<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>หนังชีวิต &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/หนังชีวิต/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "หนังชีวิต"</description>
	<pubDate>Sun, 07 Sep 2008 12:21:07 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[Painted Faces - ชิเสี่ยวฟุ โรงเรียนฝึกเฉินหลง (1988, Alex Law)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=241</link>
<pubDate>Fri, 27 Jun 2008 19:22:21 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=241</guid>
<description><![CDATA[
ก่อนจะก้าวมาเป็นซุปเปอร์สตาร์ ได้]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/pf1.jpg" alt="" /></p>
<p>ก่อนจะก้าวมาเป็นซุปเปอร์สตาร์ ได้พบกับความสำเร็จอย่างที่เป็นอยู่ ทุกวันนี้ เฉินหลง หงจินเป่า และหยวนเปียว ผ่านการต่อสู้ ดิ้นรนมากมายกว่าจะได้พบกับในเส้นทางอันยิ่งใหญ่ทั้ง ทำงานหนัก และอดทนกับอาชีพตัวประกอบ และสตั้นแมน หรือแม้กระทั่งการประทังชีวิตด้วยการหางานอื่นๆ นอกวงการภภาพยนตร์ทำอย่างงานกรรมกร ก่อสร้าง แม้กระทั่งเดินทางทำงานยังต่างประเทศ</p>
<p>อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงจุดเริ่มต้น ชีวิตในฐานะนักแสดงของเฉินหลง และพวกพ้อง  ก็คือช่วงเวลาในสมัยยักเด็ก ที่เป็นนักแสดงงิ้ว การฝึกฝนอันหนักหน่วง ทั้งการแสดง และทักษะทางร่างกาย กลายเป็นต้นทุนสำคัญ ที่สร้างให้ พวกเขาสร้างชื่อ ในวงการภาพยนตร์ และสร้างความแตกต่างจากนักแสดงนำทั่วไป ในขณะนั้น ไม่ใช่เพียงแค่เฉินหลง หงจินเป่า และหยวนเปียวเท่านั้น ดารา และคนทำหนังชื่อดังอย่าง หยวนหัว, หยวน ขุย และหยวนเต๋อ ก็เป็นผลผลิตจากโรงเรียนแห่งนี้</p>
<p>ภาพยนตร์เรื่อง Painted Faces หรือ ชิเสี่ยวฟุ เล่าเรื่องความทรงจำ ในช่วงนี้ของเฉินหลง และพี่น้อง เป็นความทรงจำที่เขาให้ความหมายว่า "ทั้งรักและเกลียด" รักอาจารย์ และพี่น้องทุกคน ขณะเดียวกัน การฝึกฝนอันเข้มงวด การลงโทษอันแสนสาหัส ก็เป็นสิ่งที่เฉินหลง บอกว่ายากจะลืมจริงๆ<!--more--></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/pf3.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังเป็นผลงานการร่วมกันสร้างของสองบริษัทผู้ยิ่งใหญ่ ชอว์บราเดอร์ และโกลเด้นฮาเวส อำนวยการสร้างโดย โมน่า ฟง และเลนนาร์ด โห บุคคลที่เฉินหลงบอกว่าเป็นเหมือน "พ่อบุญธรรม" ของเขา โดยผู้สวนบทอาจารย์ของพวกเขา ก็คือศิษย์พี่ใหญ่ ตัวจริงอย่าง หงจินเป่า นั้นเอง โดยมีคนทำหนัง คุณภาพแห่งยุค 80 - 90 อย่าง มาเบิล ชาง และอเล็ก ลอว์ เจ้าของผลงานอย่าง An Autumn's Tale เป็นผู้กำกับ และเขียนบท</p>
<p>Painted Faces เริ่มต้นขึ้นเมื่อ หญิงวัยค่อนไปทางกลางคนผู้หนึ่ง ที่กำลังจะอพยพไปหางานทำยังต่างประเทศ จำใจจูงมือลูกชาววัยไม่ถึงสิบขวบ เข้าฝากฝังกับโรงเรียนงิ้วชื่อดังในฮ่องกง ที่ชื่อว่า "โรงเรียนศิลปะการแสดงจีน" ของ หยูจินหยวน หรือ หยูซิฟู อาจารย์หยู  เพื่อเข้าฝึก และเป็นหนึ่งในสมาชิกของคณะงิ้ว เพราะทั้งพ่อ และแม่ของเจ้าหนูไม่สามารถ เอาลูกคนเดียวไปผจญความลำบาก ที่ยังต่างแดนพร้อมกับตนได้ วันนั้นเป็นวันที่ เด็กน้อยนาม เฉินกงซาน หรือที่คนทั่วโลก รู้จักกันดีในเวลาต่อมาว่า "เฉินหลง" เริ่มต้นใช้ชีวิต ณ โรงเรียนงิ้วแห่งนี้ เป็นเวลายาวนานต่อเนื่องกว่าสิบปี</p>
<p>ศิลปะการแสดงของ หยูจินหยวน ประเภทที่เรียกว่า งิ้วปักกิ่ง มีความแตกต่างจากงิ้วประเภทอื่นๆ อยู่บ้าง ตรงที่ว่าไม่ได้เน้นหนัก ไปที่การร่ายรำอันสวยงาม หรือเสียงร้องที่ไพเราะ แต่มีจุดขายอยู่ที่การแสดงกายกรรมอันผาดโผน ท่านใช้เกือบทั้งชีวิตอุทิศตนให้กับการแสดงงิ้วประเภทนี้ ท่านก็มีกับเหล่าลูกศิษย์ ที่เริ่มต้นด้วยการ ถูกขัดเกลา และฝึกฝนกับอาจารย์มายาวนานกว่า 10 ปี และออกตระเวณแสดงทั่วทั้งเมืองจีนอีก 15 ปีเต็มจนกระทั่ง มาเปินโรงเรียน และสร้างคณะงิ้วของตัวเอง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/pf5.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังพาคนดูกลับไปรู้จักกับยุคฮ่องกงสมัยเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน นำเสนอเรื่องราวชีวิตของนักเรียนงิ้ว ที่มี ซัมโม่ (หงจินเป่าในวัยเด็ก) เป็นพี่ใหญ่ คอยช่วยเหลืออาจารย์ ดูแลน้องๆ อีกต่อหนึ่ง ทั้ง อาหลงจมูกโต (เฉินหลงในวัยเด็ก) อาเปียว (หยวนเปียวในวัยเด็ก) และเพื่อน พี่น้องร่วมสำนักกว่าอีกประมาณ สิบชีวิต ทั้งการใช้ชีวิต และการฝึกฝนวิชางิ้ว จากการฝึกฝนอันดุเดือด และความเข้มงวดแบบเกินธรรมดาของหยูซิฟู  ตั้งแต่บทเรียนแรกอย่างการ เขียนหน้าให้ตัวเอง จนไปถึงการ การร้อง รำ ตีลังการ  ที่หนักหนาสาหัสก็คือ การฝึกทักษะทางร่างกาย ที่ฝืนธรรมชาติ ดัดหลัง หรือฉีกขา อันสร้างความเจ็บปวดที่เกินประมาณ</p>
<p>แม้จะเหน็จเหนื่อย เสียเหงื่อเเสียน้ำตาแค่ไหน ทุกคนก็ยังพยายามต่อสู้ และอดทนต่อการฝึกต่อไป ไม่ใช่เรื่องของความรัก ต่ออาชีพ หรือรักต่ออาจารย์อะไรทำนองนั้น แต่เพราะงิ้ว และหยวนซีฟู เป็นเหมือกับชีวิตของเขา ไม่ว่าอย่างไรเด็กก็ยังคงเป็นเด็ก เหล่าลูกศิษย์คณะงิ้ว ยังคงอยากเที่ยวเล่นเหมือนเด็กทั่วๆ ไป มากกว่าฝึกซ้อมงิ้วแบบเอาเป็นเอาตาย การผิดกฏผิดระเบียบ ทำตัวซุกซน ไปบ้างจึงเป็นเรื่องปกติ ในสมัยเด็กแค่ดอกไม้ไฟเล็กๆ คนละอันก็สร้างความสนุกสนาน ช่วยให้ลืมความเหนื่อยยากไปได้ ในเวลาสั้นๆ </p>
<p>อีกเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับทุกคน ก็คือ การมาถึงของอาจารย์ฉิง (เจิ้งเผ่ยเผ่ย) ครูสอนงิ้วหญิงอีกคณะหนึ่ง ลูกศิษย์สาวๆ สร้างความกระฉุ่มกระฉวยให้กับเด็กๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหลง ขณะเดียวกัน หยูซิฟู เองกับอาจารย์ฉิง ก็ดูจะมีความรู้สึกดีๆ ต่อกันไม่น้อย มีอยู่ครั้งหนึ่ง หยูซิฟู พยายามหาเค้กเพื่อ  มาเป็นของขวัญแก่ อาจารย์ฉิง ในวันเกิด  แต่ทั้งชีวิตท่านรู้จักเรียกร้านขนมเปียะอะไรเทือกนั้น  ขณะที่ร้านเบอรี่ ก็ไม่สามารถทำให้ได้ เพราะต้องสั่งก่อนหลายวัน สุดท้ายไปได้เค้กฝรั่ง มาก้อนหนึ่ง  ที่เขียนหน้าเค้กไว้ว่า "สุขสันต์วันเกิดครอบรอบ  70  ปี"   ซึ่งเป็นของยายแก่คนหนึ่ง ที่พึ่งตายไปเมื่อเช้า</p>
<p>และแล้วในที่สุดชีวิตที่ทั้งทุกข์ และสุข ของทุกคนก็ได้ฤกธิ์ปิดม่านลง เมื่อโรงหนัง และเพลงฝรั่ง กลายเป็นความบันเทิงของคนรุ่นใหม่ ธุรกิจการแสดงงิ้วเริ่มถึงทางตัน คณะงิ้วหลายๆ คณะยอมแพ้และปิดตัวไป แม้กระทั่งอาจารย์ฉิงก็ตัดสินใจที่จะเดินทางไป ต่างประเทศที่อาจจะมีคนยังพอสนใจ การแสดงของเธออยู่ ขณะที่หยูซิฟู จะพยายามดิ้นรนต่อไป จนกระทั่งโรงละครที่ทำมาหากินสุดท้ายของพวกเขา บอกเลิกสัญญา และหันไปเปิดการแสดงเต้นระบำฮาวาย ที่เชื่อว่าคนรุ่นใหม่อยากดูมากกว่าแทน</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/pf4.jpg" alt="" /></p>
<p>ฟางเส้นสุดท้ายขาดลงเมื่อ โรงเรียนของพวกเขา ที่เป็นห้องเช้าในตึกสภาพซอมซ่อ กำลังจะถูกทางการเวรคืน และทุบทิ้ง  หยูซิฟู ฝากฝังลูกศิษย์ให้ไปทำงาน เป็นสตั้นแมน ในวงการภาพยนตร์ ส่วนเขาก็ตัดสินใจเดินทางไป หาโอกาสในต่างประเทศ  คนทั้งเขา และอาจารย์ฉิง เชื่อว่า บรรดาคนแก่ๆ ที่อพยพย้ายถิ่น ในเมืองไชน่าทาวต่างๆ จะยังคงคิดถึง และแสวงหา งิ้วอยู่ อย่างที่คนฮ่องกงได้ลืมเลือนไปแล้ว</p>
<p>ในช่วงวันเวลาสุดท้ายของคณะงิ้ว ทุกคนทั้งศิษย์ และอาจารย์แวะไปเยี่ยม อาหัว อาจารย์อา และศิษย์น้องของ หยูซิฟู ที่กองถ่าย อาจารย์อาเป็นที่รักของทุกคน เป็นเหมือนพี่น้อง และสหายสนิทเพียงคนเดียวของอาจารย์ และความใจดี (ผิดกับหยูซิฟู) ก็ทำให้ท่าน เป็นที่รักของบรรดาเด็กทุกคน ภาพที่ทุกคนเห็นกลับกลายเป็นความเศร้า และสลด อย่างที่ไม่คาดคิด</p>
<p>อาจารย์อาผู้อารมณ์ดี และผ่อนคลายอยู่ตลอดเวลา ต้องตรากตรำทำงาน จนบอบช้ำไปทั้งร่างกาย และจิตใจ ในฉากสำคัญของหนังที่กำลังถ่ายทำ อาจารย์อา เกิดอุบัติเหตุตกจากสลิง จนสติสัมปชัญญะขาดสปั้น พร่ำเพ้อเรื่องราวมากมาย ความกลัวต่อการสูญเสียอาชีพ เพราะความชรา จนไปถึงเรื่องราวสมัยวัยเยาว์ ที่ทนทุกต่อการฝึกหัดงิ้ว และความเข้มงวดของอาจารย์ ภาพอันคลุ่มคลั่งของ อาจารย์อา เป็นภาพสะท้อนแห่งอดีตอันเจ็บปวด ของเหล่านักเรียนงิ้ว และอนาคตที่น่าหวาดกลัว ที่ทุกคนล้วนต้องเผชิญในภายภาคหน้า</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/pf6.jpg" alt="" /></p>
<p>ผมเองประทับใจกับ Painted Faces ค่อนข้างมากนะครับ หนังเล่าเรื่องแบบเรียบๆ แบบเรื่องสมจริง ที่ไม่ได้มีจุดหักเหอะไรมากนัก แต่ให้อารมณ์ที่อบอุ่น กับการถวินหาอดีต  อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของหนังแล้ว ได้รับคำวิจารณ์ค่อนไปทางดี ถึงพอใช้ แต่ก็มีอยู่บางจุดเหมือนกัน ที่หนังถูกตำหนิเอาไว้ </p>
<p>ประเด็นที่ Painted Faces ถูกวิจารณ์มากที่สุดก็คือ ในเรื่องของนักแสดง โดยเฉพาะกลุ่มนักแสดงที่รับบทเป็น บรรดาลูกศิษย์ของหยวนซิฟู หรือพูดอีกอย่างก็คือ พวกเฉินหลง หงจินเป่า หยวนเปียวนั้นเอง ทั้งในช่วงวัยเด็ก และวัยรุ่นผู้กำกับเลือกที่จะใช้ดาราไร้ชื่อ แถมมีหน้าตาธรรมดาสามัญ ที่แต่งตัวเหมือนกัน ทำผมทรงเดียวกันทั้งหมด จนออกมาชนิดแยกได้ยาก และไม่ชวนจดจำเลย</p>
<p>Painted Faces ไม่สามารถสร้างเสน่ห์ และความจดจำให้กับตัวละครเด็ก ได้เท่าไหร่นัก ทำให้เหตุการณ์หลายๆ อย่างในเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องราวสะเทือดใจ หรือน่ารักน่าชังใดๆ ไม่ได้ส่งผล ให้คนดูมีความรู้สึกร่วมกับตัวละครอย่างที่ควรจะเป็น เพราะลำพังจะจำยังจำไม่ค่อยได้เลย ใครเป็นใคร </p>
<p>ที่ว่าก็ถูกส่วนหนึ่งนะครับ แต่ถ้ามองอย่างเป็นธรรมนั้น ดูเหมือนจะเป็นความต้องการของผู้สร้างเอง (รวมทั้งเฉินหลง กับหงจินเป่า ด้วย) ที่ไม่ได้สร้าง Painted Faces เพียงเพื่ออุทิศให้กับชีวิตวัยเด็กของตัวเอง หากแต่อุทิศให้กับอาจารย์ของพวกเขา และคืนวันสุดท้ายแห่งศิลปะงิ้วปักกิ่งมากกว่า  เรื่องราวของหนัง จึงค่อนข้างโฟกัสไปที่ ตัวละคร และกลุ่มรุ่นผู้ใหญ่ทั้งหลาย ใขณะที่ตัวละครเด็กจะถูกนำเสนอไปทางเป็นกลุ่มเป็นก้อน มากกว่าจะเจาะไปที่ตัวใดตัวหนึ่ง โดยตัวละครที่เด่นที่สุดก็น่าจะเป็น เฉินหลงตอนเด็กนั่นเอง</p>
<p>ขณะที่กลุ่มดารารุ่นใหญ่ในเรื่อง แต่ละคนล้วนให้การแสดงที่ยอดเยี่ยม สมจริง ราวกับเป็นคนๆ นั้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นหลินเจิ้งอิง หรือนางเอกสาวเจิ้งเผ่ยเผ่ย ในวัยสี่สิบเศษๆ ที่ยังดูดีอยู่เสมอ แต่คนที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเรื่องคงจะหนีไม่พ้นหงจินเป่า กับบทอาจารย์หยูจินหยวน เขาสามารถถ่ายทอด ความอบอุ่น ความรัก หลุดรอดมาจาก การปั้นหน้ายักษ์ ความเข้มงวด และการลงโทษอันหนักหน่วง ได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว ไม่มากเกินความสมจริง และไม่น้อยเกิดที่จะสัมผัสได้</p>
<p>หนังนำเสนอ เรื่องราว และเหตุการณ์ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวพันกัน และอาจจะไม่ค่อยต่อเนื่อง มากมาย แต่ล้วนมีจุดประสงในการ พูดถึงช่วงเวลา สิ้นสุดแห่งยุคหนึ่ง และจุดเริ่มต้นของอีกยุค ตั้งแต่ยุคที่ หยูซิฟู กับอาจารย์อา สามารถร่ำร้องเพลงงิ้วกันกลางร้านกาแฟ ท่ามกลางเสียงปรมมือเชียร์ ชอบอกชอบใจจาก แขกคนอื่นๆ จนถึงวันที่เพลงงิ้วกลายเป็นของเชย ล้าสมัย ไม่สามารถสร้างความตื้นเต้น และเรียกร้องความสนใจ จากสาวที่บรรดาเด็กโรงเรียนงิ้วหมายปองได้ แม้แต่นิดเดียว การสิ้นสุดของการแสดงงิ้ว ชีวิตอันดิ้นรนของหยูซิฟู และเปิดฉากยุคสมัยใหม่ การดิ้นรนครั้งใหม่ของเหล่าเด็กหนุ่ม เรื่องราวในโรงเรียนงิ้ว เพื่อนฝูง พี่น้อง การทะเลาะเบาะแว้ง อาจารย์ การฝึกฝัน ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำที่สวยงาม หรือเจ็บปวด ก็ล้วนเป็นความทรงจำที่พวกเขาไม่มีวันลืม</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/pf7.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับหนังครับ</strong></p>
<ul>
<li>ศิษย์หลายๆ คนของ หยูจินหยวน ใช้แซ่เหมือนกันว่า "หยวน" อย่าง หยวนเปียว หยวนหัว หรือหยวนขุย จริงๆ แล้วไม่ได้เพราะเป็นพี่น้อง หรือญาติกัน แต่เป็นชื่อที่ใช้ในการแสดง โดยนำมาจากชื่อของอาจารย์</li>
<li>เฉินหลง กับหงจินเป่า มีชื่อที่ใช้ในการแสดงว่า หยวนหลง และหยวนหลิว</li>
<li>ในหนังมีฉากหลังอยู่ที่ฮ่องกง ตัวละครพูดกันด้วยภาษาถิ่นในฮ่องกง แต่ความเป็นจริง เฉินหลง และพี่น้องจะคุยกันด้วย จีนกลาง เพราะส่วนใหญ่มีพื้นแพมาจากแผ่นดินใหญ่</li>
<li>หยูจินหยวน เกิดเมื่อปี 1902 และพึ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 1997 นี่เอง อายุรวมได้ 95 ปี โดยใช้ชีวิตช่วงกว่า 30 ที่แอลเอ สหรัฐอเมริกา</li>
<li>หลังจากที่บรรดาลูกศิษย์ ประสบความสำเร็จ และสร้างชื่อได้ในวงการภาพยนตร์ หยวนซิฟู ก็โชคดี ได้รับชื่อไปด้วย และได้เล่นหนังกับเค้าด้วย ในผลงานชื่อว่าเรื่อง The Old Master ที่สร้าง และกำกับโดย กัวะหนานหง  ในปี 1979</li>
<li>นอกจากเฉินหลง กับหงจินเป่า ที่แสดง และมีส่วนในการสร้างแล้ว ศิษย์อีกคนของ หยูจินหยวน ที่ได้มีส่วนในหนังเรื่องนี้ก็คือ ลุงหนวด หยวนหัว (ที่แสดงบทพ่อของนาจา ในหนังโทรทัศน์ชุด นาจา ของ TVB และแสดงเป็นเจ้าของบ้านเช่ายอดฝีมือ ใน Kung Fu Hustle) ที่รับหน้าที่ กำกับคิวบู๊ให้กับหนัง</li>
<li>เมื่อยุคหนังขาวดำ วงการหนัง และงิ้ว ในฮ่องกง ถือว่าเกี่ยวดอง ช่วยเหลือเกื้อกูล กันมากกว่าจะแย่งชิงคนดู หรือเป็นคู่แข่งกัน อะไรทำนองนั้นนะครับ นอกจากหนังงิ้วที่เป็น แหล่งหารายได้ชั้นดีแล้ว ตำแหน่งตัวประกอบ ที่ต้องใช้ความสามารถ ในการร่ายรำอาวุธ และลีลากายกรรม ยังต้องเรียกใช้บริการจากนักแสดงงิ้วอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม เมื่อหนังแนวอื่น ได้รับความนิยมแทรกเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นหนังกำลังภายใน หรือกังฟู แม้จะว่าจ้างเด็กหนุ่มผู้ฝึกหัดงิ้ว ไปสร้าง และแสดงประกอบ ในทางตรงกันข้าม กับทำลายวงการงิ้วด้วยเช่นกัน เพราะการแย้งชิงคนดูส่วนใหญ่ไปหมด</li>
<li>เฉินหลง หงจินเป่า ก็มีโอกาศได้เขาฉากหนักตั้งแต่เด็กๆ มีข้อมูล (แบบไม่ยืนยัน) ว่าบทเด็กตัวประกอบบทหนึ่งในหนัง Come Drink With Me (หงทองคะนองศึก) นั้นแสดงโดยเฉินหลง ด้วย</li>
<li>ตัวของ หยูจินหยวนเอง ก็มีลูกสาวที่เป็นดารางิ้ว แสดงภาพยนตร์งิ้วถึงกว่า 100 เรื่อง</li>
<li>ในหนังมีฉากที่ เฉินหลง หงจินเป่า และหยวนเปียว ไปทำงานเป็น ตัวประกอบ และสตั้นแมน ในหนังของชอว์บราเดอร์ ระหว่างพักกินอาหาร หนุ่มทั้งสามปีนขึ้นไปกินข้าวกันบทหลังคาตึก ต่างตื่นเต้น ตะโกน ร้องบอกกัน ที่ได้เห็นฉากหนังเรื่อง "เดชไอ้ด้วน" และนางเอกคนดัง หลีหลี่โห เดินอยู่ด้านล่าง</li>
<li>หลินเจิ้งอิง ที่รับบทสำคัญในเรื่อง เป็นลูกศิษย์สำนักงิ้วด้วย แต่ไม่ใช่สำนักของ หยูจินหยวน แต่เขาเป็นศิษย์เอกของ มาดามฟาน (Madam Fan FokFa) ครูฝึกงิ้วหญิงคนสำคัญอีกคนในยุค ที่มีลูกศิษย์อย่าง เมิ้งฮุย สองพี่น้องเฉินเจียเล่อ เฉินเสี่ยวเห่า เสี่ยวโหว หลี่ไห่เซิน รวมไปถึง ดาราหนัง The Last Emperor จอห์น โลน ด้วย</li>
<li>ในหนัง ตัวละครของ หลินเจิ้งอิง เป็นสตั้นแมน ต้องทำงานหนัก และบาดเจ็บอยู่เสมอ โดยแลกเปลี่ยนกับเงินเพียงเล็กน้อย ใเนื้อเรื่องส่วนนี้ถือเป็นข้อเท็จจริงของอาชีพสตั้นในยุคนั้น ที่ได้รับค่าจ้างอันน้อยนิด และมีการป้องกันอุบัติเหตุที่จำกัด เนื่องจากหนังฮ่องกงยุคเก่า ไม่มีสตอร์บอร์ด (และส่วนใหญ่ไม่มีบท) สตั้นแมนต้องมานั่งรองาน อยู่ทั้งวัน "เผื่อ" ว่าจะมีการถ่ายฉากบู๊ ถ้าวันไหนไม่มีก็จะไม่ได้รับค่าจ้าง</li>
<li>เฉินหลง และหงจินเป่า เคยเป็นสตั้นแมนมาก่อน เมื่อชื่อเสียงโด่งดังจึงพยายาม สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอาชีพสตั้นแมน ด้วยการให้เงินรายได้ที่สมน้ำสมเนื้อ พัฒนาให้เป็นงานที่มีเกียรติกว่าเดิม โดยเฉพาะการก่อตั้ง Jackie Chan Stunt Team และ Sammo Stunt Association</li>
</ul>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/pf2.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Golden Harvest Films, Shaw Brothers (Hong Kong) Ltd.<br />
<strong> กำกับ - </strong>Alex Law Kai-Yui<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Leonard Ho Koon-Cheung, Mona Fong Yat-Wa<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Alex Law Kai-Yui, Mabel Cheung Yuen-Ting<br />
<strong> ถ่ายภาพ - </strong>David Chung Chi-Man<br />
<strong> ตัดต่อ - </strong> Yu Jun, Kwong Chi-Leung<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong> Lowell Lo Koon-Ting<br />
<strong> ออกแบบเสื้อผ้า - </strong>Chiu Suk-Wah<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Sammo Hung Stuntmen's Association, Yuen Wah<br />
<strong> แสดงนำ - </strong>Sammo Hung Kam-Bo, Lam Ching-Ying, Cheng Pei-Pei, Chung Gam-Yam, Cheung Man-Lung, Wong Chiu-Wai, Yeung Yam-Yin, Siu Ming-Fui, oo Fai, John Shum Kin-Fun, Wu Ma</li>
<li><strong>Thailand distributions - </strong>จัดจำหน่ายในเมืองไทยโดย บริษัทนนทนันท์ ฟิล์ม ใช้ชื่อว่า "ชิเสี่ยวฟุ โรงเรียนฝึกเฉินหลง"</li>
<li><strong>Rating - </strong>4/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Whisper and Moans (2007, Herman Yau)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=200</link>
<pubDate>Fri, 30 May 2008 07:34:42 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=200</guid>
<description><![CDATA[
ฮ่องกงนั้นเป็นประเทศที่นิยมสร้างห]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/008/waw6.jpg" alt="" /></p>
<p>ฮ่องกงนั้นเป็นประเทศที่นิยมสร้างหนัง ที่เล่าเรื่องชีวิตของ การค้าบริการทางเพศ กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน อย่างต่อเนื่อง ยาวนานมาหลายสิบปีแล้ว วนเวียนกันไปทุกแนว ไม่ว่าจะเป็น หนังชีวิต สะท้อนสังคม ตลก โรแมนติก หรือกระทั่งกำลังภายใน และที่เป็นล่ำเป็นสันที่สุด เห็นจะเป็นงานในประเภทหนังเกรด 3</p>
<p>Whisper and Moans ของผู้กำกับ เฮอร์แมน เหยา เป็นงานในแนวทางที่ว่านี้ เรื่องล่าสุดที่ออกฉายไปเมื่อปี 2007 หนังแสดงเจตจำนงอย่างแนวแน่ ที่จะนำเสนอเรื่องราวของ ผู้ขายบริการ อย่างสมจริง และให้ความเป็นธรรม โดยเล่าเรื่องในแนวทางหนัง "หลายชีวิต" ตัดต่อเรื่องราวสลับสับเปลี่ยน เล่าเรื่อง 10 วันในชีวิตของเหล่าหญิงบริการ หนังสร้างจากนิยายชื่อเดียวกันของนักเขียนชาวฮ่องกง หยางหยีซาน ที่ร่วมเขียนบทภาพนตร์ด้วย<!--more--></p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/008/waw3.jpg" alt="" /></p>
<p>Whisper and Moans เล่าเรื่องชีวิตของหลากหลายผู้คน ที่เกี่ยวข้องอยู่กับ เรื่องการขายบริการทางเพศ โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ ไนท์คลับของหญิงบริการะดับบนแห่งหนึ่ง หญิงสาวอายุน้อยหน้าตาสะสวย ทำงานค้าบริการด้วยเหตุผลเดียวกับคือ เงิน แต่ละคนต่างมีมุมมอง ความฝัน และมีปัญหา ที่แตกต่างกันไป มาม่าซังของที่นี่อย่าง โคโค่ (จูอิน) และเจนนี่ (หวีอันอัน) ต้องคอยสะสางปัญหา ต่างๆ นาๆ</p>
<p>"แฮปปี้" สาวน้อยจากเสฉวน ดูจะมีความสุข และตั้งใจการการทำงาน สมกับที่ใครๆ เรียกเธอว่า แฮปปี้ รับแขกวันละหลายคน รักษารูปร่าง หน้าตา สุขภาพ อยู่เสมอ ทำงานให้ได้ดีที่สุด เพื่อหาเงินซักก้อนก่อนจะกลับไปอยู่บ้านนอกอีกครั้ง นั้นดูจะเป็นด้านตรงกับข้ามกับ ไอด้า (ตงหมั่นเหล่ย)  สาวสวยที่กำลังทำลายตัวเอง ไม่ใช่เพราะการค้ากาม แต่เป็นการติดเฮโรอีน อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ไอด้า ถูกอัปเปหิออกจาก ไนท์คลับหลังจากไม่สามารถแก้ไขปัญหา การติดยาของตัวเองได้ ต้องทนรับแขกอยู่ในซ่องราคาถูก และลงเอยด้วยการแร่ขายตัวข้างถนนด้วย ค่าตัวถูกแสนถูก</p>
<p>ที่พึ่งพิงของ ไอด้า ก็มีเพียง นานะ (แมนดี้ เจียง) เพื่อนสนิทที่คอยดูแล ช่วยเหลืออยู่เสมอ นานะเองทำงานขายบริการ ด้วยความไม่เต็มใจ อย่างที่สุด แต่ความขัดสนทางบ้าน กลายเป็นแรงพลักดันให้ สาวที่ใช้ชีวิต ธรรมดาๆ ในเวลากลางวัน ต้องแต่งหน้าตาปาก เป็นอีตัวในเวลากลางคืน ความเจ็บปวดของนานะมากที่สุดก็คือ การปกปิดชีวิตอันแสนสกปรกต่อ แฟนหนุ่มที่คบหาดูใจกันมานาน วันที่เขาขอเธอแต่งงาน กลายเป็นวันที่เธอดีใจ และเสียใจมากที่สุดในวันเดียวกัน ดีใจกับความรักที่มีให้ของแฟนหนุ่ม ขณะเดียวกันก็รู้สึกหวั่นวิตก ต่องานแต่งงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้าในเหล่าแขกเหรื่อมากมาย นั้นเกิดมีลูกค้า หน้าเก่าที่เธอเคยบริการ มาก่อน จะทำยังไงดี</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/008/waw5.jpg" alt="" /></p>
<p>เรื่องราวมากมายไม่ได้จำกัดเฉพาะต่อหญิงขายบริการ แม้แต่ "คุณ" ตัว ที่ชื่อว่า โทนี่ (แพททริก ถัง) เขาเป็นถูกค้าคนหนึ่งของไนท์คลับ หนุ่มขายตัวคนนี้มักใจเรียกสาวบริการมานั่งด้วย เพื่อจิกด่า ดูถูกดูแคลน เพียงเพราะระบายความต่อยต่ำ ที่ต้องตกเป็นที่รองรับอารมของผู้หญิง  โทนี่ ถูกค่อนแขะว่าเริ่มอายุมาก ตกยุค ขายไม่ออก แต่แท้จริงแล้ว เขาก็ยังเป็นที่ต้องการของผู้หญิง โดยเฉพาะบรรดาเมียๆ ที่ไม่ได้รับการสนองตอบอย่างพอเพียงจากสามี ด้วยคำพูดน่าฟัง ลีลามีเสน่ห์ โทนี่ ยังคงมีลูกค้าเน้น ที่ต้องคอยให้สับรางอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้กลับทำให้ชีวิตของโทนี่ กลายเป็นความว่างเปล่า เขารู้สึกแขยงกับการมีอะไรกับผู้หญิง ไปโดยปริยาย แต่ในที่สุดเขาจึงได้พบคำตอบของรักแท้ กับกระเทยแต่งหญิง โจ (ดอน ลี) ผู้ตอบสนอง ต่อคุณค่าที่แท้จริงในตัวของเขาได้ อย่างที่ไม่เคยมีใครมองเห็นมาก่อน</p>
<p>ภายใต้การขายตัวเองเป็นสินค้า บางคน พยายามปกปิด กระทั่ง ใช้ยาเสพติดเพื่อให้ลืมเลือนความต้อยต่ำ ที่ตัวเองรู้สึก แต่หลายตัวละครเลือกที่จะ พยายามหาคุณค่าให้กับตัวเอง แม้เป็นเพียงคุณค่าจอมปลอม กระทั่งตัวมาม่าซังอย่าง  โคโค่เอง เธอแสวงหาความรักไม่รู้จบ เป็นความรักอันไร้ค่า ไร้ความหมาย ที่ฝ่ายชายเห็นเธอเป็นเพียงสิ่งของ สุดท้ายแล้วคุณค่าที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ตัวเอง กับความภูมิใจในชีวิต ในทางเลือกของตัวเอง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/008/waw2.jpg" alt="" /></p>
<p>ขอท้าวความถึงผู้กำกับภาพยนตร์ที่ชื่อว่า เฮอร์แมน เหยา กันซักหน่อย แม้จะโด่งดัง และถูกจดจำมากที่สุดกับการเป็นผู้กำกับ หนังเกรดสาม ประเภท ขายความรุนแรง ดุเดือดถึงเลือดถึงเนื้อ อย่าง ซาลาเปาเนื้อคน หรือ อีโบล่า ซินโดรม แต่จริงๆ แล้วเขาถือเป็นมือปืนรับจ้าง ทั้งตลก แอ็กชั่น หรือโรแมนติก เรียกว่าเป็นคนทำหนัง ตาสั่ง ตามแต่จะมีคนจ้างเรียกว่า ตอนนี้ก็มีผลงานเกือบ 50 เรื่องเข้าไปแล้ว</p>
<p>แต่สิ่งนักวิจารณ์ค่อนข้างให้ความชื่นชม ผู้กำกับคนนี้ก็คือ เขามักจะหาโอกาศทำงานประเภท "ไม่ขาย" แต่เป็นหนังเนื้อหาหนักหน่วง สะท้อนความเป็นจริงของสังคม แม้แต่งานอย่าง ซาลาเปาเนื้อคน หรือ อีโบล่า ซินโดรม ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่ว่านี้ อยู่เหมือนกัน ลีลาส่วนตัวของ เฮอร์แมน เหยา ค่อนข้างเถรตรง เล่าเรื่องด้วยความเรียบ แต่มีจุดเด่นอยู่ตรงที่การแสดงความเกรี้ยวกราด ได้อย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงความโมโหโกรธา ต่อความตกต่ำเลวร้ายของสังคม</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แนวทางที่ว่านี้ดูจะไม่สามารถ มีประสิทธิภาพอย่างที่แล้วมาในงานชิ้นนี้ Whisper and Moans เป็นงานที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์ มากกว่างานที่ผ่านมาของ เฮอร์แมน เหยา ค่อนข้างมาก หนังพูดถึงเรื่อง การต่อสู้กันของ ความภูมิใจในตัวเอง กับการถูกตัดสินโดยสังคม เป็นเรื่องของความขัดแย้งจากภายใน มากกว่าความรู้สึกแรงๆ ตรงๆ แบบหนังเก่าๆ ของเขา</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/008/waw7.jpg" alt="" /></p>
<p>Whisper and Moans พยายามสำรวจวงการค้าบริการ ทั้งในแง่จิตใจ และข้อมูล หนังบอกกล่าวข้อมูลประเภท "ข้อเท็จจริง" เกี่ยวกับอาชีพหญิงบริการในฮ่องกง กับแบบโต้งๆ กึ่งๆ จะเป็นสารคดี ประเภทให้ความรู้กลายๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลประเภท โรคติดต่อทางเพศ เอดส์ ซิฟิลิส เรื่องยาเสพติด ค่าตัว กระทั่งปัญหาการทะลักของ โสเภณีจากจีนแผ่นดินใหญ่</p>
<p>อย่างไร้ตาม เนื้อแท้ของหนังนั้น พูดถึงเรื่อง คุณค่าของชีวิต คุณค่าที่ปราศจากการติดสินของสังคม วิธีการของผู้กำกับในการสรุปเนื้อหาในแง่มุมนี้ ก็เรียกได้ว่า ง่ายดาย จนเกือบจะเป็นเล่นง่ายเลย หนังเลือกให้ตัวละครนักสังคมสงเคราะห์สาว ที่คอยติดตามช่วยเหลือ เหล่าหญิงบริการ ร่ายยาวเกี่ยวกับ ศักดิ์ศรีของอาชีพขายบริการ ลากยาวกันตั้งแต่แง่มุมทางประวัติศาสตร์ ที่งานขายบริการถูก บ่งการ และกดต่ำ โดยเพศชาย ให้ผู้หญิงเหล่านี้ต้องอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี งานบริการทางเพศ ควรจะเป็นทางเลือกขที่ผู้หญิงเหล่านี้ได้เลือก เพื่อโอกาศ หรือความจำเป็นในชีวิต โดยไม่โดนตัดสินใจสังคมภายนอก เป็นเนื้อหาที่ไม่เลวเลย แต่การนำเสนอค่อนข้างตื้นเขินไปซักหน่อย</p>
<p>ขอปิดท้ายด้วยเรตติ้งของหนังหน่อยนะครับ Whisper and Moans ได้รับเรต Cat III หรือเป็นหนังเกรด 3 นั้นเอง ประกอบกับเนื้อหาของหนังที่ว่าด้วยการค้าบริการทางเพศ ส่งพลให้เกิด "ความคิดหวังผิดๆ" ต่อหนังในแง่มุมแห่งความตื่นเต้น จากบรรดานักดูหนังเพศชายจำนวนไม่น้อย แท้จริงแล้ว เกรด 3 ของหนังนั้นได้รับมากจากการใช้ภาษา และเนื้อหาที่ว่าด้วยการค้าบริการ หาใช้ความหวือหวาทางภาพไม่ พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่มีอะไรขาวๆ ให้ดูอย่างที่หวัง ก็เรียกว่าแป็กกันไปตามๆ กันสำหรับความคาดหวังในด้านนี้</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/008/waw4.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Cameron Entertainement Co.<br />
<strong> กำกับ - </strong>Herman Yau Lai-To<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong> Ng Kin-Hung<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Yang Yee-Shan, Herman Yau Lai-To<br />
<strong> ถ่ายภาพ - </strong>Yu Kwok Bing<br />
<strong> ตัดต่อ - </strong> Yau Chi Wai<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Brother Hung<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Raymond Gwok Siu Keung<br />
<strong> แสดงนำ -</strong>Athena Chu Yan, Candy Yu On-On, Mandy Chiang Nga-Man, Yan Ng Yat-Yin, Monie Tung Man-Lei, Misia Chan Mei-Hei, Don Li Yat-Long, Patrick Tang Kin-Won, Ken Lo Wai-Kwong, Karen Tong Bo-Yu, Bonnie Wong Man-Wai, Kenny Wong Tak-Bun,  Emotion Cheung Kam-Ching</li>
<li><strong>Rating - </strong>3.5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Assembly - วีระบุรุษ เลือดล้างแผ่นดิน (2007, Feng Xiao-Gang)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=66</link>
<pubDate>Thu, 13 Mar 2008 12:05:11 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=66</guid>
<description><![CDATA[
คงไม่ใช่เรื่องผิดที่จะเรียก Assembly ว่]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/assembly02.jpg" alt="" width="470" height="202" /></p>
<p>คงไม่ใช่เรื่องผิดที่จะเรียก Assembly ว่าเป็น "Saving Private Ryan" ของจีน หนังอเมริกันปี 1998 เรื่องนั้นมีอิทธิพลต่อ วิธีการนำเสนอหนังสงคราม อย่างมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะหนังจากประเทศฝั่งตะวันตก หรือฝั่งตะวันออก ที่คนทำหนังแต่ละประเทศ เมื่อได้ชม Saving Private Ryan แล้วก็คงนึกอย่าง เล่าเรื่องสงครามในประวัติศาสตร์ของตน ด้วยภาพแห่งความสมจริงสมจังอย่างนั้นมั่ง ภาพลูกกระสุนทะลุผ่านเนื้อ เลือดกระเซ็นเป็นสาย นอกจากจะน่าสพรึ่งกลัว แล้วยังนับว่าเป็นความน่าตื่นตาตื่นใจชนิดหนึ่ง</p>
<p>ฟางเสี่ยวกัง ผู้กำกับเงินล้านของจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ไม่ว่าจะจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด ไม่ว่าจะหนังตลก หรือกำลังภายใน (The Banquet) ตัดสินใจสร้างหนังสงครามบ้าง เขาเลือกเอาการศึกที่พูดถึงสงครามกลางมืองของจีน ในปี 1948 การฆ่าฟันของเผ่าพันธ์เดียวกัน ระหว่างกองทัพประชาชนจีนของพรรคคอมมิวนิสท์ และกองทัพก๊กมินตั๋ง ของนายพลเจียงไคเซ็ค<!--more--></p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/assembly03.jpg" alt="" width="470" height="202" /></p>
<p>หนังเดินตามแบบแผนของหนังสงครามยุคใหม่ทุกประการ เรื่องราวสะเทือนใจ ภาพแห่งสงครามที่สมจริงสมจัง ซึ่งฟางเสี่ยวกัง ลงทุนว่าจ้างทีมงานจากเกาหลีผู้สร้างหนัง เทกึกกิ (ที่ได้รับแรงบัลดาจใจ มาจาก Saving Private Ryan) มาช่วยดูแลฉากสงครามให้ ทำให้ Assembly กลายเป็นหนังสงครามจีนเรื่องแรก ที่ก้าวไปสู่ยุคสมัยใหม่แห่งหนังประเภทนี้ อย่างไรก็ตาม คุณภาพ และความน่าสนใจของหนัง คงไม่ได้ตัดสินกันด้วยเฉพาะงานภาพ เนื้อหา และบทก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งแน่นอนว่าหนังจีน ที่สร้างด้วยภายใต้กฏระเบียบอันเคร่งครัด ถือเป็นเรื่องท้าทายไม่น้อยว่า ฟางเสี่ยวกัง จะสามารถเอาชนะข้อจำกัดอันนี้ไปได้หรือไม่</p>
<p>Assembly เล่าเรื่องโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ผู้กอง กูจื่อตี้ (จางฮั่นหยู) แห่งกองร้อยที่ 9 กองพันรบที่ร้อยสามสิบเก้า กองทัพภาคที่สาม ในการศึกครั้งหนึ่งกองร้อยของเขาถูกโจมตี จนนายทหารในหน่วยเสียชีวิต  ภายหลังการปะทะจนได้รับชัยชนะ กูจื่อตี้ ตัดสินใจสังหารทหารฝ่ายตรงข้ามทั้งที่ พวกเขายอมมอบตัวแล้ว ผลแห่งการกระทำก็คือ การคุมขังสามวันสามคืน และคำสั่งส่งกองร้อยที่เก้า ทั้ง สี่สิบก้าวนาย ไปทำหน้าที่ป้องกันเหมืองถ่านหิน ที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนัก</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/assembly04.jpg" alt="" width="470" height="202" /></p>
<p>คำว่า Assembly นั้นหมายถึงการเรียกรวมพล นี้เองที่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของทหารทุกคนแห่งกองร้อยที่ 9 ไปตลอดกาล การรบพุ่งที่เหมืองนั้นเป็นไปอย่างดุเดือด โดยฝ่ายของ กูจื่อตี้ เป็นฝ่ายที่ต้องตั้งรับแบบโงหัวแทบไม่ขึ้น ทหารของกองทัพก๊กมินตั๋ง โจมตีอย่างหนักหน่วงทั้งด้วยทหารเดินเท้า และขบวนรถถัง ที่ดาหน้ากันเข้ามาไม่หยุดหย่อน สิ่งที่พวกทหารรอก็คือเสียงเตรเรียกรวมพล เสียงที่จะเป็นสัญญานให้กองร้อยที่เก้า ถอยทัพกลับที่มั่น เมื่อถึงจุดหนึ่งของการรบ ทุกคนได้ยินเสียงที่รอคอย เสียงเตรสัญญานแห่งการรอดชีวิตได้มาถึง  แต่มีเพียงผู้กองกูจื่อตี้ เท่านั้นที่ไม่ได้ยิน เขายืนยันให้ทหารทุกนายประจำการรบต่อไป ไม่มีการถอยทัพใดๆ ทั้งสิ้น</p>
<p>สิ่ง ที่ Assembly แตกต่างจากหนังสงครามเรื่องอื่นๆ ก็คือครึ่งหลังของเรื่อง ขณะที่ครึ่งแรกหนังระดมฉากแอ็กชั่น อันเข้มค้นรุนแรงใส่คนดูแบบไม่ยั้ง ครึ่งหลังหนังเล่าเรื่องของตัวละครในลักษณะของ ชีวิตหลังสงครามอันเจ็บปวด จากการกลายเป็นคนสาบสูญทางประวัติศาสตร์ ทหารที่เหลือรอดชีวิต ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด เพื่อการตามหาเกียรติยศที่สาบสูญ ตามหาร่าง ซากกระดูกไร้วิญญาน และชื่อที่ถูกลืม ของสหารที่เคยร่วมรบกันมา</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/assembly05.jpg" alt="" width="470" height="202" /></p>
<p>อย่างที่กล่าวไปตอนข้างต้นนะครับ การสร้างหนังสงคราม อันเป็นหนังประเภทที่นำเสนอเรื่องความขัดแย้งอุนรุนแรงนั้น ดูจะเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับนักทำหนังชาวจีนอยู่ไม่น้อย เพราะกฏระเบียบที่เข้มข้น เกี่ยวกับการเสนอภาพของรัฐบาล หรือพรรคคอมมิวนิสท์ ที่วุ่นวายไปกว่านั้นหนังต้องพยายามหลีกเลี่ยง การใช้นำเสียงแห่งการสั่งสอนอันซ้ำซากจำแจ และที่หนักไปกว่าันั้น ความสุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อ ชูค่านิยมคลั่งชาติ แบบหนังสงครามจีนที่เคยสร้างกันมา</p>
<p>สิ่งที่ฟางเสี่ยวกังทำก็คือ การพยายามไม่แตะต้องประเด็นอันล่อแหลมใดๆ ทั้งสิ้นที่จะทำให้หนังสุ่มเสี่ยงต่อ กรรไกรเซ็นเซอร์ หรือจะทำให้หนังกลายเป็นเพียงหนัง Propaganda อีกเรื่องของจีน ไม่่ว่าจะเป็น หลีกเลื่องการวิจารณ์ แนวคิดเรื่องสงคราม (เชิดชู หรือต่อต้าน) หลีกเลี่ยง การวิจารณ์บทบาทของพรรคคอมมิวนิสท์ แม้กระทั่งทหารก๊กมินตั๋ง ตัวละครไม่ว่าจะ ฝ่ายศัตรู หรือนายทหารผู้บังคับบัญชา ล้วนถูกสร้างให้มีมิติเดียว ที่ให้ภาพลักษณ์ออกมากลางๆ ไม่ได้สื่อไปถึงความดี ความเลว หรือมิติแห่งความลึกซึ้งใด ที่จะสัมผัสได้</p>
<p>Assembly มุ่งความสนใจไปที่ตัวละครหลักเป็นสำคัญ นำเสนอพวกเขาด้วยภาพทหารตัวเล็กๆ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง  ด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างยกย่อง และให้ความเห็นใจ ที่มีความยิ่งใหญ่ ไม่สมควรที่จะลืมเลียน ทั้ง ยกย่องการเสียสละทั้งร่างกาย และจิดตใจในการปฏิบัติหน้าที่ และพยายามรับความรับผิดชอบต่อคำสั่ง ที่ล้วนนำมาซึ่งความเจ็บปวด หนังยังเชิดชู และที่สำคัญ รับผิดชอบต่อพวกพ้องที่ร่วมเสี่ยงชีวิตด้วยกันมา</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/assembly06.jpg" alt="" width="470" height="202" /></p>
<p>น่าเสียดายที่ ฟางเสี่ยวกัง ไม่สามารถประสบความสำเร็จในการ วาดภาพวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของ กองร้อยที่เก้า ได้อย่างเต็มร้อย ปัญหาหลักของ  Assembly ก็คือหนังไม่สามารถสร้างอารมณ์ร่วม ระหว่างคนดูกับตัวละครได้ดีพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวละครประกอบทั้งหลายในเรื่อง ตัวแทนของทหารที่สูญเสียชีวิตใสงคราม น่าเสียดายที่บางตัวบางตัวละครเราแทบจะจำค่าตาไม่ได้เลย ขณะที่บางตัวก็เหมือนรู้จักเพียงแค่ผิวเผิน ด้วยเหตุนี้ หนังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากฉากการสูญเสีย เพื่อกระตุ้นอารมณ์สะเทือนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเราไม่รู้สึกผูกผันกับเพวกเขาดีพอ ในช่วงครึ่งแรกของการสูญเสีย นั้นส่งผลโดยตรงต่อครึ่งหลังของหนัง ที่ไม่สามารถผลักดันอารมณ์แห่งความสลดหดหู่ รวมถึงชัยชนะของตัวละครในช่วงสุดท้ายของหนัง ได้ถึงในจุดที่เหมาะสม</p>
<p>ขอสารภาพว่าโดยส่วนตัวนั้นไม่ค่อยจะถูกชตาหนังของ  ฟางเสี่ยวกัง นัก งานของเขาเป็นงานพาณิชที่ดีทั้งภาคงานสร้าง แต่มีลีลาการเร้าอารมณ์บางอยู่ ที่ไม่ค่อยถูกรสนิยมส่วนตัวของผมเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยฟางเสี่ยวกัง พิสูจน์ตัวเองได้พอสมควรในการเป็นคนทำหนัง ที่แสงหาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่กลัวที่จะเดินออกนอกแนวแห่งความสำเร็จเดิมๆ เขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการทำหนังตลก ตามรสนิยมคนจีนแผ่นดิใหญ่ เมื่อเปลี่ยนแนวมาทำหนังกำลังภายใน ก็กล้าหาญที่จะเล่าเรื่องด้วยลีลาที่แตกต่าง ด้วยการเล่าเรื่องราวโมโลดราม่า เพื่อนำเสนอศิลปะ วัฒนธรรม อันเก่าแก่ของจีน ด้วยรูปแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน</p>
<p>ใน Assembly ฟางเสี่ยวกัง ทำหนังสงครามที่เสนอภาพแห่งความสมจริง ด้วยการความทะเยอทะยานอันสูงลิ้ว แต่กลับเลือกดาราที่เราแทบไม่รู้จัก หรือเคยเห็นหน้ามาก่อนเลย มารับบทนำ การนำเสนอของหนังอาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง (ไม่ว่าจะด้วยวิธีการเล่าเรื่องของผู้กำกับเอง หรือกฏระเบียบจากรัฐบาลจีน) สิ่งที่ไร้ข้อโต้แย้งก็คือ การแสดงของ ดาราโนเนมที่ชื่อว่า จางฮั่นหยู ที่ให้ภาพของมนุษย์คนหนึ่งที่มีเลือดมีเนื้อ มีพัฒนาการ การแสดงของเขานับเป็น ไฮไลท์สำคัญของหนังอย่างแท้จริง ช่วยทำให้หนังที่บกพร่องด้านความลึกซึ้ง มีมิติให้จับต้องขึ้นมาได้</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/assembly07.jpg" alt="" width="470" height="202" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>China Film Co-Production Corporation, Huayi Brothers, MK Pictures, Media Asia Films, Shanghai Film Group<br />
<strong> กำกับ - </strong>Feng Xiaogang<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Chen Kuo-fu, John Chong, Feng Xiaogang, Wang Zhongjun, Wang Zhonglei, Guan Yadi<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Liu Heng<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>Lue Yu<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong> Liu Miao-Miao<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Wang Li-Guang<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Zhang Chunhe, Zhao Jing, Zheng Xiaofeng<br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Zhao Hai<br />
<strong> เทคนิคพิเศษทางภาพ- </strong>Phil Jones<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Park Ju-Chun<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Zhang Hanyu, Yuan Wenkang, Tang Yan, Wang Baoqiang, Li Naiwen, Ren Quan, Fu Feng, Hu Jun, Liao Fan, Deng Chao, Tian Hairong</li>
<li><strong>Thailand Distribution -</strong> ออกแผ่น DVD VCD โดย โรส มีเดีย</li>
<li><strong>Rating - </strong>3.5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Warlords - 3 อหังการ์เจ้าสุริยา (2007, Peter Chan)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=49</link>
<pubDate>Sun, 02 Mar 2008 08:23:23 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=49</guid>
<description><![CDATA[
ในศึกกบฎไท่ผิง ผางชิงหยุน (หลี่เหลี]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/warlords05.jpg" alt="" width="480" height="194" /></p>
<p>ในศึกกบฎไท่ผิง ผางชิงหยุน (หลี่เหลียงเจี๋ย) รอดชีวิตมาจากส่งครามครั้งใหญ่ ทหารพันกว่าชีวิตของเขาเสียชีวิต ผางชิงหยุนแกล้งตาย นอนอยู่ท่ามกลางศพพี่น้องมากมาย แม่ทัพหนุ่มจึงเอาชีวิตรอดมาได้ แต่ชีวิตที่เหลือของเขาคงมีแต่ความกล้ำกลื่น เขาพาร่างที่บอบช้ำทั้งกาย และใจมาถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ผางชิงหยุนแทบเอาตัวไม่รอดถ้าไม่ใช่ เพราะเขาได้พบกับหญิงสาว ชาวบ้านคนหนึ่ง เป็นนางนี้เองที่ช่วยต่อชีวิตให้กับผางชิงหยุน ด้วยซุปชามเล็กๆ ที่ตกถึงท้อง และที่ยิ่งไปกว่านั้นช่วงเวลาที่เขา และนางได้อยู่ร่วมกัน ในบ้านร้างแห่งนั้น เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แค่ข้ามคืน แต่มันได้ต่อชีวิตของ ผางชิงหยุน ไปอีกยาวนาน <!--more--></p>
<p>ต่อมาไม่นาน ผางชิงหยุน เข้าร่วมกับ กลุ่มชาวชกรรณ์ในหมู่บ้าน ที่รวมตัวกันเป็นโจรป่าคอยปล้นสะดมจากกองทัพ เพื่อนำเสบียงมาเลี้ยงท้องของทั้งตนเอง และผู้อื่นในหมู่บ้าน โดย ชายที่ชื่อว่า เฉาเอ่อหู่ (หลิวเต๋อหัว) และคนหนุ่มอย่าง จางเหวินเฉียง (ทาเคชิ คาเนชิโร่) เป็นผู้ช่วย ความเชี่ยวชาญในการศึกสงครามของ ผางชิงหยุน ช่วยให้เขามีส่วนสำคัญในชัยชนะครั้งหนึ่งของกองทัพนอกกฏหมายฝูงนี้</p>
<p align="center"><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/warlords02.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่สิ่งเดียวที่สร้างความตกตะลึกแก่ ผางชิงหยุน มากที่สุดก็คือ หญิงสาวชาวบ้านคนนั้นของเขา แท้จริงแล้วเป็นภรรยาของสหายหน้าใหม่อย่าง เฉาเอ่อหู่ นั้นเอง อาเลี่ยน (ซูจิงเล่ย) คือชื่อของนาง อาเลี่ยนเป็นสาวชาวบ้านจากซูโจว นางถูกครอบครัวขายให้กับซ่องตั้งแต่อายุ 15 แต่ก็ได้ เฉาเอ่อหู่ ที่เติบโตมาด้วยกันช่วยเหลือ เขาฆ่าคนครั้งแรกก็เพื่อช่วยนาง สำหรับอาเลี่ยน ความสัมพันธ์กับเฉาเอ่อหู่ จึงเป็นเรื่องของการตอบแทนบุญคุณ เขาเป็นคนดีเป็นลูกผู้ชายตัวจริง ให้เกียรตินางเสมอ อย่างไรเสียนางให้เขาได้ เพียงแค่การตอบแทนบุญคุณเท่านั้น นั้นแตกต่างกันสิ้นเชิงกับความรู้สึกที่อาเลียนมีต่อ ผางชิงหยุน การพบกันในครั้งนี้สถาณภาพของทั้งคู่ กลายเป็นพี่สามี น้องสะใภ้ หาใช่ หญิงสาวชาวบ้านกับนายทหารแตกทัพอย่างครั้งเก่าก่อนอีกต่อไปแล้ว การเจอหน้าของ ผางชิงหยุน กับอาเลี่ยน จึงมีแต่ความกระอักกระอ่วน</p>
<p>ในช่วงเวลาสงครามเช่นนี้ ถึงแม้กลุ่มโจรจะเอาตัวรอดไปได้วันๆ แต่ชีวิตก็ยากลำบากขึ้นทุกวัน อาหารหาได้น้อยลงเรื่อยๆ ที่เจ็บปวดยิ่งกว่า ข้าปลาที่ปล้นมาได้มากลับถูกทหาร แย้งชิงไปง่ายๆ เสมอๆ เป็นผางชิงหยุน ที่เสนอว่าแทนที่จะอยู่อย่างนี้ ปล่อยให้ทหารเอาเปรียบ สู่ไปสมัครเป็นทหารเสียเองจะดีกว่า อย่างน้อยก็ได้เบี้ยหวัด ถ้าโชคดีชีวิตก็อาจถึงคราก้าวหน้า ด้วยเส้นสายแต่เก่าก่อนของ ผางชิงหยุน โอกาศก็น่าจะมีไม้น้อย สุดท้ายผู้นำกองโจรอย่าง เฉาเอ่อหู่ ตัดสินใจทำตามข้อเสนอ ทั้งสาม ผางชิงหยุน, เฉาเอ่อหู่ และจางเหวินเฉียง จึงตัดสินใจสาบานเป็นพี่น้อง ที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุข กันนับแต่นี้เป็นต้นไป</p>
<p align="center"><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/warlords06.jpg" alt="" /></p>
<p>หลังจากเข้าร่วมกับกองทัพทุกอย่างกลับไม่ง่ายดายอย่างที่คิด สงครามยังดำเนินไปอย่างยาวนานจากเดือนเป็นปี จากปีเป็นหลายปี ผู้คนล้มตายไปมากมาย เช่นเดียวกันกับ ความเหน็จเหนื่อยจากการตรากตรำทำสงคราม และกองซากศพของเพื่อนพ้อง ด้วยสติปัญญาและความสามารถทางการทหารของผางชิงหยุน บารมีต่อพวกพ้องของเฉาเอ่อหู่ และความกล้าหาญไม่ยี่หระต่อความตายของ จางเหวินเฉียง ทั้งหมดสร้างความเกรียงไกรให้กับ กองทัพของทั้งสาม เฉาเอ่อหู่ มีเป้าหมายสำคัญของก็คือการปกป้องชีวิตคนรอบข้างไว้ให้ได้มากที่สุด คนในหมู่บ้าน เพื่อนรวมรบ พี่น้อง รวมถึงสัจจะต่อศัตรู เมื่อผางชิงหยุน ตัดสินใจประหารทหารสองนาย ที่ลงมือข่มขืน สาวชาวบ้าน เขาพยายามขัดขวาง เฉาเอ่อหู่ ไม่เข้าใจว่าความผิดเล็กน้อยเพียงนี้ สมควรหรือต้องถึงกันประหารพวกเดียวกันเอง หรือศัตรูที่ไร้ทางสู้ ทหารเชลยสงครามสี่พันผู้ยอมจำนนที่เมืองซูโจว ที่ล้วนถูกฆ่าอย่างเลือดเย็น ฉาเอ่อหู่ ไม่เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องปลิดชีพศัตรูผู้พ่ายแพ้ไปแล้ว</p>
<p>ผางชิงหยุน เชิดชูในคุณธรรมในแบบอุดมคติของเขา การยุติสงคราม และสันติสุขที่แท้จริง เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น ชีวิตนายทหารสองนายของฝ่ายตรงข้าม จนไปถึงชีวิตสี่พันของทที่เมืองซูโจว ล้วนถูกบูชายัน สำหรับผางชิงหยุน ชีวิตหลักพันที่ต้องแลกกับประชากรอีกนับล้าน นั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และรอยราวก็เริ่มมาจากตรงนี้เอง</p>
<p>ในฐานะน้องคนเล็ก จางเหวินเฉียง นั้นไม่ได้มีหน้าที่ในการติดสินใจอะไรมากมาย ไปกว่าทำตามคำสั่งของพี่ทั้งสอง พื้นแพแล้ว จางเหวินเฉียง เป็นคนซื่อบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง คนซื่อบริสุทธิ์ในยุคสมัยแห่งสงคราม ก็คงไม่ใช่ความหมายเดียวกันความซื่อบริสุทธ์ในปัจจุบัน จางเหวินเฉียง มักคิดอะไรแทบจะเรียกได้ว่าชั้นเดียว คิดจะฆ่าก็ฆ่า ขณะเดียวกันก็สามารถหลั่งน้ำตาให้กับความสูญเสียได้อย่างง่ายดาย แต่เห็นได้ชัดว่า จางเหวินเฉียง คล้อยตาม และอาจจะเริ่มศรัธทาต่อบางสิ่งบางอย่างในตัวพี่ใหญ่ ความศรัธทานี้เองที่กลับมาทำร้ายให้ จางเหวินเฉียง ต้องเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสในตอนท้ายเรื่อง สงครามจบลงพร้อมกับความรุ่งเรื่องในอาชีพราชการของ ผางชิงหยุน และความบาดหมางของ เป็นความบาดหมางที่ยากจะบรรเทาเหลือเกิน ...</p>
<p align="center"><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/warlords08.jpg" alt="" /></p>
<p>การหยิบเรื่องราวของความเชื่อเรื่องพี่น้อง (Brotherhood) การทรยศหักหลัง หรือการล้างแค้น มาสร้างนั้น ชวนให้สงสัยเหลือเกิน ว่าจะมีแง่มุมอะไรใหม่ๆ ให้กับเรื่องราวดังกล่าวได้อีกหรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคำนวนถึงจำนวน หนังประเภทเดียวกันนี้ที่ถูกสร้างออกมาโดยคนทำหนังชาวจีน ก็เรียกว่านับกันได้ไม่หวาดไม่ใหว ไม่ว่าจะทำหนังแนวอะไร จอมยุทธ กังฟู มาเฟีย ดูเหมือนเรื่องราวของพี่น้องต่างสายเลือดนั้นถูกเสนอมาเป็น ใจความสำคัญของหนังลำดับต้นๆ มาโดยตลอด เรื่องราวของความเชื่อเรื่องพี่น้อง การเป็นพี่น้องร่วมสาบานในวัฒนธรรมจีน (ขอออกตัวกันล่วงหน้าว่า นี้เป็นข้อมูลที่ได้จากการดูหนังแบบล้วนๆ ถ้าในข้อเท็จจริง มีอะไรที่ผิดแปลก แตกต่างไปก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ) เป็นที่เข้าใจดีอยู่แล้วว่า เต็มไปด้วยรายละเอียดแห่งพิธีกรรม เป็นเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ การทรยศหักหลังพี่น้อง ก็เป็นเหมือนบาปที่อยู่ในขั้นสูงสุด เรื่องราวประเภทนี้ในหนังก็เลยมักถูกเล่าด้วยน้ำเสียง ที่อ้างอิงความเชื่อดังกล่าวอยู่เสมอมา เช่นเดียวกับรูปแบบความสัมพันธ์นี้ในหนัง ที่มักจะถูกเล่าในลักษณะของการ "ละไว้ในฐานที่เข้าใจ" เสมอมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลับดู "จริง" อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน</p>
<p>น่าชมเชยทีมงานผู้สร้าง The Warlords พวกเขาสามารถสรรค์หามุมมองใหม่ๆ ให้กับเรื่องราวทำนองนี้ได้ ความใหม่ที่ว่าก็คือ การวาดภาพที่ชัดเจน ที่สัมผัสได้ ของความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องต่างสายเลือด ด้วยลีลาการเล่าเรื่องที่ทันสมัย ปีเตอร์ ชาน เองบอกไว้ว่าเรื่องราวประเภทนี้เป็นจิตวิญญานของคน และภาพยนตร์จากฮ่องกง โดยเฉพาะจากหนังกำลังภายในเก่าๆ หรือหนังอย่าง โหด เลว ดี เขาหวังว่าด้วย ภาษาหนังแบบสากล โดยเฉพาะแนวคิดที่ค้นหาแรกกระตุ้น และการกระทำอย่างเป็นเหตุเป็นผล จะช่วยให้ชาวต่างชาติ และคนรุ่นใหม่ สัมภัสได้ถึงจิตวิญญานแบบเดียวกัน ที่มากกว่านั้น The Warlords ยังก้าวล่วง ไปวิพากวิจารณ์ค่านิยมแห่งความเป็นพี่น้องของชาวจีน ทั้งในมุมมองที่เห็น ค่านิยมดังกล่าวเป็นเพียงดังภาพลวงตา ที่ยึดอยู่กับความเชื่อโบราณ และผูกโยงความเชื่อ และค่านิยมดังกว่า ดังกล่าวไปสู่การเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อผลประโยชน์ทางการทหาร</p>
<p align="center"><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/warlords04.jpg" alt="" /></p>
<p>ตัวละครหลักทั้ง 3 ตัวนั้นมองเห็นในสิ่งที่เรียกว่า "พี่น้อง" ในมุมมองที่ต่างกันออกไป คนบ้านป่าอย่าง จางเหวินเฉียง และเฉาเอ่อหู่ ก็นับถือในสิ่งนี้อย่างคนจีนพื้นฐานทั่วๆ ไป คำสาบานที่ได้ให้ไว้ในเมืองเล็กๆ แห่งนั้นเป็นเหมือนวาจาศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าพี่ใหญ่จะพาพวกเขาบุกนรกสวรรค์ที่ไหน น้องรอง และน้องเล็กอย่างพวกเขาก็พร้อมจะไป เช่นเดียวกันที่ไม่ว่าพี่น้องจะแปรเปลี่ยนไปเพียงแค่ไหน แต่คำสาบานก็ยังคงอยู่ตลอดไป แต่คนอย่าง ผางชิงหยุน นั้นแตกต่างออกไป เขาเห็น พิธีกรรม และความเชื่อเป็นแค่เรื่องเหลวใหล ในตอนหนึ่งของเรื่อง จากปากคำของ จางเหวินเฉียง พี่ใหญ่อย่างผางชิงหยุน ได้บอกกับตนที่เป็นน้องเล็ก และเฉาเอ่อหู่ที่เป็นน้องรองว่า "ข้าไม่เชื่อในเรื่องพิธีกรรมอะไรทั้งนั้น แต่ข้าเชื่อมั่นในตัวพวกเจ้า" น่าเสียดายที่ ความเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวพี่น้อง ของ ผางชิงหยุน ไม่อาจเทียบเท่า และคงอยู่ได้ตลอดไป อย่างที่เขา ความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อตนเอง</p>
<p>ไม่น่าแปลกใจที่ผางชิงหยุนสามารถทรยศต่อพี่น้องได้ เพราะเขาเชื่อมั่น ในความรู้สึก และปราถนาที่แท้จริงของตัวเอง หาใช่ความศักดิ์สิทธิ์จากถ้อยคำแห่งการสาบาน เขาเชื่อมั่นในน้องชายทั้งสอง ในฐานะเป็นแขนเป็นขา และเมื่อแขนและขา ไม่สามารถใช้งานได้ดังเดิม ผางชิงหยุน ก็พร้อมจะตัดให้ส่วนหนึ่งของร่างกายนั้นขาดสะปั้นออกไป อย่างไรเสียก็เป็นแค่แขนขา ตัดออกได้ชีวิตก็ได้ไม่สูญสลายไปใหน แต่มันก็เจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ในตอนสุดท้าย ผางชิงหยุน อาจจะคิดว่าตนสามารถหลุดพ้นจากภาพลวงตาในเรื่องพี่น้องร่วมสาบาน และสามารถใช้ประโยชน์จากมัน เขากลับติดกับอยู่กับภาพลวงตาอีกประเภทหนึ่ง และถูกหลอกใช้เช่นเดียวกันจากผู้ที่อยู่เหนือหัวขึ้นไป ภาพลวงตาที่ชื่อว่าความทะเยอทะยาน บางคนอาจจะมองว่า ผางชิงหยุน นั้นมักใหญ่ใฝ่สูง หลงใหลในลาบยศ นั่นก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด ความทะเยอทะยานส่วนตัวของเขา ผสมปนแปกันอยู่ระหว่าง ความสำเร็จส่วนตัว อุดมการอันยิ่งใหญ่ กิเลสตัณหา และสุดท้ายสิ่งเหล่านี้ก็กลืนกินชีวิตเขาไปอย่างไม่รู้ตัว</p>
<p align="center"><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/warlords03.jpg" alt="" /></p>
<p>ไม่แตกต่างอะไรกับการที่ เขาลักลอบมีสัมพันธ์กับอาเลี่ยน ที่เป็นน้องสะใภ้ ถ้าพี่น้องเป็นแขนขา อาเลี่ยนก็เหมือนชีวิตของ ผางชิงหยุน ถ้าไม่มีนางในวันนั้น ชีวิตของผางชิงหยุน ก็คงจะจบสิ้นตามกองทหารหนี่งพันหกร้อยนายของเขาไปแล้ว เกี่ยวกับข้อสงสัย ถึงการตัดสินใจ และความรัก ของตัวละครหญิงตัวเดียวในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจคบชู้สู่ชายของเธอ ถ้าเป็นฉบับดังเดิม คงจะเข้าใจกันได้โดยง่ายเมื่อลองเปรียบเทียบผู้แสดงอย่าง ตี้หลุง และเฉินกวนไท้</p>
<p>คำถามที่น่าคิดคือ ตัวละคร ผางชิงหยุน มีอะไรให้น่าหลงใหล หนังไม่ได้มีรายละเอียดอะไรมากมายเกี่ยวกับแง่มุมแห่งความมีเสน่ห์ ของตัวละครเท่าไหร่นัก ยิ่งเมื่อพิจารณาจากรูปลักษณ์ของตัวละคร (และนักแสดงอย่าง หลีเหลียงเจี๋ย) แล้วยิ่งไม่ชวนให้คล้อยตาม ถ้าจะลองคาดเดา การมีอดีตเป็นถึงนายทหาร ผางชิงหยุน มีพื้นฐานทางการศึกษาที่ดีกว่า ที่ก็น่าจะผลต่อ จิตใจละเอียดอ่อน และสามารถเข้าอกเขาใจในผู้หญิงได้มากกว่า มีฉากเล็กๆ ที่ ผางชิงหยุน เอยปากถามถึงที่มาพื้นแพบ้านเกิดของ อาเลี่ยน เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพียงแค่นี้ แต่ถ้าลองสังเกตุ ไม่เคยมีซักครั้งที่นางจะได้รับความสนใจในเรื่องเล็กน้อยอย่างนี้ อย่างไรก็ตามสิ่งชัดเจนที่สุดที่แสดงออกถึง ความแตกต่างออกไปของผางชิงหยุนก็คือ เขาเป็นคนเดียว คนแรก และคนสุดท้าย ที่มีชีวิตอาศัยพึ่งพาต่ออาเลี่ยน จะเรียกว่านี้เป็น หนี้บุญคุณ หรือจะเรียกเป็นหนี้ชีวิตก็ไม่ผิดนัก นางเป็นผู้ดึงเขาออกมาจากความตาย ความสิ้นหวังตกต่ำ หญิงสาวที่เคยอยู่ไร้ความหมายต่อทุกคน ตลอดชีวิตของอาเลี่ยนมีแต่เธอที่พึ่งพาผู้อื่น ผางชิงหยุน ไม่ใช่เพียงคนรัก แต่ยังเป็นหลักฐานเดียว ที่ทำให้อาเลี่ยนยังมองเห็น ชีวิตของตนเองยังมีคุณค่าอยู่บ้าง</p>
<p align="center"><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/warlords07.jpg" alt="" /></p>
<p>บทบาทตัวละครหญิงใน The Warlords ดูเหมือนจะสะท้อนชีวิตผู้หญิงในยุคสมัยของสงครามได้พอสมควร ในสงครามยุคโบราณที่กำลังกายเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ในการตัดสินชัยชนะ และการอยู่รอด สตรีจึงกลายสภาพเป็นสิ่งที่เกือบไร้ประโยชน์ (แน่นอนว่าคุณสมบัติบางประการที่รู้กันอยู่ของพวกนาง ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น) ถ้าสังเกตุกันให้ดีก็จะพบว่าตัวละครหญิง (ที่มีอยู่คนเดียว) ในเรื่องนั้นดูจะไม่ได้มีความรับผิดชอบอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน สิ่งที่เธอทำอยู่เสมอเห็นจะมีอยู่อย่างเดียว นั้นก็คือการถอดเสื้อหาสามีเมื่อเขากลับมาถึงบ้าน แม้กระทั่งการร่วมรัก ก็ดูจะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบ ของฝ่ายชายเสียเป็นส่วนใหญ่ อันนี้โดยส่วนตัว แง่มุมของหนังที่ผมประทับใจมากที่สุดก็มาจาก ตัวละครที่แสดงโดย หลี่เหลียงเจี๋ย และซูจิงเหล่ย นี้เองครับ The Warlords นั้นเป็นงานที่นำเสนอแง่มุมของความเจ็บปวดบนความสัมพันธ์พี่น้อง ตัวละครที่อย่าง เฉาเอ๋อหู่ และจางเหวินเฉียง นั้นเจ็บปวดจากการพังทลายของค่านิยมพี่น้อง คำสาบาลอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา กลายเป็นเพียงเรื่องโง่เขลาครั้งหนึ่งในอดีต แต่ความเจ็บปวดของ ผางชิงหยุน กับอาเลี่ยน นั้นแตกต่างออกไป เจ็บปวดต่อความเลวของตัวเอง ที่ตัวละครทั้งสองจมลึงลงไปเรื่อยๆ โดยไม่สามารถแก้ไข หรือขัดขื่นอะไรได้เลย ซึ่งในความรู้สึกส่วนตัวของผม มันสะเทือนใจมากๆ</p>
<p>The Warlords เป็นงานที่ยิ่งใหญ่มีความยอดเยี่ยมในหลายๆ ส่วน หนังเองใช่ว่าไร้รอยขีดข่วน ความไม่ต่อเนื่องในบางช่วงบางตอนของหนัง ฉาก "ลอบสังหาร" ที่ส่วนตัวผมเห็นว่าพลังยังไม่สามารถเทียบเคียงได้กับในฉบับเก่า แต่ภาพรวมของ The Warlords นั้นน่าพอใจเหลือเกินทั้งงานสร้างยิ่งใหญ่ การแสดงอันยอดเยี่ยม (ถึงแม้ความสำคัญ ความลึกซึ้งของแต่ละบทจะแตกต่างจากกันไป) และเนื้อหา ที่วาดภาพค่านิยมแห่งชาติ อย่างการบูชาความสัมพันธ์พี่น้องให้เป็นทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขณะเดียวกันก็เจ็บปวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเจ็บปวดที่เกิดจากการเลือก ในช่วงเวลาแห่งความโกลาหลอย่างนั้น การยึดติดไม่ว่าจะเป็นต่อ ประเพณีและความเชื่อ หรือความปราณนาสูงสุดส่วนตัว ล้วนให้ผลที่เจ็บปวด สรุปโดยย่อ The Warlords เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ มันสะเทือนใจ ฟูมฟาย และเต็มไปด้วยความพยายามในการเร้าอารมณ์ เป็นความยิ่งใหญ่ในแบบฮ่องกงโดยแท้</p>
<p align="center"><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/warlords09.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับ The Warlords</strong></p>
<p align="center">- 1 -</p>
<p>"The Warlords เป็นการทำงานครั้งแรกของผู้กำกับ ปีเตอร์ ชาน ที่อยู่นอกอนาเขตของความเป็นหนังรักโรแมนติก" ปีเตอร์ ชาน นั้นดูจะสนุกอยู่กับการลองของใหม่อยู่เสมอๆ เมื่อ 5 ปีที่แล้วเขาบอกว่าเป็นคนไม่ชอบทำหนังผี เพราะไม่กลัวผี เลยไม่รู้จะสื่อสารความกลัวออกมาอย่างไง (ให้สัมภาษณ์ในการสร้างหนังเรื่อง Three: Going Home) อีกสามปีต่อมาเขาบอกว่าไม่ได้เป็นคนชอบหนังเพลง และคิดว่าปัญหาของหนังเพลงฮ่องกงนั้นมีมาโดยตลอด สืบเนื่องจากเหตุผลที่ว่า คนฮ่องกงเต้นรำไม่เป็น แต่อยากสร้างงานที่ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง เป็นมหรสรรพขนาดใหญ่ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ (ให้สัมภาษณ์ในการสร้างหนังเรื่อง Perhapes Love) เช่นเดียวกันในปีนี้ ปีเตอร์ ชาน พูดถึงความไม่ชอบในหนังแอ็กชั่นกังฟูของตนว่า เขาไม่สามารถรู้สึกสนุกไปกับหนังประเภทนี้ได้ ถ้าดูก็จะ fast forward ไปจนจบฉากต่อสู้ ให้รู้ว่าใครแพ้ ใครชนะก็คือ เบื้องหลังความสำเร็จของปีเตอร์ ชาน ก็คือความเก่งฉกาจในการเป็นนักเล่าเรื่อง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง และกินใจ แน่นอนหนัง แอ็กชั่น The Warlords ของเขาก็ดำเนินแนวทางเดียวกันนี้เหมือนกัน</p>
<p align="center">- 2 -</p>
<p>"นี้ไม่ได้เป็นการรีเมกหนังเรื่อง เดชไอ้เปีย (The Blood Brother) ของจางเชอะ" ถึงแม้หนังทั้งสองเรื่องจะมีเนื้อหาเดียวกัน (แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างเล็กน้อย) ถึงแม้หนังทั้งสองเรื่องจะเน้นถึงความสัมพันธ์ อันซับซ้อนข่มขื่นกล่ำกลื่นระหว่างชายหนุ่มเช่นเดียวกัน หนังด้วยเสียงของตัวละคร ตัวเดียวกัน ถึงแม้ ปีเตอร์ ชาน จะยอมรับว่าก่อนจะสร้างหนังเรื่องนี้ เขาใช้เวลาดูหนังชอว์บราเดอร์หลายของชางเชอะอยู่หลายเรื่อง และสดุดใจกับ The Blood Brother จนเลือกที่จะหยิบเรื่องนี้ออกมาสร้าง แต่ "นี้ไม่ได้เป็นการรีเมกหนังเรื่อง เดชไอ้เปีย ของจางเชอะ" ปีเตอร์ ชาน เค้าว่าอย่างงั้น</p>
<p align="center">- 3 -</p>
<p>"นี้ไม่ใช่หนังกำลังภายใน" ปีเตอร์ ชาน บอกไปประมาณสามแสนแปดหมื่นครั้ง ในการให้สัมภาษณ์ว่า The Warlords ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ The Warlords ถูกจัดวางให้อยู่ในรูปแบบของหนังประวัติศาสตร์ ที่เล่าเรื่องราวของสงคราม ภาพของการฆ่าฟันถูกถ่ายทอดออกมา ด้วยความสมจริงสมจังแบบเต็มรูปแบบ ความสมจริงที่ว่านั้นลุกลามไปถึงหลายๆ ส่วนของหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงให้เห็นถึง ภาพความอดยากค้นแค้นในยุคสมัยของสงคราม</p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัท - </strong>Beijing Polybona Film Publishing Co., Ltd., China Film Group Corporation, Media Asia Film Company Limited, Morgan &#38; Chan Films<br />
<strong> อำนวยการสร้าง -</strong> Peter Chan Ho Sun<strong><br />
กำกับ -</strong> Peter Chan Ho Sun<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Peter Chan Ho Sun<strong><br />
ถ่ายภาพ - </strong>Arthur Wong Ngok Tai<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Yee Chung Man<strong><br />
กำกับคิวบู๊ - </strong>Tony Ching Siu Tung<strong><br />
แสดงนำ - </strong>Jet Li, Andy Lau Tak Wah, Kaneshiro Takeshi, Xu Jing Lei</li>
<li><strong>Thailand Release - </strong>เข้าฉาย เมื่อ พฤหัสบดี 13 ธันวาคม โดยสหมงคลฟิล์ม ออกแผ่น DVD โดย EVS</li>
<li>Related and Recommendation - The Blood Brothers (งานต้นฉบับ)</li>
<li><strong>Rating -</strong> 5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Pye-Dog (2007, Derek Kwok Chi-Kin)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=38</link>
<pubDate>Tue, 26 Feb 2008 07:57:11 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=38</guid>
<description><![CDATA[
เด็กน้อย เฝ้ามองภารโรงคนใหม่ ที่พึ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/pyedog01.jpg" /></p>
<p>เด็กน้อย เฝ้ามองภารโรงคนใหม่ ที่พึ่งเข้ามาทำงานที่โรงเรียนด้วยความสงสัยใครรู้ หมอนั้นเป็นคนแปลกๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ท่าทางมีพิสุธตลอดเวลา จนกระทั่งวันหนึ่งเด็กน้อยได้ค้นพบความลับของภารโรงนั้น แท้จริงแล้วเขาเป็นตำรวจปลอมตัวมาทำภารกิจสำคัญ เพราะมีข่าวกรองว่า พวกแก๊งมาเฟียได้แทรงซึมเข้ามาในโรงเรียน ทางการจึงส่งเขามาเพื่อสืบหาตัวคนร้าย เพื่อเก็บความลับสำคัญเอาไว้ ตำรวจหนุ่ม ข้อร้องกับเด็กน้อยว่า อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร และแต่งตั้งให้เด็กน้อยคนนั้นเป็นผู้ช่วยคอยสอดส่องดูแล หาตัวคนร้าย</p>
<p>เรื่องราวต่อจากนั้นก็คงจะสนุกตื่นเต้น เต็มไปด้วยรสชาติ ถ้าทุกอย่างเป็นความจริง น่าเสียดายนี้เป็นเพียงแต่เรื่องโกหกพกลม ของชายขี้แพ้ ที่ต้องกาปกปิดความผิดของตน ภารโรงหนุ่มที่ชื่อว่า อาดุย (เฉินอี้ซิ่น) นั้นแท้จริงแล้ว เขานั้นเองที่เป็นคนร้าย เป็นลูกกระจ๊อกของแก๊งมาเฟีย ที่เข้ามาในโรงเรียนเพื่อตามหาลูกชายของ นักเลงตัวเอ้ จากแก๊งคู่อริ อาดุย ตามคำสั่งของลูกพี่ (เจิ้งจื่อเหว่ย) เพื่อลักพาตัว และกดดนฝ่ายตรงข้าม แต่ข้อมูลที่มีแค่หางอึ้ง รูป ชื่อ อะไรก็ไม่มี อาดุย ได้แต่งมเข็มในมหาสมุทร คอยเฝ้าหาเด็กไปเรื่อยๆ อย่างไร้ความหวัง<!--more--></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/pyedog02.jpg" /></p>
<p>หลินจือหวัง หรือ หวัง (เหวินจุนฮุย) ไอ้หนูเจ้าปัญหา ที่เกิดมาในครอบครัวแตกแยก พ่อทิ้งไปตั้งแต่ยังเล็ก แม่หัวใจสลาย และกลายเป็นหญิงเสียสติตั้งแต่วันนั้น เพราะทำใจกับการเฝ้ารอชายที่รักไม่ได้ และจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย ทิ้งลูกให้แม่ของตัวเอง (ยายของเด็ก) เลี้ยงดู อาหวัง กลายเป็นเด็กแปลกแยก ไม่มีเพื่อน กับยายที่เลี้ยงดูอยู่ก็กลายเป็นความห่างเหิน เพราะมีช่องว่างระหว่างวัยมากเกินไป หวังกลายเป็นเด็กที่ปิดตัวเองจากผู้อื่น หวัง ไม่เปิดปากพูด หรือส่งเสียงอะไร อีกเลยจากวันที่เสียแม่ไป</p>
<p>ความสัมพันธ์พัฒนาไปเรื่อยๆ จากที่เคยรำคาญ พูดคุยแบบขอไปที เพื่อปกปิดความลับ นายวันเข้า อาดุย กลับรู้สึกพอใจกับความสัมพันธ์ไร้สาระนี่มากขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มเริ่มสัมผัสได้ถึงหัวใจของเด็กน้อย ที่แม้จะไม่เคยเปิดปากพูด แต่ก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่า ให้ความสำคัญแก่เขา การพบกันของ คนสองคนอาดุย และหวัง กลายเป็นส่วนเติมเต็มของชีวิต เด็กน้อยได้พ่อที่เขาไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต ส่วนชีวิตที่เคยไร้ค่าของอาดุย ก็เริ่มมีความหมายต่อใครบางคน เรื่องราวของสองคน อยู่ในสายตาของ คุณครูจาง (เจียหลิน) ครูสาวแสนสวย ที่ประทับใจในมิตรภาพที่เกิดขึ้น รวมถึงจิตใจที่งดงามของชายหนุ่มท่าทางน่ารังเกียจแบบอาดุย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/pyedog03.jpg" /></p>
<p>ในการทัศนาจรของโรงเรียน หวัง หายตัวไปในป่า ครูจาง อาดุย ช่วยกับตามหาเด็กน้อยจนเจอ และค้างแรมกันก่อนจะหาทางออกจากป่า ช่วงเวลาในค่ำคืนนั้นกลายเป็นการผจญภัยที่น่าประทับใจของ หวัง และแล้ว มิตรภาพของภารโรงหนุ่ม ครูสาว และเด็กใบ้ ก็ก่อร่างสร้างเป็น ครอบครัวเล็กๆ กันขึ้นมา ความสุขมักจากเราไปอย่างรวดเร็จ ไม่นานช่องว่างแห่งการที่ไม่ได้ผูกผันกันด้วยสายเลือดแท้ๆ ก็เริ่มปรากฏ ครูจาง ขอลาออกจากโรงเรียนด้วยเหตุผลส่วนตัว ส่วนหวังนั้นได้มีโอกาศพบกับพ่อที่แท้จริงเป็นครั้งแรก</p>
<p>คงจะไม่ใช่เรื่องนอกเหนือจากคาดเดา พ่อของหวัง (จอร์จ แลม) ก็คือ ชายที่ อาดุยตามหา และหวัง ก็คือเด็กที่เขาต้องลักพาตัว เหมือนตื่นขึ้นจากหลับไหล ครอบครัวของ อาดุย ครูจาง และหวัง ก็เป็นเพียงแค่ความฝันครั้งหนึ่ง เขาต้องกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง พ่อของหวังกำลังถูกบองร้าย จากนักฆ่าของแก๊ง เช่นเดียวกับตัวเด็กน้อยเอง อาดุย เดินทางมาถึงจุดที่ต้องเลือกระหว่างหน้าที่ บุญคุณต่อ ลูกพี่ หรือ ความรับผิดชอบต่อความรู้สึกส่วนตัว โดยเฉพาะกับความรักต่อ หวัง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/pyedog04.jpg" /></p>
<p>The Pye-Dog เล่าเรื่องความหมายของคำว่าครอบครัว ที่ไม่ว่าจะผูกผันกันด้วยสายเลือด หรือไม่ก็ตาม ทุกคนล้วน สามารถเป็นครอบครัว มีคนที่คอยห่วงใย และช่วยเหลือ The Pye-Dog เต็มไปด้วยภาพของครอบครัว และคนในนั้น ในแบบที่แตกต่างกันออกไป ที่ล้วนบกพร่องในด้านความสมบูรณ์ และพิกลพิการในบางข้อบางมุม แม่ผู้เสียสติ พ่อผู้ใช้ไม่ได้ ยายระบายทุกอย่างออกมาเป็นการด่าทอด จากการที่ต้องแบบรับความไร้ความรับผิดชอบของคนรุ่นหลัง ลูกพี่ที่ดูเหมือนจะเอาเปรียบกันอยู่ตลอดเวลา ชายหนุ่ม และหญิงสาวที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว และร่วมสร้าง ครอบครัวปลอมๆ มาด้วยกัน ที่สุดท้ายก็จบลงอย่างง่ายดาย</p>
<p>ที่ขึ้นชื่อว่าครอบครัว สุดท้ายอาจจะไม่ได้มีแต่ช่วงเวลาที่แสนหวาน แต่ยังมีสิ่งที่เจ็บปวด ระบายอารมณ์แก่กัน ทอดทิ้ง เห็นแก่ตัว และเมื่อถึงเวลาวิกฤติ ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ แต่สุดท้าย คำว่าครอบครัวก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป The Pye-Dog นั้นให้ความหมายของครอบครัว ที่มากไปกว่าการอยู่ร่วมกัน แต่เป็นในแง่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของ ที่หล่อเลี้ยงชีวิต และจิตใจ ทำให้เราอยู่อย่างมีความหมาย ที่ได้มีคนคอยคิดถึง และได้คิดถึงคนอื่น แม้แต่คนมีชีวิตอย่างเดียวตาย ไม่ต่างอะไรกับ หมาโก้ง (หมาลาย The Pye-Dog) อย่าง หวัง หรือ อาดุย ท้ายที่สุดก็มีคุณค่าต่อชีวิตอื่นๆ อีกมากมาย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/pyedog05.jpg" /></p>
<p>ผู้กำกับหน้าใหม่ ที่รับหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์ไปด้วย Derek Kwok (Derek Kwok Chi-Kin) อาจจะเรียกได้ว่าเป็น ความหวังใหม่อีกคนของวงการหนังฮ่องกง เพียงแค่งานชิ้นแรกก็แสดงออกถึงความทะเยอทะยานสูง ด้วยการทำหนังที่ค่อนข้างแตกต่างจาก ทำเนียม และรูปแบบหนังตลาด โดยทั่วไป เนื้อหาอาจจะไม่ได้แปลกใหม่อะไรมากมานัก กับการเล่าเรื่องความสัมพันธ์พ่อลูกต่างสายเลือด แต่หนังมีการนำเสนอที่แตกต่าง โดยเฉพาะลีลาการเล่าเรื่อง และงานสร้างที่ดูแปลกตา</p>
<p>ความโดดเด่นประการแรกของหนังเห็นจะเป็นการผสมผสานแนวทางหนังหลากหลายแนว The Pye-Dog เล่าเรื่องด้วยลีลาหลากหลาย หนังชีวิต รักโรแมนติก จนไปถึงทริลเลอร์ และแอ็กชั่นในตอนท้าย หนังยังแทรกด้วยบรรยากาศแห่งความเป็นหนังสยองขวัญ ในฉากเดินป่าตอนกลางเรื่อง โดยภาพรวมของหนัง ให้ความรู้สึกเหมือนความฝัน เทพนิยาย ที่แทรกด้วยเรื่องราวเหนือจริงอยู่เป็นระยะ แต่กลับเล่าเรื่องที่ใกล้ตัวอย่างนึกไม่ถึง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/pyedog06.jpg" /></p>
<p>สิ่งที่ผลักดันบรรยากาศของ The Pye-Dog ให้ไปถึงในจุดนั้นได้ ก็คืองานสร้าง อย่างการถ่ายภาพ และกำกับศิลป์ ที่ส่วนงามโดดเด่น สร้างโลกที่ดูสกปรก เต็มไปด้วย ขยะ คราบสนิม แต่กลับดูอบอุ่นอย่างประหลาด เฉินอี้ซิ่นให้การแสดงที่ยอดเยี่ยมอีกเช่นเคย เช่นเดียวกับดาราเด็ก เหวินจุนฮุย ที่สร้างตัวละครเด็กน้อยแสนซื่อ ที่ผ่านเรื่องราวอันเจ็บปวดมามากมาย ก็ยังรักษาความบริสุทธิ์ของเด็กไว้ได้ ดาราสาว เจียหลิน อาจจะดูห่างใกล้กับบทครูที่ได้รับอยู่พอสมควร แต่ก็มีเคมีที่เข้ากันกับพระเอกได้เป็นอย่างดี</p>
<p>The Pye-Dog ไม่ได้เป็นงานที่สมบูรณ์พร้อม หนังมีอะไรหลายๆ อย่างที่ดูยังไม่เข้าทีเข้าทาง การผสมหลากหลายแนวหนัง นำมาซึ