<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>หนังบู๊ &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/หนังบู๊/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "หนังบู๊"</description>
	<pubDate>Wed, 23 Jul 2008 05:56:15 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[High Risk - ตายยาก เพราะเธอเจ็บไม่ได้ (1995, Wong Jing)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=133</link>
<pubDate>Wed, 18 Jun 2008 23:16:07 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=133</guid>
<description><![CDATA[
อย่างที่ทราบกันดีนะครับ ในปีนี้ หล]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/009/highrisk04.jpg" alt="" /></p>
<p>อย่างที่ทราบกันดีนะครับ ในปีนี้ หลี่เหลียงเจี๋ย กับเฉินหลง จะมีโอกาศได้ร่วมงานกันเป็นครั้งแรก ในหนังฮอลลีวูดที่ชื่อว่า The Forbidden City แน่นอนว่านี้เป็นครั้งแรก ครั้งแรกก็หมายความว่าทั้งสองยอดนักบู๊ ไม่เคยพบ ไม่เคยเจอ ไม่เคยปะทะ บนจอภาพยนตร์ด้วยกันมากก่อน</p>
<p>แน่นว่าเฉินหลงไม่เคยแสดงหนังกับหลี่เหลียงเจี๋ยมากก่อนแน่ แต่ในฝั่งตรงกันข้าม เอาเข้าจริงๆ แล้ว อาจจะเรียกได้ว่า หลี่เหลียงเจี๋ย เคยแสดงกับ "ใคร" คนหนึ่งที่คลับคล้ายคลับคลา ว่าจะเป็นเฉินหลงมาก่อน เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว High Risk หนังของหลี่เหลียงเจี๋ย อีกเรื่องในยุค 90 ช่วงเวลาที่พ่อพระเอกกังฟูอยู่ระหว่าง "แยกกันอยู่" กับฉีเคอะที่ขัดแย้งกัน หลังจากพากันดังกับหนังชุดหวงเฟยหง หลี่เหลียงเจี๋ยหันไปร่วมงานกับเจ้าพ่อหนังตลก หวังจิง หนึ่งในผลงานที่ทั้งสองทำร่วมกันก็คือ High Risk ความน่าสนใจในหนังเรื่องนี้ ก็คือ นี้เป็นหนังที่สร้างเพื่อ การล้อเลียนเฉินหลง เป็นเหตุผลสำคัญ<!--more--></p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/009/highrisk03.jpg" alt="" /><br />
็<br />
High Risk เปิดเรื่องด้วยฉากแอ็กชั่นก่อการร้าย ดูจริงจัง หลี่เหลียงเจี๋ยแสดงเป็น ตำรวจหน่วยคอมมานโดนาม หลี่เจี๋ย ที่กำลังปฏิบัติการ กู้ระเบิดที่พวกผู้ไม่หวังดี นำมาวางไว้ในรถโรงเรียน ทุกอย่างยุ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อในรถคันดังกล่าว มีลูกชาย และภรรยาของเขา โดยสารอยู่ด้วย สุดท้ายเกิดความผิดพลาดขึ้น ระเบิดทำงานสังหารคนบริสุทธิ์มากมาย หลี่เจี๋ย สูญเสียครอบครัว ไปในเหตุการร้ายครั้งนั้น ทิ้งชีวิตแบบเก่าไปทั้งหมด ลาออกจากงาน ย้ายที่อยู่ใหม่ ใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ</p>
<p>ถึงตรงนี้หนังหนังก็ทิ้งความซีเรียสจริงจัง ในสิบนาทีแรก ไปในชั่วเวลาพริบตา และเข้าสู่โหมดบ้าบอแบบหวังจิงในทันทีทันใด หลี่เจี๋ย ออกจากงานตำรวจ และใช้ชีวิตเป็นสตั้นแมนโนเนม และบอร์ดี้การ์ดให้กับ ดาราแอ็กชั่นชื่อดังผู้หนึ่ง ซึ่งรับบทโดยจางเซียะโหย่ว กับตัวละครที่ชื่อว่า "แจ็ค โลน" พระเอกนักบู๊ ชาวฮ่องกง ขวัญใจประชาชน ที่มีจุดขายจุดเด่นอยู่ที่ ความกล้าบ้าระห่ำ แสดงบทบู๊ด้วยตัวเอง แน่นอนรายละเอียดดังต่อไปนี้ คงไม่มีช่องว่างให้จิตนาการ หรือคาดเดากัน ให้นอกเหนือ ดาวบู๊จมูกโตอย่างเฉินหลง ได้อีก</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/009/highrisk01.jpg" alt="" /></p>
<p>ซึ่งถ้ามีเพียงแค่นี้คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ตัวละคร แฟรงกี้ โลน นั้นกลายเป็นศูนย์รวมแห่งความรั่วๆ ไม่ว่า ลามกจกเปรต ขี้โม้ ขึ้คุย เห็นแก่ตัว สติสตังดูไม่สมประกอบ ที่สำคัญที่สุด เป็นนักบู๊จอมปลอม  ใช้สตั้นแมนอยู่เสมอ แต่หลอกลวงว่าแสดงบทเสี่ยงๆ เอง แต่ชีวิตจริงสุดแสนที่จะขี้ปอด กลัวได้แม้กระทั่ง แมลงสาบ</p>
<p>หนังยังล้อเลียนไปถึงคนใกล้ตัวของเฉินหลง อย่างผู้จัดการส่วนตัว ที่ชื่อว่า Willie Chan ผู้จัดการส่วนตัว คู่บุญที่ทำงานด้วยกันมาตั้งแต่เฉินหลง ยังอายุไม่ถึง 20 เป็นดาราประกอบต็อกต๋อยอยู่เลย นอกจากนั้นหนังยังลามปามไปถึงขั้น ล้อเลียนบุพการีเฉินหลง (เรียกอีกอย่างว่า ด่าพ่อ) อย่าง ชาลี เฉิน (รับบทโดย อู๋หม่า) แต่อย่างน้อยตัวละครพ่อของ "แฟรงกี้ โลน" ในเรื่อง ก็ยังดูเป็นมนุษย์มนา ที่มีสติสตังสมประกอบอยู่บ้าง ก็ถือว่าหนังไม่ได้ข้ามเส้นจนเกินไปนัก</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/009/highrisk02.jpg" alt="" /></p>
<p>การล้อเลียน เชิงเยอะเย้ยถากถางแบบนี้ เกิดขึ้นได้อย่างมีที่มาที่ไปพอสมควร เห็นเอา เฉินหลง มาล้อเลียนแบบนี้ หวังจิงไม่ได้ทำเล่น ประเภทล้อเลียนกันสนุกๆ แต่เป็นไปด้วยความมันกึ่งแค้น เพื่อเอาคืนกันประมาณนั้นเลย แฟนหนังฮ่องกง หรือแฟนของเฉินหลงหลายๆ คนคงพอจะจำหนังเรื่อง City Hunter ได้ อันเป็นการร่วมงานกันครั้งแรก และครั้งเดียวของคนทั้งคู่ ตัวหนังนั้นก็ออกมาดูสนุกดี แต่งานเบื้องหลังไม่ค่อยจะราบลื่นเท่าไหร่ เฉินหลง ขัดแย้งกับหวังจิง หลายต่อหลายครั้ง จนบางฉากของเรื่องเฉินหลง ต้องมาทำหน้าที่กำกับเองด้วยซ้ำไป</p>
<p>อันที่จริงก็พอจะคาดเดาได้ง่ายๆ นะครับ ทั้งสองคนมีพื้นฐานการทำหนัง ตลอดจนรสนิยมที่แตกต่างกันมาก เฉินหลงชอบหนังฮอลลีวูด อย่างทำหนังให้ได้มาตรฐาน ทั้งงานสร้าง และลีลาภาษาหนัง นอกจากนั้นยังพยายามสร้างงานที่ดูได้ทุกเพศทุกวัย ขณะที่หวังจิงมุ่งหน้าทำหนังขายตลาดในประเทศ (ฮ่องกง) เป็นหลัก หนังของเขาเน้นหนักไปที่มุมตลกท้องถิ่น ทั้งมุขทะลึ่งตึงตัง มุขไต้สดือ และไม่กลัวที่จะขายความบันเทิงแบบรสนิยมต่ำ และ High Risk เองก็เป็นงานที่ หวังจิงสร้างโดยใช้วัตถุดิบมาจากการร่วมงานกับเฉินหลงนั้นเอง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/009/highrisk08.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่เอาเข้าจริงๆ ถ้าพูดถึง พระเอกหนังแอ็กชั่นชาวจีน ที่ใช้สตั้นแมน นั้นตัวหลี่เหลียงเจี๋ย เองน่าจะดูใกล้เคียงมากกว่าเสียอีก การใช้สตั้นแมนของเฉินหลงนั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่ปกปิดอะไรอยู่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฉาก ที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะ (เฉินหลงยกตัวอย่างเองว่า เข้าตีลังกาเองได้ซักรอบ แต่ถ้าจะเอาสามรอบก็ต้องใช้สตั้นแมน) ขณะเดียวกันก็เป็นที่รู้กันในวงกว้างว่า เทียบกันแล้ว หลี่เหลียงเจี๋ย เองนั้นแหละที่ใช้สตั้นแมน ในบริมาณที่มาก</p>
<p>จริงๆ แล้ว หลี่เหลียงเจี๋ย เองก็ไม่ได้สะบายใจนักกับการต้องมามีส่วนร่วมในหนัง ที่ล้อเลียนเพื่อนร่วมวงการ (แม้จะดูเป็นคู่แข่ง) กันแบบนี้ มีข่าวว่า หลี่เหลียงเจี๋ยได้ขอโทษ เป็นการส่วนตัวต่อเฉินหลงเลยทีเดียว เฉินหลงเองก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะเข้าใจดีสำหรับ ความจำเป็นในเรื่องความเป็นมืออาชีพ ในฐานะนักแสดงคนหนึ่ง</p>
<p>กลับมาพูดถึงตัวหนังกันอีกหน่อยนะครับ เข้าใจว่าหวังจิง คงขี้เกียจคิดพล็อตอะไรใหม่มากนัก หลังจากสร้าง City Hunter เป็น Die Hard ภาคเรือสำราญกันมาแล้ว มาถึง High Risk นี้เล่นง่ายไปกว่านั้นอีก คือเป็น Die Hard ภาคโรงแรมก็แล้วกัน หนังพาตัวละครผู้ก่อการร้าย กลุ่มในตอนเริ่มเรื่องกลับมาอีกครั้ง พวกมันวางแผนปล้นงานประมูลเครื่องเพชร (อะไรทำนองเนี่ยแหละครับ จำไม่ค่อยได้ 555) ในงานเต็มไปด้วย เศรษฐีคนมีสะตัง รวมถึง พ่อพระเอกหนุ่ม แพรงกี้ โลน ด้วย</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/009/highrisk05.jpg" alt="" /></p>
<p>กลุ่มคนหลากหลายถูกอัดอยู่ในสถานที่เดียวกัน ฝ่ายหนึ่งคือพวกผู้ร้ายนำทีมโดย "ด็อกเตอร์" (หวังซิ่ว) อาชญากรตัวเอ้ กับสองสมุนตัวแสบ (Ben Lam, Billy ChoW) โดยส่งสายอย่าง สาวร้ายตัวแสบเฟยเฟย (Velerie Chow) เป็นนางนกต่อเข้าไปปะปนอยู่กับพวก พนักงานโรงแรม (ด้วยความเซ็กซี่ ปนแสบ ของนางแบบสาวสวย ทำให้เธอแทบจะกลายเป็น นัแสดงหญิงที่เด่นที่สุดในเรื่อง แซงหน้านางเอกทั้งสองไปเลย)</p>
<p>ขณะที่พวกฝ่ายยับยั้งมีเพียง พระเอกอย่าง หลี่เจี๋ย ก็มีเพียงตำรวจหนุ่มแว่นนายหนึ่ง ที่อาสาเข้าไปช่วยตัวประกันกับ หลี่เจี๋ยด้วย นอกจากนั้น แทบจะช่วยตัวเองไม่ได้ ทั้งกลุ่มของ แพรงกี้, นักข่าวสาว (ซิวซู่เจิน) ที่กำลังติดตามจับผิด ความจอมปลอมของพระเอกนักบู๊ และสุดท้ายสาวพนักงานโรงแรมคนสวย (หยังไฉ่หนี) แฟนสาวของพ่อตำรวจหนุ่มแว่น</p>
<p>ไม่ต้องสงสัยเลยนะครับ High Risk เป็นงานที่ออกมาเละตุ้มเปะ เช่นเดียวกับหนังหลายๆ เรื่องของหวังจิง ที่ไม่รู้ว่าพี่แกมีบทรึเปล่า เพราะหนังดูมีเนื้อเรื่องน้อยมาก เน้นไปที่การต่อมุขตลก ต่อฉากคิวบู๊ไปเรื่อยๆ จนจบเรื่อง การสร้างเรื่องราว ก็ดูไม่ค่อยเป็นเนื้อเป็นน้ำเท่าไหร่</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/009/highrisk06.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่รวมๆ แล้ว High Risk ถือว่าเป็นงานที่ดูสนุกใช้ได้ มุขตลกในหนังยังคงได้ผล โดยเฉพาะการแสดงที่ยอดเยี่ยม สุดบ้า สุดฮา ของจางเซียะโหย่ว ในการล้อเลียนเฉินหลง ลามไปถึงบรูซ ลี ขณะเดียวกันคิวบู๊ในหนัง ของหนังก็อยู่ในมาตรฐานเกรด A ของฮ่องกง นอกจากหลี่เหลียงเจี๋ยแล้ว สุดยอดดาราบู๊อย่าง บิลลี่ โจว และเบน แลม ก็ยังได้วาดลวดลายให้ดูกันอีกด้วย หนังยังดูลงทุน ในฉากบู๊ทั้งเช่าฮอ และประเคนฉาก สงครามปืนสาดกระสุน กันแบบไม่ต้องกลัวลูกปืนจะหมด เช่นเดียวกับ ระเบิดตูมตามให้ดูกันชนิดหูดับตับใหม้ ที่เชิดหน้าชูตาอีกอย่างก็คือ ฉากโชว์คิวสตั้น กระโดดจากฮอ ไปเกาะขอบตึก กับฉากหลี่เหลียงเจี๋ย ขับรถตะลุยเข้าไปในโรงแรม รับพายุกระสุนของ พวกผู้ร้ายที่ทำออกมาได้น่าตื่นเต้นดี</p>
<p>ปัญหาของหนังก็คือ องค์ประกอบทั้งสองอย่างไม่สามารถผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว ดูแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง หนังไม่สามารถ (อาจจะพูดอีกอย่างว่า ไม่ได้พยายาม) ผสมคิวบู๊ที่น่าทึ่ง เข้ากับฉากตลก เรียกฉากฮาก็ฮากันไป ขณะที่ฉากมันก็มันกันไป ทำให้หนังดูไม่กลมกลืนดูสดุด อยู่ตลอดเวลา ดารานำทั้งสองคนอย่าง จางเซียะโหย่ว กับหลี่เหลียงเจี๋ย ก็เหมือนกับเล่นหนังกันคนละเรื่องเดียวกัน</p>
<p>ใครดูหนังหวังจิงมาบ้าง ก็คงจะเดาทาง High Risk ได้ไม่ยากเย็นนักนะครับ หนังสนุกบนแบบตั้งใจให้ห่วย สิ่งที่ทำให้หนังพิเศษ น่าจดจำ กว่าหนังแนวเดียวกันเรื่องอื่นๆ เห็นจะเป็นเรื่องราวเบื้องหลัง การตอกกลับเจ้าพ่อหนังแอ็กชัน จากเจ้าพ่อหนังขยะที่ชื่อว่า หวังจิง สร้างให้ High Risk เป็นตำนานบทย่อยๆ อีกหน้าหนึ่งแห่งวงการหนังฮ่องกง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/009/highrisk07.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Wong Jing's Workshop Ltd., Upland Films Corporate Limited<br />
<strong> กำกับ - </strong>Wong Jing<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Wong Jing, Pooi Cheung-Chuen<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Wong Jing<br />
<strong> ถ่ายภาพ - </strong>Tom Lau Moon-Tong<br />
<strong> ตัดต่อ - </strong> Angie Lam On-Yee<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Richard Yuen Cheuk-Fan<br />
<strong> ออกแบบเสื้อผ้า - </strong>Jason Mok Siu-Kei, Man Yun-Mei<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Corey Yuen Kwai, Yuen Tak, Bruce Law Lai-Yin (Car Stunt)<br />
<strong> แสดงนำ - </strong>Jet Li, Jacky Cheung Hok Yau, Chingmy Yau Suk Ching, Charlie Young Choi Nei, Kelvin Wong Siu, Valerie Chow Kar Ling, Billy Chow Bei Lei, Ben Lam Kwok Bun, Wu Ma, William Tuan Wai Lun, Lo Hung, Yeung Chung Hin</li>
<li><strong>Thailand distributions - </strong>เข้าฉายในเมืองไทยใช้ชื่อว่า "ตายยาก เพราะเธอเจ็บไม่ได้" ออกเป็นแผ่น VCD DVD โดย Rose Entertainment ใช้ชื่อไทยว่า "โหดหยุดนรกเพื่อเธอ"</li>
<li><strong>Rating - </strong>3/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon - สามก๊ก ขุนศึกเลือดมังกร (2008, Daniel Lee)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=158</link>
<pubDate>Fri, 25 Apr 2008 06:57:33 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=158</guid>
<description><![CDATA[
ถ้าจะมีการสร้างหนังสามก๊ก ประเภทท]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/3kingdoms07.jpg" alt="" /></p>
<p>ถ้าจะมีการสร้างหนังสามก๊ก ประเภทที่โฟกัสไปที่ตัวละครตัวหนึ่ง ในฐานะเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง ตัวละครที่ชื่ว่า จูล่ง (จ้าวจื่อหลง) ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย ขุนศึกจากจ๊กก๊ก ผู้ใช้ชีวิตเยี่ยงจอมยุทธ ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งสงคราม ที่ความชั่วร้ายเลวทราม กลายเป็นความชอบธรรม จูล่งกลับ ยังสามารถ ยึดมั่น กับเรื่องคุณธรรม ความซื่อสัตย์ จงรักภักดี อย่างที่ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดสามารถเทียบเคียงได้ Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon เสนอเรื่องราวชีวิตของจูล่ง โดยเลือกเอาดาราฮ่องกงรุ่น (เริ่ม) ใหญ่อย่าง หลิวเต๋อหัว มารับบทนักรบผู้ยิ่งใหญ่ ตั้งแต่วัยหนุ่ม จนล่วงเลยเข้าสู่วัยชรา กับชีวิตแห่งการตรากตรำในสงครามในทั้งชีวิตของเขา<!--more--></p>
<p>หนังเริ่มต้นขึ้นด้วยภาพของจูล่งในวัยชรา (หลิวเต๋อหัว) เผชิญหน้ากับทัพใหญ่ของวุย ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว ขณะที่ทหารร่วมทัพนอนตายเกลื่อนกลาด ก่อนที่จะย้อนอดีต กลับไปเล่าจุดเริ่มต้น ตั้งแต่วันที่จูล่ง สมัครเข้าเป็นทหารในสังกัดของ นายทหารชั้นผู้น้อยที่ชื่อว่า ลั่วผิงอัน (หงจินเป่า) ทั้งสองสนิทสนมกันในเวลาอันรวดเร็ว เพราะมีพื้นแพมาจากเสียนสันบ้านเดียวกัน</p>
<p>ลั่วผิงอันมีความมุ่งมั่นใน การสร้างความชอบ และหวังเติบใหญ่ในทางการทหาร จูล่งเอง ชื่อชม และนับถือในอุดมการณ์ และความทะเยอทะยานของสหาย แต่ตัวของเขาเองกลับเลือกที่จะมีความฝันเล็กๆ อย่างการร่วมทัพ ได้รับชัยชนะ สงครามจบลง จะมีบ้านซักหลัง ก็เท่านั้น</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/3kingdoms03.jpg" alt="" /></p>
<p>ในการศึกครั้งสำคัญ ทั้งสองนำทหารหนึ่งพันกว่านาย ตีค่ายของวุยที่มีทหารมากกว่าหนึ่งหมื่นนาย จนแตกพ่าย หนึ่งเป็นเพราะแผนการของ ท่านกุนซือ จูกัดเหลียง ที่เดินทางมาช่วย อีกส่วนแห่งความสำเร็จมาจากตัวของ จูล่ง เองที่สามารถลงมือสังหาร แม่ทัพของฝ่ายศัตรูลงได้สำเร็จ กลายเป็นกุญแจสำคัญในชัยชนะ ทหารหนุ่มกลับมอบความดีความชอบให้กับ "พี่ใหญ่"  แต่ตัว ลั่วผิงอัน เองกลับเริ่มรู้สึกถึงความห่างเหินที่กำลังจะเกิดขึ้น ในอนาคตอันใกล้</p>
<p>เวลาของจูล่งมาถึงในอีกไม่กี่ปีต่อมา ในสมรภูมิที่ทุ่งหญ้า บันโบ๋ ขณะกองทัพของเล่าปี (เยี่ยหัว) พร้อมชาวเมือง ทิ้งเมืองเพื่อหนีการติดตามกองทัพวุยของ โจโฉ (หลิวสงเหยิน) กองทหารของลั่วผิงอัน  ได้รับหน้าที่คุ้มครองครอบครัวของเล่าปี เกิดความผิดพลาด ถูกทหารวุยโจมตี ฮูหยิน และทายาทของเล่าปี่ พลัดหลงนับเป็นความผิดพลาดที่ไม่อาจให้อภัยได้ จูล่ง ตัดสินใจรับผิดชอบความผิดของสหาย ด้วยการผ่าทัพวุย บุกเดี่ยวเข้าไปช่วยเหลือ อาเต้า นายน้อยทายาทคนเดียวของเล่าปี่</p>
<p>ทหารหนุ่มทำได้สำเร็จ นอกจากจะช่วยอาเต้าได้แล้ว เขายังสามารถ แสดงฝีมือฝ่าทัพนับพันด้วยตัวคนเดียว ต่อหน้าโจโฉ ชื่อของ เตียจูล่ง ก็กระจายไปไกล และนับแต่บัดนั้น ชีวิตของเขา กับพี่ใหญ่ ลั่วผิงอัน ก็แยกออกจากกันโดยปริยาย จูล่งกลายเป็นทหารคนสำคัญของเล่าปี่ สร้างความดีความชอบมากมาย จนกระทั่งถูกแต่งตั้งให้อยู่ในกลุ่ม 5 พยัคฆ์ของจ๊ก รวมกับยอดนักรบอย่าง กวนอู (ตี้หลุง) เตียวฮุย ฮองตง และม้าเฉียว</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/3kingdoms04.jpg" alt="" /></p>
<p>5 พยัคฆ์ ร่วมกันปกป้องจ๊กก๊ก นานหลายสิบปี แต่ละคนเริ่มล้มตายไปตามการศึก คงเหลือแต่จูล่งเป็นเสาหลักแห่งจ๊กเป็นคนสุดท้าย ในการศึกครั้งสำคัญ บุตรชาขของสองจอมทัพผู้ล่วงลับ กวนหิน (วาแนส วู) และเตียวเปา ได้รับคำสั่งให้นำทัพบุกวุย ขณะที่นายพลน้อยทั้งสองเกิดความขัดแย้ง เรื่องผู้นำทัพสูงสุดหนึ่งเดียว จูล่งตัดสินใจอาสาต่อ จูกัดเหลียง รับหน้าที่นำทัพไปเอง โดยมีนายทหารคนสนิทอย่าง เตงจี๋ (แอนดี้ อัน) และเพื่อนเก่าในอดีตอย่าง ลั่วผิงอัน ติดตามไปด้วย</p>
<p>ทัพใหญ่ของจ๊กก๊กต้องเผชิญหน้ากับทัพวุยอีกครั้ง ทหารนับหมื่นอนับแสนที่นำมาโดยแม่ทัพ ฮั่นเต็ก (อู๋หยงกวง) กับบุตรชายทั้ง 4 และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โจวอิง (แม๊กกี่ คิว) แม่ทัพหญิง หลานสาวของโฉโจผู้ล่วงลับ ท่ามกลางศัตรูอันน่าหวาดวิตก จูล่งเองกลับพบว่า ตัวเอกเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งแห่งสมคราม หมากของจูกัดเหลียงในสงครามครั้งใหญ่ แม้กระทั่งหมากของ ลั่วผิงอัน สหายที่หวังทวงคืนวันอันรุ่งโรจน์กลับมาอีกครั้ง หลังจากกรำศึกมานับครั้งไม่ถ้วน ถึงเวลาที่จูล่ง เริ่มสงสัยต่ออุดมการณ์ของตัวเอง เป็นครั้งแรก ...</p>
<p>เนื้อหาใจความหลักของ Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon นั้นก็คือการมุ่ง พยายามสำรวจ ความเป็นวีระบุรุษของจูล่ง โดยเฉพาะแง่มุมแห่งการเป็นนักรบ จูล่งตรากตรำในสงครามนานกว่า 30 ปี ได้รับชัยชนะในการศึก สร้างวีรกรรมมากมาย สุดท้ายความเหน็ดเหนื่อย ความพยายาม ของวีระบุรุษอย่าง จูล่ง นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้บ้าง คำตอบคือไม่มี วีรกรรมครั้งยิ่งใหญ่ของจูล่ง อย่างการช่วยเหลือ อาเต้า กลับเป็นการเร่งวันหายนะของจ๊กก๊ก ให้มาเร็วกว่าที่ควรจะเป็น, การตรากตรำในสนามรบนานหลายสิบปี แทบไม่เห็นผลอย่างที่หวัง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/3kingdoms09.jpg" alt="" /></p>
<p>ลั่วผิงอัน เคยบอกกับจู่ลงว่า จะเขาเดินทางไปทุกแห่งหน ทุกสมรภูมิ จนกว่าจะสามารถยุติสงครามได้ จูล่งพึ่งทราบว่า ทั้งเขาเอง และลั่วผิงอัน ล้วนเขาใจความหมายของสงครามอย่างคลาดเคลื่อน สมครามหาใช่การเดินทาง มันคือการย่ำเท้าอยู่กับที่ ในวันนี้ จูล่ง ยืนอยู่บนสนามรบ ณ ภูผาแห่งหนึ่ง สถานที่เดียวกับที่เคยยืน และรบ เมื่อยี่สิบปีก่อน ความดี ความกล้าหาญ ที่เคยได้ทำมา ไม่เคยแม้แต่จะหยุดยั้ง หรือชลอ ความโหดร้ายของสงคราม หรือความเสื่อมทรามแห่งยุคสมัย ได้ซักเล็กน้อย สุดท้าย แม้ความฝันเล็กๆ ของจูล่ง อย่างการมีบ้านซักหลัง ก็ไม่อาจทำได้ไม่สำเร็จ</p>
<p>เนื้อหาอันว่าด้วยความไร้สาระ ไร้ที่สิ้นสุด แห่งสงคราม  นั้นถูกนำเสนอมานับครั้งไม่ถ้วน แม้ Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon จะนำเสนอเรื่องราวอย่างเดียวกัน อาจจะมีลีลาซ้ำซากไปบ้าง แต่รวมๆ ก็ยังถือว่าอยุ่ในระดับน่าสนใจ ส่วนที่ช่วยผลักดันเนื้อหา ให้ชัดเจนขึ้นมาได้ก็คือ การแสดงของดารานำอย่างหลิวเต๋อหัว และหงจินเเป่า ที่สะท้อนภาพของคน ที่ใช้ชีวิต และอุดมการณ์อยู่ในสนามรบ ออกมาได้อย่างน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปรียบเทียบระหว่าง ยอดมหาวีระบุรุษอย่างจู่ล่ง และคนธรรมดาสามารถ ที่ไม่สามารถสลักชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ ลั่วผิงอัน ที่สุดท้ายแล้ว ก็มีชีวิตที่ไม่ได้แตกต่างกันนัก เหยียบย่ำบนสนามรบผืนเดียวกัน และสิ้นสุดหนทางแห่งนักรบ ในสมรภูมิสุดท้ายร่วมกัน</p>
<p>อย่างไรก็ตามหนังยังคง แสดงออกถึง ปัญหาในขั้นตอนการเล่าเรื่อง และสร้างความน่าเชื่อถือ อยู่ไม่น้อยเลย ประเด็นที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางที่สุด ก็คือความซื่อตรงต่อต้นฉบับ ต้นฉบับในที่นี้ครอบคลุมไปถึง นิยายสามก๊ก (Romancing of Three Kingdoms) ของหลอจงกว้าน รวมไปถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ หนังมีการเพิ่มตัวละครใหม่ อย่างลั่วผิงอัน และโจวอิง ขึ้นมาเป็นตัวละครหลัก หรือปรับเทียบบทบาทตัวละครที่มีอยู่เดิม ที่เห็นได้ชัดน่าจะเป็นตัวละครที่ชื่อว่า เตงจี๋ ที่ตามข้อมูลแล้ว มีตำแหน่งหน้าที่ และผลงานอยู่ในงานจำพวก การทูต และการเจรจา แต่ในหนังกลับถูกปรับเปลียนให้เป็นนายทหารคนสนิทของจูล่ง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/3kingdoms06.jpg" alt="" /></p>
<p>ในหมู่รายละเอียดหลายประการที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป ที่สำคัญน่าจะเป็นรายละเอียด ในชีวิตประวัติของตัวเอกอย่างจูล่งเอง อาทิเช่น หนังเปลี่ยนแปลงชีวิตภูมิหนังของจูล่งไปมากพอสมควร เขาเข้าร่วมกับกองทัพเล่าปี่ในฐานะนายทหาร ไม่ใช่ทหารเลว, ข้อมูลด้านครอบครัว รวมถึงวาระสุดท้ายของ จูล่ง ล้วนผิดแผกจากที่เรา เคยรับรู้</p>
<p>เอาเข้าจริงๆ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้พอจะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้นะครับ สามก๊กเป็นวรรณกรรมที่ดังแปลงมาจากประวัติศาสตร์ ทั้งในรูปแบบบันทึก (ที่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง) และวรรรณกรรม (ที่ให้ความสำคัญกับความบันเทิง) มากมายหลายฉบับ แต่ละฉบับก็นำมาซึ่งรายละเอียด และการตีความอันหลากหลาย การตีความใหม่ และปรับเปรียบรายละเอียดใน Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon ก็เรียกว่ายังอยู่ในระดับที่พอรับได้</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/3kingdoms08.jpg" alt="" /></p>
<p>สิ่งที่ดูจะเป็นปัญหามากกว่า การ เปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องเสียอีกก็คือ งานศิลป์ทั้งหลายในหนัง ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบฉาก อาวุธ และเครื่องแต่งกายในเรื่อง เดเนียล ลี ผู้กำกับนั้นมีพื้นแพ การเติบโตในอาชีพมาจากสายงาน ผู้กำกับศิลป์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว</p>
<p>เข้าใจว่าเขารับหน้าที่นี่ ในหนังเองด้วย เดเนียล ลีพยายามจะสร้างความแตกต่าง ให้กับภาพของหนังประวัติศาสตร์จีน ด้วยการออกแบบเครื่องแต่งกาย ทีผสมผสาน หลากหลายวัฒนธรรม การวิจารณ์เรื่องความไม่สมจริงนั้นลุกลามมาถึง เรื่องการคิดเลือกตัวแสดง อย่าง แม๊กกี่ คิว ดาราสาวลูกครึ่งฝรั่ง เวียดนาม ที่ดูแล้วไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตา น้ำเสียง หรือการเยี่ยงย่าง ช่างห่างไกลจากความเป็น หญิงนักรบโบราณ มากเหลือเกิน</p>
<p>งานในภาคงานสร้างหลายๆ อย่างของหนัง ทั้งการทำผม เสื้อผ้า ฉาก แม้กระทั่งการกำกับคิวบู๊ (ดูแล้วชวนให้นึกถึงงานเก่าของหงจินเป่า สมัยรับผิดชอบงานกำกับคิวบู๊ให้กับ Ashes of Time อยู่ไม่น้อย) และการถ่ายภาพ ฯลฯ ล้วนออกมาด้วยแนวคิด ในการฉีกหนีจากรูปแบบเดิมๆ ของหนังสามก๊ก (และรวมถึงหนังสงครามย้อนยุคโดยทั่วไป) ผลงานที่ออกมานั้นดูแปลกตาดี แต่ในทางตรงกันข้าม กลับทำลายความน่าเชื่อถือของหนัง พลังในฐานะหนังประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังของเรื่องราวในฐานะ สามก๊ก ที่ถูกลดทอนไปไม่น้อย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/3kingdoms05.jpg" alt="" /></p>
<p>ความผิดหวังประการสำคัญของหนัง น่าจะอยู่ที่ความคาดหวังของคนดู  โดยเฉพาะแฟนๆ สามก๊ก ที่รอคอยการเรื่องราวที่คุ้นชิน และการปรากฏตัวของ ตัวละครระดับ "ซุปเปอร์สตาร์" จากสามก๊ก และเนื่องด้วย Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon เป็นหนังที่เน้นไปที่ตัวละครของจูล่งเป็นหลัก ตัวละครอื่นๆ อย่างเล่าปี่ กวนอู เตียวฮุย หรือโจโฉ จึงมีบทบาทอยู่ในระดับ "ประกอบ" หรือ "รับเชิญ" เท่านั้น ซ้ำร้ายตัวละครบางตัวก็ถูกนำเสนอ แตกต่างจากที่เราเคยสัมผัส ทั้งในแง่ของบุคลิค หรือภาพลักษณ์</p>
<p>ตัวละครที่ดูจะมีบทบาทพอให้จับต้องได้บางก็คือ จูกัดเหลียง ผมชอบการปรากฏตัวครั้งแรกของ ขงเบ้งนะครับ ดูน่าเกรงขราม ครุ่นคิด อัจฉริยะ  ภายใต้ภาพลักาณ์ของคนธรรดา แตกต่างจากภาพของ ความเหนือมนุษย์ หรือผู้วิเศษอย่างภาพปรกติของขงเบ้งที่เราคุ้นชินกัน</p>
<p>Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon เป็นผลงานการสร้างของบริษัทจากจีนแผ่นดินใหญ่ และเกาหลี โดยทีมงานฮ่องกง ที่เห็นได้ชัดว่าคาดหวังจากตลาดจีนแผ่นดินใหญ่เป็นสำคัญ หนังทำท่าทำทางว่าจะพอไปได้ น่าเสียดายที่ความล้นเกินของงานสร้าง ทำลายความน่าเชื่อถือ และน้ำหนักของหนังไปไม่น้อย การเล่าเรื่องผ่านช่วงเวลาอันยาวนาน ตัวละครมากมายหลายตัว ก็ยังแสดงออกถึงความไม่ราบรื่น จุดหักมุมตอนท้ายเรื่อง ไม่โน้มน้าม ไม่น่าเชื่อถือ  และที่สำคัญที่สุด ปัญหาเหล่านี้ดูจะมีผลต่อความล้มเหลว ในการเสนอภาพของมหาสงครามอย่างสามก๊ก ที่ไม่สามารถจำลองความ ความยิ่งใหญ่ ออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/3kingdoms10.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Beijing Film, Visualizer, Polybona Film Distribution Co., Ltd., Taewon Entertainment<br />
<strong> กำกับ - </strong>Daniel Lee Yan-Kong<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Chung Tae-Won, Susanna Tsang<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Daniel Lee Yan-Kong, Ho Leung Lau<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Daniel Lee Yan-Kong,<br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Thomas Chong<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Sammo Hung Kam-Bo, Yuen Tak<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Andy Lau Tak-Wah, Sammo Hung Kam-Bo, Maggie Q, Andy On Chi-Kit, Yu Rong-Guang, Yueh Hua, Ti Lung, Damian Lau Chung-Yun, Chen Zhihui, Pu Guanxi, Vanness Wu, Timmy Hung Tin-Ming</li>
<li><strong>Thailand Distribution - </strong> ชื่อไทยในการเข้าฉายคือ "สามก๊ก ขุนศึกเลือดมังกร"</li>
<li><strong>Rating - </strong>3/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Escape from Brothel (Johnny Wang, 1992) + เรื่องราวชีวิตแสนเศร้าของ นางเอกสาว เฉินเป่าเหลียน]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=146</link>
<pubDate>Sun, 20 Apr 2008 11:52:09 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=146</guid>
<description><![CDATA[
หนึ่งในตำนานหนังเกรด 3 อีกเรื่องของ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/brothel1.jpg" alt="" /></p>
<p>หนึ่งในตำนานหนังเกรด 3 อีกเรื่องของฮ่องกง Escape from Brothel มีจุดขายหลักของหนังที่ชื่อว่า พอลลีน เฉินเป่าเหลียน ที่มาพร้อมกับเนื้อหาอันฮือฉาว เรื่องราวอันหมิ่นแหม่ต่อศีลธรรมดีงาม ด้วยการเสนอเรื่องความรุนแรง และเรื่องเพศ (หรือผสมเข้าด้วยกัน) มาขายเป็นความบังเทิง <!--more--></p>
<p>สองสาวสวย เพื่อนสนิทอย่าง อาหง (เฉินเป่าเหลียน ดังกว่า) และแอน (เรนะ มุราคามิ โป๊กว่า)  ใช้ชีวิตในเมืองใหญ ด้วยการประกอบอาชีพ ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อย่าการเป็นโสเภณี ขณะที่แอนยอมรับ กับการใช้ชีวิตเพื่อเป็นอุปกรณ์ ประกอบความไคร่ให้กับชายมากมาย อย่างน่าชื่นตาบาน อาหง กลับแตกต่างออกไป สาวจากแผ่นดินใหญ่ รอคอยโอกาศที่ดีกว่าในชีวิต เธอต้องเข้าสู่วังวันค้ากาม ด้วยภาวะจำยอม แฟนหนุ่มติดหนี้สินจำนวนมหาศาล จำต้องเอาตัว อาหง มาใช้หนี้แทนเป็นการขัดดอกไปก่อน ทุกวินาทีที่อยู่ฮ่องกง ความหวังเดียวของเธอก็คือ การชดใช้หนี้สิน เก็บเงินซักก้อน และอีกจากอาชีพนางกลางเมือง และกลับไปใช้ชีวิตร่วม กับแฟนหนุ่มที่แผ่นดินใหญ่</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/brothel3.jpg" alt="" /></p>
<p>เรื่องราวพลิกผัน เมื่อแฟนหนุ่มของ อาหง ที่ชื่อว่า แซม (ฟางจงซิ่น) ไม่สามารถรอคอยวันที่จะได้พบกับแฟนสาว ที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ได้ เมื่อเพื่อนตัวแสบสองคน ชักชวนแซม ครูหนุ่มแห่งโรงเรียนประถม อดีตนักกีฬายิมนาสติก ให้เข้าฮ่องกงเพื่อก่อคดีปล้นชิง เขาจึงตอบรับในทันที เพราะนี้เป็นโอกาศเดียวที่จะได้พบกับ อาหง อีกครั้ง</p>
<p>เมื่อถึงฮ่องกง แซม กลับพบตัวเองอยู่ในแผนการต้มตุ๋นของใครบางคน กลุ่มมิฉฉาชีพที่นำทีมโดย ไอ้หนุ่มสุดถ่อย บิลลี่ (บิลลี่ โจว) ที่ต้องการสร้างเรื่องจัดฉากการปล้นบริษัทตัวเอง ขึ้นมาเพื่อเอาประกัน  แต่แผนเกิดความผิดพลาด แซม หลบหนีมาพร้อมกับโดนตามฆ่า จาก บิลลี และสมุนในฐานะพยานรู้เห็นในเหตุการณ์ดังกล่าว แซม ตามหา อาหง จนพบ กลับพบสภาพอันย่ำแย่ของแฟนตัวเอง กับการประกอบอาชีพขายบริการ แต่ชายหนุ่มก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไร ฝ่ายหญิงเสียอีกที่ต้องเป็นฝ่าย ช่วยเหลือผู้ชายของตัวเอง จากการตามล่าของฝ่ายตรงกันข้าม</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/esbro1.jpg" alt="" /></p>
<p>ชื่อหนัง Escape from Brothel นั้นชวนให้คิดว่าหนังน่าจะนำเสนอ เรื่องราวของอาชีพขายบริการทางเพศ ที่เต็มไปด้วย ความโหดเหี้ยม กักขังหน่วงเหนี่ยว อะไรเทือกนั้น แต่ตัวหนังจริงๆ ก็ไม่ได้ตึงเครียดแบบนั้น หนังดูจะเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงประชดประชัน ติดตลกร้าย ปนโหด ความหมายของการหนีจึงไม่ได้จำกัดอยู่การถูกกดชี่จากอาชีพ แต่หมายรวมถึง การหนีจากการใช้ชีวิตที่ไร้เกียรติ หนีจากชีวิตที่ไร้ทางเลือก หนีจากโลกที่ผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องรองรับอารมของเพศชาย</p>
<p>Escape from Brothel เป็นผลงานกำกับของ อดีตดาวร้ายมาดเหี้ยม ของชอว์บราเดอร์ที่ชื่อว่า หวังหลงเหว่ย เมื่อก้าวมาสู่อาชีพผู้กำกับ เขาก็ยังไม่ทิ้งมาเหี้ยมเกรียม ด้วยการสร้างหนังที่ดุดัน มีจุดขายในเรื่องความรุนแรงกับแบบไม่ผิดบังอำพราง ผลงานโดดเด่นอย่าง Angry Ranger และ City Warriors ก็แสดงจุดแข็งในข้อนี้ได้เป็นอย่างดี สำหรับ Escape from Brothel   ยังเพิ่มเติมองค์ประกอบแห่งความล่อแหลมทางศีลธรรมเข้ามาอีกหนึ่ง นั้นก็คือ เรื่องเพศ</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/brothel4.jpg" alt="" /></p>
<p>ประเมินจากเรื่องย่อแล้ว Escape from Brothel ก็ไม่ได้มีอะไรที่หวือหวา หรือแปลกแตกต่างจากหนัง เนื้อหาเดียวกันเรื่องอื่นๆ เท่าไหร่นักนะครับ สิ่งที่ทำให้หนังโดดเด่น และพิเศษ จากหนังเรื่องอื่นนั้น ต้องยกประโยชน์ ยกความดี (หรือความเลว 555) ให้กับการเล่าเรื่องของหวังหลงเหว่ย นั้นเอง ที่พาเรื่องให้เดินไปข้างหน้า ด้วยการ "แทรกฉาก" ขายเรื่องเพศ และความรุนแรงเข้ามา โดยไม่ได้แยแสต่อ ความต่อเนื่อง หรือเป็นหตุเป็นผลใดๆ ไม่ว่าฉากเหล่านั้นจะเกี่ยวกับโครงเรื่องหลัก มากน้อย หรือไม่เกี่ยวเลยก็ตามที มุมถ่อยๆ เถื่อนๆ เสื่อมๆ ถูกระดมเข้ามาในหนัง อย่างเนื่อง</p>
<p>หนังเปิดเรื่องด้วยฉากล่อแหลมทางเรื่องเพศ ชนิดเต็มพิกัด ประหนึ่งให้ความมันใจต่อคนดูว่า หนังเกรดสาม เรื่องนี้จะไม่เป็นมวยล้มต้มคนดู ประเภทใบปิดหวือหวา เนื้อในกระมิดกระเมียนอะไรทำนองนั้นอย่าง ไม่มีแน่นอน</p>
<p>ฉากร่วมรัก หนึ่งชายสองหญิง ที่สองสาวนางเอก ต้องสนองความต้องการลูกค้า ที่เกิดไอเดียกระฉูด กับตำราเซ็กพิศดารที่เจ้าตัวดูภูมิอก ภูมิใจเสียเหลือเกิน แต่สำหรับสองสาวนี้กลับเป็นความน่าเบื่อเสียเหลือการ ภาพที่หนังนำเสนอก็คือ ชายวัยกลางคนกระตือรือร้น กับการขยับท่าทางไขว้ขา เหนียวแขน อันพิศดาร สองสาวกับทำหน้าเบื่อโลก เหงาหลับแบบสุดๆ จน ทั้งคู่ต้องคอยเตือน กันด้วยสายตาว่า เราน่าแอ็กติ่ง ส่งเสียง อะไรกันบ้างนะ ดูแล้วก็ขำ แบบเศร้าๆ ดีนะครับ</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/esbro2.jpg" alt="" /></p>
<p>หรือฉากที่อาหง และแอน ถูกทำร้ายเพื่อแก้แค้น หลังจากเกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง กับลูกค้ารายหนึ่ง ลูกค้ากลับมาพร้อมกับสมุมนับสิบ จับสองสาวแก้ผ้า พร้อมสั่งให้ "ทำร้าย" กันด้วยไม้เบสบบอล ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ให้เอามตีหัวหัวแน่</p>
<p>ฉากที่สามที่น่าพูดถึงก็คือ ฉากเปิดตัวไอ้หนุ่มโคตรเลว อย่างบิลลี่ (ที่แสดงโดย บิลลี่ โจว นักมวยไทยชาวฮ่องกง) ในวันหนึ่ง มันหิ้วผู้หญิงฝรั่งคนหนึ่ง จากบาร์ ขึ้นไปเริงรักกันในห้องพัก ของสาวคนนั้นนั่นเอง ขณะปฏิบัติภาระกิจ ผัวของหล่อนกลับปรากฏตัวขึ้นใน ทันทีทันใด พร้อมกับโวยวายเรียกร้องค่าเสียหาย ซึ่งดูยังไงนี้มันก็เป็นการต้มตุ๋นแบล็กเมล์ชัดๆ อย่างไรก็ตาม พ่อบิลลี ไม่ตกหลุมแต่โดยง่าย กลับสวนกลับแก๊งฝรั่งตุ๋นด้วย เท้า และหมัด ทีเด็ดของฉากก็คือ ไอ้หนุ่มบิลลี่ ต่อสู้กับแบบถึงเลือดถึงเนื้อ กับสาวฝรั่งร่างบึก ฝ่ายแรกมีกางเกงตัวเดียว ส่วนฝ่ายหลังต่อให้ด้วยการไม่ใส่อะไรเลย !!! ทั้งสองสู้กันแบบเอาเป็นเอาตาย (ผู้กำกับยังอุตส่าห์เอาใจคนดู ด้วยการสโลว์ภาพอีกแนะ) ก่อน บิลลี่ จะเอาชัยได้ด้วยไม้ตาย "ชกนม" ในตอนท้าย</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/esbro3.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่ฉากอันโด่งดัง เป็นที่จดจำในหนังสุดฉากหนึ่งก็คือ ก็คือส่วนที่แทบไม่ได้อีกอะไรเกี่ยวข้อง กับเนื้อเรื่องหลักเลย อย่างฉาก "ห้องอาบน้ำ" อันโด่งดัง หลังจาก นางเอกสาวอาหง ไปอาบน้ำอาบท่าหลังจากการเต้นเอโรบิก ออกกำลังกาย ในห้องอาบน้ำกลับมี ไอ้โรคจิตที่ปลอมตัวเป็นผู้หญิง เข้ามาเพื่อปฏิบัติภาระกิจส่วนตัว ก่อนจะถูกจับได้ และโดนประชาทัณท์โดยสาวๆ ที่อาบน้ำกันอยู่ ประเด็นหลักของฉากก็คือ การฉายภาพของผู้หญิงนับสินในห้องอาบน้ำ ที่ทั้งเปลื้องเสื้อผ้า และลูบไล้ตัวเองด้วยสบู่</p>
<p>หนังเล่านำเสนอเรื่องราวด้านเพศให้ดูกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็มีให้ดูกันทั้งแบบ หวือหวา ตลก หรือซาดิส โดยเฉพาะฉากประเภทขมขื่นใจ ทำร้ายร่างกาย มีกระทั่งฉากเสื่อมๆ อย่างการเอาสายไฟต่อแบตเตอรี่รถ เข้ากับยอดปทุมถัน ของผู้หญิงเพื่อทรมาน จนกระทั่งท้ายเรื่อง เครื่องหมายการค้าของหวังหยงเหว่ยจึงปรากฏ เมื่อหนังพาตัวละครเข้าสู่ การพะบู๊ต่อสู้ แบบเลือดเดือดถึงพริกถึงขิง การฉากไล่ล่าฆ่าแกง ที่จบลงด้วยตัวละครตายเป็นกันเป็นเบือ</p>
<p>ถึงแม้ภาพรวมของหนังจะดูสะแปะสะปะ ไม่ต่อเนื่อง การเอาเรื่องราวที่ล่อแหลมต่อศีลธรรมมาขาย ก็เป็นเจตนาที่น่าสงสัย อย่างก็ตาม ถ้าสามารถรับความเลวร้ายต่างๆ ที่หนังนำเสนอ ทั้งในแง่เนื้อหา และคุณภาพแห่งความเป็นหนัง Escape from Brothel ก็เป็นงานที่มีอะไรน่าสนใจให้ดูกันอยู่พอสมควร ที่ส่งให้หนังโด่งดัง เข้าขั้นคลาสสิคในกลุ่มหนังคัลท์ เรียกว่าเป็นงานประเภท "เลว" จนได้ "ดี" ก็พอจะได้</p>
<p>ที่สำคัญ Escape from Brothel นั้นน่าจดจำที่สุดประการหนึ่ง ในฐานะงานที่เป็นเหมือนหลักไมล์ของ เฉินเป่าเหลียน หนึ่งในอดีตราชินีแห่งวงการหนังเกรด 3 ฮ่องกงคนหนึ่ง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/esbro6.jpg" alt="" /></p>
<p>งวงการหนังเกรดสามฮ่องกงยุครุ่งเรือง</p>
<p style="text-align:center;">.........................................</p>
<p><strong>Pualine Chan Bo-lin (1973 - 2002)</strong></p>
<p>Escape From Brothel เป็นงานที่ดังที่สุดเรื่องหนึ่ง ของดาราสาว เฉินเป่าเหลียน หนังพูดถึงชีวิตของหญิงขายบริการ หนังอาจจะมีลีลาตลกร้าย ขายความลามก เรื่องเพศ หรือความรุนแรง แต่กลับมีตอนจบที่แสนเศร้า ที่ยิ่งเศร้าไปกว่านั้นก็คือ ชีวิตของ เฉินเป่าเหลียน เองก็น่าเศร้าไม่แตกต่างจากหนังที่เธอแสดง สาวสวยจากเซี่ยงไฮ้ ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการประกวดนางงาม บทเวที Miss Asia ในปี 1991 ของสถารณีโทรทัศน์เอทีวี ซึ่งเฉินเป่าเหลียนก็ได้งานแรก จากที่นี่นั้นเอง กับงานพิธีกรในรายการ แข่งขั่นไพ่นกกระจอก ทั้งๆ ที่เธอเองเล่นไม่เป็นเลยซักกะนิด แต่นั้นก็ทำให้ ชื่อของเฉินเป่าเหลียน เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในฮ่องกง และเปิดโอกาศงานในวงการภาพยนตร์ สถานที่สร้างเธอให้เป็นตำนานบทหนึ่งแห่งวงการหนังเกรด 3 ฮ่องกง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/brothel5.jpg" alt="" /></p>
<p>หลังจากมีงานแสดง กับบทเล็กๆ ในหนังสองสามเรื่อง จนกระทั่งเริ่มรับงานที่เปิดเผยเนื้อเผยตัว อย่างหนังเกรด 3 ผลงานที่เป็นที่รู้จักดีก็อย่างเช่น Erotic Ghost Story III , Behind the Pink Door, A Man of Nasty Spirit รวมถึง Escape from Brothel ถึงแม้จะนำซึ่งชื่อเสียง และงานการที่มากเพิ่มขึ้น เฉินเป่าเหลียน กลับเริ่มอึดอัดจากผลที่ได้รับ จากหนังอันล่อแหลมต่อศีลธรรมของสัมคมประเภทนี้</p>
<p>ความกดดันดังกล่าวถูกแสดงออกมาในรูปแบบ ของการควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เฉินป่อเหลียน แสดงอาการฉุนเฉียว เอะอะโวยวาย ในสถานที่สาธารณะอย่าง โรงแรม บนเครื่องบิน และในร้านอาหาร อยู่บ่อยครั้ง รวมถึงความขัดแย้งกับมารดาผู้ให้กำเนิด ที่เธออ้างว่า แม่นั้นเองที่เป็นคนผลักดันให้เธอ ก้าวสู่วงการหนังเกรด 3</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/esbro4.jpg" alt="" /></p>
<p>เรื่องเศร้าของดาราสาวยังไม่จบเท่านั้น เฉินป่อเหลียน ตลอดชีวิตในวงการบันเทิง เธอพบกับปัญหาส่วนตัวมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยา มีการรายงานว่าระหว่างปี 1997 - 2000 ดาราสาวพยายามเข้าบับบัดการติดยา ถึง 8 ครั้ง นอกจากนั้น ยังมีข่าวลือถึง มีความสัมพันธ์นอกสมรสกับนักธุรกิจคนหนึ่ง ที่มีฐานเป็นพ่อบุญธรรมของเธอเอง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่มีผลต่อชีวิตของมากที่สุด เกิดขึ้นในช่วงปี 2001 กับเด็กหนุ่มอายุน้อยกว่า 4 ปีลูกครึ่งชาวไต้หวัน อเมริกา ที่ทำงานเป็นดีเจ ในไนท์คลับ ทั้งสองมีความสัมพันธ์ กัน จนเฉินป่อเหลียน ตั้งท้องในปี 2002 แทนที่การให้กำเนิดลูกน้อย จะเป็นเรื่องน่ายินดี กลับตรงกันข้าม ปัญหาด้านการเงินฝืดเคือง ที่เกิดกับเธอในช่วงนั้น นำมาซึ่งความกดดัน และอาการซึมเศร้า ต่อภาระการเลี้ยงดู ลูกที่ยิงแบเบาะ</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/esbro5.jpg" alt="" /></p>
<p>หลังจากโทรศัพท์ร้องขอต่อผู้จัดการส่วนตัว ให้ช่วยดูแลลูกน้อย ถ้าอะไรเกิดขึ้นกับเธอ เมื่อหลายวันก่อน ในวันที่ 31 เดือนกรกฎาคม ปี 2002 เป็นเวลาในช่วงบ่าย ที่อพาร์ทเมนท์ ในย่านหนานหยางเซี้ยงไฮ้ นางเอกสาวสวยแห่งยุค 90 เฉินเป่าเหลียน กระโดดลงมาจากชั้น 24 ของตึกที่เธออาศัยอยู่</p>
<p>จากการรายงานของผู้เห็นเหตุการณ์ที่อยู่ในบริเวณนั้น เล่าว่า มีเสียงดังสนั่นเหมือนมีอะไรตกกระแทกพื้นอย่างแรง เมื่อเขาวิ่งเขาไปดูพบศพดาราสาว นอนเสียชีวิตอยู่บริเวณตึกสูง เลือดกระจายไปทั่วบริเวณ แต่ใบหน้าของเธอไม่มีริ่วรอยแห่งความเสียหายอันใด ยังคงแสดงความสวยงามอย่างที่เคยเป็นเสมอมา</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/brothel7.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Hoi Ngon Yue Lok Yau Haan Gung Shut<br />
<strong> กำกับ - </strong>Johnny Wang Lung-Wei<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Hung Leung-Tak<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Jamie Luk Kim-Ming<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>Ray Wong Chi-Wai<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong>Fong Bo-Wa<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Tang Siu-Lam<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Lui Gwok-Foo<br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Ma Kam-Shim<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Hung San-Nam<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Lam Ching Ying, Moon Lee, Yuen Biao, Billy Lau, Chung Faat, Wu Ma</li>
<li><strong>Rating - </strong>3/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Mr. Vampire 2- ผีกัดอย่ากัดตอบ 2 (Ricky Lau, 1986)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=148</link>
<pubDate>Sat, 19 Apr 2008 23:03:24 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=148</guid>
<description><![CDATA[
หนังจากประสบความสำเร็จอย่างมหาศาจ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/mrvampire2_7.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังจากประสบความสำเร็จอย่างมหาศาจจาก ผีกัดอย่ากัดตอบ บริษัท Bo Ho Film ของหงจินเป่า ไม่รอให้โอกาสผ่านเลยไปโดยไม่ได้กอบโกย เร่งสร้างภาคสองตามติดอย่างทันท่วงที ในปีต่อมา พร้อมกับการกลับมาของหลินเจิ้งอิง ในบทอาจารย์ปราบผี อีกครั้ง</p>
<p>ถึงหนังจะได้ชื่อว่าเป็นภาคต่อ ทีมงานชุดเก่า นักแสดงหลายคนก็กลับมาแสดงในภาคต่อเป็นครั้งที่สอง แต่ที่จริงแล้วตัวหนังเอง ไม่ได้มีเนื้อหา ต่อเนื่องเกี่ยวข้องอะไรกันเลย ถ้าจะให้คำจำกัดความผีกัดอย่ากัดตอบ ภาค 2 สั้นๆ ก็คงจะได้ว่าเป็น การนำ ผีกัดอย่ากัดตอบ + E.T จนได้ออกมาเป็นหนัง ผีกัดอย่ากัดตอนที่สอง<!--more--></p>
<p>หนังเปิดเรื่องที่ ด็อกเตอร์นักวิทยาศาตร์ พร้อมกับลูกน้องสองคน เดินทางมาเปิดถ้ำโบราณเพื่อหาของมีค่า กลับพบศพสามพ่อแม่ลูก แต่งการด้วยชุดข้าราชการสมัยชิง อายุน่าจะเกิดหนึ่งร้อยปี แต่สภาพศพกลับดูใหม่ เนื้อหนังยังคงอยู่ครบ แท้จริงแล้ว นี้เป็นร่างของผีดิบ ศพคืนชีพทที่ถูกผู้มีอาคมผนึกไว้ด้วยยันศักดิ์สิทธิ์ รอวันฟื้นคืนมาอีกครั้ง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/mrvampire2_5.jpg" alt="" /></p>
<p>ทั้งสาม มองเห็นลาภก้อนโตอยู่ตรงหน้า นำศพผีดิบกลับมาสู่ฮ่องกง กับความหวังเงินก้อนโตจาก บรรดานักสะสมของเก่า ในระหว่างการ ขนย้าย ศพเด็กเด็กน้อย เพื่อนำส่งมอบแก่ลูกค้า เพื่อตรวจสอบในฐานะสินค้าตัวอย่าง ยันที่หน้าผากของเด็กผี กลับหลุดไปโดยบังเอิญ จนศพกลายเป็นผีเด็กที่แน่นิ่ง ลุกขึ้นมากระโดดโหย่ง และหลบหนีหายไปในความมืด</p>
<p>ผีตัวเด็กหลุดไปได้ แต่ด้วยความหัวเดียวกระเทียมลีบ แม้จะเป็นผี แต่ความเป็นเด็กก็ยังอยู่ การห่างจากพ่อแม่ทำให้มันเกิดความอ้างว้าง และหวาดกลัว มันจึงอาศัยข้าไปหลบในบ้านหลังหนัง เจ้าผีเด็กได้พบ และได้รับความช่วยเหลือให้ที่พักพิง จากเด็กชาย หญิง สองพี่น้อง เจ้าของบ้าน ที่เข้าใจผิดไปเอง หลังจากเห็นข่าวในทีวี ว่าเจ้าเด็กผีที่แท้คือ เด็กลักลอบเข้าเมืองจากจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ต้องการความช่วยเหลือ</p>
<p>ด้านด็อกเตอร์ หลังจากเสียศพผีดิบไปแล้วหนึ่ง ความวุ่นวายยังเกิดขึ้นไม่เลิก ในห้องทดทอง สถานที่เก็บผีดิบตัวพ่อแม่ ความซวยแบบเดิมบังเกิดอีกครั้ง แต่เพราะอุบัติเหตุ บวกกับความเลินเล่อ ทำให้ยันที่ปิดที่หน้าฝาก ศพสองผัวเมียหลุดออกมา แตกต่างกับผีเด็ก สองผีดิบผัวเมีย ที่โตเต็มวัย เต็มไปด้วยความดุร้าย ทั้งสองต่อสุ้ขัดขืน อยู่นานก่อนจะหมดฤทธิ์ ด้วยการถูก กล่าวจะจับมัด และแปะยันไว้ที่ หน้าผากตามเดิม แต่่กว่าจะสำเร็จ ก็เสียเวลา เสียกำลังไปโข ที่แย่ไปกล่าวนั้น หนึ่งในสองสมุนของด็อกเตอร์ เกิดพลาดดวงแตก ถูกผีกัดเข้าที่แขน</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/mrvampire2_3.jpg" alt="" /></p>
<p>เพียงเวลาไม่นาน บาดแผลเกิดพุพอง ลุลาม อย่างไม่นาเชื่อ ไอ้หนุ่มเคราะห์ร้าย จึงพึ่งพาเอาร้านขายยาแผนโบราณ อาจารย์หลิน (หลินเจิ้งอิง) เจ้าของร้าน นอกจากจะมีความรู้เรื่องยา และการรักษาโรคแผนโบราณแล้ว เขายังเป็นผู้สืบทอดวิชาปราบผีของนักพรตเต๋าด้ว ทันทีที่เห็นแผลพุพอง ดังกล่าวก็รู้ได้ทันทีว่า นี้ไม่ใช่บาดแผลปกติธรรมดา แต่เกิดจากการทำร้ายของผีดิบ</p>
<p>อาจารย์หลิน พร้อมด้วย อาเหยิน (หยวนเปียว) นักข่าวหนุ่ม ที่กำลังติดพันอยู่กับลูกสาวคนสวย (หลี่ไช่ฟง) ของเขา ออกติดตามหนุ่มเคราะห์ร้ายไป จนได้พบกับที่ซ้อน ผีดิบพ่อแม่ ณ ห้องใต้ดินของด็อกเตอร์ ทุกคนล้วนมีเป้าหมายต่างกัน อาจารย์หลินหวังทำลายผีดิบทั้งสองก่อนที่ ประชาชนบริสุทธ์ ต้องถูกทำร้าย ขณะที่อาเหยิน เห็นนี้เป็นโอกาศในอาชีพนักข่าวของเขา เช่นเดียวกับกลุ่มด็อกเตอร์สติเฟื่อง ที่เห็นผีดิบพ่อแม่ลูก เป็นตัวเงินตัวทองดีๆ นี่เอง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/mrvampire2_6.jpg" alt="" /></p>
<p>การแย่งชิงตัวซากศพจากโบราณ กลับทำให้ ผีดิบ หลุดออกไปยังท้องถนน มุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางเดียว คือตามหาลูกน้อยที่สูญหาย ก่อให้เกิดความวุ่นวายแตกตื่นของประชาชน เจ้าหน้าที่ตำรวจยกขโยง กันมาขบวนใหญ่ กลับไม่สามารถทำอะไรได้ คนที่จะแก้ไขสถานการณ์ก็คือ อาจารย์หลิน ยอดนักปราบผีดิบเท่านั้น</p>
<p>อย่างที่เห็นได้ชัดเจน หนังเปลี่ยนแปลงฉากหลังจาก อดีตที่ไม่สามารถเจาะจงได้ในภาคแรก มาเป็นยุคปัจจุบัน ซึ่งอาจจะเป็นความคิดที่ผิด เพราะหนังออกมาเลอะเทอะ เนื้อเรื่องสับสนวุ่ยว้าย การตัดสลับสองเหตุการณ์ ระหว่างเนื้อเรื่องของมิตรภาพ ของเด็ก และผี กับอีกส่วนเป็นการไล่จับผีของนักพรต ทำได้ไม่เนื้ออารมณ์ของเรื่องโดดไปมา ส่วนของผีเด็ก กับสองพี่น้อง นั้นดูแล้วช่วยให้นึกถึงหนังสายสัมพันธ์มนุษย์ต่างดาวอย่าง E.T. อยู่ไม่น้อย ดูไปแล้วก็ไม่ได้เข้ากันกับหนังเลย เทียบกับบทผีเด็กในหนังแนวเดียวกันเรื่องอื่นๆ ที่คุ้นชินกันที่สุดเห็นจะเป็นหนังเรื่อง "ผีแพ้ตี๋" ที่นำเสนอ ความน่ารัก ปนสยอง ได้อย่างน่าสนใจ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/mrvampire2_2.jpg" alt="" /></p>
<p>ปัญหาหลักของ Mr.Vampire ภาคสอง ก็คือ ผู้สร้างดูจะผลักดันให้หนัง เอนเอียงไปทางแนวตลกโปกฮา มากกว่าเก่า นั้นเป็นการทำลายความสมดุลที่เคยมีอยู่ในหนังภาคแรกไปโดยปริยาย หนังขาดอารมณ์ลึกลับ ที่ผสมเอาเรื่องราวของขนบประเพณีโบราณ ตำนานพื้นบ้าน จริงๆ บทของ แบรี่ หว่อง เองก็ไม่ได้แย่อะไรมากมายมีมุข ลูกล่อลูกชนอยู่บ้างพอสมควร เช่นเดียวกับคิวบู๊ ที่ยังแสดงให้เห็นทักษะที่ยอดเยี่ยมอยู่เสมอ</p>
<p>ความย่ำแย่ของหนังดูจะเป็นความรับผิดชอบของ ผู้กำกับ ริกกี้ เลา เสียเป็นส่วนใหญ่ การเล่าเรื่องอย่างผิดที่ผิดทาง ควบคุมเรื่องไม่อยู่ เต็มไปด้วยความขาด และเกิน ทั้งเนื้อหาที่ใส่เข้ามาแบบผิวเผิน กลับไม่ได้พัฒนาต่อเนื่อง อย่างตัวละครของ หลี่ไช่ฟง ที่ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง และเดียวกับบางองค์ประกอบที่เหมือนโดนยัดเยียด อย่างเกินพอดี อย่างคิวบู๊ที่ว่าด้วยมุขของแก๊ซ "เชื่องช้า" ผลิตกรรมของด็อกเตอร์ ที่ทำให้ตัวละครเคลื่อนไหวกันแบบสะโลโมชั่น แรกๆ ก็ฮาดี ผู้กำกับกลับ เช่นไม่เลิกจนกลายเป็นความน่ารำคาญ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/mrvampire2_4.jpg" alt="" /></p>
<p>ท่ามกลางความย่ำแย่ของหนัง ตัวนำอย่างหลินเจิ้งอิง ยังอำตัวรอดไปได้อย่างทุกลักทุเล ฉากทะเลาะเบาะแว้ง ในแนวคู่หูคู่กัด ของสองตัวละคร พ่อตาลูก เขย ของทั้งสองยังคงพอสร้างความขบขันให้หนังได้บ้าง พระเอกนักบู๊อย่างหยวนเปียวถูกดึงมา เพื่อเสริมความเกร่งให้กับทีมงานนักแสดง กลับไม่สามารถเปร่งประกายซุปเปอร์สตาร์กังฟู ได้อย่างที่หวัง แทบช่วยหยุดยั้งความล้มเหลมของหนังไม่ได้เลย เทียบกับเฉินเสี่ยวโหว ในภาคแล้ว หยวนเปียว ไม่ได้โอกาศโชว์ความสามารถในด้านความผาดโผน อย่างที่พระเอกของหนังภาคแรกได้แสดงออกมา ตัวละคร และนักแสดงในเรื่อง ส่วนใหญ่ไม่ได้มีอะไรน่าจดจำ ตัวผีทั้งสามพ่อแม่ลูก ก็ดูไม่มีราศีล ชวนให้น่าหัวเราะ มากกว่าจะขู่ให้ใครกลัวได้</p>
<p>หนังชุด Mr.Vampire หรือ ผีกัดอย่ากัดตอบ ที่สร้างกันออกมาหลายภาค (อาจรวมหนังแนวเดียวกับเรื่องอื่นๆ ที่แสดงโดยหลินเจิ้งอิงด้วย) นั้นไม่ได้เป็นงานที่มีคุณค่าทางศิลปะอะไรมากมาย แต่หนังใช้ความบังเทิงกับได้แบบเต็มขั้น หลายๆ ภาคอาจจะขาดความลงตัว (อย่างที่ภาคแรกมี) ไปบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่เรียกว่า ดูสนุก น่าเศร้าที่ ผีกัดอย่ากัดตอบ 2 นอกจากจะไม่ได้มีคุณค่าทางภาพยนตร์อะไรเลย ตัวหนังยังขาดความลงตัวอย่างแรง เป็นงานที่แย่ที่สุดในกลุ่มก็อาจจะว่าได้</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/mrvampire2_1.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Bo Ho Films Co., Ltd., Paragon Films Ltd.<br />
<strong> กำกับ - </strong>Ricky Lau Koon-Wai<br />
<strong> บริษัทจัดจำหนาย - </strong>Golden Harvest Productions (Hong Kong)<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Sammo Hung Kam-Bo<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Sze-To Cheuk-Hon, Barry Wong Ping-Yiu<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>Peter Ngor Chi-Kwan<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong> Peter Cheung Yiu-Chung<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Anders Nelsson, Alastair Monteith-Hodge, The Melody Bank<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Honny Lam Sai-Lok<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Lam Ching-Ying, Yuen Wah<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Lam Ching Ying, Moon Lee, Yuen Biao, Billy Lau, Chung Faat, Wu Ma</li>
<li><strong>Thailand Distribution - </strong> ชื่อไทยในการเข้าฉายคือ "ผีกัดอย่ากัดตอบ" มีแผ่น VCD และ DVD จาก United Home Entertainment</li>
<li><strong>Related and Recommendations</strong> - Mr. Vampire 2, Mr.Vampire 3, Mr.Vampire saga 4, Vampire Vs. Vampire, New Mr. Vampire</li>
<li><strong>Rating - </strong>2/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Fatal Contact - นักสู้สังเวียนเลือด (2006, Dennis Law)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=121</link>
<pubDate>Mon, 14 Apr 2008 17:23:51 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=121</guid>
<description><![CDATA[
Fatal Contact งานแอ็กชั่น กังฟู จากของฮ่องก]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/fatac06.jpg" alt="" /></p>
<p>Fatal Contact งานแอ็กชั่น กังฟู จากของฮ่องกง หนังดำเนินตามรอยทางหนังแอ็กชั่นรุ่นใหม่ ที่นำเสนอคิวบู๊ที่ดุเดือดเลือดพล่าน มีฉากหลังอยู่ในโลกปัจจุบัน ที่โฟกัสไปที่โลกแห่งอาญากรรม แวดวงใต้ดัน Fatal Contact แสดงออกถึงความทะเยอทะยาน ในการเล่าเรื่องที่ลึกซึ้ง ไปพร้อมๆ กับคิวบู๊ที่สุดยอด น่าเสียดายนั้นเป็นความพยายามอันล้มเหลว หนังมีบท และการดำเนินเรื่องที่เต็มไปด้วยช่วงโหว่ และความไม่ลงตัว แต่อย่างน้อยองค์ประกอบประการที่สอง อย่างคิวบู๊ ก็ช่วยยกให้ Fatal Contact ไม่ย่ำแย่อย่างที่ควรจะเป็น<!--more--></p>
<p>จุดขายหลักของ Fatal Contact ก็คือ นักแสดงหนุ่ม ที่ชื่อว่า อู๋จิ่ง ดารากังฟูที่หลายๆ คนคาดหวังให้มาแทบรุ่นพี่กำลังอ่อนแรงอย่าง เฉินหลง และหลี่เหลียงเจี๋ย นับตั้งแต่มีผลงานครั้งแรกเมื่อ 13 ปีก่อน ขณะอายุได้เพียง 19 ปี ด้วยรูปลักษณ์หนุ่มแผ่นดินใหญ่ใส่ซื่อบริสุทธ์ หนุ่มนักวูซูมากพรสวรรค์ เขาได้รับการขนานนามว่าเป็น หลี่เหลียงเจี๋ยคนใหม่  หรือนาคจแห่งวงการหนังกังฟูไปโดยปริยาย กลายเป็นว่า อู๋จิ่งกลับคงสภาพความเป็น "อนาคต" อยู่อย่างนั้นอย่างยาวนาน ความสำเร็จในปัจจุบัน (โดยเฉพาะกับตลาดนอกจีน หรือไต้หวัน) กลับไม่มาถึงซักที</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/fatac01.jpg" alt="" /></p>
<p>เดนนิส ลอว์ ผู้กำกับ Fatal Contact ให้ความเห็นในเรื่องนี้ไว้ว่า อู๋จิ่งโชคร้ายที่เกิดในในช่วง แห่งความตกต่ำของวงการหนังฮ่องกง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังกังฟูตามประพณีนิยม ที่กลายเป็นของหายากสร้างกับปีละไม่กี่เรื่อง หนักๆ เข้าก็หลายๆ ปีเรื่อง และแน่นอนตัวเลือกแรกในหนังเหล่านั้น ก็คงหนีไม่พ้นหลี่เหลียงเจี๋ยตัวจริง เป็นอันดับแรก อู๋จิ่งจึงต้องหันเหไปกับวงการทีวีอยู่นานหลายปี</p>
<p>อย่างน้อยสถานการณ์ของอู๋จิ้ง ก็ดูจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นบ้าง ภายหนังผลงาน SPL เมื่อปี 2005 และต่อเนื่องมาถึง Fatal Contact ในปีต่อมา แววที่ดูเหมือนจะเริ่มเลือนลาง ไปแล้วเขา ก็เริ่มปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง นอกจากได้มีโอกาศแสดงความสามารถทางด้านบู๊แล้ว อู๋จิ่งยังพิสูจน์ว่าเขามีการแสดงที่ไม่ขี้เหร่ และสามารถเล่นในได้หลากหลายแนว ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะหนังกังฟูดั่งเดิม</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/fatac02.jpg" alt="" /></p>
<p>Fatal Contact ใช้โครงสร้างหนังต่อสู้ศิลปะป้องกันตัว ประเภท "สังเวียน" ใต้ดิน เล่าเรื่องของเด็กหนุ่ม อาคง (อู๋จิ่ง) นักกีฬาวูซู ความหวังโอลิมปิก ผู้ตัดสินใจก้าวจากทางเดินแห่งโลกภายนอก เข้าสู่หนทางแห่งความมืด แบนเข็มจากกีฬาที่ทรงเกียรติ สู่สังเวียดเลือดแห่งโลกใต้ดิน ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อโรงงิ้วที่เขาทำงานอยู่ปิดตัวลง อาคงได้รับการชักชวนจากกลุ่มนักธุรกิจใต้ดิน ที่หวังใช้ความสามารถของเขาในการพนัน แข่งขันชกมวยเถื่อน แรกเริ่มเดิมที อาคง ไม่ได้มีความสนใจเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งเพื่อนสาวของเขา (เทเรซา ฟุอิง) โน้มน้าว และเพื่อนซี้อย่าง (เจิ้งจงจี) คอยช่วยเหลือในการฝึกซ้อม</p>
<p>จนอาคง ตัดสินใจก้าวเข้าสู่สังเวียนใต้ดินเผชิญหน้ากันนักสู้มากหน้าหลายตา ทั้งแข็งแกร่ง ทั้งน่ากลัว การต่อสู้ในโลกมืดนั้น เลวร้าย ต่ำทราม รุนแรง อย่างที่เขาไม่เคยพบมาก่อน  อาคง ต้องรับมือกับความต่ำทรามนั้นด้วยความต่ำทราม แบบเดียวกัน ....</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/fatac05.jpg" alt="" /></p>
<p>แน่นอนว่าจุดขายโครงสร้างของหนังที่ว่าด้วย สังเวียนใต้ดินนั้น เปิดโอกาศให้ Fatal Contact ได้นำเสนอรูปแบบฉากต่อสู้ One on One ดวลเดี่ยวหนึ่งต่อหนึ่งใด้ดูกันเต็มขนาน ในหนังมีฉากต่อสุ้อยู่หลายฉาก ที่สร้างออกมาได้ดี หนังระดมดารานักบู๊มากหน้าหลายตาให้มาปรากฏในเรื่อง ในฐานะคู่ต่อสู้ของพระเอก ที่เด่นๆ ก็มีอย่าง ซิ่งหยู (คนขายหมูจาก Kung Fu Hustle), นักบู๊ดาวรุ่ง แอนดี้ อัน สุดหล่อ รับบทนักสู้จอมเตะมังกรเงิน, สตั้นแมนชายญี่ปุ่น เคนจิ ทานิกากิ เป็นมังกรทองนักสู้จอมโกง</p>
<p>อย่างไรก็ตามคนที่สมควรพูดถึงที่สุดก็คือ อู๋จิง ดาราแอ็กชั่นที่มีพื้นฐานจากกีฬาวูซูอย่างเขา (รวมทั้งเจ็ท ลี) ที่เดิบโตมาในสายหนังกังฟูโบราณ มักจะประสบปัญหา เมื่อก้าวมาแสดงในหนังที่มีฉากหลังในปัจจุบัน ดูขัดเขิน ไม่ลงตัว กับฉาก สภาพแวดล้อมไปซะหมด ดูเหมือนปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นกับอู๋จิ่ง ใน Fatal Contact หนังผสมศิลปะป้องกันตัวหลายอย่าง ทั้งมวยปล้ำ Xanda (มวยของจีน ที่อู๋จิ่งไปฝึกมาจริงๆ ถึงกับโดยนักมวยคนหนึ่งน็อกเอาเลย) และแน่นอนมวยจีนด้วย</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/fatac11.jpg" alt="" /></p>
<p>คนหน้าฉากที่ได้รับคำชมคงหนีไม่พ้นอู๋จิ่งพระเอกของเรื่อง ในทางตรงกันข้ามคนเบื้องหลัง อย่างผู้กำกับคิวบู๊ก็สมควรกล่าวถึงเช่นเดียวกัน นิกกี้ ลีจงจื่อ ถือว่าเป็นดาวรุ่งหลักฉากที่มาแรงในวงการ ผู้กำกับคิวบู๊หนุ่มวัย 45 อยู่ในวงการมาอย่างยาวนาน เป็นหนึ่งในสตันแมนของ JCS ทีมสตั้นชื่อดังของเฉินหลง  และได้รับการผลักดัน ให้ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้กำกับคิวบู๊ในเวลาต่อมา</p>
<p>ในกว่าสิบปีแห่งการเป็นผู้กำกับคิวบู๊ นิกกี้ ลี สร้างชื่อด้วยการทำงานให้กับเฉินหลัง ทั้งหนังที่เขาเสร้างอย่าง Gen X Cop รวมถึงไว้วางใจให้กำกับคิวบู๊ในหนังที่เฉินหลงแสดงเอง Rob-B-Hood, New Police Story จนมาถึงงานล่าสุดอย่าง Fatal Contact และ  Invisible Target ที่ยอดผู้กำกับคิวบู๊เริ่มทำงาน  เรียกว่าชั่วโมงนี้ นอกจากหนุ่มขี้เก๊กอย่าง ดอนนี่ เยน แล้ว ในหมู่ผู้กำกับคิวบู๊รุ่นใหม่ ถือว่าเขา ก็ร้อนแรงไม่แพ้ใครเลย</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/fatac09.jpg" alt="" /></p>
<p>จุดเด่นของ นิกกี้ ลี อยู่ที่การนำเสนอคิวบู๊ที่เน้นความสมจริงสมจัง ตามสมัยนิยม แต่สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจใน การเคลื่อนไหวหลายๆ ท่า ด้วยลวดสลิงค์ ที่ดูเหนือจริงในบางฉาก บางคนไม่ชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักดูหนังศิลปะป้องกันตัว ชนิดเข้าเส้นหลายๆ คนที่รู้สึกว่าท่าทางเหนือมนุษย์ที่เห็นในหนังนั้น ดูน่าตลก ส่วนตัวของผมอยู่ในกลุ่มแรกนะครับ รู้สึกสนุกไปกับคิวบู๊ในหนัง</p>
<p>ฉากต่อสู้ยอดเยี่ยมที่สุดของเรื่องนั้นถูกวางไว้ช่วงกลางเรื่อง พระเอกถูกว่าจ้าง พร้อมกับนักสู้อีกสองคน ให้ลงแข่งขันในนัดเดิมพัน ด้วยเงินสูงลิ้ว ทั้งสามต้องปะทะกับยอดฝีมือจากฝ่ายตรงข้าม ชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน เป็นการต่อสู้ชนิดกล้าวล่วงไปถึงระดับการเอาชีวิตกันประมาณนั้นเลย ซึ่งแน่นอนว่าสุดท้าย ต้องเป็นพระเอกที่ประมือกับสามนักสู้ฝ่ายตรงข้ามทั้งหมด (ส่วนพวกเดียวกันอีกสองคนนั้น ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง) การถ่ายทำ การออกแบบคิวบู๊ถือว่าทำได้อย่างสุดยอด ดูแล้วก็สึกเสียดายถ้าหนังสามารถรักษาระดับ ความตึงเครียดของฉากนี้ได้ตลอดทั้งเรื่อง Fatal Contact คงเป็นงานทีดีขึ้นไปอีกระดับหนึ่งเลย</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/fatac10.jpg" alt="" /></p>
<p>น่าเสียดายที่คุณค่าความดีงามในเรื่องคิวบู๊ต้องถูกบดบังไปไม่น้อย ด้วยปัญหาหนักหน่วงแสนสาหัสในส่วนของบท เนื้อหา และการดำเนินเรื่อง ถ้าให้พูดกับแบบโอเวอร์ก็คงบอกว่าเข้าขั้นหายนะ อะไรทำนองนั้นกันเลยนะครับ ปัญหาของหนังไม่ได้อยู่ที่พล็อต หนังอาจจะติดเนื้อหาค่อนข้างจงใจบีบน้ำตา และชตากรรมอันน่าเจ็บปวดของตัวละคร ที่อาจจะบิวด์กันจนน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าหนังมีเรื่องราวที่จะสื่ออยู่พอสมควร</p>
<p>หนังใช้ตัวละครหลักทั้งสี่ อันได้แก่ อู๋จิ่ง เจิ้งจงจี มิกิ หยัง และเทเรซา ฟู เป็นตัวแทนของวัยรุ่น ที่สูญเสียความ "บริสุทธิ์" ไป (ซึ่งไม่ได้เกี่ยวพันอะไรกันเรื่องพันนั้นนะครับ) ตัวละครคนหนุ่มสาวทั้งหลาย ที่เคยมีฝันอันเจิดจ้า สวยงาม ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น กลับถูกล้อหลอกด้วยความืดบอดตามัว เงินตรา ความลุ่มหลง กล่าวจะรู้ตัวก็ขายวิญญานให้กลับความเลวร้าย ยากที่จะกลับตัวได้ทันท่วงที</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/fatac07.jpg" alt="" /></p>
<p>ความย่ำแย่ที่แท้จริงของหนังนั้นอยู่ที่การนำเสนอ ที่เมื่อดูแล้วก็ช่วยให้สงสัยในความสามารถด้านการกำกับ และเขียนบท ของผู้กำกับ เดนนิส ลอว์ อยู่ไม่น้อย ผู้กำกับหน้าใหม่อย่าง เดนนิส ลอว์  เติบโตมาในสายงานบริหาร เครดิตที่น่าสนใจของเขา ก็คือ การเป็นผู้อำนวยการสร้างหนังเรื่อง Election ทั้งสองภาค น่าเสียดายที่ เขาไม่ได้ซึมซับฝีมายลายมือได้ซักเท่าไหร่นัก</p>
<p>ปัญหาหลักหนังก็คือ การใส่สิ่งใส่ไร้ประโยชน์มามากเกินควร ขณะเดียวกันองค์ประกอบดีๆ กลับถูกละเลยไปอย่างน่าเสียดาย ตลอดเรื่อง หนังแนะนำ ตัวละครมากมาย ทั้งบรรดานักสู้ สมาชิกแก๊งมาเฟีย และเพื่อนกลุ่มวัยรุ่นของพระเอก ตัวละครเหล่านี้ นำมาซึ่งซับพล็อตยิบย่อย แต่ทั้งหมดถูกเล่าอย่างผิวเผิน ตัวละครมากมายกลายเป็นสิ่งรกรุงรังน่ารำคาญ</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/fatac04.jpg" alt="" /></p>
<p>หลายๆ คนอาจจะบอกว่าหนังบู๊ศิลปะป้องกันตัวนั้น ใครเขาดูเนื้อเรื่องกัน ในบางกรณีอย่าง Fatal contact นั้นการดำเนินเรื่องอันย่ำแย่นั้น ส่งผลมาถึงคิวบู๊เลยเหมือนกัน การเรียงฉากต่อสู้อย่างไรต่อเนื่อง ทำให้ไครแม๊กซ์เกิดขึ้น ตั้งแต่ช่วงกลางเรื่อง ช่วงเวลาที่จึงอ่อนแรง กลายเป็นความน่าเบื่อ คิวบู๊ช่วงครึ่งหลังของหนังดูไร้ความหมาย และอ่อนแรง ขาดอารมณ์ร่วมอย่างที่ควรมีไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนจบหักมุม ที่เต็มไปด้วยความยัดเยียด กลับไม่สามารถสร้างความสะเทือนอารมณ์ได้อย่างที่หวัง</p>
<p>แม้บท และการกำกับจะมีปัญหามาก จนกระทบกับคุณภาพโดยรวมของหนัง อย่างน้อยการแสดงของอู๋จิ่ง การกำกับคิวบู๊ของ นิกกี้ ลี และความทุ่มแทของสตั้นแมนทุกคน ก็แสดงให้เห็นว่า ท่ามกลางองค์ประกอบแห่งความย่ำแย่ หนังก็ยังมีอะให้ดู และพอทำให้สนุกได้บาง ซึ่งอาจจะทำให้การดู Fatal Contact ครั้งต่อไป ปุ้ม Forward หรือ Replay คงต้องถูกนำมาใช้ เพื่อกดไปหาคิวบู๊ ความสนุกอย่างเดียวที่หนังมี</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/fatac08.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>China Star Entertainment Group, POV (Point of View) Movie Production Co. Ltd.<br />
<strong> กำกับ - </strong>Dennis Law Sau-Yiu<br />
<strong> บริษัทจัดจำหนาย - </strong> Golden Princess Amusement Co., Ltd. (Hong Kong)<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Dennis Law Sau-Yiu, Herman Yau Lai-To<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Chang Gwok-Tsz<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>Herman Yau Lai-To<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong>Yau Chi-Wai<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Tommy Wai Kai-Leung<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Eric Lam Chi-Kiui<br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>William Fung Kwun-Man<br />
<strong> แต่งหน้า ทำผม - </strong>Carmen Man Lai-Yee<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Nicky Li Chung-Chi<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Wu Jing, Ronald Cheng Chung-Kei, Miki Yeung Oi-Gan, Theresa Fu Wing, Eddie Cheung Siu-Fai, Lam Suet, Kris Gu Yu, Ken Lo Wai-Kwong, Timmy Hung Tin-Ming, Andy On Chi-Kit, Johnny Chen (Lu Sze-Ming), Xing Yu, Marco Lok Lik-Wai, Tats Lau Yi-Tat, Hui Siu-Hung</li>
<li><strong>Thailand Distribution - </strong> ชื่อไทยในการเข้าฉายคือ "นักสู้สังเวียนเลือด"</li>
<li><strong>Related and Recommendations</strong> - Fatal Move (2008) หนังจากทีมงานเดียวกัน</li>
<li><strong>Rating - </strong>3/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Skinny Tiger and Fatty Dragon - เสือผอม มังกรอ้วน (1990, Lau Kar-Wing)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=119</link>
<pubDate>Sat, 12 Apr 2008 18:10:11 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=119</guid>
<description><![CDATA[
Skinny Tiger and Fatty Dragon หรือชื่อไทย เสือผอม มังก]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/fattydragon02.jpg" alt="" /></p>
<p>Skinny Tiger and Fatty Dragon หรือชื่อไทย เสือผอม มังกรอ้วน หนังแอ็กชั่นตลก ว่าด้วยตำรวจจับโจรอีกเรื่อง ที่นำแสดงโดยหงจินเป่า แท้จริงแล้วนี้เป็นงานอีกเรื่องของ พ่อหนุ่มร่างอวบที่อยู่ในหมวด "ไม่ควรพลาด" ทั้งคิวบู๊ระดับเทพ เนื้อเรื่องตลกบ้าบอสไตล์ฮ่องกง และที่สำคัญนี้เป็นงานชิ้นสุดท้ายของ หงจินเป่า และอีกสอง เพื่อนซี้ ของเขา สามคู่หูแห่งวงการหนังกังฟู ที่ทุกคนจะไม่มีวันลืม<!--more--></p>
<p>ถ้าพูดถึงหงจินเป่า อีกสองชื่อที่ต้องติดตามมาก็คือ เฉินหลง และหยวนเปียว แต่ในความเป็นจริงหงจินเป่ายังมีเพื่อนซี้อีกสองหน่อ ที่สร้างชื่อด้วยกันมา ในช่วงเริ่มไต้เต้ากับอาชีพนักแสดง ระดับตัวนำหงจินเป่าแสดงหนังหลากหลายทั้งทางไต้หวัน และฮ่องกง เมื่อเริ่มสร้างชื่อได้ในฐานะดารานำ พระเอกร่างท้วมจึงคิดการใหญ่ ก่อตั้งบริษัทสร้างหนังเป็นของตัวเอง โดยมีเพื่อนร่วมขวบการอีกสองคน อย่าง หลิวเจียหยง และเม๊าะเจียะ</p>
<p>แต่ละครมีพื้นฐานความถนัด ที่แตกต่างกันไป หงจินเป่า ฝึกการแสดงงิ้วผาดโผนมาตั้งแต่เด็ก หลิวเจียหยงเป็นลูกชายของครูมวยชื่อดัง ส่วนเม๊าะเจียเป็นนักเขียนบท ที่มีเชียวชาญอยู่กับการเขียนบทตลก สามหนุ่มร่วมกันก่อตั้งบริษัท Gar Bo Motion Picture Company ในปี Gar เอามาจากเชื่อของ เม๊าะเจีย (Ma<strong>ka</strong>) และ หลิวเจียหลง (Lau <strong>Kar</strong>-Wing) ส่วน Bo ก็มาจากชื่อของ หงจินเป่า (Sammo Hung Kam <strong>Bo</strong>)</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/fattydragon09.jpg" alt="" /></p>
<p>บริษัท Gar Bo Motion Picture Company เปิดดำเนินการในปี 1978 สามหนุ่มก็ช่วยกันทั้งแสดง กำกับ และดูแลคิวบู๊ โดยได้เพื่อนๆ ฝูงๆ อีกหลายคน ไม่ว่าจะเปีน หวงไปหมิง ซื่อเทียน หรือรุ่นน้อง อย่าง หยวนเปียว, หลินเจิ้งอิง มาร่วมงาน</p>
<p>ผลงานประเดิมบริษัทคือ หนังเรื่อง Dirty Tiger, Crazy Frog เป็นหนังในแนวกังฟูตลก ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จนกระทั่งมีผลงานในแนวทางเดียวกันออกมาอีกเรื่องในปีต่อมา ซึ่งหนังเรื่อง The Odd Couple ผลงานลำดับที่สอง ยิ่งประสบความสำเร็จ เหนือชั้นขี้นไปอีก หนังยังยืนพื้นตลกกังฟู เช่นเดิม แต่เพิ่มสีสรรค์ และมุขต่างๆ เข้าไปอีก โดยเฉพาะิอย่างยิ่งการโชว์ ฉากต่อสู้ด้วยอาวุธที่ำทำออกมาได้อย่าง น่าทึ่ง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/fattydragon08.jpg" alt="" /></p>
<p>หลังจากมีผลงานยอดเยี่ยมอยู่ถึงสองเรื่อง น่าเสียดายที่ Gar Bo Motion Picture Company ก็ยุติบทบาทไปในปี 1979 นั้นเอง หงจินเป่าเข้าทำงานกับ Golden Harvest อย่างเต็มตัว ขณะที่เม๊าะเจี่ยก็ร่วมกับเพื่อนฝูงดาราตลก และนักเขียนบท เปิดบริษัท Cinema City บริษัทผลิตหนังที่ยิ่งใหญ่แห่งยุค 80 ที่เม๊าะเจียะเองมีบทบาทสำคัญทั้งเบื้องหลัง และเบื้องหน้ากับบทบาทการแสดงในหนังชุด Aces Go Places (เก่งกับเฮง) ด้านหลิวเจียงหยง ก็ยังคงรักษาสถานภาพณ์ มือปืนรับจ้าง ที่ทำงานกับทุกบริษัท ไม่ว่าจะเป็นกำกับ คิวบู๊ หรือแสดง</p>
<p>จนกระทั่งในปี 1990 ทั้งสามเพื่อนซี้ได้มีโอกาศกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง ในช่วงที่สถานการณ์ของบริษัท Cinema City เริ่มใกล้ปิดตัว จากภาวะหนังขาดทุนติดต่อกันหลายเรื่อง (โดยเฉพาะ Undeclared War หนังหวังตลาดตะวันตกที่กำกับโดยริงโก้ แลม ที่ดึงดาราจางฮอลลีวูดมาร่วมแสดง เจ๊งแบบมโหฬาล ขายไม่ออกทั้งในฮ่องกง และนอกฮ่องกง เปิดเหตุให้ Cinema City ต้องปิดตัวลงไปอย่างน่าเศร้า) ทางบริษัทอย่างจะผิดหนังง่ายๆ เร็วๆ ออกมากู้สถานการณ์ซักเรื่อง จึงคิดรื่อฟื้นหนังตำรวจ แอ็กชั่น ตลกภาคต่อ ชุด Tiger On Beat (โหดทะลุแดด)</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/005/fattydragon01.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่ไปๆ มาๆ ไม่สามารถดึงตัว บุคลากรเก่าๆ จากสองภาคแรกทั้ง โจวเหวินฟะ หลี่ซิวเสียน หลี่หยวนป้า มาได้เลย เม๊าะเจียะ ปรับแผน เปลี่ยนเป็นการสร้างหนังแนวใกล้เคียงกัน แต่คิดเนื้อเรื่องขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยติดต่อให้ อดีตเพื่อนซี้ทั้ง ในอดีตอย่าง กลับมร่วมงานกันอีกครั้งเกิดเป็นงานที่ชื่อว่า Skinny Tiger and Fatty Dragon ขึ้นมา โดยมอบหมายให้หลิวเจียหยง กำกับ และทั้งสามร่วมกันแสดงในบทนำ</p>
<p>เนื้อเรื่องของหนังนั้นจัดว่าเรียบๆ ง่ายๆ เดินตามรอย แนวทางหนังสองตำรวจคู่หู หนึ่งเจ้าเล่ห์เอาชนะด้วยปัญญา หนึ่งซื่อบื่อเ