กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
เมื่อกระบวนการปฏิรูปเดินหน้า สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีการตั้งคณะกรรมาธิการปฏิรูป หรือ “กมธ.ปฏิรูป” ถึง 18 คณะ ขับเคลื่อนงานปฏิรูป 18 ด้านไปพร้อมกัน ทำให้หลายเรื่องหลายราวเริ่มขยับประเด็นที่น่าสนใจได้ไม่ได้มีเฉพาะ “ปฏิรูปการเมือง”เท่านั้น แต่ประเด็นทาง “สังคม” ก็ใกล้ตัวผู้คนทุกผู้ทุกนาม
เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส หรือ “กมธ.ปฏิรูปสังคมฯ” ที่มี นพ.อำพล จินดาวัฒนะเป็นประธาน ได้ประชุมกัน และหยิบยก พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554 ขึ้นมาพิจารณา
หมออำพล เผยว่า ที่ให้ความสำคัญกับกฎหมายฉบับนี้ เพราะมุ่งเน้นเรื่องการส่งเสริมการออมของภาคประชาชนที่ไม่ใช่ข้าราชการหรือลูกจ้างที่ได้รับประโยชน์ทดแทนจากบำเหน็จบำนาญ จึงถือเป็นแนวทางหนึ่งเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมทางด้านหลักประกันชราภาพของผู้สูงอายุ
กมธ.ปฏิรูปสังคมฯ เห็นตรงกันว่า ให้เสนอ สปช.เพื่อผลักดันให้รัฐบาลเดินหน้าทำเรื่องนี้ทันที เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่คนไทย 30 ล้านคน
“กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค.54 และตามกระบวนการ กระทรวงการคลังจะต้องเริ่มเปิดรับสมัครสมาชิกในปีเดียวกันนั้น แต่รัฐบาลชุดที่ผ่านมาไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมายเลย โดยอ้างว่ามีความซ้ำซ้อนกับ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 40 ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบของรัฐและเอกชน สามารถส่งเงินสมทบร่วมกับภาครัฐได้อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย” นพ.อำพล ระบุ
ขณะที่ นางอุบล หลิมสกุล รองประธาน กมธ.ปฏิรูปสังคมฯ กล่าวว่า การที่รัฐบาลเพิกเฉยไม่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนการออมนั้น จะส่งผลเสียหายสำคัญแก่ประชาชนอย่างน้อย 4 เรื่อง คือ 1.ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาอัตราภาวะเจริญพันธุ์ลดลง ผู้สูงอายุไทยมากกว่าครึ่งเคยหรือกำลังพึ่งพาการเกื้อหนุนทางการเงินจากลูกหลานอยู่ ข้อมูลจากผลการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือสภาพัฒน์) ระบุว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 31 ไม่มีการเก็บออม และผู้สูงอายุร้อยละ 42 มีปัญหารายได้ไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต แม้รัฐบาลจะมีนโยบายจ่าย “เบี้ยยังชีพ” ให้เดือนละ 500-700 บาท แต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับการครองชีพ
ดังนั้นเพื่อรักษาระดับการครองชีพในยามชรา ผู้สูงอายุจึงจำเป็นต้องมีเงินออมหรือรายได้เสริมจากแหล่งอื่นๆ มาสมทบ 2.การเลื่อนเวลาการรับสมัครสมาชิกของกระทรวงการคลัง ก่อให้เกิดผลเสียหายโดยตรงกับแรงงานนอกระบบที่มีความตั้งใจจะสร้างหลักประกันเมื่อชราภาพ และการเลื่อนเวลาออกไปยิ่งทำให้ระยะเวลาของการจ่ายเงินสะสมและการได้เงินสมทบจากรัฐบาลต้องลดลงตามระยะเวลาที่เลื่อนออกไปด้วย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีอายุใกล้ 60 ปี จะเสียโอกาสได้รับหลักประกันและการมีรายได้ในวัยชรา
3.การดำเนินการตามมาตรา 40 พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มีสถานะเป็นเพียงพระราชกฤษฎีกาที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพิจารณาอัตราสมทบเป็นรายปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ) ที่รัฐต้องสมทบเงินในอัตราที่แน่นอน ทำให้เกิดความแตกต่างในเรื่องของความมั่นคงในหลักประกันของประชาชน
และ 4.กลุ่มเป้าหมายสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ มีฐานสมาชิกกว้างขวางกว่าผู้สมัครเป็นสมาชิกตามมาตรา 40 ของ พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ ที่ครอบคลุมผู้ที่ไม่เป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม
เช่น ลูกจ้างทำงานบ้าน ลูกจ้างในกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ ประมงและเลี้ยงสัตว์ที่ไม่ถูกจ้างตลอดปี และไม่มีงานลักษณะอื่นร่วมอยู่ด้วย ตลอดจนนักเรียน นักศึกษาที่ทำงานเป็นลูกจ้างในโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถานพยาบาล หรือลูกจ้างในองค์การมหาชน และหน่วยงานรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่ไม่อาจเป็นผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ เป็นต้น บุคคลเหล่านี้ย่อมสมัครสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติได้