<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>ประชาธิปไตย &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/ประชาธิปไตย/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "ประชาธิปไตย"</description>
	<pubDate>Sun, 20 Jul 2008 08:07:32 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[ประชาธิปไตยหน้าตาเจ้าเป็นอย่างไร? ตอนที่3: ความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือน-กองทัพ ]]></title>
<link>http://shiningjessica.wordpress.com/?p=709</link>
<pubDate>Tue, 15 Jul 2008 01:24:51 +0000</pubDate>
<dc:creator>Jess</dc:creator>
<guid>http://shiningjessica.wordpress.com/?p=709</guid>
<description><![CDATA[ความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือน-กองทัพ(Ci]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color:#800000;">ความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือน-กองทัพ(Civil-Military Relations)</span></strong></p>
<p><strong><span style="color:#000000;">ประเด็นเรื่องสงครามและสันติภาพเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเท่าที่ชาติใดจะเผชิญและในห้วงเวลาวิกฤตนั้น หลายประเทศหันไปหากองทัพให้ช่วยนำทางแต่เรื่องเช่นนี้จะไม่เกิดในประเทศประชาธิปไตย<br />
</span></strong><br />
<strong><span style="color:#000000;">ในระบอบประชาธิปไตย คำถามเรื่องสงครามและสันติภาพ หรือภัยคุกคามอื่นๆ ต่อความมั่นคงของชาติเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญที่สุดของสังคม ดังนั้นผู้ที่จะตอบปัญหานี้ได้ก็คือประชาชนซึ่งดำเนินการผ่านตัวแทนที่พวกเขาเลือกตั้งขึ้นมา</p>
<p>กองทัพในระบอบประชาธิปไตยจะรับใช้ประเทศชาติมากกว่าที่จะเป็นผู้นำประเทศ ผู้นำทางทหารให้คำแนะนำแก่ผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาและปฏิบัติตามคำตัดสินใจของผู้นำเหล่านั้น เฉพาะผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนเท่านั้นที่มีอำนาจและหน้าที่ที่จะตัดสินอนาคตของประเทศ</span></strong></p>
<p><strong><span style="text-decoration:underline;">แนวความคิดเรื่องการควบคุมโดยพลเรือน และอำนาจเหนือกองทัพนับเป็นหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย</span></strong></p>
<ul>
<li>- พลเรือนจำเป็นต้องนำพากองทัพของชาติ และตัดสินใจในประเด็นที่เกี่ยวกับการป้องกันประเทศ ไม่ใช่เพราะว่าพลเรือนฉลาดกว่าทหาร หากแต่เป็นเพราะพวกเขาเป็นตัวแทนที่ได้รับการคัดเลือกจากประชาชนมาแล้ว ดังนั้นจึงมีหน้าที่ต้องตัดสินใจและรับผิดชอบในการตัดสินใจของตนเอง</li>
<li>- กองทัพในระบอบประชาธิปไตยดำรงอยู่เพื่อปกป้องประเทศชาติและเสรีภาพของประชาชน กองทัพไม่ได้มีหน้าที่เป็นตัวแทน หรือสนับสนุนแนวคิดทางการเมือง หรือแนวคิดของกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มทางสังคมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ <strong><span style="color:#000000;">กองทัพต้องจงรักภักดีต่ออุดมการณ์ของชาติ ต้องเคารพในหลักนิติธรรม และหลักการของระบอบ<br />
ประชาธิปไตย</span></strong></li>
<li>- การควบคุมโดยพลเรือนเป็นการสร้างหลักประกันว่าค่านิยม สถาบันและนโยบายของประเทศต้องเป็นสิ่งทีประชาชนเป็นผู้เลือก ไม่ใช่กองทัพ วัตถุประสงค์ของกองทัพคือการปกป้องสังคมมากกว่าชี้นำสังคม</li>
<li>- รัฐบาลประชาธิปไตยมองเห็นคุณค่าของความเชี่ยวชาญและคำแนะนำของทหารอาชีพเมื่อต้องตัดสินใจในระดับนโยบาย เกี่ยวกับการป้องกันและการรักษาความมั่นคงของประเทศข้าราชการพลเรือนต้องพึ่งพากองทัพในเรื่องคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางทหารและการนำมติของรัฐบาลมาปฏิบัติ ผู้นำพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้นที่มีสิทธิตัดสินใจขั้นสุดท้ายในเรื่องนโยบายได้ ซึ่งกองทัพจะรับไปปฏิบัติตามขอบเขตอำนาจของกองทัพ</li>
<li>- ผู้นำทางทหารอาจ เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และเท่าเทียมในด้านการเมืองเช่นเดียวกับประชาชนธรรมดาทั่วไป แต่ในฐานะผู้ออกเสียงคนหนึ่งเท่านั้น อนึ่งทหารต้องลาออกจากราชการเสียก่อนที่จะเข้ามาเล่นการเมือง กองทัพต้องแยกออกจากการเมือง กองทัพรับใช้ประเทศชาติด้วยความเป็นกลาง และมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสังคม</li>
<li>- ที่สุดแล้วการควบคุมกองทัพโดยพลเรือนช่วยประกันว่าการป้องกันประเทศและประเด็นด้านความมั่นคงจะไม่บั่นทอนค่านิยมพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์และรักษาสิทธิของเสียงข้างน้อย เสรีภาพในการพูด การนับถือศาสนาและสิทธิตามกฎหมายของประชาชน ผู้นำทางการเมืองทุกคนมีหน้าที่ทำให้การควบคุมกองทัพโดยพลเรือนมีความแข็งแกร่ง และกองทัพมีหน้าที่ต้องเชื่อฟังคำสั่งของผู้มีอำนาจที่เป็นพลเรือน</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ประชาธิปไตยหน้าตาเจ้าเป็นอย่างไร? ตอนที่2: การถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ การคุ้มครองสิทธิของคนส่วนน้อย(Majority Rules, Minority Rights)]]></title>
<link>http://shiningjessica.wordpress.com/?p=708</link>
<pubDate>Tue, 15 Jul 2008 01:14:46 +0000</pubDate>
<dc:creator>Jess</dc:creator>
<guid>http://shiningjessica.wordpress.com/?p=708</guid>
<description><![CDATA[การถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ การคุ้]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color:#800000;">การถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ การคุ้มครองสิทธิของคนส่วนน้อย(Majority Rules, Minority Rights)</span></strong></p>
<p>หากมองอย่างผิวเผินแล้ว หลักการของการถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์และการคุ้มครองสิทธิของคนส่วนน้อย ดูมีความขัดแย้งกัน แต่แท้จริงแล้วหลักการนี้เปรียบได้กับสองเสาหลักที่ค้ำยันพื้นฐานของระบอบการปกครองที่เราเรียกว่าระบอบประชาธิปไตย</p>
<ul>
<li>- การถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ เป็นวิธีการในการจัดตั้งรัฐบาล และเป็นหลักในการตัดสินประเด็นสาธารณะต่างๆ แต่ไม่ใช่เป็นช่องทางสำหรับการกดขี่ ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ให้สิทธิแก่กลุ่มจัดตั้งกลุ่มใดไปคุกคามผู้อื่นฉันใด กลุ่มเสียงข้างมากก็ไม่มีสิทธิพรากสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานของคนส่วนน้อยหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งฉันนั้น</li>
<li>- คนส่วนน้อย – ไม่ว่าจะเป็นเพราะชาติพันธุ์ ความเชื่อทางศาสนา ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ระดับรายได้ หรืออาจเป็นเพียงผู้พ่ายแพ้ทางการเมือง หรือประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองเท่านั้น ต่างได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกัน รัฐบาลหรือเสียงส่วนใหญ่ที่มาจากการเลือกตั้งหรือการแต่งตั้งก็ตามไม่สามารถลิดรอนสิทธิดังกล่าวได้</li>
<li>- คนส่วนน้อยต้องเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะคุ้มครองสิทธิและความเป็นตัวตนของพวกเขาอย่างเต็มที่ เพราะเมื่อมีการคุ้มครองอย่างเต็มรูปแบบแล้ว พวกเขาก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมและสร้างคุณประโยชน์ต่อสถาบันในระบอบประชาธิปไตยได้</li>
<li>- ในบรรดาสิทธิมนุษยชนพื้นฐานที่รัฐบาลประชาธิปไตยต้องปกป้อง ประกอบด้วยเสรีภาพในการพูดและการแสดงออก เสรีภาพทางศาสนาและความเชื่อ สิทธิในการได้รับความคุ้มครองตามกระบวนการตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน เสรีภาพในการจัดตั้งองค์กร พูดแสดงความคิดเห็น แสดงความไม่เห็นด้วย และเข้ามามีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มที่</li>
<li>- ในระบอบประชาธิปไตยนั้น การคุ้มครองสิทธิของคนส่วนน้อยเพื่อรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ธรรมเนียมปฏิบัติทางสังคม ความรู้สึกผิดชอบของแต่ละบุคคล และกิจกรรมทางศาสนา ถือเป็นหนึ่งในภารกิจหลัก</li>
<li>- การยอมรับความแตกต่างในชาติพันธุ์และวัฒนธรรมที่ดูแปลกออกไปอาจเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยต้องเผชิญ ความหลากหลายดังกล่าวนับได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีค่า ระบอประชาธิปไตยจะมองว่าความแตกต่างทางเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และค่านิยมเหล่านี้เป็นเรื่องท้าทาย ซึ่งสามารถทำให้ระบอบประชาธิปไตยแข็งแกร่งและสมบูรณ์ขึ้น และไม่ถือว่าความแตกต่างเหล่านี้เป็นภัยคุกคามแต่อย่างใด</li>
<li>- ไม่มีคำตอบใดเพียงคำตอบเดียวสำหรับวิธีการแก้ปัญหาความแตกต่างทางความคิดเห็นและค่านิยมระหว่างคนกลุ่มน้อย แต่สิ่งที่เราทราบแน่นอนก็คือกระบวนการทางประชาธิปไตยที่ยอมรับในความแตกต่าง การถกเถียงอภิปราย และการประนีประนอมเท่านั้นที่จะทำให้สังคมที่เสรีสามารถตกลงกันได้และเป็นการตกลงที่ถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์และคุ้มครองเสียงข้างน้อย</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ประชาธิปไตย ต่างจากลัทธิเลือกตั้งและเสียงข้างมากในสภา]]></title>
<link>http://witayakornclub.wordpress.com/?p=653</link>
<pubDate>Tue, 24 Jun 2008 17:24:56 +0000</pubDate>
<dc:creator>ชมรมศึกษาผลงานฯ</dc:creator>
<guid>http://witayakornclub.wordpress.com/?p=653</guid>
<description><![CDATA[บทความของ วิทยากร เชียงกูล ใน นสพ.ผู]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>บทความของ วิทยากร เชียงกูล ใน นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์<br />
จากคอลัมภ์ ทางออกของปัญหา<br />
ระบอบประชาธิปไตย คือ<strong>การปกครองตนเองของประชาชนเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่</strong> การเลือกตั้งผู้แทนเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งต้องเป็นอิสระและเป็นธรรมด้วยจึงจะถือว่าเป็นประชาธิปไตย ถึงเลือกตั้งไปแล้วก็ไม่ใช่ว่าผู้แทนจะใช้เสียงข้างมากลงมติทำอะไรเพื่อประโ ยชน์เฉพาะกลุ่มพรรคพวกตนได้ แต่ทั้งรัฐบาลและผู้แทนต้องทำเพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่หรือคนทั้งประเทศ คือเคารพสิทธิเสรีภาพ ประโยชน์ของคนส่วนน้อยด้วย</p>
<p><!--more--></p>
<p>นั่นก็คือประชาธิปไตย หมายถึงประชาชนทั้งหมดสิทธิเสรีภาพ เสมอภาค และมีความเป็นพี่น้องกัน ไม่ใช่เผด็จการเสียงข้างมากของ สส.ในสภา</p>
<p>ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องอยู่บนรากฐานหลักการที่สำคัญ 5 ประการ คือ</p>
<p><strong>1. หลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน</strong> ประชาชนแสดงออกซึ่งการเป็นเจ้าของโดยใช้อำนาจที่มีตามกระบวนการ<strong>เลือกตั้งที่ต้องอิสระและเป็นธรรม</strong> ในการให้ได้มาซึ่งผู้ปกครองและผู้แทนของตน (ไม่มีการซื้อขายเสียง ไม่มีการใช้อำนาจ ระบบอุปถัมภ์) และโดยการใช้อำนาจในการคัดค้านและถอดถอนผู้ปกครองและผู้แทนที่ประชาชนเห็นว่ า ไม่ได้บริหารประเทศในทางที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม เช่น มีพฤติกรรมฉ้อโกง หาผลประโยชน์ทับซ้อนจนร่ำรวยผิดปกติ ปฏิบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง เช่น ในรัฐธรรมนูญ 2550 ประชาชน 2 หมื่นคนเข้าชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองตั้งแต่นายกร ัฐมนตรีลงมาได้ รวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งสูง เช่น ผู้บัญชาการตำรวจก็มีสิทธิถูกประชาชนยื่นขอให้วุฒิสภาถอดถอนได้เช่นกัน</p>
<p><strong>2. หลักสิทธิเสรีภาพ</strong> ประชาชนทุกคนมีความสามารถในการกระทำหรืองดเว้นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตาม ที่บุคคลต้องการ ตราบเท่าที่การกระทำของเขานั้น ไม่ไปละเมิดลิดรอนสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น หรือละเมิดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและความมั่นคงของประเทศชาติเช่น การวิจารณ์คัดค้านรัฐบาล การชุมนุมโดยสงบ เป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การจัดตั้งสหภาพแรงงาน สมาคมต่างๆ ซึ่งข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐก็มีสิทธิเสรีภาพด้วยเช่นกัน</p>
<p><strong>3. หลักความเสมอภาค</strong> การเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงทรัพยากรและคุณค่าต่างๆของสังคมที ่มีอยู่จำกัดอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่ถูกกีดกันด้วยสาเหตุแห่งความแตกต่างทางชั้นวรรณะทางสังคม ชาติพันธุ์ วัฒนธรรมความเป็นอยู่ ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือด้วยสาเหตุอื่น</p>
<p><strong>4. หลักการปกครองโดยกฎหมายหรือหลักนิติธรรม</strong> การให้ความคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทั้งในเรื่องสิทธิเสรีภาพในทร ัพย์สิน การแสดงออก การดำรงชีพ ฯลฯ อย่างเสมอหน้ากัน โดยผู้ปกครองไม่สามารถใช้อำนาจใดๆลิดรอนเพิกถอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ และ<strong>ผู้ปกครองไม่สามารถใช้อภิสิทธิอยู่เหนือกฎหมาย หรือเหนือกว่าประชาชนคนอื่นๆได้</p>
<p>5. หลักการเสียงข้างมาก (Majority rule)</strong> <strong>ควบคู่ไปกับการเคารพในสิทธิของเสียงข้างน้อย (Minority Rights)</strong> การตัดสินใจทางสาธารณะใดๆที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนหมู่มาก ย่อมต้องถือเอาเสียงข้างมากที่มีต่อเรื่องนั้นๆ เป็นเกณฑ์ในการตัดสินทางเลือก แต่ควรจะได้มีการเปิดอภิปรายการให้ข้อมูลข่าวสารถึงผลดีผลเสียต่อประชาชนอย่ างกว้างขวางและรอบคอบ ถ้าเป็นเรื่องสำคัญต้องทำประชาพิจารณ์ ประชามติด้วย</p>
<p>หลักการเสียงข้างมากนี้ ต้องใช้ควบคู่ไปกับการ เคารพและคุ้มครองสิทธิเสียงข้างน้อยด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นหลักประกันว่า ฝ่ายเสียงข้างมากจะไม่ใช้วิธีการพวกมากลากไปเพื่อผลประโยชน์ของพวกตนอย่างสุ ดโต่ง แต่ต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งหมด เพื่อ<strong>ส ร้างสังคมที่ประชาชนเสียงข้างน้อย รวมทั้งชนกลุ่มน้อย ผู้ด้อยโอกาสต่างๆ สามารถอยู่ร่วมกับประชาชนกลุ่มอื่นๆ ได้อย่างสันติสุข โดยไม่มีการเอาเปรียบกัน และไม่มีการสร้างความขัดแย้งในสังคมมากเกินไป<br />
</strong><br />
สังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องเป็นสังคมที่ยอมรับและส่งเสริมคติพหุนิยม (การยอมรับสิทธิของคนกลุ่มต่างๆ) และ<strong>ความหลากหลายทางวัฒนธรรม</strong>ซึ่งจะทำให้สังคมมีความร่ำรวยมั่งคั่งและมีโอกาสอยู่รอดได้ดีกว่า สังคมแบบคิดหรือทำอะไรตามๆรัฐบาลหรือชนชั้นนำอยู่แนวเดียว</p>
<p>หลักการเสียงข้างมากไม่ได้แปลว่า เผด็จการโดยเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทน อย่างที่พรรคการเมืองเสียงข้างมากในสมัยรัฐบาลทักษิณและขณะนี้โดยรัฐบาลสมัค ร พยายามดึงดันทำอะไรตามใจชอบ เช่น จะแก้รัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อปกป้องให้ทักษิณและพรรคการเมืองพ้นจากกระบวนการยุติธรรม หรือแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางมากกว่าคนส่วนใ หญ่โดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน วิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายค้าน สื่อมวลชน นักวิชาการและองค์กรประชาชน</p>
<p>ดังนั้น การจะมองว่ารัฐบาลไหนมีความชอบธรรม เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยหรือไม่ จึงจะต้องคำนึงถึง<strong>หลักการที่เป็นรากฐานระบอบประชาธิปไตย</strong>ท ั้ง 5 ข้อ นี้อย่างครบถ้วนอยู่เสมอ จะอ้างเพียงข้อหนึ่งข้อใดหรือเพียงบางส่วนของข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ เท่ากับเป็นการหลอกลวงเอาลัทธิเลือกตั้งมาอ้างว่าเป็นประชาธิปไตย</p>
<p><strong>รัฐธรรมนูญ 2550 ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่</strong></p>
<p>รัฐธรรมนูญคือ กติกาเพื่อจัดสรรอำนาจ ทรัพยากร สิทธิ บทบาท หน้าที่ของประชาชน รัฐธรรมนูญมีผลต่อการเลือกตั้งและการได้มาซึ่งรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐธรรมนูญ 2550 มีการให้หลักประกันเรื่อง<strong>สิทธิเสรีภาพ โอกาสของประชาชน และลดอำนาจและโอกาสหาผลประโยชน์เองนักการเมืองลง</strong> เพิ่มการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร โดยฝ่ายตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติ (เช่น สว. พิจารณาถอดถอนนักการเมือง) ฝ่ายองค์กรอิสระ สื่อมวลชน องค์กรประชาชนในระดับหนึ่ง แต่รัฐธรรมนูญก็เป็นแค่ตัวบทกฎหมาย การจะทำให้รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้เพื่อประชาชนคนส่วนใหญ่อยู่ที่<strong>ประชาชนและสมาชิกองค์กรต่างๆต้องลงมือทำตามเจตนารมณ์อย่างเข้มแข็งมากกว่านี้<br />
</strong><br />
ในสภาพเศรษฐกิจการเมืองที่เป็นจริง คนส่วนน้อยยังมีอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองสูงกว่าคนส่วนใหญ่มาก ทำให้รัฐธรรมนูญส่วนที่จะเอื้อประโยชน์ประชาชนส่วนใหญ่ ยังมีผลบังคับใช้ได้จริงน้อย รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ร่างโดยชนชั้นกลางที่มาจากข้าราชการและนักวิชาการสายนิติศาสตร์รัฐศาสตร์ มีลักษณะประนีประนอมที่เขียนให้ดูดี เอาใจภาคประชาชนบ้าง แต่ยังให้อำนาจชนชั้นสูงและชนชั้นกลาง เช่นตุลาการ ผู้พิพากษามาก เช่น การคัดสรร สว.เป็นต้น ถ้ามองระยะยาวแล้วก็ควรวิจารณ์และหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ให้ดีขึ้นกว่านี้ได้ แต่ในขณะนี้ สส.พรรคพลังประชาชนต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อช่วยทักษิณและพรรคการเมืองให้ไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นการแก้เพื่อคนส่วนน้อย แก้ให้เลวลง ไม่ใช่ทำเพื่อคนส่วนใหญ่ ไม่ได้แก้ให้ดีขึ้น ประชาชนจึงคัดค้านเรื่องที่ สส. พรรคพลังประชาชนจะยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงนี้</p>
<p><strong>ใ นระยะยาว ประชาชนควรแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ดีขึ้น และพยายามแก้ไขปัญหา เช่น การซื้อเสียงขายเสียงให้ตรงประเด็น เช่นแก้ไขหลักเกณฑ์และกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ ให้มีการเลือกแบบ สส.แบบสัดส่วนทั่วประเทศจำนวนมากขึ้น ส่วนการเลือกสส. แบบแบ่งเขต การเลือกผู้ว่า และอื่นๆ ควรต้องได้เสียง 50 % ถึงจะถือว่าชนะ ถ้าคนได้คะแนนสูงสุดไม่ถึง 50 % ต้องเลือก 2 รอบ ฯลฯ รวมทั้งการพัฒนาการเมืองภาคประชาชนให้เข้มแข็ง เพื่อให้ประชาชนมีส่วนปกครองตนเองได้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญเป็นแค่กฏหมายหรือเป็นโครงสร้างส่วนบนที่เป็นส่วนประ กอบ โครงสร้างส่วนฐานราก ได้แก่โครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมือง (ใครเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ปัจจัยการผลิตและอำนาจ) จะใช้ระบบทุนนิยมผูกขาด หรือระบบสหกรณ์ สังคมนิยมประชาธิปไตยและรัฐสวัสดิการ และโครงสร้างอำนาจการต่อรองอำนาจของประชาชนกลุ่มต่างๆ (เกษตรกร คนงาน ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย นายทุน ฯลฯ) ในระบบเศรษฐกิจสังคมที่เป็นจริง</strong> คือปัจจัยในการกำหนดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญกว่าตัวรัฐธรรมนูญ</p>
<p>ดังนั้น <strong>ป ระชาชนที่สนใจและตื่นตัวทางการเมือง ต้องพยายามจัดตั้งกลุ่มองค์กร ศึกษาหาความรู้ทางเศรษฐกิจการเมือง สังคม ให้รู้เท่าทันนักการเมืองและชนชั้นผู้ปกครองทั้งหลาย เพื่อเรียกร้องผลักดันปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ให้เกิดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและทางสังคมเพิ่มขึ้น คือจะต้องทำให้มีการปฏิรูปทางด้านการคลังและงบประมาณ การปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปเกษตร ปฏิรูปการศึกษา ฯลฯ เพื่อกระจายทรัพย์สิน รายได้ ความรู้สู่ประชาชนทั่วประเทศอย่างทั่วถึง เป็นธรรมเพิ่มขึ้น </strong>มีกา รจัดตั้งกลุ่มองค์กร เช่น สหภาพแรงงาน สหกรณ์ ผู้ผลิต ผู้บริโภค สมาคมอาชีพต่างๆ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับชนชั้นสูงและชนชั้นกลางได้มากขึ้น ประชาชนจึงจะมีทางแก้ปัญหาระบบเลือกตั้งที่มีแต่การซื้อเสียงขายเสียงและระบ บอุปถัมภ์ได้ และมีทางจะปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนกำหนดได้อย่างแ ท้จริง</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[24 มิถุนายน 2475: แล้วประชาธิปไตยจริงๆ หมายความว่าอะไร?]]></title>
<link>http://guopai.wordpress.com/?p=53</link>
<pubDate>Tue, 24 Jun 2008 16:26:09 +0000</pubDate>
<dc:creator>guopai</dc:creator>
<guid>http://guopai.wordpress.com/?p=53</guid>
<description><![CDATA[24 มิถุนายน 2475 - &#8220;เอกราช ปลอดภัย เศรษฐ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>24 มิถุนายน 2475 - "เอกราช ปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ การศึกษา"</p>
<p>24 มิถุนายน 2551 - ประชาธิปไตยจริงๆ มันคืออะไรกันแน่?</p>
<p>"Even though there is no universally accepted definition of 'democracy', there are two principles that any definition of democracy is required to have. The first principle is that <strong>all members of the society have equal access to power</strong> and the second that <strong>all members enjoy universally recognised freedoms and liberties</strong>."</p>
<p>"...The "<a title="Majority rule" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Majority_rule">majority rule</a>" is often described as a characteristic feature of democracy, but without responsible government it is possible for the <a title="Minority rights" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Minority_rights">rights of a minority</a> to be abused by the "<a title="Tyranny of the majority" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Tyranny_of_the_majority">tyranny of the majority</a>"." - <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Democracy" target="_blank">wikipedia</a></p>
<p>หนึ่งในลักษณะของประชาธิปไตยคือเสียงส่วนมากเป็นใหญ่ (majority rule) อย่างไรก็ตาม <strong>คนส่วนมากไม่มีสิทธิ์ไปละเมิดสิทธิของคนส่วนน้อย</strong></p>
<p>ดังนั้น อย่ามาอ้างว่าคุณได้เสียงส่วนใหญ่จากการเลือกตั้งอย่างถูกต้อง เพราะยังมีเสียงส่วนน้อยที่ไม่ได้เลือกคุณ และพวกเขามีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ที่เลือกคุณ</p>
<p>ดังนั้น อย่ามาอ้างว่าเสียงของสังคมอยากขับไล่รัฐบาล จึงต้องออกมาเดินขบวน เพราะยังมีอีกหลายเสียงที่ไม่ได้เห็นด้วยในการเดินขบวนและการใช้ความรุนแรงทั้งทางกาย วาจา ใจ (ถึงแม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็ตาม)</p>
<p>นี่แหละคือความหมายของ "เสมอภาค เสรีภาพ" ในทัศนะของผม</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Quote of the day: 19-06-08]]></title>
<link>http://shiningjessica.wordpress.com/?p=681</link>
<pubDate>Thu, 19 Jun 2008 07:33:39 +0000</pubDate>
<dc:creator>Jess</dc:creator>
<guid>http://shiningjessica.wordpress.com/?p=681</guid>
<description><![CDATA[“ There is a myth that though we love freedom, other don’t; that our attachment to freedom is a ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><strong>“ There is a myth that though we love freedom, other don’t; that our attachment to freedom is a product of culture; that freedom, democracy,human right, the rule of law are American values, or Western values…’Ours are not Western values, they are universal values of the human spirit. And anywhere, anytime ordinary people are given the chance to choose, the choice is the same: freedom, not tyranny; democracy, not dictatorship; the rule of law, not the rule of secret police ” -- Tony Blair, Former British Prime Minister<br />
</strong></span></p>
<p><strong><span style="color:#000000;">“ มีมายาคติอันหนึ่งที่มักกล่าวกันว่า แม้เรารักเสรีภาพแต่ชนชาติอื่นไม่ได้บูชาเสรีภาพเหมือนอย่างเรา ความหวงแหนและยึดมั่นในเสรีภาพของเราเป็นเพียงผลผลิตทางวัฒนธรรม  เรื่องเสรีภาพ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หลักนิติรัฐ เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของ “ค่านิยมอเมริกัน” หรือ “ค่านิยมของพวกตะวันตก” ทั้งสิ้น .... เปล่าเลย ความหวงแหนในเสรีภาพ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หลักนิติรัฐของเราหาใช่ “ค่านิยมตะวันตก” แต่มันคือ “ค่านิยมสากลแห่งจิตวิญญาณของมวลมนุษยชาติ “ และไม่ว่า ณ ที่แห่งหนใด ไม่ว่าเวลาใดคนธรรมดาสามัญก็มีสิทธิและโอกาสที่จะเลือกและถวิลหาในสิ่งเหล่านี้   ตัวเลือกของพวกเขาก็ไม่แตกต่างจากเราเลยนั่นคือ ถวิลหาเสรีภาพหาใช่การปกครองแบบกดขี่ ...ประชาธิปไตยหาใช่เผด็จการทรราชย์ ...ความเป็นนิติรัฐหาใช่กฏเหล็กของเครือข่ายตำรวจลับ "-- โทนี่ แบลร์, อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ </span></strong></p>
<p>คัดลอกจากหนังสือThe Case For Democracy: The Power of Freedom to Overcome Tyranny and Terror ประพันธ์โดยนาธาน ชารานสกี้(Natan Sharansky)</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[วีระ ธีรภัทร ปากเก่งได้นี่เพราะ "ประชาธิปไตย" ใช่หรือไม่ ?]]></title>
<link>http://killerpress.wordpress.com/?p=275</link>
<pubDate>Thu, 01 May 2008 08:29:14 +0000</pubDate>
<dc:creator>killerpress</dc:creator>
<guid>http://killerpress.wordpress.com/?p=275</guid>
<description><![CDATA[ช่วงเผด็จกาม ครองเมือง วีระ นั่งขมิ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงเผด็จกาม ครองเมือง วีระ นั่งขมิบ หนีบจู๋ แทบจะพับเพียบหมอบกราบ จัดรายการกันเลยทีเดียว มาวันนี้ทำซ่าส์ ปากเก่ง ด่ารัฐบาลปาก เป็นระวิง ทั้งๆที่เขามาทำงานได้แค่ 3 เดือน วีระ ก็ทำอย่างกับว่า โลกจะถล่มวันนี้พรุ่งนี้เสียแล้วหรือ ?  ยังจำได้ไม่ลืม ก่อนหน้าการรัฐประหาร 2549 มีการชุมนุมไล่ทักษิณ วีระ พูดว่า การชุมนุมไม่มีผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจประเทศหรอก ใครอยากจะชุมนุมก็ว่ากันไป มีสิทธิ์อ่ะ ไมอ่ะ... วีระอ้างว่า เป็นเพราะเศรษฐกิจมันจะหัวทิ่มอยู่แล้ว ตามคำพยากรณ์ของตนเอง ดังนั้นการชุมนุมทางการเมือง ไม่มีผลกระทบใดๆทั้งสิ้น ณ วันนี้ พิสูจน์แล้วว่า กระทบหรือเปล่า วีระรู้อยู่แก่ใจ  จนกระทั่งเกิดการรัฐประหาร วีระ หันไปพล่ามเรื่องมหาภารตะ พล่ามเรื่อง ชวนไปเที่ยว ขายซีดี เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ สงบปากสงบคำ<!--more--></p>
<p>คลังประกาศมาตรการกันสำรอง 30% ตลาดทุนฉิบหายไปเท่าไหร่ .... วีระเงียบ<br />
การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ฉิบหายไปเท่าไหร่ ... วีระเงียบ<br />
องค์การโทรศัพท์ การสื่อสารฯ การบินไทย เศรษฐกิจเจ๊งฉิบหายไป เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ วีระก็เงียบ</p>
<p>บ่นนิดๆหน่อยๆแค่ว่า <span style="text-decoration:underline;"><strong>"การปฏิวัติครั้ังนี้ ได้ไม่คุ้มเสีย"</strong></span></p>
<p><span style="text-decoration:underline;"><strong>การปฏิวัติ มันมี "ได้" ด้วยหรือ ? วีระ ? ใครสั่งใครสอนมิทราบ ?</strong></span></p>
<p>มาวันนี้วันที่บ้านเมือง กลับคืนสู่ประชาธิปไตยผีดิบ แบบตุ๊ดๆ จะผู้หญิงก็ไม่ใช่ จะผู้ชายก็ไม่เชิง วีระกลับคืนฟอร์มปากเก่ง เหมือนเดิมอีกแล้ว ด่ากราดนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ว่าโง่เลวชั่ว สารพัด ทำงานไม่เป็นโล้เป็นพาย บ้านเมืองเสียหายย่อยยับ</p>
<p>อยากทราบว่า รัฐบาลที่แล้ว รัฐมนตรีหลายต่อหลายราย นั่งๆนอนๆ เกาหำ กำไข่ ไปวันๆ ไม่ทำอะไรซักอย่าง <strong><span style="text-decoration:underline;">ไอ้ที่ทำ ก็ทำแต่ความฉิบหายให้กับชาติบ้านเมือง</span> </strong>บางรายก็เอาปากวิ่งไล่ชนไมค์นักข่าว สร้างราคาให้ตัวเอง ทุกครั้งที่มีจังหวะโอกาส  แต่วีระไม่กล้าตำหนิใดๆ บริหารกันเสียจน <strong>"ฉิบหายกันเห็น เห็น"</strong> วีระ ก็เฉย</p>
<p>วีระ ต้องยอมรับความจริงว่า สถานการณ์การเมือง ในเวลานี้มันไม่ปกติ วีระมีวงใน ย่อมรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร มาถึงวันนี้ได้ก็บุญโขแล้ว และในภายหน้า จะเกิดอะไรขึ้นกับชาติบ้านเมืองอีกหรือเปล่า ก็ไม่ทราบ ถ้าเป็นห่วงชาติบ้านเมือง ก็อย่าตวัดลิ้นให้มันมากนัก ถ้าเห็นว่าระบอบการเมืองแบบเผด็จการศักดินาทรราช มันดีกว่า อยากจะจัดรายการแบบ  2 ปีที่ผ่านมาก็เชิญ จะวิพากย์วิจารณ์อะไรตรงไป ตรงมา ก็ไม่ได้เพราะ <span style="text-decoration:underline;"><strong>"กลัวจนหำหด"</strong></span></p>
<p>แต่ถ้าเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยแบบที่ทำให้ วีระ สามารถปากเ่ก่งได้อย่างนี้ วิพากย์วิจารณ์อะไรก็ได้สบายปาก เพราะซี้กับนักการเมือง ขอกันได้ ก็อย่าพยายามซ้ำเติมสถานการณ์ เล่นลิ้นอวดฉลาด ให้ผู้คนสับสน และไม่ต้องให้กำลังใจ แค่ให้ความเป็นธรรมก็พอ รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ที่มาจากการเลือกตั้ง เพิ่งทำงานมาได้เพียงแค่ 3 เดือน สิ่งที่ฉิบหายกันในเวลานี้คือแรงเฉื่อย ของรัฐบาลที่แล้ว งบฯใหม่ก็ยังไม่ได้เริ่ม พวกสัตว์เดรัจฉานการเมือง ก็คอยจ้องจะโค่นล้มทำลายล้าง จะอะไรกันนักหนา โปรดรับทราบตามนี้</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จะกลัวไปใยกับคำว่า"เผด็จการรัฐสภา" ]]></title>
<link>http://shiningjessica.wordpress.com/?p=593</link>
<pubDate>Fri, 18 Apr 2008 09:04:02 +0000</pubDate>
<dc:creator>Jess</dc:creator>
<guid>http://shiningjessica.wordpress.com/?p=593</guid>
<description><![CDATA[ได้อ่านข่าว นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เล]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://shiningjessica.files.wordpress.com/2008/04/300px-senator_cover.png"></a>ได้อ่านข่าว นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ออกมาประกาศตั้งเป้าหมายในการต่อสู้ทางการเมืองว่า<img class="alignright" style="float:right;" src="http://shiningjessica.files.wordpress.com/2008/04/300px-senator_cover.png" alt="" width="300" height="170" /></p>
<blockquote><p><strong><span style="color:#000000;">วันนี้ทุกคนต้องร่วมกันตั้งเป้าหมาย ว่าจะต้องชนะเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก และจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวให้ได้ การเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ใช่คิดแค่จะได้จำนวน ส.ส. แค่ 160 หรือ 170 เท่านั้น แต่ต้องคิดถึงตัวเลขจำนวน 300 คน...</span></strong></p></blockquote>
<p>พอนายสุเทพประกาศเช่นนี้แล้วไม่ยักกะเห็น สส. ปชป. สื่อ นักวิชาการหน้าไหนตบเท้าออกมาพูดว่าพรรคปชป. ต้องการเป็น “เผด็จการรัฐสภา” บ้างต่างกับเมื่อครั้งที่อดีตนายกฯทักษิณ ประกาศจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว การเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคไทยรักไทยต้องการได้รับเลือก ส.ส.ไม่น้อยกว่า 400 คน “<strong><span style="color:#000000;">เผด็จการรัฐสภา</span></strong>” กลายเป็นคำพูดยอดฮิตติดปากในหมู่คนที่มีแนวความคิดทางการเมืองเป็นปฏิปักษ์กับอดีตนายกฯทักษิณไปในทันควันโดยเฉพาะออกมาจากปากของนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ครั้งหนึ่งเคยกล่าวโจมตี พตท. ทักษิณว่า “<strong>การที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องการเป็นรัฐบาล 401 เสียง ถือเป็น<span style="color:#000000;">เผด็จการรัฐสภา</span></strong>”</p>
<p>หรือจากปากของเพื่อนพาลธมิตรอย่างนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระอดีต สว. กู้ชาติที่ขึ้นเวทีปราศรัยกับกลุ่มพาลธมิตรฯที่กล่าวว่า “วิกฤตการเมืองขณะนี้เกิดจากวงจรอุบาทว์ ซึ่งมาจาก<strong><span style="color:#000000;">เผด็จการรัฐสภา</span></strong> และเป็นตัวการที่ทำลายการปฏิรูปการเมือง เราต้องขจัดวงจรอุบาทว์นี้ออกไป ..”</p>
<p>และสว. กรุงเทพมหานครสายเอ็นจีโออย่างคุณรสนา โตสิตระกูลที่ขึ้นเวทีกลับกลุ่มพาลธมิตรฯ ขับไล่อดีตนายกฯทักษิณกล่าวว่า “รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร แม้จะมาโดยรูปแบบของการปกครองประชาธิปไตยก็จริงอยู่ แต่เนื้อหาสาระเป็น<strong><span style="color:#000000;">เผด็จการรัฐสภา</span></strong> ที่ครอบงำการตรวจสอบทุกระดับ”</p>
<p>ประเทศไทยพอเริ่มจะมี<strong><span style="color:#000000;">อำนาจบริหารที่เข้มแข็งหรือมีนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็ง(Strong Executive, Strong Prime Minister)</span></strong> อันเป็นผลพวงมาจากรัฐธรรมนูญ 2540 เหมือนกับประเทศประชาธิปไตยชั้นนำกับเขาบ้าง บรรดานักวิชาการที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางและนักการเมืองที่อิงแอบเผด็จการแต่ผลงานไม่ปรากฏก็ออกมาประสานเสียงพร้อมกันว่า “ทักษิณขึ้นปกครองประเทศ ทำให้เกิดระบอบเผด็จการรัฐสภา”</p>
<p>หากการที่รัฐบาลทักษิณได้รับฉันทามติจากประชาชนถึง 399 ที่นั่งจากทั้งหมด 500 ที่นั่งถือเป็นเผด็จการรัฐสภาแล้ว ผู้ที่กล่าวหาว่ารัฐบาลทักษิณเป็นเผด็จการรัฐสภาคงต้องยอมรับความจริงแล้วล่ะว่าประเทศประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา(Parliamentary Democracy) ชั้นนำของโลกทุกแห่งมีผู้นำเป็นเผด็จการรัฐสภาด้วยกันทั้งสิ้น อังกฤษเป็นเผด็จการโดยรัฐสภาที่เก่าแก่ที่สุดเพราะธรรมชาติของระบบรัฐสภาที่มีรากเหง้ามาจากวิวัฒนาการการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจระหว่างกษัตริย์กับรัฐสภาของอังกฤษมาอย่างยาวนานนั้นได้ให้อำนาจกับ “นายกรัฐมนตรี” เป็นเผด็จการรัฐสภาอยู่แล้วอย่างไม่ต้องสงสัยดังจะเห็นได้จากพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นโดยรัฐสภาถือเป็นกฎหมายสูงสุดไม่มีกฎหมายใดมีอำนาจเหนือกว่าศาลเองก็ไม่มีอำนาจพิพากษาว่าเป็นโมฆะทำได้เพียงการตีความกฎหมายที่เป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น</p>
<p>ในวันนี้ผู้เขียนจะไม่ขอพูดถึงอำนาจของนายกรัฐมนตรีอังกฤษในบทความชิ้นนี้เพราะมีนักวิชาการไทยหลายท่านได้หยิบยกขึ้นมาพูดมากแล้วตามหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ แต่จะขอพูดถึงการมีนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็ง (Strong Prime Minister) ของประเทศแคนาดาแทนเพราะแคนาดาจัดได้ว่าเป็น ประเทศที่มีประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็งมากประเทศหนึ่งในโลกและมี Strong Prime Minister มากยิ่งกว่าอังกฤษประเทศแม่แบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาเสียอีก</p>
<p>แคนาดา ประเทศในเครือจักรภพอังกฤษเป็นประเทศประชาธิปไตยชั้นนำของโลกประเทศหนึ่งซึ่งมีระบบการปกครองแบบสมาพันธรัฐ ระบอบการเมืองเป็นแบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา(Parliamentary Democracy) โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (Governor General) ทำหน้าที่ประมุขแห่งรัฐแทนสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษและมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ประชาชนจะเป็นผู้เลือกผู้แทนของตนเอง หลังจากนั้นหัวหน้าพรรคการเมืองซึ่งได้จำนวนที่นั่งข้างมากในสภาสามัญชน(House of Commons) และได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาสามัญชนจะมีหน้าที่ในการจัดตั้งรัฐบาล</p>
<p>ในแคนาดาแม้พระมหากษัตริย์จะมีฐานะประมุขฝ่ายบริหารแต่ในทางปฏิบัติผู้ที่ใช้อำนาจบริหารจริงๆก็คือนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของแคนาดานั้นเรียกได้ว่ามีอำนาจในการบริหารแบบดำเนินการฝ่ายเดียวที่เข้มแข็งมาก เป็นแบบอย่างของ Strong Prime Minister เลยก็ว่าได้ ที่บอกว่าเข้มแข็งมากเพราะนายกรัฐมนตรีของแคนาดามีอำนาจตั้งแต่<br />
<!--more--><br />
1. แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ประจำจักรภพแคนาดา(Governor General of Canada) แม้จะเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษทรงเป็นผู้แต่งตั้ง Governor General แต่นั่นก็อยู่ภายใต้คำแนะนำ(on the advice of)ของนายกรัฐมนตรีนั่นเอง<br />
2. แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาเข้าสู่ สภาสูง(Upper House styled the Senate)<br />
3. แต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฏีกา(ศาลสูงสุด) และผู้พิพากษาศาลสหพันธ์<br />
4. มีอำนาจในการสรรหาและแต่งตั้งบุคคลเป็นรัฐมนตรีเพื่อประกอบขึ้นเป็นคณะรัฐมนตรี<br />
5. แต่งตั้งคณะกรรมการธนาคารกลางแห่งชาติ(Bank of Canada)<br />
6. แต่งตั้งผู้บัญชาการกองทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแคนาดาหรือตำรวจม้าแคนาดา(Royal Canadian Mounted Police - RCMP ) และหน่วยงานรัฐบาลอื่นๆ<br />
7. แต่งตั้ง CEO และประธานกรรมการของบรรษัทของกษัตริย์ (Crown Corporation) เช่น สื่อสาธารณะอย่างสำนักข่าว CBC เป็นต้น<br />
8. มีอำนาจในการยุบสภาฯและกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่เมื่อใดก็ได้โดยไม่ต้องปรึกษาคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด(จำกัดภายใน 5 ปี)<br />
9. สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งกี่ครั้งก็ได้เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ว่าผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสองสมัยห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งอีกแบบรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาที่กำหนดให้ประธานาธิบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งได้มากที่สุด 2 วาระ หรือ 8 ปีเท่านั้น<br />
10. สามารถถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) จากการประชุมลับของพรรคได้(party's caucus)<br />
11. ปฏิเสธสิทธิ ส.ส. คนใดที่ต้องการเข้าร่วมอภิปรายในสภาฯหรือห้าม สส. ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคอีกครั้ง<br />
12. ถอดถอนไล่ สส. คนใดออกจากการทำหน้าที่ในสภาฯก็ได้<br />
13. ลงนามในสนธิสัญญาต่างๆ<br />
และ<br />
14. ประกาศสงคราม</p>
<p>อย่างไรก็ตามอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่ให้ไว้ในข้อ 11, 12, 13 และ 14 ซึ่งถือเป็นอำนาจพิเศษ(prerogative powers) นั้นแทบไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีแคนาดาคนใดนำมาใช้ตามอำเภอใจในทางปฎิบัติเลย เหตุผลหลักก็คือ อำนาจพิเศษที่ว่านี้ไม่เอื้อความได้เปรียบทางด้านการเมืองให้กับตัวนายกฯเองและยังก่อให้เกิดผลด้านลบต่อคะแนนนิยมหากนำมาใช้จริงๆ</p>
<p>การแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญๆที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว ตรงข้ามกับสหรัฐอเมริกาซึ่งใช้ระบบประธานาธิบดี ทุกตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีจะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและไต่สวนคุณสมบัติเสียก่อน แต่ในแคนาดานั้นจะไม่มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและไต่สวนคุณสมบัติสำหรับตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายกฯใดๆ ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรี ผู้พิพากษาศาลฎีกาและสมาชิกวุฒิสภา</p>
<p><strong><span style="color:#000000;">จึงอาจกล่าวได้ว่านายกรัฐมนตรีแคนาดาจัดได้ว่าเป็นตำแหน่งผู้นำทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งที่ทรงอำนาจมากที่สุดในโลกเสรีประชาธิปไตยประเทศหนึ่งเลยทีเดียว</span></strong>และการตรวจสอบการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีในระบบของแคนาดานั้นถูกจำกัดอยู่กับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งในสองปัจจัยนี้เท่านั้นคือ เกิดการกบฏขึ้นโดยสมบูรณ์ภายในพรรคของนายกรัฐมนตรีเองซึ่งยังไม่เคยเกิดขึ้นในการเมืองแคนาดาหรือไม่ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่ประการหลังนี้แทบเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติเพราะตำแหน่ง Governor General นั้นแม้จะเป็นตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษแต่ก็อยู่ภายใต้คำแนะนำของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น พูดให้ตรงจุดตรงประเด็นก็คือนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง Governor General นั่นเอง ที่สำคัญผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะทำหน้าที่ทางรัฐพิธีเท่านั้นและไม่มีบทบาทหรืออำนาจในการบริหาร</p>
<p>เมื่อถึงเวลาที่รัฐสภาไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายกรัฐมนตรีต้องดีเบทกับทั้งสภาสามัญชน(House of Commons) และสภาสูง (Upper House styled the Senate) ในส่วนของสภาสามัญนั้นแทบไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคใดในการผ่านร่างกฏหมายต่างๆเพราะนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ควบคุมสภาสามัญชนที่ครองเสียงข้างมากในสภาอยู่แล้ว  ส่วนสภาสูงในยุคปัจจุบัน ยุคที่ประชาธิปไตยเบ่งบานก็ทำหน้าที่เป็นเพียง "sober second thought" เท่านั้นคือทบทวน พิจารณากลั่นกรองพระราชบัญญัติซึ่งยกร่างโดย House of Commons อีกชั้นหนึ่งว่าพระราชบัญญัตินั้นมีความเหมาะสมเพียงมากเพียงใดที่จะออกเป็นกฏหมายต่อไปแต่ถึงแม้สภาสูงจะมีสิทธิแก้ไขหรือพิจารณา/ทบทวนกฎหมายซึ่งยกร่างโดย House of Commons และแม้กระทั่งเสนอกฏหมายเองแต่สภาสูงแทบไม่เคยโหวตยับยั้งพระราชบัญญัติหรือร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาจากสภาสามัญชนเลย ถ้าหากสมาชิกวุฒิสภาต้องการ "rock the boat" คือ ป่วนหรือท้าทายอำนาจของนายกฯ สาธารณะชนอาจตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนขึ้นได้เพราะสมาชิกวุฒิสภาของแคนาดานั้นได้รับเงินตอบแทนประจำตำแหน่งมากกว่า 100,000 แคนาเดียนดอลล่าร์ต่อปีและเมื่อเกษียณ(75ปี)ก็ได้รับเงินบำนาญเป็นจำนวนที่สูงลิ่ว (ที่มาจากภาษีของประชาชน)</p>
<p>และแน่นอนถ้าหากสมาชิกวุฒิสภาโหวตยับยั้งร่างกฏหมายไม่ให้ผ่าน นายกรัฐมนตรีของแคนาดามีอำนาจอันชอบธรรมในการเพิ่มที่นั่งในสภาสูงอีก 8 ที่นั่ง(เป็นการชั่วคราว) ได้เหมือนอย่างที่อดีตนายกรัฐมนตรี Brian Mulroney เคยทำมาแล้วในการผ่านร่างกฏหมาย Goods &#38; Services Tax (GST) ซึ่งต่างกับประเทศไทยที่ สว.ลูกผสมมีอำนาจล้นเหลือแม้กระทั่งสามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้</p>
<p>อีกทั้งในระบบรัฐสภาแคนาดานั้น นายกรัฐมนตรีสามารถใช้วิปของพรรค( party's Whip) ทำหน้าที่ควบคุมเสียงสมาชิกรัฐสภาของพรรคเพื่อให้แน่ใจว่าสมาชิกภายในพรรคโหวตตามมติพรรคไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง อย่างการโหวตเห็นชอบ-ไม่เห็นชอบในการผ่านร่างพรบ. Farm Credit Corporation Act เมื่อปี 2001 สมัยรัฐบาลลิเบอร์รัลนั้นมี สส.จากพรรคลิเบอร์รัล 150 เสียง(พรรครัฐบาลในขณะนั้น), พรรค Alliance 4 เสียง พรรค Bloc Quebecois 0 เสียง พรรค Conservatives 9 เสียงและพรรค New Democrats 9 เสียงโหวตเห็นชอบให้ผ่านร่าง พรบ. ฉบับนี้ ขณะที่เสียงโหวตคัดค้านการผ่านพรบ. ฉบับนี้มาจากพรรค Alliance 39 เสียง และ Bloc Quebecois 32 เสียงเท่านั้น</p>
<p>ในทางตรงกันข้ามระบบประธานาธิบดีแบบอเมริกานั้นบ่อยครั้งที่เราเห็น US congressmen โหวตคัดค้านพรรคตัวเองหรือประธานาธิบดี ยกตัวอย่างเช่น วุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคนจากพรรครีพลับลิกันที่โหวตคัดค้านมาตรการลดภาษีของประธานาธิบดีบุช(Bush tax cut)ในปี 2001 และ 2003 และคัดค้านข้อเสนอการขุดเจาะน้ำมันในอลาสก้า(oil drilling in Alaska) หรือการลงมติในส่วนของพระราชบัญญัติ Farm Security Act เมื่อปี 2001 ที่มีสส. จากทั้งรีพลับลิกันและเดโมแครตโหวตเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 151 และ 139 ตามลำดับแต่ก็มีสส.จากทั้งรีพลับลิกันและเดโมแครตอีก 58 และ 61 คนโหวตคัดค้านการผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้</p>
<p>เมื่อดูเฉพาะผลที่ออกมาจะเห็นว่าร่างกฏหมายทั้งในแคนาดาและอเมริกานั้นได้รับความเห็นชอบให้ผ่านเหมือนกันแต่ในระบบรัฐสภาแคนาดานั้นเสียงในพรรครัฐบาลแทบไม่มีการโหวตคัดค้านมติของพรรคเลย มีเพียงพรรค Canadian Alliance เพียงพรรคเดียวในระบบการเมืองที่แคนาดาเท่านั้นที่ยอมให้สมาชิกพรรคของตนมีอิสระในการลงมติในเรื่องต่าง ๆไม่ต้องทำตามมติพรรคเสมอไปซึ่งปัจจุบันพรรค Canadian Alliance และพรรค Conservative ได้รวมกันเป็นพรรค Conservative Party of Canada มีนายสตีเฟ่น ฮาเปอร์เป็นหัวหน้าพรรคและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของแคนาดาในตอนนี้</p>
<p>สหรัฐอเมริกาที่ปกครองด้วยระบบประธานาธิบดีใช้หลักการแบ่งแยกอำนาจที่รัฐมนตรีจะไม่สามารถเป็นสมาชิกรัฐสภาได้โดยนัยนี้สมาชิกรัฐสภาไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกับรัฐบาล และใช้หลักการคานอำนาจที่มีการแบ่งแยกอำนาจกันอย่างเด็ดขาดทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ <strong><span style="color:#000000;">ด้วยเหตุนี้อำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาภายใต้ระบบอเมริกาจึงถูกจำกัดมากกว่านายกรัฐมนตรีแคนาดาภายใต้ระบบแคนาดา</span></strong> แม้ประธานาธิบดีสหรัฐจะเป็นผู้เสนอชื่อผู้พิพากษาศาลฎีกา คณะรัฐมนตรีและมีอำนาจลงนามในสนธิสัญญาแต่อำนาจการตัดสินใจตรงนี้ของประธานาธิบดีต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสมาชิกเสียก่อนจึงไม่แปลกเลยที่เราจะได้เห็นสมาชิกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามในอเมริกามีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลอย่างเช่น นาย นอร์แมน โยชิโอะ มิเนตะ อเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นจากพรรคเดโมแครตเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลบุช เป็นต้น ดังคำกล่าวที่ว่า</p>
<blockquote><p>The Prime Minister is the leader of the party with the most seats in the House of Commons. He or she is not elected directly by the public nor is he or she limited to a number of years in office. On top of all this, the Prime Minister has considerable power because he or she controls the House of Commons - much more than the President of the United States who is separate from the elected Members of Congress. The Prime Minister is 2nd on the Canadian Order of Precedence.</p>
<p>นายกรัฐมนตรีคือผู้นำพรรคที่ได้จำนวนที่นั่งข้างมากในสภาสามัญชน เขาหรือเธอไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนและไม่ถูกจำกัดวาระในการดำรงตำแหน่ง ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด นายกรัฐมนตรีมีอำนาจมากมายเพราะว่าเขาหรือเธอเป็นผู้ควบคุมสภาสามัญชน – นายกรัฐมนตรีมีอำนาจมากยิ่งกว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประมุขของฝ่ายบริหารที่แบ่งแยกออกจากสมาชิกสภาคองเกรสเสียอีก นายกรัฐมนตรีจึงมีฐานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองลำดับที่ 2 ของแคนาดานั่นเอง</p></blockquote>
<p>ผู้เขียนจึงมีความรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างยิ่งที่ในช่วงวิกฤติการเมืองไทยกว่า 2 ขวบปีที่ผ่านมากลุ่มต่อต้านอดีตนายกฯทักษิณและไม่ชอบรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 เขียนบทความออกมามากมายในเชิงชี้นำสาธารณะชนว่าการออกแบบรัฐบาลให้มีรัฐบาลที่เข้มแข็งและนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็งอาจทำให้ระบอบการเมืองของประเทศไทยเคลื่อนไปสู่ระบบประธานาธิบดีได้</p>
<p><strong><span style="color:#000000;">แล้วจะเป็นทำไมประธานาธิบดีในเมื่อนายกรัฐมนตรีในระบบรัฐสภามีอำนาจมากกว่าประธานาธิบดีเสียอีกเพราะประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา คือ การปกครองแบบเผด็จการโดยรัฐสภาอยู่แล้ว </span></strong></p>
<p><strong><span style="color:#000000;">แล้วจะกลัวไปใยกับคำว่าเผด็จการรัฐสภา แม้แต่ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์เองก็ยังอยากเป็นเผด็จการรัฐสภาเลย</span></strong> :D</p>
<p>แคนาดาเป็นรัฐเสรีประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาที่มีการออกแบบให้มีนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็ง(strong prime minister) มากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง จนนักวิชาการแคนาเดี้ยนบางคนออกมาเสียดสีว่า “Every four years we elect a dictatorship” แต่ <strong><span style="color:#000000;">เผด็จการรัฐสภาแบบแคนาดาก็ยังถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลกเมื่อปี 2007 เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ที่มีระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่การเมืองมีเสถียรภาพและความมั่นคงสามารถครองอันดับประเทศที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกเมื่อปีที่แล้ว เช่นเดียวกับอังกฤษ “เผด็จการรัฐสภาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก” ก็ติดอันดับท็อปเท็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดในโลกเช่นกัน</span></strong></p>
<p>แต่ประเทศไทย ประเทศที่ไม่เคยมีรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็งในอดีตจนกระทั่งเกิดรัฐธรรมนูญปี 40 ทำไมถึงถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งโดยถูกจัดอันดับให้อยู่ในลำดับที่ 84 ของโลกเมื่อปีที่แล้วสมัยรัฐบาลจริยธรรม คุณธรรม ธรรมาภิบาลสูงนั่นเพราะ ‘อำนาจรัฐ’ ไม่ได้มีความหมายเท่ากับอำนาจของนักการเมืองและอำนาจของรัฐสภาเท่านั้นแต่มันครอบคลุมไปถึงกลุ่มคนที่อยู่นอกรัฐสภา ส่วนข้าราชการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอีกเป็นจำนวนมากและเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดการตรวจสอบอำนาจรัฐที่เพ่งเล็งหรือต้องการเล่นงานไปยังเฉพาะนักการเมืองจึงไม่เพียงพอและไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้อำนาจนอกระบบได้ประโยชน์จากการโจมตีสถาบันการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเต็มที่นั่นเอง</p>
<p>ที่พูดกันว่า "เผด็จการรัฐสภาครอบงำการตรวจสอบทุกระดับ" นั้นคนพูดต้องย้อนกลับไปมองแล้วว่าคุณสามารถตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นในทุกองค์กร สถาบันที่อยู่นอกการเลือกตั้งได้จริงหรือ? มีกลุ่มคน สถาบันใดบ้างที่คุณไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้? คำถามนี้ต่างหากที่ต้องการคำตอบเป็นลำดับแรกเพราะการลดระดับการทุจริตคอรัปชั่นที่ได้ผลจริงในทางปฏิบัตินั้นทุกองค์กร หน่วยงาน สถาบันที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนต้องสามารถถูกตรวจสอบและเปิดให้ไล่เบี้ยได้ (accountability) หากผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นการเมืองภาคประชาชนทำตรงนี้ได้ ประเทศไทยอาจเข้าไปติดท็อปเท็นชาติที่มีการทุจริตคอรัปชั่นน้อยที่สุดในโลกก็ได้ ใครจะไปรู้</p>
<p><strong><span style="color:#000000;">เพราะยิ่งประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเท่าใด การทุจริตคอรัปชั่นจะยิ่งน้อยลงแต่การทุจริตคอรัปชั่นไม่ได้น้อยลงด้วยการทำรัฐประหาร การมีรัฐบาลที่อ่อนแอหรือการฉีก-แก้รัฐธรรมนูญทุกๆ 4 ปีอย่างแน่นอน</span></strong></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ประชาธิปไตยของคนโง่และเห็นแก่ตัว?]]></title>
<link>http://guopai.wordpress.com/?p=15</link>
<pubDate>Sun, 27 Jan 2008 18:27:26 +0000</pubDate>
<dc:creator>guopai</dc:creator>
<guid>http://guopai.wordpress.com/?p=15</guid>
<description><![CDATA[ประเทศไทย - คนส่วนมากเลือกทักษิณ และ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>ประเทศไทย - คนส่วนมากเลือกทักษิณ และสมัคร-&#62; เพื่อเห็นแก่ความสุขด้านปากท้องระยะสั้นของตัวเอง</p>
<p>อเมริกา - คนส่วนมากเลือก Bush -&#62; เพื่อปกป้องอัตตาและความปลอดภัยของตัวเอง</p>
<p>ฟิลิปปินส์ - คนส่วนมากเลือกดาราหนัง -&#62; เพราะคิดอะไรดีกว่านั้นไม่ออก</p>
<p>มีอะไรบ้างที่ 3 ประเทศนี้เหมือนกัน -&#62; คนส่วนมากจน คนส่วนมากโง่ คนส่วนมากเห็นแก่ตัว และเป็นประเทศ "ประชาธิปไตย"</p>
<p>ผมคิดว่า ประชาธิปไตย ใช้ได้เฉพาะในประเทศขนาดเล็กที่คนส่วนมากฉลาดและไม่เห็นแก่ตัว (มากนัก) เช่นกรีกโบราณ หรือโลกพระศรีอารย์</p>
<p>ถ้าเรายึดถือประชาธิปไตยอย่างหน้ามืดตามัว สิ่งที่ได้คือ "ผู้แทน" ที่ตอบสนองความตัณหาระยะสั้นของคนจำนวนมากได้ นั่นคือประชานิยม ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามันจะนำพามาซึ่งความสุขหรือพัฒนาการอย่างยั่งยืน</p>
<p>มีเรื่องเล่าว่าที่ภูฐาน (ซึ่งกำลังจะเป็นประชาธิปไตย...) เวลาสร้างถนน เค้าจะจ้างคนงานอินเดีย เหตุผลก็คือ คนภูฐานไม่อยากฆ่ามดปลวกบนดินเวลาทำถนน...</p>
<p>หมายเหตุ: ผมรู้ว่าบันทึกนี้มัน politically incorrect แต่อย่าลืมว่านี่คือ Chitpong's "Personal" Thought นะครับ</p>
<p>คำถามต่อไป: ถ้าประชาธิปไตยต้องการประชาชนที่ "ฉลาด" และ "ไม่เห็นแก่ตัว" ต้องทำยังไง?</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า สยามานุสสติ ]]></title>
<link>http://dcopywriter.wordpress.com/2007/12/02/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
<pubDate>Sun, 02 Dec 2007 08:34:39 +0000</pubDate>
<dc:creator>dcopywriter</dc:creator>
<guid>http://dcopywriter.wordpress.com/2007/12/02/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2/</guid>
<description><![CDATA[

สยามานุสสติ เป็นคำโคลงพระราชนิพนธ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://dcopywriter.wordpress.com/files/2007/12/king_rama6.jpg" title="king_rama6"><img src="http://dcopywriter.wordpress.com/files/2007/12/king_rama6.jpg" alt="king_rama6" /></a></p>
<p><a href="http://dcopywriter.wordpress.com/files/2007/12/400px-inscription_of_siamanusati.jpg" title="Siamanusati"><img src="http://dcopywriter.wordpress.com/files/2007/12/400px-inscription_of_siamanusati.jpg" alt="Siamanusati" /></a></p>
<p>สยามานุสสติ เป็นคำโคลงพระราชนิพนธ์ใน<a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%8E%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7">พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว</a> <a href="http://www.krama6.su.ac.th/">รัชกาลที่ ๖</a> ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๑</p>
<blockquote>
<blockquote><p>๏ รักราช จงจิตน้อม       ภักดี ท่านนา<br />
รักชาติ กอบกรณีย์       แน่วไว้<br />
รักศาสน์ กอบบุญตรี       สุจริต ถ้วนเทอญ<br />
รักศักดิ์ จงจิตให้       โลกซร้อง สรรเสริญฯ <br />
๏ ยามเดินยืนนั่งน้อม       กะมล<br />
รำลึกถึงเทศตน       อยู่ยั้ง<br />
เป็นรัฎฐะมณฑล       ไทยอยู่ สราญฮา<br />
คนถนอมแน่นตั้ง       อยู่เพี้ยง อวสานฯ <br />
๏ ใครรานใครรุกด้าว       แดนไทย<br />
ไทยรบจนสุดใจ       ขาดดิ้น<br />
เสียเนื้อเลือดหลั่งไหล       ยอมสละ สิ้นแล<br />
เสียชีพไป่เสียสิ้น       ชื่อก้อง เกียรติงามฯ <br />
๏ หากสยามยังอยู่ยั้ง       ยืนยง<br />
เราก็เหมือนอยู่คง       ชีพด้วย<br />
หากสยามพินาศลง       ไทยอยู่ ได้ฤๅ<br />
เราก็เหมือนมอดม้วย       หมดสิ้น สกุลไทยฯ  </p></blockquote>
</blockquote>
<p>ต่อมาได้พระราชทานแก่ทหารอาสาสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ ด้วยและต่อมาครูนารถ ถาวรบุตร นำโคลงนี้มาแต่งเป็นเพลงมาร์ช หรือเพลงปลุกใจ ที่เราๆท่านๆคุ้นเคยกันดี โดยเอามาเฉพาะบทที่ ๓ และ ๔ มาสลับตำแหน่งใหม่</p>
<p>ข้าพเจ้ายกเรื่องนี้มาเพราะสองประเด็น คือ เนื่องจากไปเที่ยวงานรำลึก ๑๐๐ ปี พระราชวังสนามจันทร์ที่พระองค์ท่านได้สร้างไว้เผื่อเป็น เมืองหลวงใหม่ถ้ามีสงคราม และใช้ฝึกรบเสือป่า ทหารหรือลูกเสือชาวบ้าน ที่จะทรงใช้งานในภาระกิจบางอย่างที่ทหารทำไม่ได้ และประเด็นที่สองคือต้องการให้มี "สติ" สำหรับเหล่านักเลือกตั้งเมืองไทยและผู้ที่จะต้องไปเลือกตั้งกัน </p>
<p>อันที่จริงพระคุณ <a href="http://www.geocities.com/Tokyo/Shrine/6611/index.htm">พระกรณียกิจในหลวงรัชกาลที่ ๖</a> มีมากมาย เหลือคณานับเหมือนๆพระกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทยทุกๆพระองค์ โดยเฉพาะพระมหากษัตริย์ไทยใน ราชวงค์จักรี นี้ สุดบรรยายได้ </p>
<p>ในหลวงรัชกาลที่ ๖ ทรงริเริ่มหลายๆ อย่างในเมืองไทย ที่หลายๆ ท่านที่รู้และอาจยังไม่รู้ เช่น พระทรงเป็นกษัตริย์นักรบและนักปราชญ์ ทรงก่อกำเนิดแสนยานุภาพกองทัพไทย บก เรือ อากาศ ทรงนำทัพไทย สู่สงครามโลกครั้งที่ ๑ จนประสบชัยชนะ ร่วมกับกองทัพฝ่ายพันธมิตร ทรงให้กำเนิดธงไตรรงค์ ที่เรายืนเคารพกันเสมอๆในทุกวันนี้ แทนธงช้างก่อนเข้าร่วมสงคราม ที่บ้างครั้งชักผิดเอาหัวช้างกลับลงบ้าง</p>
<p>                 <a href="http://dcopywriter.wordpress.com/files/2007/12/flag_thailand.gif" title="Flag_Thailand"><img src="http://dcopywriter.wordpress.com/files/2007/12/flag_thailand.gif" alt="Flag_Thailand" /></a> </p>
<p>ดังนั้นทรงเห็นสมควรที่จะเปลี่ยนธงชาติไทยให้เป็นธงสามสี คือ สีขาว สีแดง และน้ำเงิน ตามลักษณะธงชาติของประเทศที่เป็นสัมพันธมิตรกับกรุงสยาม และเพื่อเป็นเครื่องหมายให้เห็นว่าได้ร่วมสุขทุกข์และเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับสัมพันธมิตรหมู่ใหญ่ อนึ่ง ธงสามสีดังกล่าวได้พระราชทานให้เรียกว่า “ ธงไตรรงค์” ทั้งนี้พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์ถึงความหมายของสีทั้งสามว่า</p>
<blockquote><p>           ขอร่ำรำพรรณบรรยาย  ความคิดเครื่องหมาย<br />
แห่งสีทั้งสามงามถนัด   <br />
           ขาวคือบริสุทธิ์ศรีสวัสดิ์  หมายพระไตรรัตน์ <br />
และธรรมะคุ้มจิตไทย   <br />
            แดงคือโลหิตเราไซร้  ซึ่งยอมสละได้ <br />
เพื่อรักษะชาติศาสนา  <br />
           น้ำเงินคือสีโสภา อันจอมประชา <br />
ธ โปรดเปนของส่วนองค์   <br />
           จัดริ้วเข้าเปนไตรรงค์ จึ่งเปนสีธง <br />
ที่รักแห่งเราชาวไทย   <br />
           ทหารอวตารนำไป ยงยุทธ์วิชัย <br />
วิชิตก็ชูเกียรติสยามฯ   <br />
(จากหนังสือดุสิตสมิตฉบับพิเศษ พ.ศ.๒๔๖๑ สะกดตามต้นฉบับ) </p></blockquote>
<p>จากความหมายจะเห็นถึงพระปรีชาญาณอันลึกซึ้งของรัชกาลที่ ๖ ในการนำสถาบันที่สำคัญของชาติ คือ ชาติ ศาสนา (ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าจากคำว่า พระไตรรัตน์ ทรงหมายถึง ศาสนาพุทธ คือต้องการให้ประเทศของพระองค์ ทรงมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ให้ทรงมีธรรมะคุ้มจิตไทย ซึ่งศาสนาใดๆก็มีธรรมทั้งนั้น ดังนั้นศาสนาใดๆก็ทรงอยู่ร่วมในขอบเขตอาณาบริเวณดินแดนสยามนี้ได้อย่างเป็นสุขเท่าเทียมกัน)  และพระมหากษัตริย์ มาเป็นสัญลักษณ์บนผืนธงได้อย่างงดงามเป็นศรีสง่าและเป็นความภูมิใจของชาวสยามได้ตลอดไป สิ่งนี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้อีกประการหนึ่ง</p>
<p>ทรงให้กำเนิดเสือป่าและลูกเสือไทย ทรงให้กำเนิด พรบ.โรงเรียนราษฎร์ พรบ.การประถมศึกษา ทรงสถาปนาจุฬาฯ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๕ พระผู้พระราชทานกำเนิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นโอรสมาสืบต่อสร้างให้เป็นมหาวิทยาลัย เป็นพระผู้ทรงสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดังเห็นได้จากพระบรมรูปทั้งสองรัชกาลในจุฬาฯ</p>
<p>โปรดเกล้าฯให้ตั้ง บริษัทปูนซีเมนต์ไทย ในปี พ . ศ. ๒๔๕๖ ซึ่งปัจจุบันคือ SCC ในตลาดหุ้น ทรงให้กำเนิดกระทรวงพาณิชย์ ทรงให้กำเนิดนามสกุล <a href="http://www.amed.go.th/AboutUs/palace/sur_given.htm">พระราชทานไว้มีทั้งสิ้น ๖๔๖๔ นามสกุล </a> พระราชทานคำนำหน้าที่เราใช้ๆกัน ทรงให้กำเนิดกรมชลประทาน การออมสินและการสหกรณ์ ทรงเป็นกวีเอก ผู้ให้กำเนิดกรมศิลปากร ทรงริเริ่มคำว่า "ไชโย" "จังหวัด" "พุทธศักราช" และเปลี่ยนคำอื่นๆมาเป็นคำเช่นที่เราใช้ๆกันอยู่อีกมากมาย และทรงมีพระกรณียกิจอื่นๆอีกเยอะครับ</p>
<p>และที่สำคัญพระผู้ทรงให้กำเนิดดุสิตธานี ต้นแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งแนวทางประชาธิปไตยได้ริเริ่มมาตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เพราะทรงเริ่มเห็นทิศทางการพัฒนาตามฝั่งตะวันตก (จะเห็นได้ว่าทรงเป็นโหรชั้นเอก ที่รู้ล่วงหน้า ถึงขนาดทรงวางหลักเมืองใหม่ รองรับเหตุการณ์ไว้ด้วย) ต่อมาเสด็จพ่อ ร.๕ ก็ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาราชกาลแผ่นดิน และสภาที่ปรึกษาในพระองค์ (ซึ่งเป็น<a href="http://kanchanapisek.or.th/ohmpc/history.php">ที่มาขององคมนตรี</a> ในปัจจุบัน) นอกจากนี้ยังทรงโปรดให้มีการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งจัดว่าเป็นการปูพื้นฐานประชาธิปไตยที่ชัดเจน และต่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงตั้งดุสิตธานี ให้เป็นเมืองจำลอง การปกครองแบบประชาธิปไตย และต่อมาเมื่อมีปฎวัติยังทรงอภัยโทษให้แก่ผู้ก่อการกบฏ ร.ศ. ๑๓๐ ด้วย</p>
<p>และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระองค์ถึงกับทรงเตรียมการที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชนไทยแต่ถูกสภาที่ปรึกษาและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทูลทัดทานว่ายังไม่ควรปกครองประเทศในระบบรัฐสภา เนื่องจากประชาชนยังไม่พร้อมเป็นผลให้เกิดการปฏิวัติในเวลาต่อมา จากบัดนั้นจนบัดนนี้ซึ่งผ่านมาก็หลายปีแล้วแล้ว ก็ยังมีการปฏิวัติกันอีก จนถ้าที่ไหนมีปฏิวัติกันจะต้องยกประเทศไทยนี้ เป็นข้อเปรียบเทียบ จนมีสำนวนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนเรื่องวิกฤติต้มยำกุ้งไปแล้ว ไม่รู้ควรจะภูมิใจดีหรือเปล่า</p>
<p>รู้สึกจะเริ่มนอกประเด็นแล้ว เอาไว้แค่นี้ก่อนละกันครับ เอาเป็นว่าสุดท้ายนี้ท้ายไว้เกี่ยวกับ พระราชสมัญญาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว "สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า" พระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป) เป็นผู้ผูกคำถวายให้ภายหลัง</p>
<p>ส่วนเรื่องไปเที่ยวพระราชวังสนามจันทร์ไว้จะเล่าให้ฟังวันหลัง ถ้าโอกาสอำนวย ท้ายสุด ขอทิ้งบนสดุดี บทหนึ่ง เกี่ยวกับพระราชอัจริยภาพทางการประพันธ์และการละครของในหลวง ร.๖ ที่หมาดเล็กคู่พระทัยท่านหนึ่ง คือ <a href="http://art.culture.go.th/index.php?case=artistDetail&#38;art_id=84&#38;pic_id=&#38;side=book">หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์</a> แต่งถวาย ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นที่ไหน เลยจดมาจากในวังครับ</p>
<blockquote><p>"บทละครพระมหาธีรราช เสมือนดอกปาริชาตสะอาดสี<br />
 ถึงร้อยเรื่องเมืองใดไม่เคยมี อีกร้อยปีประดับฟ้าไม่ราโรยฯ"</p></blockquote>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[นปก. ทำร้าย พธม.]]></title>
<link>http://cpdthai.wordpress.com/?p=10</link>
<pubDate>Tue, 27 May 2008 14:16:09 +0000</pubDate>
<dc:creator>cpdthai</dc:creator>
<guid>http://cpdthai.wordpress.com/?p=10</guid>
<description><![CDATA[
]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><span style='text-align:center; display: block;'><object width='425' height='350'><param name='movie' value='http://www.youtube.com/v/y2t6VIrY_xI'></param><param name='wmode' value='transparent'></param><embed src='http://www.youtube.com/v/y2t6VIrY_xI&rel=0' type='application/x-shockwave-flash' wmode='transparent' width='425' height='350'></embed></object></span></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Thailand PM - PAD]]></title>
<link>http://cpdthai.wordpress.com/?p=9</link>
<pubDate>Tue, 27 May 2008 14:03:05 +0000</pubDate>
<dc:creator>cpdthai</dc:creator>
<guid>http://cpdthai.wordpress.com/?p=9</guid>
<description><![CDATA[
]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><span style='text-align:center; display: block;'><object width='425' height='350'><param name='movie' value='http://www.youtube.com/v/3RmXf8W5FYQ'></param><param name='wmode' value='transparent'></param><embed src='http://www.youtube.com/v/3RmXf8W5FYQ&rel=0' type='application/x-shockwave-flash' wmode='transparent' width='425' height='350'></embed></object></span></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ตำรวจล้มเหลวการคุมม็อบโดยสิ้นเชิง]]></title>
<link>http://cpdthai.wordpress.com/?p=8</link>
<pubDate>Tue, 27 May 2008 14:00:05 +0000</pubDate>
<dc:creator>cpdthai</dc:creator>
<guid>http://cpdthai.wordpress.com/?p=8</guid>
<description><![CDATA[
]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><span style='text-align:center; display: block;'><object width='425' height='350'><param name='movie' value='http://www.youtube.com/v/COtbu2yhNGA'></param><param name='wmode' value='transparent'></param><embed src='http://www.youtube.com/v/COtbu2yhNGA&rel=0' type='application/x-shockwave-flash' wmode='transparent' width='425' height='350'></embed></object></span></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ขบวนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย]]></title>
<link>http://cpdthai.wordpress.com/?p=7</link>
<pubDate>Tue, 27 May 2008 13:58:03 +0000</pubDate>
<dc:creator>cpdthai</dc:creator>
<guid>http://cpdthai.wordpress.com/?p=7</guid>
<description><![CDATA[
]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><span style='text-align:center; display: block;'><object width='425' height='350'><param name='movie' value='http://www.youtube.com/v/1JRo1xYB_B0'></param><param name='wmode' value='transparent'></param><embed src='http://www.youtube.com/v/1JRo1xYB_B0&rel=0' type='application/x-shockwave-flash' wmode='transparent' width='425' height='350'></embed></object></span></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Campaign for Popular Democracy (CPD.)]]></title>
<link>http://cpdthai.wordpress.com/?p=6</link>
<pubDate>Tue, 27 May 2008 13:30:03 +0000</pubDate>
<dc:creator>cpdthai</dc:creator>
<guid>http://cpdthai.wordpress.com/?p=6</guid>
<description><![CDATA[Campaign for Popular Democracy (CPD.)
คณะกรรมการรณรงค์เพื่]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p><span style="font-size:x-large;color:#33cc00;font-family:Impact;">Campaign for Popular Democracy (CPD.)</span></p>
<p><span style="font-size:x-large;color:#00ff00;font-family:JasmineUPC;">คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)</span><br />
+ <a href="http://www.CPDThai.Org"><strong>http://www.CPDThai.Org</strong></a></p></blockquote>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[People Politic - การเมืองภาคประชาชน]]></title>
<link>http://cpdthai.wordpress.com/?p=5</link>
<pubDate>Tue, 27 May 2008 13:25:05 +0000</pubDate>
<dc:creator>cpdthai</dc:creator>
<guid>http://cpdthai.wordpress.com/?p=5</guid>
<description><![CDATA[People Politic - การเมืองภาคประชาชน
+ http://www.PeoplePolitic.O]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p><strong>People Politic - การเมืองภาคประชาชน<br />
</strong>+ <a href="http://www.PeoplePolitic.Org">http://www.PeoplePolitic.Org</a></p></blockquote>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[บัลลังก์เผด็จการ]]></title>
<link>http://thaksinfanclub.wordpress.com/?p=178</link>
<pubDate>Fri, 09 May 2008 19:36:55 +0000</pubDate>
<dc:creator>thaksinfanclub</dc:creator>
<guid>http://thaksinfanclub.wordpress.com/?p=178</guid>
<description><![CDATA[







&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>
<table width='500' border='0' cellspacing='0' cellpadding='0'>
<tr>
<td align='left' valign='top' class='normal_16_black'>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="left">
<p class="s4-text_black_medium">&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160;&#160;</p>
<p class="s4-text_black_medium">&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160;&#160;เพราะ<span class="s4-text_black_medium_bold">ความตระบัดสัตย์และทรยศต่อประชาชนของสมาชิกวุฒิสภา</span>จำนวนหนึ่ง จึงทำให้ผู้สืบทอดอำนาจของเผด็จการ ได้เข้ามามีอำนาจบนเก้าอี้ประธานวุฒิสภา และ ทำให้<span class="s4-text_black_medium_bold">วุฒิสภาตกอยู่ภายใต้การชี้นำของเผด็จการ </span>ที่ยังไม่ยอมพ่ายแพ้ให้แก่พลังของประชาชน ตรงกันข้ามยังวางแผนคิดโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย อยู่ทุกวินาที</p>
<p class="s4-text_black_medium">&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160;&#160;เป็นไปได้อย่างไรที่ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะไปยอมสยบนบนอบ มอบคะแนนให้แก่นายประสพสุข บุญเดช และสนับสนุนให้เป็นประธานวุฒิสภา ทั้งๆ ที่รู้ว่า <span class="s4-text_red_medium_bold">นายประสพสุข เป็นตัวแทนสืบทอดอำนาจของระบอบเผด็จการ ที่มาด้วยระบบสรรหา เป็นตัวแทนของคน 7 คน มิใช่ตัวแทนของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย</span> อย่างแท้จริง </p>
<p class="s4-text_black_medium">&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160;&#160;ทั้งๆ ที่เผด็จการ คือ ศัตรูของประชาธิปไตย และเป็นผู้รวบริบอำนาจไปจากมือประชาชน <span class="s4-text_black_medium_bold">แต่คนของระบอบประชาธิปไตย ที่ได้อำนาจมาจากประชาชน กลับนำความไว้วางใจของประชาชนไปกำนัลเป็นบรรณาการให้แก่เผด็จการ เพื่อแลกกับตำแหน่งและรางวัลที่เผด็จการสัญญาว่าจะมอบให้ </span></p>
<p class="s4-text_black_medium">&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160;&#160;แต่ก็เป็นไปแล้ว เมื่อ <span class="s4-text_black_medium_bold">สมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่งจำนวนมากกว่าสิบคน ที่สังกัดกลุ่มนายนิคม ไวยรัชพานิช สว.ฉะเชิงเทรา และเป็นน้าชายของนายสุชาติ ตันเจริญ แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้เทคะแนนที่ประชาชนมอบให้ ไปสนับสนุนนายประสพสุข ซึ่งเป็นคนที่ระบอบเผด็จการวางตัวไว้ให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจเผด็จการ </span>ไม่ให้ล้มหายตายจากไป และคงอยู่กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของไทย ไปชั่วนิรัดร์ ตามความฝันของเผด็จการ </p>
<p class="s4-text_black_medium">&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160;&#160;<span class="s4-text_red_medium_bold">ตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่งของนายนิคม ไวยรัชพานิช เป็นพยานหลักฐานชิ้นสำคัญว่า สมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งที่ประชาชนให้ความไว้วางใจเลือกตั้งมา ได้ยอมตนเป็นคนของเผด็จการไปแล้ว </span></p>
<p class="s4-text_black_medium">&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160;&#160;การลงมติเลือกประธานวุฒิสภา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จึงมิแตกต่างจาก<span class="s4-text_black_medium_bold">การฆาตกรรมความไว้วางใจของประชาชน อย่างอำมหิต และเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของระบอบเผด็จการ ที่มุ่งปองร้ายและโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย อย่างครึกโครม</span></p>
<p class="s4-text_black_medium">&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160;&#160;นอกเหนือจากคำบอกเล่า ก่อนการลงมติ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นจริง แต่ก็เป็นไปแล้ว และยืนยันด้วยผลการลงมติ พร้อมชื่อและสกุลของผู้ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานวุฒิสภา ยังมี<span class="s4-text_black_medium_bold">เศษกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่ปรากฎรายชื่อคนสามคน ที่ถูกส่งไปไว้ในมือสมาชิกวุฒิสภาบางคน ก่อนการลงมติ </span>ซึ่งบังเอิญเหลือเกินที่ตรงกับชื่อคนสามคนที่ได้ตำแหน่งประธานและรองประธานสมาชิกวุฒิสภา แบบ<span class="s4-text_black_medium_bold">ไม่ต้องคาดเดาว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนการลงมติในห้องประชุมจะเกิดขึ้น</span></p>
<p class="s4-text_black_medium">&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160;&#160;ข้อมูลจากปากต่อปาก มาถึงหูของผม และจำต้องนำมาถ่ายทอดให้ทุกท่านได้รับรู้ ก็คือว่า...</p>
<p class="s4-text_black_medium">&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160;&#160;<span class="s4-text_black_medium_bold">1. สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง 6 คน ถูกกักตัวไว้ไม่ให้มีสิทธิมาลงมติ </span>ด้วยเงื่อนไขและวิธีการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังไม่รับการรับรองผลการเลือกตั้ง ให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยสมบูรณ์ เพราะว่า <span class="s4-text_black_medium_bold">&#8220;มีผู้ร้องเรียนว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต&#8221; </span></p>
<p class="s4-text_black_medium">&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160;&#160;<span class="s4-text_black_medium_bold">2. สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งจำนวนหนึ่ง ถูกข่มขู่จาก กกต.บางคน</span> ว่า หากไม่ลงคะแนนตามใบสั่งที่ได้รับไป อาจจะมีผลกระทบถึงตำแหน่ง เพราะ<span class="s4-text_black_medium_bold">กกต.ยังมีอำนาจ แจกใบเหลือง ใ