<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>หลิวอี้เฟย &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/หลิวอี้เฟย/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "หลิวอี้เฟย"</description>
	<pubDate>Sun, 20 Jul 2008 08:13:00 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[The Forbidden Kingdom - หนึ่งต่อหนึ่ง ใหญ่ฟัดใหญ่ (2008, Rob Minkoff)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=149</link>
<pubDate>Sun, 20 Apr 2008 11:58:40 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=149</guid>
<description><![CDATA[by Somyos Thiamtawan

คอหนังแอคชั่นชนิดแฟนพันธุ์]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><strong>by </strong>Somyos Thiamtawan</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp02.jpg" alt="" /><strong></strong></p>
<p>คอหนังแอคชั่นชนิดแฟนพันธุ์แท้ (โดยเฉพาะหนังแอคชั่นฮ่องกง) คงเคยพากันตั้งคำถาม (ที่เอื้อเหลือเกินกับการนำไปสร้างเป็นหนังคัลต์) ประเภท ถ้านักบู๊คนนั้นกับนักบู๊คนนี้มาเจอกัน ใครจะเป็นฝ่ายชนะ และใครจะเป็นฝ่ายพ่ายจนต้องไปหยอดน้ำข้าวต้ม ซึ่งแน่นอนว่า สองในบรรดาชื่อดาราแอคชั่น ที่ได้รับการกล่าวถึงในทำนองนี้ย่อมต้องมีชื่อของ เฉิงหลง (Jackie Chan) และหลี่เหลียนเจี๋ย (Jet Li) ติดอยู่ด้วยอย่างแน่นอน<!--more--></p>
<p>เป็นเวลายาวนานเกือบสามทศวรรษแล้ว ที่เฉิงหลงและหลี่เหลียนเจี๋ย ต่างสร้างผลงานภาพยนตร์ประดับวงการบันเทิงฮ่องกง พวกเขาสร้างมาตรฐานใหม่ ๆ พร้อมกับพัฒนาหนังแอคชั่นศิลปะการต่อสู้ ที่ได้ชื่อว่าเป็นมรดก อันล้ำค่าอีกชิ้นหนึ่งของชาวจีนให้เป็นที่รู้จักของสังคมโลก ขณะเดียวกัน ก็มีหลายคนที่อยากเห็นสองดารามาประกบกันในหนังสักเรื่อง ในที่สุดความฝันนั้นก็เป็นจริงแล้ว กับหนังตะลุยอาณาจักรจีนโบราณ ที่พาเหล่าตัวละครในนิยายมาโลดแล่นบนหน้าจอ หนังที่ชื่อ The Forbidden Kingdom</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jackie_chan_stars_as_lu_yan_in_the_.jpg" alt="" /></p>
<p>เจสัน (ไมเคิล แองการาโน) เด็กหนุ่มอเมริกันบ้ากังฟู ผู้หมั่นเพียรฝึกฝนในโลกของตน แต่กลับเป็นไอ้ขี้แพ้ในโลกแห่งความจริง วันหนึ่งโชคชะตาดันเล่นตลกให้เขาย้อนเวลาข้ามภพไปยังประเทศจีนโบราณ ด้วยอิทธิฤทธิ์ของกระบองวิเศษในโรงรับจำนำที่เขาไปบ่อย ๆ ที่นั่นเจสันได้พบกับจอมยุทธ์ฝีมือฉกาจฉกรรจ์สามคน ได้แก่ ลู่หยาน (เฉิงหลง) ปรมาจารย์มวยหมัดเมาหัวกระเซิง นางแอ่นทองคำ (หลิวอี้เฟย) จอมยุทธ์สาว ผู้สุมไปด้วยไฟแค้น และหลวงจีนใบ้ (หลี่เหลียนเจี๋ย) นักบวชผู้เคร่งขรึม</p>
<p>ทั้งสี่ออกเดินทางร่วมกันเพื่อไปปลดปล่อยพญาวานร ซุนหงอคง จากการถูกจองจำโดยขุนศึกหยกผู้ชั่วร้าย (โจวเจ้าหลง) โดยระหว่างทาง พวกเขาต้องต่อกรกับ นางพญาผมขาว (หลี่ปิงปิง) และเหล่าสมุนต่าง ๆ จนในที่สุด เจสันต้องเอาชนะตนเอง ด้วยการดึงพลังความกล้าหาญของเขา ออกมาเพื่อปฏิบัติภารกิจ ที่สำคัญที่สุดในชีวิตและเพื่อพิสูจน์ให้โลกได้เห็นว่า เขาก็ ‘ยิ่งใหญ่’ ไม่แพ้ใครเหมือนกัน</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp07.jpg" alt="" /></p>
<p>นับแต่แรกเริ่มประกาศโครงการออกมาภายใต้ชื่อชั่วคราวว่า The J &#38; J Project (คงเดาได้ไม่ยากว่า J สองตัวย่อมาจากอะไร) และวางตัวเจ้าของโครงการนี้ คือ จอห์น ฟัสโก (Hidalgo, The Babe) ในตำแหน่งคนเขียนบท พร้อมกับการทาบทาม ร็อบ มินคอฟ (The Lion King, Stuart Little) มาเป็นผู้กำกับ ภายใต้การร่วมสร้างของ Lionsgate Company และ Weinstein Company</p>
<p>สองบริษัทสร้างหนังชื่อ (ไม่ค่อย) ดังของฮอลลีวู้ด ก็มีเสียงปรามาสอย่างหนักหน่วง ว่านี่คงจะเป็นหนังลูกกวาด จากฮอลลีวู้ดอีกเรื่องหนึ่ง ที่ภายนอกเปี่ยมสีสันจัดจ้าน ทว่าภายในคงจืดชืดและกลวงโบ๋ โดยเฉพาะการเอาเรื่องแบบตะวันออกไปฝากไว้กับทีมผู้สร้างตาน้ำข้าว (เกือบ) ล้วน ๆ ก็ก่อให้เกิดกระแสวิตก ในหมู่ชาวจีน ว่าจะสะท้อนรากฐานวัฒนธรรมของพวกตน ออกมาได้สักกี่มากน้อย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ที่กังวลเหล่านั้นด้วยครับ เพราะทีมผู้สร้างหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะ ฟัสโก ผู้คิดค้นไอเดียต่าง ๆ ที่ดูจะทำการบ้านมาละเอียดพอสมควร ส่งให้ตัวหนังดูมีความเป็น “จีน” มากถึง 85% กระทั่งเทียบกับหนังสัญชาติฮ่องกง ที่สร้างจากวัฒนธรรมจีนเหมือนกันอย่าง A Chinese Tall Story แล้ว The Forbidden Kingdom ยังดูเข้าที่เข้าทางกว่ามากนัก แค่ฉากเปิดเรื่องของหนัง ก็มีสิ่งหนึ่งที่จะทำให้แฟน ๆ หนังจีนอุ่นใจขึ้นมาทันทีว่า ฟัสโกนั้น ‘รัก’ และ ‘รู้’ จริงในเรื่องหนังจีน (โดยเฉพาะหนังกำลังภายใน) เพราะเขาเอาแผ่นใบปิดหนังจีนเก่า ๆ มากมายของทั้งชอว์บราเธอร์สและโกลเด้น ฮาร์เวสต์มาใส่เปิดเรื่องเสียเลย (เชื่อว่า เมื่อคอหนังจีนกำลังภายในท่านอื่น ๆ ได้ชม คงแอบขำเหมือนผมเป็นแน่ครับ)</p>
<p><span style='text-align:center; display: block;'><object width='425' height='350'><param name='movie' value='http://www.youtube.com/v/udjL15SbyHk'></param><param name='wmode' value='transparent'></param><embed src='http://www.youtube.com/v/udjL15SbyHk&rel=0' type='application/x-shockwave-flash' wmode='transparent' width='425' height='350'></embed></object></span></p>
<p>ไม่ใช่แค่เอาโปสเตอร์หนังมาแปะเท่านั้น แต่ฟัสโกยังเข้าถึงแก่นลึก ด้วยการนำสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างปรัชญาการใช้ชีวิตของลัทธิเต๋า (สำหรับผู้เป็นแฟนคลับของ บรูซ ลี คงสังเกตเห็นอิทธิพลเชิงปรัชญา ที่หนังได้รับมาจากราชันย์กังฟูเป็นแน่แท้) ผ่านตัวละครที่กรำเคี่ยวกับโลกและชีวิตมายาวนานอย่าง ลู่หยาน และที่เป็นรูปธรรมอาทิ วรรณกรรมและหนังจีน มาใช้จนทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาดูไม่ต่างกับหนังจีนเรื่องหนึ่ง กล่าวเช่นนี้ คงมีสาวกหลายคน กลัวว่าหนัง หรือวรรณกรรมโปรดของตน จะถูกนำมาปู้ยี่ปู้ยำจนเละตุ้มเป๊ะ ตัวผมเองก็สารภาพนะครับว่า ตอนแรกคิดเช่นนั้น ทว่าเมื่อได้ชมก็ต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะ The Forbidden Kingdom ไม่ได้ดัดแปลงจากหนังหรือวรรณกรรมจีนตามข่าวที่ออกมาตอนแรก หากแต่รับเอาอิทธิพลและหยิบยืมตัวละครมาจากตำนานของจีนหลาย ๆ เรื่องเท่านั้น</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp01.jpg" alt="" /></p>
<p>โดยมีสามองค์ประกอบหลัก ที่นับเป็นแรงบันดาลใจที่แท้จริง ให้หนังเรื่องนี้ได้เกิดขึ้น ได้แก่ ไซอิ๋ว (Journey to the West) ผลงานการประพันธ์ของ อู่เฉิงเอิน หนึ่งในสี่นิยายที่คลาสสิกที่สุดของจีนที่ชาวไทยรู้จักกันดี สะท้อนอิทธิพลให้เห็นเด่นชัดกับตัวละคร ซุนหงอคง ที่แสดงโดย หลี่เหลียนเจี๋ย ถัดมาคือ เทพโป๊ยเซียน (The Eight Immortals) เซียนแปดองค์ที่โด่งดังตามความเชื่อของลัทธิเต๋า และเป็นกลุ่มเทพเจ้าที่ชาวจีนนับถือมาช้านาน ตำนานนี้ถูกจับผสมกับ ไอ้หนุ่มหมัดเมา ตัวละครสุดคลาสสิกของเฉิงหลง ออกมาเป็น ลู่หยาน จอมยุทธ์พเนจรที่เฉียบคมทั้งฝีมือและฝีปาก (ส่วนผู้ที่มารับบทก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเฉิงหลงเอง)</p>
<p>สุดท้ายคือ นางพญาผมขาว จากนิยายอมตะของ เนี่ยอู้เซ็ง (ที่ครั้งหนึ่งถูกสร้างเป็นหนังกำกับโดย รอนนี่ หยู) จากที่เป็นนางมาร ผู้ยอมปล่อยให้ความเคียดแค้นเข้าครอบงำ จนผมทั้งศีรษะกลายเป็นสีขาวโพลนในเวอร์ชั่นนิยาย กลายมาเป็นลูกสมุนของขุนศึกหยก ที่ถูกส่งให้มาตามล่าเอากระบองวิเศษคืนไป เพื่อขอความอ่อนเยาว์และเป็นอมตะคืนสู่ตนอีกครั้ง</p>
<p>เทียบกันทั้งสามตำนานแล้ว นางพญาผมขาวดูจะด้อยชั้นที่สุดในแง่ของชื่อเสียง ความโด่งดัง ตัวดาราที่มารับบทอย่าง หลี่ปิงปิง (Li Bing Bing) ก็ไม่ได้รวยผลงานจอเงิน (จะหนักทางจอแก้วมากกว่า) อย่างเฉิงหลงและหลี่เหลียนเจี๋ย จุดนี้ส่งผลกระทบต่อรัศม ีและบารมีของเธอไม่น้อยยามเมื่อขึ้นจอพร้อมกับดาราคนอื่น ๆ แม้ว่าหน้าตาสะสวยและผมขาวทรงเสน่ห์ (!?) จะทำให้เธอดู ‘ขึ้น’ บนจอก็ตาม ทั้งนี้ยังไม่นับรวม ‘ความลึก’ ของนางพญาผมขาวที่เมื่อเทียบกับตัวละครต่าง ๆ ในเรื่องแล้ว ดูตื้นที่สุด ไม่ว่าจะในด้านการกระทำหรือที่มาที่ไปของเธอที่ดูทะแม่ง ๆ พิกล อย่างไรก็ตาม โชคยังดีที่ความมานะพากเพียรในการฝึกซ้อมบทบู๊ (ทั้งการขี่ม้าและการฝึกหมัดมวย) ของหลี่ปิงปิง ปรากฎผลลัพธ์ออกมาให้เห็นในฉากแอคชั่นของเธอ ทำให้เธอยังพอได้รับการจดจำจากผู้ชม (หนุ่ม ๆ) อยู่บ้าง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp06.jpg" alt="" /></p>
<p>เสียงบ่นระงมส่วนใหญ่ของคนรักหนังศิลปะการต่อสู้ (โดยเฉพาะบรรดาแฟนคลับของเฉิงหลงและหลี่เหลียนเจี๋ย) ตกไปอยู่ที่การนำนักแสดงผิวขาวชาวนิวยอร์กอย่าง ไมเคิล แองการาโน (Michael Angarano) ผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านศิลปะการต่อสู้มาก่อนมารับบทพระเอก ในขณะที่หลี่เหลียงเจี๋ย และเฉิงหลงกลับถูกวางบทให้เป็นตัวละครอาจารย์ เพื่อดันพระเอกชาวฝรั่งแทน เชื่อว่าคำครหานี้คงหมดไป สำหรับผู้ที่ได้ชมหนังเรื่องนี้แล้ว เพราะต้องยอมรับว่า แม้จะเป็นพระเอก แต่ตัวละคร เจสัน นี้ แทบเรียกได้ว่า ‘จืดสนิท’ กล่าวคือไม่มีเอกลักษณ์ใด ๆ ให้ผู้ชมจดจำได้เลย นอกจากการเป็นนักแสดงฝรั่งคนเดียวที่ได้ร่วมเดินทางกับสามชาวฮ่องกง ซึ่งการมีเชื้อชาติที่แตกต่างนี้ คงช่วยอะไรได้บ้าง หากสองในสามชาวฮ่องกงที่ว่าไม่ได้เป็น ‘ซูเปอร์สตาร์’ แห่งเอเชีย ยังไม่นับรวมการแสดงศิลปะการต่อสู้ ที่พระเอกหนุ่มถูกขโมยซีนจากดาราที่ร่วมแสดงเสียไม่เป็นท่า</p>
<p>ที่พอจะอภัยให้ได้คือ การแสดงบทดราม่า ซึ่งแองการาโนทำได้ไม่เลวทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องราวประเภท Coming of Age (ลักษณะเดียวกับที่เขาเคยแสดงในหนังเรื่อง Sky High) การแสดงเป็นหนุ่มขี้แพ้อย่าง เจสัน (ที่รูปลักษณ์ของแองการาโนดูเหมาะสมมาก ๆ) ที่พยายามก้าวผ่านวัย และความอ่อนแอด้วยการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงจนกระทั่งเป็น “ยอดคน” ที่สามารถเอาชนะศัตรูที่ยิ่งใหญ่กว่าได้อย่างงดงามในตอนท้ายเรื่อง นอกจากจะเปิดโอกาสให้แองการาโนได้โชว์ทักษะทางการแสดงที่ต้องค่อย ๆ เผยถึงพัฒนาการของตัวละครแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงข้อคิด เกี่ยวกับการไล่ตามความฝันของคนตัวเล็กคนหนึ่ง ที่ผู้สร้างพยายามหยิบยื่นให้กับผู้ชมนอก เหนือจากความสนุกสนานอีกด้วย</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fking4.jpg" alt="" /></p>
<p>อีกประเด็นหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงกันมากคือ การให้สองพระเอกนักบู๊คนดัง แสดงคนละสองบทบาท สองตัวละคร เฉิงหลงรับบท ลู่หยาน และชายแก่ในโรงรับจำนำ ส่วนหลี่เหลียนเจี๋ย แสดงเป็นหลวงจีนใบ้ และราชาวานร ซุนหงอคง</p>
<p>สำหรับเฉิงหลง ดูไม่น่ามีปัญหาเท่าใดนักกับบทเซียนหมัดเมาอย่างลู่หยาน เพราะตัวละครตัวนี้แทบจะเป็นตัวเดียว กับไอ้หนุ่มหมัดเมาที่เขาเคยเล่น จนโด่งดังในอดีตเกือบทุกกระเบียด ที่น่าสนใจคือ บทอาแปะเจ้าของโรงรับจำนำที่เฉิงหลงต้องถูกจับแปลงโฉมจนดูแก่สุด ๆ แทบไม่เหลือเค้าเดิม ซึ่งเมื่อรวมกับการแสดงที่แนบเนียนทั้งการพูดการจา ตลอดจนท่วงท่าการเคลื่อนไหวร่างกาย ที่ดูราวกับเป็นคนละคน ชวนให้เชื่อว่าตัวละครตัวนี้ ‘แก่’ จริง</p>
<p>ในส่วนของหลี่เหลียนเจี๋ย ก็เป็นที่จับตามองไม่แพ้กัน กับการรับบทเป็นสองคาแรคเตอร์ที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว ตัวละครหลวงจีนใบ้คงไม่เป็นอุปสรรคมากนัก ความเคลือบแคลงสงสัยต่าง ๆ ล้วนพุ่งเป้าไปที่การแสดงเป็นฉีเทียนไต้เซียที่แสนซุกซน อยู่ไม่สุขของคนเงียบขรึมอย่างเจ็ต ลีว่าจะดีสักแค่ไหน ผลที่ออกมาก็นับว่าเซอร์ไพรซ์ยิ่ง หลี่เหลียนเจี๋ยให้การแสดงที่ยอดเยี่ยม ทั้งดูดีในบทหลวงจีนใบ้ และสอบผ่านกับการเป็นซุนหงอคงด้วยเกรดสูงลิ่ว</p>
<p>และคงต้องกล่าวว่า เพราะหลี่เหลียนเจี๋ยนี่เอง ที่ทำให้ราชาวานรกลายเป็นตัวขโมยซีนที่แท้จริงของหนัง โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่อง ที่ซุนหงอคงสำแดงฤทธิ์บนสวรรค์ ด้วยกระบองวิเศษได้อย่างน่าดู รวมถึงฉากการคืนชีพของราชันย์แห่งลิงที่ทำออกมาได้อลังการไม่น้อย แถมท้ายอีกนิดสำหรับผู้ที่สงสัยว่า ทำไมหลวงจีนใบ้ถึงมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับซุนหงอคง แต่ยังไม่ได้ชม ก็ลองไปชมกันครับ แล้วท่านจะพบทางออกที่ผู้สร้างเตรียมไว้ให้ท่านอย่างชาญฉลาดแล้ว</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/xin_253040518090185974637.jpg" alt="" /></p>
<p>สำหรับนางเอกสาวของเรื่อง หลิวอี้เฟย (Crystal Liu Yifei) นักแสดงสาวเจ้าของสมญานาม “นางฟ้า” ขวัญใจของใครหลาย ๆ คน ก่อนหน้านี้ เธอโด่งดังจากการแสดงในละครทีวีชุด 8 เทพอสูรมังกรฟ้า และมังกรหยก ภาค 2 ด้วยประสบการณ์การแสดงหนังกำลังภายในจอแก้ว และใบหน้าสะสวยเยี่ยงอิสสตรีจีนโบราณ คงเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้เธอได้รับการคัดเลือก ให้มาแสดงเป็นวีรสตรีหนึ่งเดียวของเรื่องอย่าง นางแอ่นทองคำ</p>
<p>ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า แม้จะมีทักษะการแสดงคิวบู๊ที่ไม่เลว (มีข่าวว่า เธอแทบไม่ใช้สตันท์แสดงแทนเลย) แต่หลิวอี้เฟยก็เป็นอีกคนในเรื่อง ที่ถูกรัศมีของทั้งเฉิงหลง และหลี่เหลียนเจี๋ยบดบังเสียจนแทบหาความโดดเด่นไม่เจอเลย ยังดีที่มีพล็อตย่อยเกี่ยวกับอดีตอันแสนขมขื่น และความรักข้ามสัญชาติ (รวมถึงข้ามภพด้วย) ระหว่างนางแอ่นทองคำกับเจสัน เข้ามาเสริมความลึกให้กับตัวละครตัวนี้ ช่วยทำให้หนังดูมีอารมณ์นุ่มนวลหวานซึ้งขึ้นมาได้มาก</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp09.jpg" alt="" /></p>
<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า หัวใจหลักของ The Forbidden Kingdom คือ คิวบู๊ ฉากแอคชั่นต่อยตี ที่เมื่อได้สองพระเอกนักบู๊แห่งยุคมาแสดงทั้งที คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกคาดหวังในแง่ของคุณภาพ ผู้ที่ได้รับการไว้วางใจ จากทั้งเฉิงหลงและหลี่เหลียนเจี๋ยให้มาสร้าง ‘คุณภาพ’ ที่ว่านี้ คือ หยวนหวูปิง นักออกแบบคิวบู๊มือวางอันดับหนึ่งของโลก ที่ในอดีตเคยร่วมงานจนคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับคนทั้งคู่ ... เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า หยวนหวูปิงชมชอบการออกแบบคิวบู๊ โดยใช้ลวดสลิงและศิลปะการต่อสู้รูปแบบทางเหนือเป็นส่วนประกอบหลัก</p>
<p>เห็นได้จากงานชิ้นก่อน ๆ ที่เขาสนุกกับสององค์ประกอบนี้มาก เสียจนภาพที่ออกมาดูไม่ต่างจากหนังแฟนตาซี ในคราวนี้ ผู้กำกับคิวบู๊วัย 63 ยอมที่จะลดความสนุกของตัวเองลง โดยการยืนพื้นหลัก ๆ ด้วยศิลปะการต่อสู้แบบโบราณของจีน ทั้งการใช้ศาสตราวุธและเพลงหมัดชนิดต่าง ๆ (ที่โดดเด่นมาก คือมวยหมัดเมาตำรับดั้งเดิมของเฉิงหลง) แต่งเติมสีสันเล็กน้อยด้วยลวดสลิงและสเปเชียล เอฟเฟกต์ ส่งให้ฉากต่อสู้ต่าง ๆ ที่ได้รับการบรรจงประดิดประดอยออกมา ทั้งดูสมจริงสมจังและตื่นเต้นเร้าใจไปพร้อมกัน</p>
<p>โดยฉากแอคชั่นที่ ‘เฉียบ’ ที่สุดในเรื่อง เห็นจะเป็นฉากสำคัญที่หลวงจีนใบ้ กับลู่หยานประมือกันด้วยเพลงหมัดสารพัดชนิดตอนกลางเรื่อง ฉากนี้ลงตัวในทุกด้านนับแต่การวางมุมกล้อง ฉากหลัง ดนตรีประกอบ จังหวะการกำกับแอคชั่น ไปจนถึงฝีมือการแสดงคิวบู๊ระดับเซียน ของเฉิงหลง และหลี่เหลียนเจี๋ยที่รวดเร็วเทียบเท่ากันแทบทุกกระบวนท่า จึงไม่แปลกใจที่หลายคน (รวมทั้งผม) ลงความเห็นว่า ฉากพะบู๊ความยาวประมาณ 5 นาทีนี้ เข้าขั้นเป็น ‘ตำนาน’ อีกบทหนึ่งของหนังศิลปะการต่อสู้เลยทีเดียว</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fking3.jpg" alt="" /></p>
<p>นอกจากรุ่นลุงอย่างเฉิงหลงและหลี่เหลียนเจี๋ย The Forbidden Kingdom ยังได้ดารานักบู๊รุ่นอา ผู้ที่ช่วงนี้เริ่มกลับมารุ่งอีกครั้งอย่างโจวเจ้าหลง (Collin Chou Siu-Lun) มาร่วมสร้างสีสันในบทขุนศึกหยกผู้ชั่วร้ายด้วย ตัวละครตัวนี้โดยเนื้อแท้แล้วไม่ใช่คนชั่วร้าย เขาแค่ถูกอำนาจเกียรติยศ เข้าครอบงำจนต้องการรักษาอาณาจักร ให้อยู่ภายใต้เงื้อมมือของเขาตราบนานเท่านาน เมื่อซุนหงอคงมาแย่งชิงอำนาจ เขาจึงต้องจัดการสั่งสอนให้รู้สำนึก แม้จะต้องใช้เล่ห์กลสกปรกก็ตาม...</p>
<p>ด้วยร่างกายสูงใหญ่และใบหน้านิ่งเรียบราวหินผา ทว่าแฝงประกายตาและรอยยิ้มแข็งกร้าวที่น่ายำเกรงของโจวเจ้าหลง ทำให้นักแสดงหนุ่มไปได้ดีกับบทนี้เหลือเกิน โจวเจ้าหลงแสดงหนังมาตั้งแต่ช่วงปลายยุคทศวรรษ 1980 มีงานออกมาให้คนดูผ่านตาพอสมควร ก่อนจะฟุบไปช่วงหนึ่ง และกลับมาเฉิดฉายอีกครั้งกับบทเซราฟในหนังไตรภาคชุด The Matrix อดีตหนึ่งในทีมสตันท์แมนของหงจินเป่าผู้นี้ มีทักษะความสามารถในด้านกังฟู และการแสดงฉากบู๊ที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการใช้อาวุธจีนโบราณ ใน The Forbidden Kingdom โจวเจ้าหลงก็ไม่ลืมที่จะอวดลีลาพะบู๊ด้วยศาสตราวุธให้ผู้ชมได้ดูกัน โดยเฉพาะฉากต่อสู้ไคลแมกซ์ระหว่างเขากับหลี่เหลียนเจี๋ยที่พลิ้วไหว งดงามสมศักดิ์ศรีดารากังฟูรุ่นเก๋าจริง ๆ</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fking1.jpg" alt="" width="500" height="334" /></p>
<p>ตรงข้ามกับหนังจีนสัญชาติฝรั่งเรื่องอื่น ๆ... The Forbidden Kingdom ดูจะให้ภาพของชาวตะวันออกในแง่ Positive ไม่น้อย ตัวละครชาวจีนในเรื่อง เป็นคนดี มีคุณธรรม ขณะที่พวกมะกัน (ยกเว้นพระเอกของเรื่อง) กลับถูกสร้างออกมาดูเลวสุด ๆ (เหมือนหนังคนจีนสร้างยังไงยังงั้น) หนังยังหยิบยืมสูตรตายตัวต่าง ๆ ของหนังกังฟูฮ่องกงมาใช้ด้วย ที่เห็นชัด ๆ คือ ฉากการฝึกฝนวรยุทธ์ของตัวเอก (ดูแล้วน่าสงสารปนขบขันหนุ่มแองการาโนเหลือเกิน ที่ต้องมารับมือรับเท้าแบบในหนังเรื่อง ไอ้หนุ่มพันมือ (Snake in the Eagle’s Shadow) และ ไอ้หนุ่มหมัดเมา (Drunken Master) จากอาจารย์สุดเข้มงวดทั้งสอง) หรือฉากการช่วยเหลือกันและกันของฝ่ายธรรมะ (ซึ่งเห็นได้ชัดเจนในฉากไคลแมกซ์ของหนัง กับการยกทีมมาช่วยกลุ่มพระเอกของเหล่าศิษย์วัดเส้าหลิน ที่ดูแล้วน่าซาบซึ้งใจเหลือเกิน)</p>
<p>นอกจากนี้ The Forbidden Kingdom ยังแอบโปรโมตเมืองจีน (หลังจากได้รับการสนับสนุน และอำนวยความสะดวกเต็มที่ของรัฐบาลจีน) ด้วยการยกกองถ่ายไปถ่ายทำกันถึงสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองจีนด้วย ไม่ว่าจะเป็นทะเลทรายโกบี สวนดอกเหมยเมืองฟางเยี่ยน น้ำตกเมืองเซียนจวี หรือป่าไผ่เมืองอังจวี (สถานที่ที่เคยใช้ถ่ายทำ พยัคฆ์ระห่ำ มังกรผยองโลก (Crouching Tiger, Hidden Dragon) มาก่อน) ซึ่งเมื่อได้รับการส่งเสริมจากเทคโนโลยีงานสร้างชั้นเลิศ และฝีมือการกำกับภาพระดับเทพ ของหนึ่งในผู้กำกับภาพชั้นแนวหน้าของโลกอย่าง ปีเตอร์ เปา (Peter Pau Tak-Hei) ก็ทำให้ภาพวิวทิวทัศน์ที่ออกมาดูสวยงาม ตระการตาและได้อารมณ์แบบหนังจีนร่วมสมัยดีจริง ๆ</p>
<p>การที่ภาพรวมตลอดจนภาพลักษณ์ของหนังที่ออกมาถูกใจคนเอเชียเช่นนี้ คงต้องขอขอบคุณ ร็อบ มินคอฟ เป็นโชคดีของผู้ชมที่ผู้กำกับที่เคยทำหนังการ์ตูนอย่าง The Lion King หรือหนังครอบครัวอย่าง Stuart Little คนนี้ เป็นคนที่สนใจและเข้าใจในความเป็นจีน แถมยังรู้จักเมืองจีนเป็นอย่างดีด้วย (ร็อบเคยมาเมืองจีนหลายครั้ง ทั้งยังเคยไปเป็นอาจารย์พิเศษ ด้านอนิเมชั่นที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งอีกด้วย) จึงนับว่าเหมาะสมยิ่ง ที่ได้คนอเมริกันที่หลงใหลวัฒนธรรมตะวันออกเช่นนี้ มารับหน้าที่คุมบังเหียนใหญ่</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp03.jpg" alt="" /></p>
<p>ซึ่งมินคอฟก็ไม่ทำให้ผู้ชมต้องผิดหวัง เขาเลือกจะควบคุมบรรยากาศ จังหวะจะโคน ไปจนถึงภาพรวมของหนัง ด้วยการเล่าเรื่องจากมุมมองของเจสัน เสมือนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ป็นเพียงความฝัน หรืออุดมคติที่เด็กหนุ่มอเมริกันคนหนึ่งมีต่อวัฒนธรรม และตำนานของจีน วิธีนี้เปิดโอกาสให้เขาได้ใช้จินตนาการมากกว่าการนำเอาเรื่องราวจีน ๆ มาตีความใหม่ (อันมีความเสี่ยงที่จะ ‘เละ’ สูง) เมื่อบวกรวมกับประสบการณ์จากผลงานชิ้นก่อน ๆ ที่ (ส่วนใหญ่) เป็นหนังครอบครัวของมินคอฟแล้ว ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกหาก The Forbidden Kingdom จะออกมาประมาณ “หนังบู๊ฮามหามันส์ ดูได้ทุกเพศวัย” ซึ่งก็เป็นไปตามคาด แม้จะอุดมไปด้วยฉากแอคชั่นดุดันหนักหน่วงในแบบหนังกังฟูแอคชั่น แต่มินคอฟก็ไม่ลืมที่จะเหลือพื้นที่ให้กับแง่มุมของการให้ความหวัง ให้กำลังใจ และมองโลกในแง่ดี ตามแนวถนัดของเขาได้อย่างแนบเนียน</p>
<p>เห็นกล่าวถึงในแง่บวกมาตลอด ใช่ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ จะไร้จุดบกพร่องใด ๆ นะครับ ปัญหาที่เกิดกับ The Forbidden Kingdom เป็นเรื่องเดิม ๆ ที่เกิดกับหนังจีน (ทั้งในอดีตและปัจจุบัน) นั่นคือ ความสมเหตุสมผลของบท ดูฟัสโกจะเพลิดเพลินกับการผสมผสาน สิ่งที่เขาชอบมากเกินไป จนละเลยหลักตรรกะที่จำเป็นบางประการในการเขียนบทภาพยนตร์ไป ที่มาของตัวละครในเรื่อง ดูไม่ค่อยมีเหตุมีผลนัก แม้กระทั่งกลุ่มตัวเอก (ยกเว้นหลวงจีนใบ้ที่ยังพอรับได้) แม้จะดูน่าดื่มด่ำในอารมณ์และสนุกไปกับฉากต่อสู้ ซึ่งความก้าวหน้าของเทคนิคพิเศษ ได้เปิดพรมแดนแห่งจินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัด ในการสร้างความตะลึงพรึงเพริด (และเชื่อได้ว่าจะมีลีลาที่เร้าใจยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ตามออกมาในอนาคตอย่างแน่นอน)</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp05.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่ตัวหนังก็ยังขาดความราบรื่นกลมกลืนใ นการดำเนินเรื่องและความทะเยอทะยานในการเล่าเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะข้อจำกัดของหนังแอคชั่นกำลังภายในก็เป็นได้ คือมันเป็น Genre ที่ประกอบด้วยสององค์ประกอบสำคัญ นั่นคือ ความพะบู๊ในฉากการต่อสู้ และความจริงจังในเรื่องของคุณธรรม บนความพลิกผันของท้องเรื่องซึ่งเกิดขึ้นในโลกสมมติ เป็นแนวหนังที่สามารถทำให้น่าสนใจได้ แต่ก็ขาดคุณค่าและแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ไป</p>
<p>The Forbidden Kingdom ก็หนีปัญหานี้ไม่พ้นเช่นกัน (ส่วนหนึ่ง เกิดจากการใส่ฉากต่อสู้เข้ามาแบบผิดที่ผิดทาง) หนังมีประเด็นยิบย่อยบางประการที่ผู้สร้างหาทางออกไม่ได้ หรือหาได้ แต่ไม่ค่อยเข้าท่านัก เช่น ฉากการวาร์ป (ฮา) จากโลกแห่งความจริงไปสู่โลกแห่งจินตนาการของเจสัน ที่เป็นการเปิดโอกาสให้ทีมผู้สร้างใส่เทคนิคพิเศษต่าง ๆ เข้าไปเพื่อสร้างความพิศวง ลี้ลับให้กับอำนาจแห่งกระบองวิเศษ แต่เอาเข้าจริง กลับออกมาเป็นภาพเจสันร่วงลงมาจากตึกยุคปัจจุบัน แล้วก็ตัดภาพมาเป็นฉากในกระท่อมจีนยุคโบราณ อันทำให้ฉากที่ควรจะ ‘ขลัง’ ฉากนี้ ห้วนและดูหมดมุขไปอย่างช่วยไม่ได้</p>
<p>แม้ความดีเด่นของ The Forbidden Kingdom อาจไม่เข้าขั้นเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซ แต่ก็นับว่า ‘ใกล้เคียง’ เต็มที โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากความลงตัวขององค์ประกอบต่าง ๆ รวมถึงการเล่าเรื่องที่แม้ยังมีจุดบกพร่องให้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับภาพรวมของตัวหนัง</p>
<p>ยังไม่รวมปฏิกริยาเคมีที่ยอดเยี่ยมระหว่าง เฉิงหลงและหลี่เหลียนเจี๋ย การปรากฎตัวของยอดดารานักบู๊ทั้งสองบนจอในคราเดียวกัน นับว่าสุดยอดแล้ว แต่ที่วิเศษยิ่งกว่าคือ การแสดงชั้นเซียนและการดวลหมัดกันของพวกเขา อันเป็นปรากฎการณ์ที่นานทีจะมีสักครั้ง สิ่งเหล่านี้ช่วยเปล่งรัศมีให้กับหนังได้มากโข... สำหรับแวดวงหนังโลก The Forbidden Kingdom อาจเป็นเพียงหนังแอคชั่นสีสันฉูดฉาดเรื่องหนึ่ง ทว่าสำหรับวงการหนังศิลปะการต่อสู้และแฟนหนังประเภทนี้แล้ว นี่คืองานระดับ ‘คุณภาพ’ อีกชิ้นที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/forbiddenkingdom-still01.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Casey Silver Productions, Huayi Brothers, Relativity Media<br />
<strong> บริษัทจัดจำหนาย - </strong>The Weinstein Company (USA)<br />
<strong> กำกับ - </strong>Rob Minkoff<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Casey Silver<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>John Fusco<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>Peter Pau<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong>Eric Strand<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Harry Gregson-Williams<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Eric Lam<br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Shirley Chan<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Woo-ping Yuen<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Jackie Chan, Jet Li, Collin Chou, Michael Angarano, Liu Yifei, Li Bingbing</li>
<li><strong>Thailand Distribution - </strong> ชื่อไทยในการเข้าฉายคือ "หนึ่งต่อหนึ่ง ใหญ่ฟัดใหญ่"</li>
<li><strong>Rating - </strong>4/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>

</channel>
</rss>
