษฐ์คิดค้นสิ่งแปลกประหลาดมากมาย องค์หญิงรักษาตัวอยู่กับชายลึกลับอยู่พอสมควร การหายตัวขององค์หญิง ผู้เปรียบเสมือนเสาหลักแห่งประเทศ และกองทัพ กลับสร้างความเดือดร้อนแก่ทุกคน โดยเฉพาะมู่หยง ที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการหายตัวของนาง</p>
<p>อีกด้านหนึ่งเหตุการณ์ในกลางป่า องค์หญิงกลับเริ่มพึ่งพอใจในชีวิตเรียบง่าย ไร้ซึ่งความรับผิดชอบ และหน้าที่อันยิ่งใหญ่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ชีวิตร่วมกับ ชายหนุ่มผู้เปี่ยมเสน่ห์จริงใจ กล้าหาญ เปิดเผย ในเวลาไม่นานทั้งสองก็ตกหลุ่มรักกัน หยานเฟยเอ๋อ ได้มีโอกาศรับรู้ถึงความอิสระ ใช้ชีวิตของตัวเองโดยไม่ได้ถูกพัฒนการ ไว้ด้วยตำแหน่งที่สูงเทียมฟ้าอย่างที่เคยเป็นมา นับเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความยุ่งยากในชีวิตของนาง เมื่อหน้าที่ความรับผิดชอบ ได้ถูกท้าทายด้วยความสุขส่วนตัว และความรัก ในฐานะหญิงสาวคนหนึ่ง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/empress3.jpg" alt="" /></p>
<p>อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนะครับ An Empress and the Warrior เกี่ยวข้องอยู่กับ จอมใจจักรพรรดิ์ อยู่ไม่น้อย กล่าวโดยสรุป หนังเป็นการรีเมกสร้างใหม่แบบ อาศัยเค้าโครงสร้างเดิม ปรับเปลี่ยนตัวละครจักรพรรดิ์หนุ่ม กับการผจญภัยในโลกแห่งสามัญชน มาเป็นจักรพรรดินีสาว ประเด็นหลักยังอยู่ที่ การเลือกระหว่างเกียรติ ความยิ่งใหญ่ ระดับเทียบเคียงเทพเจ้า หรือชีวิตด้อยต่ำติดดินแบบสามัญชน แต่นำมาซึ่งความสุขที่แท้จริงในชีวิต ความสุขแห่งการได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ สุดท้ายเจิ่นเฟยเอ๋อ ถึงได้ทราบว่า ชีวิตของนางไม่ได้อยู่ในสถานะแห่งการมีสิทธิ์เลือก หากแต่เป็น "ต้องเลือก" ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดในฐานะบุตรสาวคนเดียวแห่งผู้นำ</p>
<p>การหยิบเอาหนังเก่าแก่โบราณอย่าง ดูจะเป็นไอเดียที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย หนังกลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควร ปัญหาหลักในหนังที่หลายๆ คนพูดถึงก็คือความ ไปไม่สุดในซักทาง ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โรแมนติก รักสามเส้าของหนึ่งองค์หญิงกับสองนักรบ ความเป็นหนังสงคราม กำลังภายใน หรือหนังชีวิตอันว่าด้วยชีวิตของผู้หญิงกับสงคราม เรื่องราวในทำนองเหล่านี้ ปรากฏอยู่ในหนังทั้งหมด แต่ไม่มีประเด็นไหนเลยทีสามารถพัฒนาไปให้ถึง ขีดสุดแห่งอารมณ์  นอกจากจะสะท้อนความไม่ลงตัวของบทแล้ว การนำเสนอเรื่องราวอันลึกซึ้ง ยังเป็นปัญหาของผู้กำกับ เรื่องราวต่างๆ ในหนังถูกนำเสนอแบบผ่านๆ ตื้นเขิน ในระดับ "แจ้งให้ทราบ" มากกว่าที่จะควร "ทำให้รู้สึก" ที่ย่ำแย่ที่สุดก็คือ ตอนจบของเรื่อง บทสรุปทั้งเรื่องรัก และรบ ทำออกมาได้อย่าง ไร้น้ำหนัก แทบไม่สามารถสร้างความประทับใจใดๆ ได้เลย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/empress4.jpg" alt="" /></p>
<p>แม้แต่ในเรื่องของคิวบู๊ อันเป็นความถนัดพื้นฐานของ  ผู้กำกับก็ไม่สามารถเปล่งประกายได้อย่างที่หวัง แนวทางฉพาะตัวของเฉิงเสี่ยวตงนั้น อยู่กับการใช้สลิง ในคิวบู๊ที่เน้นความพิศดาร และหวือหวา เขาดูจะไปได้ไม่ดีเท่าไหร่กับฉากต่อสู่ แนวสงคราม ที่เน้นความสมจริง ที่ประกอบไปด้วยตัวประกอบจำนวนมาก กองทัพม้า การรบพุ่ง ด้วยอาวุธหนักอย่างหอก ดาบยาว หรือกองธนู อย่างที่ An Empress and the Warrior พยายามนำเสนอ คิวบู๊ในหนังจีงประสบความล้มเหลว ไม่สนุก ไม่ตื่นเต้น ไม่รุนแรง แม้กระทั่งพระเอกนักบู๊อย่างเจิ้งจื่อตัน ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ เมื่อมาอยู่ในชุดเกาะเทอะทะ ที่ปิดปังกล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหวร่างกาย อันเป็นจุดเด่นจุดขายประจำของเขา</p>
<p>งานนี้คนที่น่าเห็นใจที่สุดน่าจะเป็นงานเอกสาว เฉินฮุ่ยหลิน หนังเรื่องนี้ดูจะเป็นงานที่ดาราสาวคนดังคาดหวังไว้ค่อนข้างสูง ลงทุนแสดงฉากบู๊ด้วยตัวเอง สวมเกาะหนักหลายกิโลแสดงเกือบตลอดทั้งเรื่อง น่าเสียดายความทุ่มแทกลับไม่ส่งผลสร้างที่หวัง ลำพังบุคลิกหน้าตา รูปร่าง ก็ยากอยู่แล้วที่จะทำให้เชื่อว่า นี่คือหญิงสาวราชนิกูลแห่งโลกยุคโบราณ ปัญหาหลักของนักแสดงสาวคนสวย เป็นเรื่องพื้นฐานอย่างการแสดง เฉินฮุ่ยหลินยังไม่สามารถแบกหนังทั้งเรื่องไว้ด้วยตัวเองได้ เธอไม่สามารถสร้างความซ้บซ้อน และการแสดงที่ลึกซึ้งให้กับ บทเจ้าหญิงผู้หวั่นไหวชีวิตได้ดีเพียงพอ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/empress7.jpg" alt="" /></p>
<p>โดยรวมแล้ว An Empress and the Warrior พอจะสร้างคาวมบันเทิงได้บ้าง หนังมีงานสร้างที่น่าสนใจ แม้เกราะเหล็กหนักอึ้งที่ถูกฟรีเซ็นต์มากมาย ทั้งในหนังและสื่อประชาสัมพันธ์จะดู ใหญ่เทอะทะน่ารำคาญไปบ้าง แต่ก็นับว่าดูแปลกตา สร้างบรรยากาศแปลกใหม่ให้กับหนัง เคมีระหว่างดารานำทั้งสามถือว่าพอใช้ได้  กับบทรักสามเส้า น่าเสียดายบทภาพยนตร์ไม่สามารถบีบคั้น และส่งอารมณ์นั้นไปถึงจุดหมายได้</p>
<p>ถ้าจะดูเอาสนุกก็คงพอได้  สำหรับแฟนๆ ของเหล่าดารา ผู้กำกับ และผู้นิยมหนังจีนกำลังภายใน การรอคอยงานชิ้นต่อไป คงจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เฉินฮุ่ยหลิน นั้น การเดินทางกลับสู่โลกปัจจุบัน น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของทั้งเธอ และแฟนๆ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/empress6.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>BIG Pictures, Beijing Poly-bona Film Publishing Company, United Filmmakers Organization (UFO)<br />
<strong> บริษัทจัดจำหน่าย - </strong> Mei Ah Entertainment<br />
<strong> กำกับ - </strong> Ching Siu-Tung<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Claudie Chung Chun<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Tin Nam Chun, James Yuen<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>Zhao Xiaoding<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong> Tracy Adams<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Chung Man Yee<br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Chung Man Yee<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Donnie Yen Ji-Dan, Kelly Chen, Leon Lai Ming, Guo Xiao-Dong, Kau Jan-Hoi</li>
<li><strong>Thailand Distribution - </strong> จัดจำหน่ายโดยบริษัท Pacific Entertainment</li>
<li><strong>Related and Recommendations</strong> - Kingdom and The Beauty (1959)</li>
<li><strong>Rating - </strong>3/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Flash Point - ลุยบ้าเดือด (2007, Wilson Yip)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=85</link>
<pubDate>Thu, 27 Mar 2008 12:00:40 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.th.wordpress.com/2008/03/27/flash-point-2007/</guid>
<description><![CDATA[
วงการหนังฮ่องกงตกต่ำมานาน นั้นเป็]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/flashpoint05.jpg" /></p>
<p>วงการหนังฮ่องกงตกต่ำมานาน นั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนทราบกันอยู่แล้ว สำหรับหนังแอ็กชั่น โดยเฉพาะแบบที่เน้นการต่อสู้ตัวต่อตัว ในแบบที่เรียกกันว่า หนังศิลปะป้องกันตัว หรือ กังฟู ที่ฮ่องกงเคยได้ชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่ง มาอย่างยาวนาน ฮ่องกงถูกท้าทายจากผู้มาใหม่ อย่างเกาหลี กับหนังอย่าง City of Violence ประเทศไทย ที่มีหัวหอกอย่าง พนม ยีรัม และผู้กำกับคิวบู๊ที่ร้อนแรงที่สุดในยุคนี้ พันนา ฤทธิไกร หรือ แม้แต่อเมริกาเอง ที่สร้างหนังศิลปะป้องกันดีด้วยการดึงมือดีมาจากทั่วโลก ปีนี้อดีตแชมป์เก่าของท้าทายผู้ท้าชิงทุกคน ด้วย Flash Point<!--more--></p>
<p>คู่หู ดารา/ผู้กำกับคิวบู๊ Donnie Yen และ ผู้กำกับ Wilson Yip กลับมาอีกครั้ง หลักจะดูเสียรังวัดไปนิดหน่อยกับหนังกังฟูการ์ตูน เรื่อง Dragon Tiger Gate ที่เนื้อหาออกแนวหลุดโลกเกิดไปนิด (แต่โดยส่วนตัวผมชอบนะครับ) ในปี 2007 ทั้งคู่กลับมากับ "ของตาย" ที่ทำให้ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกันที่เคยได้ผลมาแล้วในปี 2004 ในหนังเรื่อง SPL (Sha Po Lang) นั้นก็คือ การเอาหนังอาญากรรม มาผสมของหนังกังฟู ภาพรวม Flash Point ไม่ได้เหนือชั้นกว่า SPL โดยเฉพาะความสดใหม่ ที่คงจะไม่ได้สร้างความฮือฮา ให้กับวงการได้เท่าเดิม เพราะหนังมีองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่ไกลเคียงกันไปหน่อย แต่ Flash Point ก็ยังมีสิ่งใหม่ๆ อยู่บ้าง โดยเฉพาะในส่วนของคิวบู๊ Donnie Yen พอจะหาช่องว่าที่จะผ่าทางตัน ให้กับความซ้ำซากในคิวบูให้กับหนังประเภทนี้ได้บาง แม้ไม่มากจนที่จะเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติ แต่ก็ใหม่พอจะที่จะสร้างความตื่นเต้นให้กันคนดูได้</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/flashpoint12.jpg" /></p>
<p>Flash Point เล่าเรื่องของสองตำรวจคู่หู ผู้กองหม่าจุ่น (Donnie Yen) และวิลสัน (กู่เทียนเล่อ) ฝ่ายแรกต้องการจะจับกุมแก๊งอาญากรรม "3 พี่น้อง" คนเวียนนามอพยพ ที่ก่อคดีไว้มากกมาย จนส่งฝ่ายหลังแฝงตัวเข้าไปอยู่ในแก๊งด้วย เพราะหาหลักฐาน การกระทำความผิดที่จะมัดตัวทั้ง 3 ไม่ให้ติดหลุด ปัญหาอยู่ที่ แก๊งโจรดังกล่าวนั้นสุดแสนจะอันตราย เป็นศูนย์รวมของทั้ง ความบ้าครั่ง เหี้ยมโหด แล้วยังฉลาดเป็นกรด ต่อตีเป็นเลิศ แก๊งโจรที่มีผู้นำเป็นพี่น้อง 3 คน ที่ประกอบไปด้วย จาเก่อ (หลี่เหลียงเหว่ย) ไทเกอร์ (Xing Yu) และ โทนี่ (Colin Chou) วิลสัน ต้องแฝงตัวเข้าไปอยู่กับทั้ง 3 ก็เหมือนกับผูกระเบิดเวลาไว้กับตัว</p>
<p>จนกระทั่งถึงเวลาที่สถานการณ์ทุกอย่างสุกงอม หลักฐานถูกเก็บรวมรวบพร้อม วิลสัน กลับถูกเปิดโปงก่อนการจับกุมจะเรียบร้อย เขาโดนทำร้าย บาดเจ็บสาหัส จนต้องกลายเป็นคนพิการ ส่วนพวกอาญากร ไทเกอร์ กับโทนี่ หนีรอดการจับกุมไปได้อย่างเฉียดฉิว ส่วนพี่ใหญ่ จาเก่อ ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวไว้รอคอยการพิจารณาคดี หลักฐาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพยาน นั้นพร้อมที่จะพา จาเก่อ เข้าไปอยู่ในคุก</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/flashpoint03.jpg" /></p>
<p>เวลาผ่านไป 3 เดือน วิลสัน ออกมาพักพื้น รอการกลับไปรับราชการ เรื่องที่เขาขาเสียจากการปฏิบัตหน้าที่ก็ดูเหมือนจะรบกวนจิตใจของ เขา และผู้กองหม่า มาโดยตลอด ทำให้ไม่สามารถเขาหน้ากันติดได้เหมือนเดิม ก็ได้แต่รอเวลาให้ความบาดหมางลดน้อยลง ในขณะที่ทุกอย่างจะเหมือนจะเข้าที่ ความวิบัติ และความวุ่นวายก็เวียนมาอีกหน</p>
<p>เมื่อสองโจร ไทเกอร์ และโทนี่ กลับมาสู่ฮ่องกงอีกครั้ง เพื่อช่วยเหลือพี่ชาย พยานในคดี ของจาเก่อ คนแล้วคนเล่าถูกสังหาร จนกระทั่ง เหลือเพียง วิลสัน เท่านั้นที่จะสามารถขึ้นให้การ ชี้ตัว จาเก่อ ในการพิจารณาคดีได้ เพราะฉะนั้นหมายความว่าชีวิตของเขาอยู่ในอันตราย นั้นยังไม่ร้ายเท่ากันชีวิตของ จูลี่ (ฟานปิงปิง) แฟนสาวของวิลสัน ผู้กองหม่าเป็นคนเดียวที่จะหยุดยั่งเรื่องร้ายต่างๆ และปกป้องชีวิตของคนทั้งคู่ ในไม่ใช่ในฐานะของมือกฏหมาย แต่เป็นความรับผิดชอบที่ดึงให้วิลสันต้องพบเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/flashpoint06.jpg" /></p>
<p>Flash Point นั้นมีพล็อต ที่เรียกว่าไม่ขี้เหร่ห์ หนังเปิดฉากด้วยเรื่องราวของ ตำรวจแฝงตัวเข้าไปในแก๊งโจร ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมานี้ เนื้อเรื่องแนวนี้ถูกนำเสนอมาพอสมควรในหนังฮ่องกง ไม่ซิไม่ใช่แค่พอสมควร แต่เป็นล้นปรี่จนเรียกว่าซ้ำซากไปแล้ว (แน่นอนว่าสาเหตุมาจาก Infernal Affairs Effect) อย่างไรก็ตามช่วงเวลาของการเป็น Infernal Affairs Clonning นั้นมีอยู่สั้นๆ ในครึ่งชั่วโมงแรกของหนังเท่านั้น ภาพรวมของหนังพูดถึงความกดดัน และทางเลือก ของอาชีพตำรวจ ที่ต้องเลือกระหว่างชีวิตส่วนตัว การยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างการเป็น "ผู้จำกุม" และ "ผู้พิพากษา" ที่หลายๆ สถานการณ์ ตำรวจได้พบได้เห็นความเลวร้ายสุดขั่ว แต่ทำได้เพียงวางเฉยเพียงเพราะ "หลักฐาน" ไม่เพียงพอ</p>
<p>ตัวละครของ Donnie Yen นั้นเป็นคนประเภท ทำงานด้วยอารมณ์ เข้าต้องเจ็บปวดกับเรื่องดังกล่าวอยู่เสมอ บ่อยครั้ง ผู้กองหม่า จึงเลือกที่จะ พิพากษา คนร้ายด้วยตัวเอง ในหนังมีฉากนึงที่น่าสนใจ เมื่อผู้กอง ปรอทแตก เมื่อเห็นคนร้ายทำร้ายคนเด็กไม่เกี่ยวข้อง ตำรวจหนุ่มไม่ลังเลที่จะ ตัดสินโทษอาญากรผู้นั้นด้วยตัวเอง เขาซ้อม และระดมหมัดใส่เจ้าโจรนั้นจนตายคาหมัด ท่ามกลางบรรดา ฮ่องกงมุง มากมาย สุดท้าย ผู้กองหม่า กลายเป็นสัตว์ประหลาดในสายตาของคนรอบข้าง ไม่ได้ต่างกับอาญากรที่เขาไล่ตามจับเลย</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/flashpoint07.jpg" /></p>
<p>บทหนังที่เขียนโดย Szeto Kam Yuen, Tang Lik Kei มีปัญหาอยู่บ้างเหมือนกัน การสร้างตัวละครในหนังนั้น โดยเฉพาะตัวละครของ Donnie Yen ที่ดูจะแยกความแตกต่างไม่ออกเลยจากตัวละครที่เขาเคยเล่นมาใน SPL เช่นเดียวกันตัวละครของกู่เทียนเล่อ ที่เหมือนจะถูกโขรกออกมาจาก โรงงาน Infernal Affairs นอกจากนั้นความสมจริงสมจังของเนื้อหา ก็ยังจะดูเป็นปัญหาให้กับความน่าเชื่อถือของเนื้อเรื่อง รายละเอียดของความเป็นหนังอาญากรรม และเรื่องของขั้นตอนทางกฏหมาย และกระบวนการยุติธรรม ที่ดูออกมาเรียบๆ ลวกๆ ชอบกล แม้เนื้อเรื่องที่ดูไม่ค่อยจะแปลกใหม่ Flash Foint ยังคงเป็นหนังที่ยอดเยี่ยม เป็นความหวังของหนังฮ่องกง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่กำลังจะพูดถึงในย่อหน้าต่อไปนี่</p>
<p>พล่ามมาตั้งนานเข้าสู่ หัวใจของเรื่องกันซักที นั้นก็คือ "คิวบู๊" ผมเองดู Flash Point ไป ก็รู้สึกกร่อยๆ นะครับ หนังดูเรื่อยๆ เปื่อยๆ ชอบกล จนกระทั่ง เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง เท่านั้นแหละ ดูเหมือนว่า Wilson Yip จะใช้กลยุทธที่ใกล้เคียงกับที่เคยเวิร์คมาแล้วใน SPL ในการขับเน้นฉากบู๊ในเรื่องให้ถึงจุดเดือด แบบสูงสุดในตอนท้ายเรื่อง มากกว่าที่จะใส่มาพร่ำเพรื่อแบบหนังบู๊ฮ่องกงยุคเก่า ด้วยการค่อยๆ สร้างบรรยากาศที่หนักอึ้ง ตัวละครดี และเลว เล่นวิ่งไล่จับกัน แบบไม่เจอกันจังๆ ซักกะที ตัวละครฝ่ายดีเพรี้ยงพล้ำ และโดนกระทำมาเรื่อยๆ มีฉากบู๊สั้นๆ แทรกมาเป็นระยะ จนกระทั่งช่วงแขม่งเกลียวของหนัง Wilson Yip (และ Donnie Yen) ก็กระหน่ำ ด้วยฉากแอ็กชั่น 20 นาทีติดต่อแบบ Non-Stop</p>
<p align="center">&#160;</p>
<p align="center"><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/fp_a1.jpg" height="281" width="449" /></p>
<p align="center"><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/fp_a2.jpg" height="281" width="449" /></p>
<p>Donnie Yen นั้นพยายามสร้างคิวบู๊ในหนังของเขา ให้หนักหน่วงรุนแรงมาโดยตลอดอยู่แล้ว ใน Flash Point เข้าเสริมความสมจริงเข้าไปอีก ตัวละครในหนังสู้กันแบบไม่ปล่อยช่วงว่าง ให้เห็นมากนักอย่างในหนังแนวนี้เรื่องอื่นๆ จู่โจมใส่กันอย่างรวมเร็ว โดยไม่ได้คำนึงถึงท่าทางที่สง่างาม เน้นการทำลายล้างกันแบบไม่มียั่ง ทั้งหมัด เท้า เข่า และศอก ไอเดียหลักของคิวบู๊ก็คือการ ผสมรูปแบบการต่อสู้แบบ MMA (Mixed Martial Arts) เข้ามา</p>
<p>MMA เป็นศิลปะป้องกันตัวที่ผสมผสานวิชาหลายแขนง ทั้ง มวย มวยไทย ยูโด มวยปล้ำ ซัมโบ ฯลฯ หลักการก็คือเป็นการต่อสู้ที่ผสมทั้งท่ายืน และท่านอนเข้าด้วยกัน มีการใช้ท่า Ground-and-pound (นั่งคร่อมตัวคู่ต่อสู้ และประเคน หมัดลงไปบนหน้า) และท่าจับ หัก ล็อก แบบมวยปล้ำสมัครเล่น หนังยังมีจุดเด่นที่ ฉากสงครามปืน เป็นการดวลปืนที่แปลกใหม่จากหนังฮ่องกงโดยทั่วไป ไม่ได้สวยงามแบบ "Bullet Balet" (บุลเล็ต บัลเล่ร์ หรือ การสร้างฉากดวลปืนที่เน้น ความเหนือจริง การเคลื่อนไหว ที่ถูกเปรียบแปรยว่าเหมือนการเต้นบัลเล่ย์) ในสไตล์ของหนัง John Woo ไม่ได้สมจริงแบบฉากต่อตีของหนัง แต่เป็นส่วนผสมของทั้ง ความโกลาหล ฉับไว และหวือหวา</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/flashpoint04.jpg" /></p>
<p>การออกแบบท่าทางการต่อสู้ และคิวบู๊ ได้รับการสนับสนุนจากการถ่ายที่มีสีสรรค์ เทคนิคต่างๆ มุมกล้องที่หลากหลาย การตัดต่อที่ช่วยการสร้างความน่าตื่นตาตื่นใจ ใช้ดนตรีประกอบช่วยส่งอารมณ์ได้ดี นั่นช่วยให้ Flash Point ไม่เฉิ่มเชย Wilson Yip ใช้เทคนิคการถ่ายทำที่ดี ช่วยส่งเสริมคิวบู๊ โดยไม่ได้พยายามจะ "โชว์เหนือ" หนังถ่ายทอดมุมมองใหม่ๆ ด้านเทคนิค ให้กับหนังแนวนี้ เช่น ฉากชกหน้า ที่ถ่ายทำให้เห็นภาพกำบั้น ค่อยๆ ลอยไปปะทะกับใบหน้าอย่างช้าๆ ดูรุนแรงน่าตื่นตาตื่นใจดีแท้</p>
<p>หนังศิลปะป้องกันตัวหลายๆ เรื่องตายเพราะเลือกคู่ต่อกรของตัวเอกห่วยมาแล้ว ในหนังไอ้มดแดงคุณคงไม่อยากดู มดแดงสู้กับลูกน้องกระจอก พวกกองทัพกี้ กันทั้งเรื่องแน่ มดแดงต้องเจอกับสัตว์ประหลาดเจ๋งๆ ถึงจะมัน ฉันใดฉันนั้น หนังกังฟู การต่อสู้จะมีความหมาย ศัตรูของพระเอกต้องเจ๋ง และเท่ห์ไม่แพ้พระเอกด้วย ในเรื่องคู่ต่อกรของตัวเอก ดูผ่านๆ แล้วคู่ต่อกรของ Donnie Yen ใน Flash Point อาจจะด้อยกว่าใน SPL เล็กน้อย (แน่นอนอยู่แล้วว่าการเอา โคตรปรมจารย์ อย่างหงจินเป่า กับไอ้หนุ่มกังฟูหน้าอ่อนที่มาในมาดมือสังหารโรคจิต ของอู๋จิ้งใน SPL นั้นยากที่จะเอาชนะได้ด้วยดาราคู่ใดจริงๆ)</p>
<p>อย่างไรก็ตามดาราที่ถูกเลือกมาให้รับบทร้ายใน Flash Point ก็ไม่เลวเลยที่เดียว Xing Yu ที่สร้างชื่อมาจากการรับบท คนขายหมูเจ้าของเพลงหมัดเส้าหลิน ใน Kung Fu Hustle, หลี่เหลียงเหว่ย ดารารุ่นลายคราม ที่บ้านเราคงจะติดปากเรียกเขาว่า "ติงลี่" ไปแล้ว รับบทเป็นพี่ใหญ่ของกลุ่ม หลี่เหลียงเหว่ย ไม่ได้มีพื้นฐานทาง แต่ลูกบ้าทางการแสดง การวาดลวดลาย แบบสุดขั่วหลุดโลก ก็ทำให้หลีเหลียงเหว่ยไม่ได้ถูกกลบ ไปโดยนักบู๊ทั้งหลายที่อยู่ในเรื่อง เรียกว่ามีที่ทางเป็นของตัวเอง ที่จะทำให้คนดูจดจำตัวละครของเข้าได้อย่างแน่นอน</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/flashpoint01.jpg" /></p>
<p>สุดท้ายไฮไลท์สำคัญนั้นอยู่ที่ตัวละคร โทนี่ ที่แสดงโดย Collin Chou ดารากังฟูระดับรองที่ไปโด่งดังในระดับโลก จากหนังอย่าง The Matrix 2 - 3 ฝีมือนั้นไม่ต้องห่วงกันอยู่แล้ว เขาเป็นหนึ่งใน ดาราบู๊ สตั้นแมน ที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งในวงการ ที่อย่างจะพูดถึงเป็นบทบาทของเขาในเรื่องมากกว่า บทบาทใน The Matrix ของเขานั้น สงบสิ่ง เยือกเย็น แต่บทประจำในฮ่องกง Collin Chou ตัวร้ายสุดขั่วสุดเลว แน่นอนแว่นตาดำ (ที่แทบทุกตัวละครในหนังไตรภาคสุดงงเรื่องนั้นใส่กัน) ดูเหมือนจะปิดบังบุคลิกดังเดิมของเขาไป ใน Flash Foint Collin Chou กลับมาเป็นไอ้ตัวแสบอีกครั้ง แน่นอนว่าแฟนหนังฮ่องกงอย่างเรา รักให้เค้าเป็นไอ้แสบแบบนี้มากกว่า</p>
<p>หนังยังมีดาราสมทบ ประเภท "No Kung Fu" อีก 2 - 3 คน ขอพูดถึงกันซักหน่อย ดาราร่างอ้วน Ken Cheung มารับบทตำรวจอีกครั้ง เห็นอ้วนบึกอย่างงี้เขาเล่น เป็นตำรวจมาเป็นสิบเรื่องแล้ว ฟานปิงปิงดาราสาวจีนแผ่นดินใหญ่ แสดงเป็นแฟนสาวของวิลสัน สองดาราอาสุโสที่อยู่วงการมาแล้ว 40 กว่าปีอย่าง ป้าหลอหลัน และป้าเสียปิง แสดงเป็นแม่ของ Donnie Yen และ กลุ่ม 3 โจรตามลำดับ</p>
<p>ต้องชมเชย Wilson Yip เขาอาจจะไม่ได้เป็นผู้กำกับที่เล่าเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม หรือมีไอเดียที่แปลกใหม่สุดๆ แต่สิ่งที่ Wilson Yip มี และกลายเป็นสิ่งแห้งแล้งเหลือเกิน สำหรับหนังฮ่องกงในยุคหลังคืนเกาะก็คือ ความเข้าใจในหนังแนวแอ็กช่น Flash Point อาจจะไม่ได้มีคุณค่าต่อวงการณ์หนังศิลปะระดับโลก แต่สำหรับผู้นิยมหนังศิลปะป้องกันตัว Flash Point คืองานที่ทรงคุณค่า และยิ่งไปกว่านั้นสำหรับวงการหนังฮ่องกง วงการหนังที่ขึ้นชื่อลือชาในด้านหนังบู๊ Flash Point, Wilson Yip และ Donnie Yen คือความหวัง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/flashpoint08.jpg" /></p>
<li><b>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง -</b> Beijing Polybona Film Publishing Co., Ltd., Mandarin Films<br />
<b> กำกับ - </b>Wilson Yip Wai-Shun<br />
<b> อำนวยการส้าง -</b> Nansun Shi, Donnie Yen Ji-Dan<br />
<b> กำกับภาพ - </b>Cheung Man Po<br />
<b> กำกับศิลป์- </b>Jeff Mak Gwok Keung<br />
<b> ดนตรีประกอบ - </b>Comfort Chan Kwong Wing<br />
<b> ออกแบบเครื่องแต่งกาย -</b> Lei Pik Kwan<br />
<b> ตัดต่อ - </b>Cheung Ka Fai<br />
<b> กำกับฉากคาร์สตั้น - </b>Bruce Law<br />
<b> กำกับคิวบู๊ - </b>Donnie Yen Ji-Dan<br />
<b> แสดงนำ -</b> Donnie Yen Ji-Dan, Louis Koo Tin-Lok, Fan Bing-Bing, Collin Chou (Ngai Sing), Ray Lui Leung-Wai, Kent Cheng Juk-Si, Xing Yu, Lam Kwok-Bun, Law Lan, Ha Ping, Timmy Hung Tin-Ming, Tony Ho Wah-Chiu, Austin Wai Tin-Chi, Ai Wai</li>
<li><b>Thailand Distribution - </b>ออกแผ่น VCD DVD โดย J-Bic ชื่อไทยว่า "ลุยบ้าเดือด"</li>
<li><b>Rating - </b>4.5/5</li>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[รูปจาก Painted Skin หนังใหม่ของ เจิ้งจื่อตัน, โจวซุน และเจ้าเหว่ย]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=22</link>
<pubDate>Tue, 18 Mar 2008 18:57:44 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.th.wordpress.com/2008/03/18/painted-skin-gallery/</guid>
<description><![CDATA[ 
พูดถึงตัวหนังกันซักนิดก่อนนะครับ P]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pkin1.jpg" alt="" /> <!--more--><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pkin2.jpg" alt="" /></p>
<p>พูดถึงตัวหนังกันซักนิดก่อนนะครับ Painted Skin เป็นงานเก่าของผู้กำกับตำนาน คิง ฮู (เป็นหนังเรื่องสุดท้ายของเขาด้วย) หนังเล่าเรื่องกำลังภายในแฟนตาซี ลึกลับ สยองขวัญ ในทำนองเดียวกับ โปโลโปโลเย อะไรเทือกนั้น (แน่นอนว่าในฉบับเก่ามีหวังจู่เสียน แสดงนำด้วย) หนังเล่าเรื่อง ปีศาจที่ห่อหุ้มร่างกายตัวเอง ด้วยหนังมนุษย์หญิงสาวสวย คอยหลอกล่อบรรดาชายหนุ่มเพื่อนำไปมอบแก่เจ้านาย ที่เป็นพญาปีศาจผู้ยิ่งใหญ่ แต่ส่วนตัวของปีศาจสาวเองไม่ต้องการทำบาปเช่นนั้น จนกระทั่งได้รับการช่วยเหลือ จากสองนักพรตจอมยุทธ (บทวิจารณ์ฉบับดังเดิม อ่านได้ที่นี่ เร็วๆ นี้)</p>
<p>หนังเวอร์ชั่นใหม่นั้นจะกำกับ โดยผู้กำกับชื่อดัง กอร์ดอน ชาน มีดารามาแรงอย่าง เจิ้งจื่อตัน (ดอนนี่ เยน) เจ้าเหว่ย, โจวซุน (เข้าใจว่ารับบทเดิมของหวังจู่เสียน), เฉินคุน และชุนหลี่ (จาก Fearless) แสดงนำ หนังปิดกล้องไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และมีกำหนดเข้าฉายในปีนี้</p>
<p align="center"><strong>- รูปเบื้องงานแถลงข่าวเปิดกล้อง -</strong></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pkinpress01.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pkinpress02.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pkinpress03.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pkinpress04.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pkinpress05.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pkinpress06.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pkinpress07.jpg" alt="" /></p>
<p align="center"><strong>- รูปเบื้องหลังการถ่ายทำ -</strong></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pskinspy01.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pskinspy02.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pskinspy03.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pskinspy04.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pskinspy05.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pskinspy06.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pskinspy07.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pskinspy08.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pskinspy09.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pskinspy10.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pskinspy11.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/pskinspy12.jpg" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ตัวอย่าง และรูปใหม่ๆ จาก An Empress and the Warriors]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=32</link>
<pubDate>Fri, 22 Feb 2008 17:55:53 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.th.wordpress.com/2008/02/22/anempressandwarriorstrailor/</guid>
<description><![CDATA[อ่านบทวิจารณ์หนัง An Empress and the Warriors ได้ที่]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://mihk2002.wordpress.com/2008/04/08/an-empress-and-the-warriors-2008/" target="_blank">อ่านบทวิจารณ์หนัง An Empress and the Warriors ได้ที่นี่</a></p>
<p><span style='text-align:center; display: block;'><object width='425' height='350'><param name='movie' value='http://www.youtube.com/v/KgVT9OhrW_o'></param><param name='wmode' value='transparent'></param><embed src='http://www.youtube.com/v/KgVT9OhrW_o&rel=0' type='application/x-shockwave-flash' wmode='transparent' width='425' height='350'></embed></object></span><!--more--></p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em01.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em02.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em03.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em04.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em05.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em06.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em07.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em08.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em09.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em10.jpg" alt="" /></p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em11.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em12.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em13.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em14.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em15.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em16.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em17.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em18.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em19.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em20.jpg" alt="" /></p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em21.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em22.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em23.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em24.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em25.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em26.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em27.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em28.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em29.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em30.jpg" alt="" /></p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em31.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em32.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em33.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em34.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em35.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em36.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em37.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/em38.jpg" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
</item>

</channel>
</rss>
