<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>หลี่ปิงปิง &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/หลี่ปิงปิง/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "หลี่ปิงปิง"</description>
	<pubDate>Wed, 23 Jul 2008 05:52:43 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[Linger (2008, Johnnie To)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=168</link>
<pubDate>Fri, 02 May 2008 19:34:27 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=168</guid>
<description><![CDATA[
Linger ผลงานเรื่องแรกของปี สำหรับผู้กำ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/linger07.jpg" alt="" /></p>
<p>Linger ผลงานเรื่องแรกของปี สำหรับผู้กำกับคนขยันแห่งแห่งฮ่องกง อย่างตู้ฉีฟง โดยส่วนตัวของเขาแล้ว ในระยะหลัง ดูจะเขาอุทิศตัว และเวลาให้กับ การสร้างหนังแนวส่วนตัว ประเภทอาญากรรมตำรวจ ผู้ร้าย อยู่อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปีนี้ คงจะถึงวาะแห่งการทำทุน หาเงินกับการสร้างหนังตลาดอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม Linger หนังรักโรแมนติกที่ขายความหวานซึ้ง ก็ไม่ได้เป็นงานประเภทเชื่อมน้ำตาล หวานหยด ไร้สติอะไรประเภทนั้น หนังค่อนข้างใหความแห่งความหดหู่ อยู่ไม่น้อย หนังสร้างจากบทของ Ivy Ho นักเขียนบท และเขียนิยายชื่อดัง เป็นเจ้าของผลงานอย่าง Farewell My Concubline ช่วยให้ Linger เป็นงานที่ดูน่าสนใจขึ้นไปอีก</p>
<p>อาวุธหลักของหนัง คงหนีไม่พ้นนักแสดงหนุ่มหน้าใหม่นาม โจวอี้หมิน หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อนี้ แต่สาวๆ โดยเฉพาะแฟนๆ ของวงบอยแบนชื่อดังจากไต้หวัน ที่ชื่อว่า F4 ก็จะรู้จักกันอย่างดี ด้วยชื่อที่ติดปาก คุ้นหูกว่าอย่าง วิค เอฟโฟ กับการรับงานภาพยนตร์ครั้งแรก ของเขา<!--more--></p>
<p>นักแสดงสาวที่ได้โอกาศประเดิม ในฐานะนางเอกคนแรกของหนุ่มวิค ก็คือ หลีปิงปิง ดาราสาวจากแผ่นดินใหญ่ ที่มีผลงานทั้งหนัง และทีวี มานานหลายปี แต่มาดังจริงๆ ในช่วงปีสองปีนี้เอง ปีที่แล้วเธอมีหนังเรื่อง The Knot หนังรักโรแมนติกย้อนยุค ตัวแทนของจีนในเวทีออสการ์ เมื่อปีก่อน จนกระทั่งมาในปีนี้ที่ หลี่ปิงปิง ได้มีโอกาศร่วมงานกับ หลี่เหลียนจี๋ย กับเฉินหลง ในหนังฮอลลีวุด The Forbidden Kingdoms</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/linger05.jpg" alt="" /></p>
<p>Linger พูดถึงเรื่องราวของการสูญเสีย ความตาย ความผิดบาป ตู้ฉีฟง ยังคงมุ่งมันกับเรื่องราว ที่เขาย้ำคิดย้ำทำ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา กับแนวคิดทางพุทธ อันว่าด้วยการละวาง ในที่นี้ หมายถึงการละวาง ต่อความเศร้าโศก เสียใจ ความเลวความผิดของผู้อื่น และความเลวความผิดของตนเอง ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษที่ว่า "Linger" นั้น แปลความ ได้หลายประการ แต่ที่สามารถเชื่อโยงกับหนังได้ก็คือความหมายที่ว่า "ยังเหลืออยู่, ไม่รู้จักหาย, ยังค้างอยู่" ตู้ฉีฟง เล่าเรื่องของ สิ่งตกค้าง ในตัวเรา หลังจากความสูญเสีย ให้ภาพของตัวละครที่ตะเกียกตะกาย ดิ้นรน ต่อความทรงจำอันเจ็บปวด</p>
<p>หนังเปิดเรื่องด้วยฉากรักอันเร้าร้อน ของหนุ่มสาววัยรุ่นสองคน อาตง (วิค) หนุ่มนักบาสเก็ตบอลของมหาวิทยาลับ รูปหล่อ รวมเสน่ห์ อย่างดาวเด่นของมหาวิทยลัยทั่วไป และแน่นอนว่าเขาคบ ผู้หญิงมากกว่าหนึ่งคน หนึ่งในนั้นก็คือ ฟุหยาน (หลี่ปิงปิง) สาวน้อยหน้าตาน่ารัก ทั้งสองลับลอบได้เสียกัน ทั้งๆ ที่ชายหนุ่มมีแฟนเป็นตัวเป็นตน อยู่แล้ว และแน่นอน ฟุหยาน ก็รู้ดี ทั้งสองสัญญาว่าจะเก็บเรื่องความสัมพันธ์นี้เป็นความลับ ไปก่อน</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/linger01.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่ไม่ทันข้ามคืน ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ฟู่หยาน หยิบเสื้อบาสเก็ตบอลตัวหนึ่งของ อาตง มาใส่เข้าห้องเรียน ต่อหน้า ต่อคนทั้งห้อง และอาจจะทั้งมหาวิทยาลัย แน่นอนแฟนสาวตัวจริง ของหนุ่มเจ้าของเสื้อ ก็เป็นหนึ่งในนั้น เรื่องราวดังกล่าวทำให้ อาตง และฟู่หยาน เกิดมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงในทันทีทันใด ชายหนุ่มแสดงอาการโมโหโกรธาอย่างหนัก เมื่อหญิงสาว แสดงออกว่าด้วยเขาเป็นแค่เกมส์ หรือไม่ก็ของเล่น และเสื้อบาสเก็ตบอลของเขา ที่เธอสวมนั้นก็แค่การแสดงความเป็นเจ้าของเท่านั้น</p>
<p>"เธอรักชั้นจริงๆ บ้างรึเปล่า" เขาถาม ฟู่หยาน ไม่ได้ตอบอะไร แต่รีบหลบหน้าขับรถออกจากมหาวิทยาลัยไป อาตง รีบขับรถมอร์เตอร์ไซตามออกมาในทันที ไม่กี่อึดใจ เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับทั้งสอง ขณะที่หญิงสาวได้รับบาทเจ็บสาหัส อาตง เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/linger02.jpg" alt="" /></p>
<p>เวลาผ่านไป 3 ปี ฟู่หยาน เรียบจบ กำลังมีชีวิตที่รุ่งโรจน์ในอาชีพผู้ช่วยทนายความ แต่เห็นได้ชัดว่า นับแต่วันนั้น เหตุการณ์ร้ายเมื่อ 3 ปีก่อน ยังคงตามมาหลอกหลอนเธอยู่ตลอดมา เธอเลิกขับรถไปตลอดชีวิต ทนทุกทรมาณกับโรคซึมเศร้า และไม่เคยนอนหลับอย่างสนิทได้อีกเลย  ต้องใช้ยานอนหลับอย่างหนัก</p>
<p>ที่ซ้ำร้ายที่สุด  ก็คือ การปรากฏตัวขององตง นั้นสร้างความวิตกจริตให้แก่หญิงสาวอย่าง หาที่เปรียบไม่ได้ เขาเป็นอะไรกันแน่ ความฝัน วิญญาน หรือ ความรู้สึกผิดของที่ก่อให้เกิน  เป็นภาพหลอนขึ้นมา ชายหนุ่มปรากฏตัวในทุกที่ ด้วยคำพูดข้อความซ้ำซาก กล่าวโทษ ฟู่หยาน ถึงความผิดของเธอ ต่อการตายของเขา หญิงสาวทนทุกทรมานกับการปรากฏตัวของชายหนุ่ม ผู้ล่วงลับ</p>
<p>หนังประเภทที่เสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ ของคนเป็นกับคนตาย นั้นมีให้เห็นกันอยู่เรื่อยๆ เรื่องที่ทุกคนจดจำกัดได้ดีที่สุดเห็นจะเป็น Ghost (วิญญานความรัก ความรู้สึก) หรือแม้แต่งานของ ตู้ฉีฟงเองอย่าง My Left Eye See Ghost แตกต่างจากหนังเหล่านั้น LInger นำเสนอตัวละครของ วิค หนุ่มผู้กลับมาจากความตายด้วยความคลุมคลือ ไม่มีการอธิบายถึงเหตุผลการปรากฏตัวของเขาอย่างชัดเจน เรารับรู้ในระดับเดียวกับที่นางเอกรับรู้ ในบางขณะวิญญานของอาตง ก็ดูเบาบางมาก ไม่สามารถสัมผัสได้ ราวกับเป็นภาพหลอน แต่ในบางขณะ ร่างก็อาตงก็ดูจริงมาก จนเหมือนคนที่มีเนื้อหนัง มายืนอยู่ข้างหน้า</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/linger06.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังดำเนินไปด้วยความอ่อยอิ่งนำเสนอภาพแห่งความ หวาดกลัวต่ออดีตของ ฟู่หยาน ภาพของอาตง ตามมารังควานเธอมากยิ่งขึ้น ฟู่หยานกลับเริ่มสัมผัสได้ถึงสิ่งที่เขาสื่อออกมา สัมผัสถึงความเจ็บปวดที่แท้จริงของ อาตง ที่สูญเสียโอกาศในชีวิต โดยเฉพาะปัญหาค้างคาในใจ กับพ่อ (หยู่หยง) ที่ไม่ได้รับการสะสาง ก่อนเขาจะเสียชีวิตไป</p>
<p>ในอีกด้านหนึ่ง ฟู่หยาน ได้กับเหตุการณ์ และบุคคล ที่หวนให้เธอนึงถึงเรื่องราวในอดีตอีกครั้ง เด็กหนุ่มนักเลง เจ้าปัญหา ลูกค้าสำนักงานทนายความของเธอ (หวังหยู่หนาน) หนุ่มน้อยกลับนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่เดินซ้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต การตกหลุมรัก และอุบัติเหตุ ... ทีเวียนกลับมาหา ฟู่หยาน อีกครั้ง เพื่อตอบคำถามที่หลอกหลอเธอมานาน ถึงการจัดการ และยอมรับ กับสิ่งที่หลงเหลืออยู่ (Linger) หลังจากความ สูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต</p>
<p>ผมชอบประเด็นหนึ่งที่หนังนำเสนอมากๆ นะครับ ประเด็นอันว่าด้วย "ความค้างคาใจ" ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ถ้ามีโอกาศเราอยากจะย้อนเวลาไปแก้ไขสิ่งผิดพลาด สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้น รึเปล่า ความตายของอาตง ถ้าย้อนไปได้ ทั้งเขา และฟู่หยาน จะแก้ไขมันได้หรือไม่ ความสัมพันธ์อันล้มเหลวของอาตง และพ่อ ถ้าย้อนกลับไปได้ ทั้งสองอยากจะกลับจะแก้ไขมันหรือไม่ สำหรับ ฟู่หยาน ในที่สุดเธอก็ถึงทราบว่า เธอเองไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีกต่อไปแล้ว และถึงแม้จะกลับไปแก้ไขได้ ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรให้</p>
<p>ตู้ฉีฟงยังคงแสดงออกถึงความเก่ง ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ เก่งจนปิดปังอำพราง ปัญหาหลายๆ อย่างขอหนังได้ ด้วยการสร้างฉากอันน่าประทับใจขึ้นมาได้พอสมควร เล่าเรื่องได้อย่างมี ลูกล่อลูกชน อยู่ไม่น้อย รวมถึงสร้างฉากซึ้งอันน่าประทับใจออกมาได้ อย่างไม่เลี่ยน อย่างไรก็ตามหนัง ความพยายามในการสร้างความลึกซึ้งให้กับหนัง โดยเฉพาะอย่งยิ่งกับการพูดถึง เรื่องของการค้นหาตัวเอง และไคร่ครวนถึงความผิดบาปของตัวเอง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/linger04.jpg" alt="" /></p>
<p>น่าเสียดายความพยายามสื่อสารเรื่องราวดังกล่าว กลับทำด้วยวิธีที่ค่อนข้างตื้นเขิน โดยเฉพาะการให้ตัวละคร พร่ำพรรณา ถึงความรู้สึกของตัวเอง และบอก ออกมาเป็นคำพูด อย่างตรงไปตรงมา และง่ายดาย ดูไม่เป็นธรรมชาติ หนังยังรกรุงรังไปด้วย ตัวละครอันไม่จำเป็น และเรื่องราวอันไม่จำเป็น โดยเฉพาะการสร้าง เรื่องสองเหตุการณ์ระหว่าง ระหว่างนางเอก และผู้ชายสองคน (ที่แสดงโดย วิค และหวังหยู่หนาน) ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างแนบสนิท</p>
<p>หลี่ปิงปิง ดูจะทุ่มแทให้กับการแสดงอย่างหนัก กับบทที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็น บนเด่นที่สุดของเรื่อง เธอดูจะสร้างความหดหู่ เศร้าหมอง ทุกระทม ให้กับตัวละครของเธอ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่สามารถเรียกร้อง ความเห็นใจจากคนดู ต่อตัวละครของเธอได้อย่างที่ควรจะเป็น (สิ่งที่น่าตกใจที่สุดของ หลี่ปิงปิง ก็คือเสียร้องเพลงอันไพเราะ ของเธอกับเพลงประกอบภาพยนตร์ของเรื่อง) เช่นเดียวกับ วิค ความใบหน้าอันหล่อเหลา คงไม่ต้องพิสูจน์กันอีกแล้ว เขายังสร้างความคลุมคลือให้กับบท กึ่งคน กึ่งผี กึ่งภาพหลอน ได้เป็นอย่างดี แต่บทของเขาก็ค่อนข้าง ห่างไกลจากคนดู เพราะปัญหาในการ ความขาดแคลนแง่มุมแห่งความลึกซึ้ง และมิติอันหลากหลาย</p>
<p>ถ้าคุณเป็นแฟนของพ่อหนุ่ม โจวอี้หมิน ละก็ มั่นใจได้ว่าเขาดูดีมากๆ อย่างแน่นอนใน Linger ส่วนหลีปิงปิงก็แสดงให้เห็นว่าเธอก็ยังมีดีนอกจากหน้าตาน่ารัก แล้วการแสดงก็ไม่เลว แต่หนังก็ไม่ได้เป็นงานที่ดึงศักยภาพของทั้งสอง ออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างการดึงเสน่ห์ทีจะมัดใจคนดู (ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับรูปร่างหน้าตา)</p>
<p>ในหลายปีที่ผ่านมา ผลงานอย่าง Triangle, Election, Exiled นั้นชวนให้เราสงสัยว่าผู้กำกับ ตู้ฉีฟง จะถึงขั้นสำเร็จวิชา ประเภทไร้ผู้ต้าน  ไร้เทียมาน ไร้วันพลาด แล้วกระมั่ง Linger เป็นบทพิสูจน์ว่า ยังครับยัง Linger มีความหมายที่น่าสนใจ แต่กลับขาดแคลนความลงตัวในฐานะภพายนตร์เรื่องหนึ่ง หนังวิจารณ์หลายคน ตีค่างานขิ้นนี้ต่ำมาก ส่วนตัวผมคิดว่าไม่ได้แย่ขนาดหนั้น แต่ก็คงเรียกว่า ประสบความสำเร็จไม่ได้เช่นเดียวกัน</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/linger03.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Milkyway Image (HK) Ltd.<br />
<strong> กำกับ - </strong>Johnnie To Kei-Fung<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Johnnie To Kei-Fung, Tsui Siu-Ming<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Ivy Ho<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>Cheng Siu Keung<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong>David Richardson<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Dave Klotz, Guy Zerafa<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Raymond Chan Gam Hiu<br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Stanley Cheung Sai Kit<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Vic Chou, Lee Bing-Bing, Wong Yau-Nam, You Yong, Lam Suet, Maggie Siu Mei-Kei, Roy Cheung Yiu-Yeung, Mia Yam (Yan Qing)</li>
<li><strong>Rating - </strong>3/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Forbidden Kingdom - หนึ่งต่อหนึ่ง ใหญ่ฟัดใหญ่ (2008, Rob Minkoff)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=149</link>
<pubDate>Sun, 20 Apr 2008 11:58:40 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=149</guid>
<description><![CDATA[by Somyos Thiamtawan

คอหนังแอคชั่นชนิดแฟนพันธุ์]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><strong>by </strong>Somyos Thiamtawan</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp02.jpg" alt="" /><strong></strong></p>
<p>คอหนังแอคชั่นชนิดแฟนพันธุ์แท้ (โดยเฉพาะหนังแอคชั่นฮ่องกง) คงเคยพากันตั้งคำถาม (ที่เอื้อเหลือเกินกับการนำไปสร้างเป็นหนังคัลต์) ประเภท ถ้านักบู๊คนนั้นกับนักบู๊คนนี้มาเจอกัน ใครจะเป็นฝ่ายชนะ และใครจะเป็นฝ่ายพ่ายจนต้องไปหยอดน้ำข้าวต้ม ซึ่งแน่นอนว่า สองในบรรดาชื่อดาราแอคชั่น ที่ได้รับการกล่าวถึงในทำนองนี้ย่อมต้องมีชื่อของ เฉิงหลง (Jackie Chan) และหลี่เหลียนเจี๋ย (Jet Li) ติดอยู่ด้วยอย่างแน่นอน<!--more--></p>
<p>เป็นเวลายาวนานเกือบสามทศวรรษแล้ว ที่เฉิงหลงและหลี่เหลียนเจี๋ย ต่างสร้างผลงานภาพยนตร์ประดับวงการบันเทิงฮ่องกง พวกเขาสร้างมาตรฐานใหม่ ๆ พร้อมกับพัฒนาหนังแอคชั่นศิลปะการต่อสู้ ที่ได้ชื่อว่าเป็นมรดก อันล้ำค่าอีกชิ้นหนึ่งของชาวจีนให้เป็นที่รู้จักของสังคมโลก ขณะเดียวกัน ก็มีหลายคนที่อยากเห็นสองดารามาประกบกันในหนังสักเรื่อง ในที่สุดความฝันนั้นก็เป็นจริงแล้ว กับหนังตะลุยอาณาจักรจีนโบราณ ที่พาเหล่าตัวละครในนิยายมาโลดแล่นบนหน้าจอ หนังที่ชื่อ The Forbidden Kingdom</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jackie_chan_stars_as_lu_yan_in_the_.jpg" alt="" /></p>
<p>เจสัน (ไมเคิล แองการาโน) เด็กหนุ่มอเมริกันบ้ากังฟู ผู้หมั่นเพียรฝึกฝนในโลกของตน แต่กลับเป็นไอ้ขี้แพ้ในโลกแห่งความจริง วันหนึ่งโชคชะตาดันเล่นตลกให้เขาย้อนเวลาข้ามภพไปยังประเทศจีนโบราณ ด้วยอิทธิฤทธิ์ของกระบองวิเศษในโรงรับจำนำที่เขาไปบ่อย ๆ ที่นั่นเจสันได้พบกับจอมยุทธ์ฝีมือฉกาจฉกรรจ์สามคน ได้แก่ ลู่หยาน (เฉิงหลง) ปรมาจารย์มวยหมัดเมาหัวกระเซิง นางแอ่นทองคำ (หลิวอี้เฟย) จอมยุทธ์สาว ผู้สุมไปด้วยไฟแค้น และหลวงจีนใบ้ (หลี่เหลียนเจี๋ย) นักบวชผู้เคร่งขรึม</p>
<p>ทั้งสี่ออกเดินทางร่วมกันเพื่อไปปลดปล่อยพญาวานร ซุนหงอคง จากการถูกจองจำโดยขุนศึกหยกผู้ชั่วร้าย (โจวเจ้าหลง) โดยระหว่างทาง พวกเขาต้องต่อกรกับ นางพญาผมขาว (หลี่ปิงปิง) และเหล่าสมุนต่าง ๆ จนในที่สุด เจสันต้องเอาชนะตนเอง ด้วยการดึงพลังความกล้าหาญของเขา ออกมาเพื่อปฏิบัติภารกิจ ที่สำคัญที่สุดในชีวิตและเพื่อพิสูจน์ให้โลกได้เห็นว่า เขาก็ ‘ยิ่งใหญ่’ ไม่แพ้ใครเหมือนกัน</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp07.jpg" alt="" /></p>
<p>นับแต่แรกเริ่มประกาศโครงการออกมาภายใต้ชื่อชั่วคราวว่า The J &#38; J Project (คงเดาได้ไม่ยากว่า J สองตัวย่อมาจากอะไร) และวางตัวเจ้าของโครงการนี้ คือ จอห์น ฟัสโก (Hidalgo, The Babe) ในตำแหน่งคนเขียนบท พร้อมกับการทาบทาม ร็อบ มินคอฟ (The Lion King, Stuart Little) มาเป็นผู้กำกับ ภายใต้การร่วมสร้างของ Lionsgate Company และ Weinstein Company</p>
<p>สองบริษัทสร้างหนังชื่อ (ไม่ค่อย) ดังของฮอลลีวู้ด ก็มีเสียงปรามาสอย่างหนักหน่วง ว่านี่คงจะเป็นหนังลูกกวาด จากฮอลลีวู้ดอีกเรื่องหนึ่ง ที่ภายนอกเปี่ยมสีสันจัดจ้าน ทว่าภายในคงจืดชืดและกลวงโบ๋ โดยเฉพาะการเอาเรื่องแบบตะวันออกไปฝากไว้กับทีมผู้สร้างตาน้ำข้าว (เกือบ) ล้วน ๆ ก็ก่อให้เกิดกระแสวิตก ในหมู่ชาวจีน ว่าจะสะท้อนรากฐานวัฒนธรรมของพวกตน ออกมาได้สักกี่มากน้อย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ที่กังวลเหล่านั้นด้วยครับ เพราะทีมผู้สร้างหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะ ฟัสโก ผู้คิดค้นไอเดียต่าง ๆ ที่ดูจะทำการบ้านมาละเอียดพอสมควร ส่งให้ตัวหนังดูมีความเป็น “จีน” มากถึง 85% กระทั่งเทียบกับหนังสัญชาติฮ่องกง ที่สร้างจากวัฒนธรรมจีนเหมือนกันอย่าง A Chinese Tall Story แล้ว The Forbidden Kingdom ยังดูเข้าที่เข้าทางกว่ามากนัก แค่ฉากเปิดเรื่องของหนัง ก็มีสิ่งหนึ่งที่จะทำให้แฟน ๆ หนังจีนอุ่นใจขึ้นมาทันทีว่า ฟัสโกนั้น ‘รัก’ และ ‘รู้’ จริงในเรื่องหนังจีน (โดยเฉพาะหนังกำลังภายใน) เพราะเขาเอาแผ่นใบปิดหนังจีนเก่า ๆ มากมายของทั้งชอว์บราเธอร์สและโกลเด้น ฮาร์เวสต์มาใส่เปิดเรื่องเสียเลย (เชื่อว่า เมื่อคอหนังจีนกำลังภายในท่านอื่น ๆ ได้ชม คงแอบขำเหมือนผมเป็นแน่ครับ)</p>
<p><span style='text-align:center; display: block;'><object width='425' height='350'><param name='movie' value='http://www.youtube.com/v/udjL15SbyHk'></param><param name='wmode' value='transparent'></param><embed src='http://www.youtube.com/v/udjL15SbyHk&rel=0' type='application/x-shockwave-flash' wmode='transparent' width='425' height='350'></embed></object></span></p>
<p>ไม่ใช่แค่เอาโปสเตอร์หนังมาแปะเท่านั้น แต่ฟัสโกยังเข้าถึงแก่นลึก ด้วยการนำสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างปรัชญาการใช้ชีวิตของลัทธิเต๋า (สำหรับผู้เป็นแฟนคลับของ บรูซ ลี คงสังเกตเห็นอิทธิพลเชิงปรัชญา ที่หนังได้รับมาจากราชันย์กังฟูเป็นแน่แท้) ผ่านตัวละครที่กรำเคี่ยวกับโลกและชีวิตมายาวนานอย่าง ลู่หยาน และที่เป็นรูปธรรมอาทิ วรรณกรรมและหนังจีน มาใช้จนทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาดูไม่ต่างกับหนังจีนเรื่องหนึ่ง กล่าวเช่นนี้ คงมีสาวกหลายคน กลัวว่าหนัง หรือวรรณกรรมโปรดของตน จะถูกนำมาปู้ยี่ปู้ยำจนเละตุ้มเป๊ะ ตัวผมเองก็สารภาพนะครับว่า ตอนแรกคิดเช่นนั้น ทว่าเมื่อได้ชมก็ต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะ The Forbidden Kingdom ไม่ได้ดัดแปลงจากหนังหรือวรรณกรรมจีนตามข่าวที่ออกมาตอนแรก หากแต่รับเอาอิทธิพลและหยิบยืมตัวละครมาจากตำนานของจีนหลาย ๆ เรื่องเท่านั้น</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp01.jpg" alt="" /></p>
<p>โดยมีสามองค์ประกอบหลัก ที่นับเป็นแรงบันดาลใจที่แท้จริง ให้หนังเรื่องนี้ได้เกิดขึ้น ได้แก่ ไซอิ๋ว (Journey to the West) ผลงานการประพันธ์ของ อู่เฉิงเอิน หนึ่งในสี่นิยายที่คลาสสิกที่สุดของจีนที่ชาวไทยรู้จักกันดี สะท้อนอิทธิพลให้เห็นเด่นชัดกับตัวละคร ซุนหงอคง ที่แสดงโดย หลี่เหลียนเจี๋ย ถัดมาคือ เทพโป๊ยเซียน (The Eight Immortals) เซียนแปดองค์ที่โด่งดังตามความเชื่อของลัทธิเต๋า และเป็นกลุ่มเทพเจ้าที่ชาวจีนนับถือมาช้านาน ตำนานนี้ถูกจับผสมกับ ไอ้หนุ่มหมัดเมา ตัวละครสุดคลาสสิกของเฉิงหลง ออกมาเป็น ลู่หยาน จอมยุทธ์พเนจรที่เฉียบคมทั้งฝีมือและฝีปาก (ส่วนผู้ที่มารับบทก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเฉิงหลงเอง)</p>
<p>สุดท้ายคือ นางพญาผมขาว จากนิยายอมตะของ เนี่ยอู้เซ็ง (ที่ครั้งหนึ่งถูกสร้างเป็นหนังกำกับโดย รอนนี่ หยู) จากที่เป็นนางมาร ผู้ยอมปล่อยให้ความเคียดแค้นเข้าครอบงำ จนผมทั้งศีรษะกลายเป็นสีขาวโพลนในเวอร์ชั่นนิยาย กลายมาเป็นลูกสมุนของขุนศึกหยก ที่ถูกส่งให้มาตามล่าเอากระบองวิเศษคืนไป เพื่อขอความอ่อนเยาว์และเป็นอมตะคืนสู่ตนอีกครั้ง</p>
<p>เทียบกันทั้งสามตำนานแล้ว นางพญาผมขาวดูจะด้อยชั้นที่สุดในแง่ของชื่อเสียง ความโด่งดัง ตัวดาราที่มารับบทอย่าง หลี่ปิงปิง (Li Bing Bing) ก็ไม่ได้รวยผลงานจอเงิน (จะหนักทางจอแก้วมากกว่า) อย่างเฉิงหลงและหลี่เหลียนเจี๋ย จุดนี้ส่งผลกระทบต่อรัศม ีและบารมีของเธอไม่น้อยยามเมื่อขึ้นจอพร้อมกับดาราคนอื่น ๆ แม้ว่าหน้าตาสะสวยและผมขาวทรงเสน่ห์ (!?) จะทำให้เธอดู ‘ขึ้น’ บนจอก็ตาม ทั้งนี้ยังไม่นับรวม ‘ความลึก’ ของนางพญาผมขาวที่เมื่อเทียบกับตัวละครต่าง ๆ ในเรื่องแล้ว ดูตื้นที่สุด ไม่ว่าจะในด้านการกระทำหรือที่มาที่ไปของเธอที่ดูทะแม่ง ๆ พิกล อย่างไรก็ตาม โชคยังดีที่ความมานะพากเพียรในการฝึกซ้อมบทบู๊ (ทั้งการขี่ม้าและการฝึกหมัดมวย) ของหลี่ปิงปิง ปรากฎผลลัพธ์ออกมาให้เห็นในฉากแอคชั่นของเธอ ทำให้เธอยังพอได้รับการจดจำจากผู้ชม (หนุ่ม ๆ) อยู่บ้าง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp06.jpg" alt="" /></p>
<p>เสียงบ่นระงมส่วนใหญ่ของคนรักหนังศิลปะการต่อสู้ (โดยเฉพาะบรรดาแฟนคลับของเฉิงหลงและหลี่เหลียนเจี๋ย) ตกไปอยู่ที่การนำนักแสดงผิวขาวชาวนิวยอร์กอย่าง ไมเคิล แองการาโน (Michael Angarano) ผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านศิลปะการต่อสู้มาก่อนมารับบทพระเอก ในขณะที่หลี่เหลียงเจี๋ย และเฉิงหลงกลับถูกวางบทให้เป็นตัวละครอาจารย์ เพื่อดันพระเอกชาวฝรั่งแทน เชื่อว่าคำครหานี้คงหมดไป สำหรับผู้ที่ได้ชมหนังเรื่องนี้แล้ว เพราะต้องยอมรับว่า แม้จะเป็นพระเอก แต่ตัวละคร เจสัน นี้ แทบเรียกได้ว่า ‘จืดสนิท’ กล่าวคือไม่มีเอกลักษณ์ใด ๆ ให้ผู้ชมจดจำได้เลย นอกจากการเป็นนักแสดงฝรั่งคนเดียวที่ได้ร่วมเดินทางกับสามชาวฮ่องกง ซึ่งการมีเชื้อชาติที่แตกต่างนี้ คงช่วยอะไรได้บ้าง หากสองในสามชาวฮ่องกงที่ว่าไม่ได้เป็น ‘ซูเปอร์สตาร์’ แห่งเอเชีย ยังไม่นับรวมการแสดงศิลปะการต่อสู้ ที่พระเอกหนุ่มถูกขโมยซีนจากดาราที่ร่วมแสดงเสียไม่เป็นท่า</p>
<p>ที่พอจะอภัยให้ได้คือ การแสดงบทดราม่า ซึ่งแองการาโนทำได้ไม่เลวทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องราวประเภท Coming of Age (ลักษณะเดียวกับที่เขาเคยแสดงในหนังเรื่อง Sky High) การแสดงเป็นหนุ่มขี้แพ้อย่าง เจสัน (ที่รูปลักษณ์ของแองการาโนดูเหมาะสมมาก ๆ) ที่พยายามก้าวผ่านวัย และความอ่อนแอด้วยการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงจนกระทั่งเป็น “ยอดคน” ที่สามารถเอาชนะศัตรูที่ยิ่งใหญ่กว่าได้อย่างงดงามในตอนท้ายเรื่อง นอกจากจะเปิดโอกาสให้แองการาโนได้โชว์ทักษะทางการแสดงที่ต้องค่อย ๆ เผยถึงพัฒนาการของตัวละครแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงข้อคิด เกี่ยวกับการไล่ตามความฝันของคนตัวเล็กคนหนึ่ง ที่ผู้สร้างพยายามหยิบยื่นให้กับผู้ชมนอก เหนือจากความสนุกสนานอีกด้วย</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fking4.jpg" alt="" /></p>
<p>อีกประเด็นหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงกันมากคือ การให้สองพระเอกนักบู๊คนดัง แสดงคนละสองบทบาท สองตัวละคร เฉิงหลงรับบท ลู่หยาน และชายแก่ในโรงรับจำนำ ส่วนหลี่เหลียนเจี๋ย แสดงเป็นหลวงจีนใบ้ และราชาวานร ซุนหงอคง</p>
<p>สำหรับเฉิงหลง ดูไม่น่ามีปัญหาเท่าใดนักกับบทเซียนหมัดเมาอย่างลู่หยาน เพราะตัวละครตัวนี้แทบจะเป็นตัวเดียว กับไอ้หนุ่มหมัดเมาที่เขาเคยเล่น จนโด่งดังในอดีตเกือบทุกกระเบียด ที่น่าสนใจคือ บทอาแปะเจ้าของโรงรับจำนำที่เฉิงหลงต้องถูกจับแปลงโฉมจนดูแก่สุด ๆ แทบไม่เหลือเค้าเดิม ซึ่งเมื่อรวมกับการแสดงที่แนบเนียนทั้งการพูดการจา ตลอดจนท่วงท่าการเคลื่อนไหวร่างกาย ที่ดูราวกับเป็นคนละคน ชวนให้เชื่อว่าตัวละครตัวนี้ ‘แก่’ จริง</p>
<p>ในส่วนของหลี่เหลียนเจี๋ย ก็เป็นที่จับตามองไม่แพ้กัน กับการรับบทเป็นสองคาแรคเตอร์ที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว ตัวละครหลวงจีนใบ้คงไม่เป็นอุปสรรคมากนัก ความเคลือบแคลงสงสัยต่าง ๆ ล้วนพุ่งเป้าไปที่การแสดงเป็นฉีเทียนไต้เซียที่แสนซุกซน อยู่ไม่สุขของคนเงียบขรึมอย่างเจ็ต ลีว่าจะดีสักแค่ไหน ผลที่ออกมาก็นับว่าเซอร์ไพรซ์ยิ่ง หลี่เหลียนเจี๋ยให้การแสดงที่ยอดเยี่ยม ทั้งดูดีในบทหลวงจีนใบ้ และสอบผ่านกับการเป็นซุนหงอคงด้วยเกรดสูงลิ่ว</p>
<p>และคงต้องกล่าวว่า เพราะหลี่เหลียนเจี๋ยนี่เอง ที่ทำให้ราชาวานรกลายเป็นตัวขโมยซีนที่แท้จริงของหนัง โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่อง ที่ซุนหงอคงสำแดงฤทธิ์บนสวรรค์ ด้วยกระบองวิเศษได้อย่างน่าดู รวมถึงฉากการคืนชีพของราชันย์แห่งลิงที่ทำออกมาได้อลังการไม่น้อย แถมท้ายอีกนิดสำหรับผู้ที่สงสัยว่า ทำไมหลวงจีนใบ้ถึงมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับซุนหงอคง แต่ยังไม่ได้ชม ก็ลองไปชมกันครับ แล้วท่านจะพบทางออกที่ผู้สร้างเตรียมไว้ให้ท่านอย่างชาญฉลาดแล้ว</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/xin_253040518090185974637.jpg" alt="" /></p>
<p>สำหรับนางเอกสาวของเรื่อง หลิวอี้เฟย (Crystal Liu Yifei) นักแสดงสาวเจ้าของสมญานาม “นางฟ้า” ขวัญใจของใครหลาย ๆ คน ก่อนหน้านี้ เธอโด่งดังจากการแสดงในละครทีวีชุด 8 เทพอสูรมังกรฟ้า และมังกรหยก ภาค 2 ด้วยประสบการณ์การแสดงหนังกำลังภายในจอแก้ว และใบหน้าสะสวยเยี่ยงอิสสตรีจีนโบราณ คงเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้เธอได้รับการคัดเลือก ให้มาแสดงเป็นวีรสตรีหนึ่งเดียวของเรื่องอย่าง นางแอ่นทองคำ</p>
<p>ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า แม้จะมีทักษะการแสดงคิวบู๊ที่ไม่เลว (มีข่าวว่า เธอแทบไม่ใช้สตันท์แสดงแทนเลย) แต่หลิวอี้เฟยก็เป็นอีกคนในเรื่อง ที่ถูกรัศมีของทั้งเฉิงหลง และหลี่เหลียนเจี๋ยบดบังเสียจนแทบหาความโดดเด่นไม่เจอเลย ยังดีที่มีพล็อตย่อยเกี่ยวกับอดีตอันแสนขมขื่น และความรักข้ามสัญชาติ (รวมถึงข้ามภพด้วย) ระหว่างนางแอ่นทองคำกับเจสัน เข้ามาเสริมความลึกให้กับตัวละครตัวนี้ ช่วยทำให้หนังดูมีอารมณ์นุ่มนวลหวานซึ้งขึ้นมาได้มาก</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp09.jpg" alt="" /></p>
<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า หัวใจหลักของ The Forbidden Kingdom คือ คิวบู๊ ฉากแอคชั่นต่อยตี ที่เมื่อได้สองพระเอกนักบู๊แห่งยุคมาแสดงทั้งที คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกคาดหวังในแง่ของคุณภาพ ผู้ที่ได้รับการไว้วางใจ จากทั้งเฉิงหลงและหลี่เหลียนเจี๋ยให้มาสร้าง ‘คุณภาพ’ ที่ว่านี้ คือ หยวนหวูปิง นักออกแบบคิวบู๊มือวางอันดับหนึ่งของโลก ที่ในอดีตเคยร่วมงานจนคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับคนทั้งคู่ ... เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า หยวนหวูปิงชมชอบการออกแบบคิวบู๊ โดยใช้ลวดสลิงและศิลปะการต่อสู้รูปแบบทางเหนือเป็นส่วนประกอบหลัก</p>
<p>เห็นได้จากงานชิ้นก่อน ๆ ที่เขาสนุกกับสององค์ประกอบนี้มาก เสียจนภาพที่ออกมาดูไม่ต่างจากหนังแฟนตาซี ในคราวนี้ ผู้กำกับคิวบู๊วัย 63 ยอมที่จะลดความสนุกของตัวเองลง โดยการยืนพื้นหลัก ๆ ด้วยศิลปะการต่อสู้แบบโบราณของจีน ทั้งการใช้ศาสตราวุธและเพลงหมัดชนิดต่าง ๆ (ที่โดดเด่นมาก คือมวยหมัดเมาตำรับดั้งเดิมของเฉิงหลง) แต่งเติมสีสันเล็กน้อยด้วยลวดสลิงและสเปเชียล เอฟเฟกต์ ส่งให้ฉากต่อสู้ต่าง ๆ ที่ได้รับการบรรจงประดิดประดอยออกมา ทั้งดูสมจริงสมจังและตื่นเต้นเร้าใจไปพร้อมกัน</p>
<p>โดยฉากแอคชั่นที่ ‘เฉียบ’ ที่สุดในเรื่อง เห็นจะเป็นฉากสำคัญที่หลวงจีนใบ้ กับลู่หยานประมือกันด้วยเพลงหมัดสารพัดชนิดตอนกลางเรื่อง ฉากนี้ลงตัวในทุกด้านนับแต่การวางมุมกล้อง ฉากหลัง ดนตรีประกอบ จังหวะการกำกับแอคชั่น ไปจนถึงฝีมือการแสดงคิวบู๊ระดับเซียน ของเฉิงหลง และหลี่เหลียนเจี๋ยที่รวดเร็วเทียบเท่ากันแทบทุกกระบวนท่า จึงไม่แปลกใจที่หลายคน (รวมทั้งผม) ลงความเห็นว่า ฉากพะบู๊ความยาวประมาณ 5 นาทีนี้ เข้าขั้นเป็น ‘ตำนาน’ อีกบทหนึ่งของหนังศิลปะการต่อสู้เลยทีเดียว</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fking3.jpg" alt="" /></p>
<p>นอกจากรุ่นลุงอย่างเฉิงหลงและหลี่เหลียนเจี๋ย The Forbidden Kingdom ยังได้ดารานักบู๊รุ่นอา ผู้ที่ช่วงนี้เริ่มกลับมารุ่งอีกครั้งอย่างโจวเจ้าหลง (Collin Chou Siu-Lun) มาร่วมสร้างสีสันในบทขุนศึกหยกผู้ชั่วร้ายด้วย ตัวละครตัวนี้โดยเนื้อแท้แล้วไม่ใช่คนชั่วร้าย เขาแค่ถูกอำนาจเกียรติยศ เข้าครอบงำจนต้องการรักษาอาณาจักร ให้อยู่ภายใต้เงื้อมมือของเขาตราบนานเท่านาน เมื่อซุนหงอคงมาแย่งชิงอำนาจ เขาจึงต้องจัดการสั่งสอนให้รู้สำนึก แม้จะต้องใช้เล่ห์กลสกปรกก็ตาม...</p>
<p>ด้วยร่างกายสูงใหญ่และใบหน้านิ่งเรียบราวหินผา ทว่าแฝงประกายตาและรอยยิ้มแข็งกร้าวที่น่ายำเกรงของโจวเจ้าหลง ทำให้นักแสดงหนุ่มไปได้ดีกับบทนี้เหลือเกิน โจวเจ้าหลงแสดงหนังมาตั้งแต่ช่วงปลายยุคทศวรรษ 1980 มีงานออกมาให้คนดูผ่านตาพอสมควร ก่อนจะฟุบไปช่วงหนึ่ง และกลับมาเฉิดฉายอีกครั้งกับบทเซราฟในหนังไตรภาคชุด The Matrix อดีตหนึ่งในทีมสตันท์แมนของหงจินเป่าผู้นี้ มีทักษะความสามารถในด้านกังฟู และการแสดงฉากบู๊ที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการใช้อาวุธจีนโบราณ ใน The Forbidden Kingdom โจวเจ้าหลงก็ไม่ลืมที่จะอวดลีลาพะบู๊ด้วยศาสตราวุธให้ผู้ชมได้ดูกัน โดยเฉพาะฉากต่อสู้ไคลแมกซ์ระหว่างเขากับหลี่เหลียนเจี๋ยที่พลิ้วไหว งดงามสมศักดิ์ศรีดารากังฟูรุ่นเก๋าจริง ๆ</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fking1.jpg" alt="" width="500" height="334" /></p>
<p>ตรงข้ามกับหนังจีนสัญชาติฝรั่งเรื่องอื่น ๆ... The Forbidden Kingdom ดูจะให้ภาพของชาวตะวันออกในแง่ Positive ไม่น้อย ตัวละครชาวจีนในเรื่อง เป็นคนดี มีคุณธรรม ขณะที่พวกมะกัน (ยกเว้นพระเอกของเรื่อง) กลับถูกสร้างออกมาดูเลวสุด ๆ (เหมือนหนังคนจีนสร้างยังไงยังงั้น) หนังยังหยิบยืมสูตรตายตัวต่าง ๆ ของหนังกังฟูฮ่องกงมาใช้ด้วย ที่เห็นชัด ๆ คือ ฉากการฝึกฝนวรยุทธ์ของตัวเอก (ดูแล้วน่าสงสารปนขบขันหนุ่มแองการาโนเหลือเกิน ที่ต้องมารับมือรับเท้าแบบในหนังเรื่อง ไอ้หนุ่มพันมือ (Snake in the Eagle’s Shadow) และ ไอ้หนุ่มหมัดเมา (Drunken Master) จากอาจารย์สุดเข้มงวดทั้งสอง) หรือฉากการช่วยเหลือกันและกันของฝ่ายธรรมะ (ซึ่งเห็นได้ชัดเจนในฉากไคลแมกซ์ของหนัง กับการยกทีมมาช่วยกลุ่มพระเอกของเหล่าศิษย์วัดเส้าหลิน ที่ดูแล้วน่าซาบซึ้งใจเหลือเกิน)</p>
<p>นอกจากนี้ The Forbidden Kingdom ยังแอบโปรโมตเมืองจีน (หลังจากได้รับการสนับสนุน และอำนวยความสะดวกเต็มที่ของรัฐบาลจีน) ด้วยการยกกองถ่ายไปถ่ายทำกันถึงสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองจีนด้วย ไม่ว่าจะเป็นทะเลทรายโกบี สวนดอกเหมยเมืองฟางเยี่ยน น้ำตกเมืองเซียนจวี หรือป่าไผ่เมืองอังจวี (สถานที่ที่เคยใช้ถ่ายทำ พยัคฆ์ระห่ำ มังกรผยองโลก (Crouching Tiger, Hidden Dragon) มาก่อน) ซึ่งเมื่อได้รับการส่งเสริมจากเทคโนโลยีงานสร้างชั้นเลิศ และฝีมือการกำกับภาพระดับเทพ ของหนึ่งในผู้กำกับภาพชั้นแนวหน้าของโลกอย่าง ปีเตอร์ เปา (Peter Pau Tak-Hei) ก็ทำให้ภาพวิวทิวทัศน์ที่ออกมาดูสวยงาม ตระการตาและได้อารมณ์แบบหนังจีนร่วมสมัยดีจริง ๆ</p>
<p>การที่ภาพรวมตลอดจนภาพลักษณ์ของหนังที่ออกมาถูกใจคนเอเชียเช่นนี้ คงต้องขอขอบคุณ ร็อบ มินคอฟ เป็นโชคดีของผู้ชมที่ผู้กำกับที่เคยทำหนังการ์ตูนอย่าง The Lion King หรือหนังครอบครัวอย่าง Stuart Little คนนี้ เป็นคนที่สนใจและเข้าใจในความเป็นจีน แถมยังรู้จักเมืองจีนเป็นอย่างดีด้วย (ร็อบเคยมาเมืองจีนหลายครั้ง ทั้งยังเคยไปเป็นอาจารย์พิเศษ ด้านอนิเมชั่นที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งอีกด้วย) จึงนับว่าเหมาะสมยิ่ง ที่ได้คนอเมริกันที่หลงใหลวัฒนธรรมตะวันออกเช่นนี้ มารับหน้าที่คุมบังเหียนใหญ่</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp03.jpg" alt="" /></p>
<p>ซึ่งมินคอฟก็ไม่ทำให้ผู้ชมต้องผิดหวัง เขาเลือกจะควบคุมบรรยากาศ จังหวะจะโคน ไปจนถึงภาพรวมของหนัง ด้วยการเล่าเรื่องจากมุมมองของเจสัน เสมือนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ป็นเพียงความฝัน หรืออุดมคติที่เด็กหนุ่มอเมริกันคนหนึ่งมีต่อวัฒนธรรม และตำนานของจีน วิธีนี้เปิดโอกาสให้เขาได้ใช้จินตนาการมากกว่าการนำเอาเรื่องราวจีน ๆ มาตีความใหม่ (อันมีความเสี่ยงที่จะ ‘เละ’ สูง) เมื่อบวกรวมกับประสบการณ์จากผลงานชิ้นก่อน ๆ ที่ (ส่วนใหญ่) เป็นหนังครอบครัวของมินคอฟแล้ว ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกหาก The Forbidden Kingdom จะออกมาประมาณ “หนังบู๊ฮามหามันส์ ดูได้ทุกเพศวัย” ซึ่งก็เป็นไปตามคาด แม้จะอุดมไปด้วยฉากแอคชั่นดุดันหนักหน่วงในแบบหนังกังฟูแอคชั่น แต่มินคอฟก็ไม่ลืมที่จะเหลือพื้นที่ให้กับแง่มุมของการให้ความหวัง ให้กำลังใจ และมองโลกในแง่ดี ตามแนวถนัดของเขาได้อย่างแนบเนียน</p>
<p>เห็นกล่าวถึงในแง่บวกมาตลอด ใช่ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ จะไร้จุดบกพร่องใด ๆ นะครับ ปัญหาที่เกิดกับ The Forbidden Kingdom เป็นเรื่องเดิม ๆ ที่เกิดกับหนังจีน (ทั้งในอดีตและปัจจุบัน) นั่นคือ ความสมเหตุสมผลของบท ดูฟัสโกจะเพลิดเพลินกับการผสมผสาน สิ่งที่เขาชอบมากเกินไป จนละเลยหลักตรรกะที่จำเป็นบางประการในการเขียนบทภาพยนตร์ไป ที่มาของตัวละครในเรื่อง ดูไม่ค่อยมีเหตุมีผลนัก แม้กระทั่งกลุ่มตัวเอก (ยกเว้นหลวงจีนใบ้ที่ยังพอรับได้) แม้จะดูน่าดื่มด่ำในอารมณ์และสนุกไปกับฉากต่อสู้ ซึ่งความก้าวหน้าของเทคนิคพิเศษ ได้เปิดพรมแดนแห่งจินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัด ในการสร้างความตะลึงพรึงเพริด (และเชื่อได้ว่าจะมีลีลาที่เร้าใจยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ตามออกมาในอนาคตอย่างแน่นอน)</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp05.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่ตัวหนังก็ยังขาดความราบรื่นกลมกลืนใ นการดำเนินเรื่องและความทะเยอทะยานในการเล่าเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะข้อจำกัดของหนังแอคชั่นกำลังภายในก็เป็นได้ คือมันเป็น Genre ที่ประกอบด้วยสององค์ประกอบสำคัญ นั่นคือ ความพะบู๊ในฉากการต่อสู้ และความจริงจังในเรื่องของคุณธรรม บนความพลิกผันของท้องเรื่องซึ่งเกิดขึ้นในโลกสมมติ เป็นแนวหนังที่สามารถทำให้น่าสนใจได้ แต่ก็ขาดคุณค่าและแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ไป</p>
<p>The Forbidden Kingdom ก็หนีปัญหานี้ไม่พ้นเช่นกัน (ส่วนหนึ่ง เกิดจากการใส่ฉากต่อสู้เข้ามาแบบผิดที่ผิดทาง) หนังมีประเด็นยิบย่อยบางประการที่ผู้สร้างหาทางออกไม่ได้ หรือหาได้ แต่ไม่ค่อยเข้าท่านัก เช่น ฉากการวาร์ป (ฮา) จากโลกแห่งความจริงไปสู่โลกแห่งจินตนาการของเจสัน ที่เป็นการเปิดโอกาสให้ทีมผู้สร้างใส่เทคนิคพิเศษต่าง ๆ เข้าไปเพื่อสร้างความพิศวง ลี้ลับให้กับอำนาจแห่งกระบองวิเศษ แต่เอาเข้าจริง กลับออกมาเป็นภาพเจสันร่วงลงมาจากตึกยุคปัจจุบัน แล้วก็ตัดภาพมาเป็นฉากในกระท่อมจีนยุคโบราณ อันทำให้ฉากที่ควรจะ ‘ขลัง’ ฉากนี้ ห้วนและดูหมดมุขไปอย่างช่วยไม่ได้</p>
<p>แม้ความดีเด่นของ The Forbidden Kingdom อาจไม่เข้าขั้นเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซ แต่ก็นับว่า ‘ใกล้เคียง’ เต็มที โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากความลงตัวขององค์ประกอบต่าง ๆ รวมถึงการเล่าเรื่องที่แม้ยังมีจุดบกพร่องให้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับภาพรวมของตัวหนัง</p>
<p>ยังไม่รวมปฏิกริยาเคมีที่ยอดเยี่ยมระหว่าง เฉิงหลงและหลี่เหลียนเจี๋ย การปรากฎตัวของยอดดารานักบู๊ทั้งสองบนจอในคราเดียวกัน นับว่าสุดยอดแล้ว แต่ที่วิเศษยิ่งกว่าคือ การแสดงชั้นเซียนและการดวลหมัดกันของพวกเขา อันเป็นปรากฎการณ์ที่นานทีจะมีสักครั้ง สิ่งเหล่านี้ช่วยเปล่งรัศมีให้กับหนังได้มากโข... สำหรับแวดวงหนังโลก The Forbidden Kingdom อาจเป็นเพียงหนังแอคชั่นสีสันฉูดฉาดเรื่องหนึ่ง ทว่าสำหรับวงการหนังศิลปะการต่อสู้และแฟนหนังประเภทนี้แล้ว นี่คืองานระดับ ‘คุณภาพ’ อีกชิ้นที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/forbiddenkingdom-still01.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Casey Silver Productions, Huayi Brothers, Relativity Media<br />
<strong> บริษัทจัดจำหนาย - </strong>The Weinstein Company (USA)<br />
<strong> กำกับ - </strong>Rob Minkoff<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Casey Silver<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>John Fusco<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>Peter Pau<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong>Eric Strand<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Harry Gregson-Williams<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Eric Lam<br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Shirley Chan<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Woo-ping Yuen<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Jackie Chan, Jet Li, Collin Chou, Michael Angarano, Liu Yifei, Li Bingbing</li>
<li><strong>Thailand Distribution - </strong> ชื่อไทยในการเข้าฉายคือ "หนึ่งต่อหนึ่ง ใหญ่ฟัดใหญ่"</li>
<li><strong>Rating - </strong>4/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>

</channel>
</rss>
