<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>ตี้หลุง &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/ตี้หลุง/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "ตี้หลุง"</description>
	<pubDate>Sun, 20 Jul 2008 08:17:56 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon - สามก๊ก ขุนศึกเลือดมังกร (2008, Daniel Lee)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=158</link>
<pubDate>Fri, 25 Apr 2008 06:57:33 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=158</guid>
<description><![CDATA[
ถ้าจะมีการสร้างหนังสามก๊ก ประเภทท]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/3kingdoms07.jpg" alt="" /></p>
<p>ถ้าจะมีการสร้างหนังสามก๊ก ประเภทที่โฟกัสไปที่ตัวละครตัวหนึ่ง ในฐานะเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง ตัวละครที่ชื่ว่า จูล่ง (จ้าวจื่อหลง) ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย ขุนศึกจากจ๊กก๊ก ผู้ใช้ชีวิตเยี่ยงจอมยุทธ ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งสงคราม ที่ความชั่วร้ายเลวทราม กลายเป็นความชอบธรรม จูล่งกลับ ยังสามารถ ยึดมั่น กับเรื่องคุณธรรม ความซื่อสัตย์ จงรักภักดี อย่างที่ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดสามารถเทียบเคียงได้ Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon เสนอเรื่องราวชีวิตของจูล่ง โดยเลือกเอาดาราฮ่องกงรุ่น (เริ่ม) ใหญ่อย่าง หลิวเต๋อหัว มารับบทนักรบผู้ยิ่งใหญ่ ตั้งแต่วัยหนุ่ม จนล่วงเลยเข้าสู่วัยชรา กับชีวิตแห่งการตรากตรำในสงครามในทั้งชีวิตของเขา<!--more--></p>
<p>หนังเริ่มต้นขึ้นด้วยภาพของจูล่งในวัยชรา (หลิวเต๋อหัว) เผชิญหน้ากับทัพใหญ่ของวุย ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว ขณะที่ทหารร่วมทัพนอนตายเกลื่อนกลาด ก่อนที่จะย้อนอดีต กลับไปเล่าจุดเริ่มต้น ตั้งแต่วันที่จูล่ง สมัครเข้าเป็นทหารในสังกัดของ นายทหารชั้นผู้น้อยที่ชื่อว่า ลั่วผิงอัน (หงจินเป่า) ทั้งสองสนิทสนมกันในเวลาอันรวดเร็ว เพราะมีพื้นแพมาจากเสียนสันบ้านเดียวกัน</p>
<p>ลั่วผิงอันมีความมุ่งมั่นใน การสร้างความชอบ และหวังเติบใหญ่ในทางการทหาร จูล่งเอง ชื่อชม และนับถือในอุดมการณ์ และความทะเยอทะยานของสหาย แต่ตัวของเขาเองกลับเลือกที่จะมีความฝันเล็กๆ อย่างการร่วมทัพ ได้รับชัยชนะ สงครามจบลง จะมีบ้านซักหลัง ก็เท่านั้น</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/3kingdoms03.jpg" alt="" /></p>
<p>ในการศึกครั้งสำคัญ ทั้งสองนำทหารหนึ่งพันกว่านาย ตีค่ายของวุยที่มีทหารมากกว่าหนึ่งหมื่นนาย จนแตกพ่าย หนึ่งเป็นเพราะแผนการของ ท่านกุนซือ จูกัดเหลียง ที่เดินทางมาช่วย อีกส่วนแห่งความสำเร็จมาจากตัวของ จูล่ง เองที่สามารถลงมือสังหาร แม่ทัพของฝ่ายศัตรูลงได้สำเร็จ กลายเป็นกุญแจสำคัญในชัยชนะ ทหารหนุ่มกลับมอบความดีความชอบให้กับ "พี่ใหญ่"  แต่ตัว ลั่วผิงอัน เองกลับเริ่มรู้สึกถึงความห่างเหินที่กำลังจะเกิดขึ้น ในอนาคตอันใกล้</p>
<p>เวลาของจูล่งมาถึงในอีกไม่กี่ปีต่อมา ในสมรภูมิที่ทุ่งหญ้า บันโบ๋ ขณะกองทัพของเล่าปี (เยี่ยหัว) พร้อมชาวเมือง ทิ้งเมืองเพื่อหนีการติดตามกองทัพวุยของ โจโฉ (หลิวสงเหยิน) กองทหารของลั่วผิงอัน  ได้รับหน้าที่คุ้มครองครอบครัวของเล่าปี เกิดความผิดพลาด ถูกทหารวุยโจมตี ฮูหยิน และทายาทของเล่าปี่ พลัดหลงนับเป็นความผิดพลาดที่ไม่อาจให้อภัยได้ จูล่ง ตัดสินใจรับผิดชอบความผิดของสหาย ด้วยการผ่าทัพวุย บุกเดี่ยวเข้าไปช่วยเหลือ อาเต้า นายน้อยทายาทคนเดียวของเล่าปี่</p>
<p>ทหารหนุ่มทำได้สำเร็จ นอกจากจะช่วยอาเต้าได้แล้ว เขายังสามารถ แสดงฝีมือฝ่าทัพนับพันด้วยตัวคนเดียว ต่อหน้าโจโฉ ชื่อของ เตียจูล่ง ก็กระจายไปไกล และนับแต่บัดนั้น ชีวิตของเขา กับพี่ใหญ่ ลั่วผิงอัน ก็แยกออกจากกันโดยปริยาย จูล่งกลายเป็นทหารคนสำคัญของเล่าปี่ สร้างความดีความชอบมากมาย จนกระทั่งถูกแต่งตั้งให้อยู่ในกลุ่ม 5 พยัคฆ์ของจ๊ก รวมกับยอดนักรบอย่าง กวนอู (ตี้หลุง) เตียวฮุย ฮองตง และม้าเฉียว</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/3kingdoms04.jpg" alt="" /></p>
<p>5 พยัคฆ์ ร่วมกันปกป้องจ๊กก๊ก นานหลายสิบปี แต่ละคนเริ่มล้มตายไปตามการศึก คงเหลือแต่จูล่งเป็นเสาหลักแห่งจ๊กเป็นคนสุดท้าย ในการศึกครั้งสำคัญ บุตรชาขของสองจอมทัพผู้ล่วงลับ กวนหิน (วาแนส วู) และเตียวเปา ได้รับคำสั่งให้นำทัพบุกวุย ขณะที่นายพลน้อยทั้งสองเกิดความขัดแย้ง เรื่องผู้นำทัพสูงสุดหนึ่งเดียว จูล่งตัดสินใจอาสาต่อ จูกัดเหลียง รับหน้าที่นำทัพไปเอง โดยมีนายทหารคนสนิทอย่าง เตงจี๋ (แอนดี้ อัน) และเพื่อนเก่าในอดีตอย่าง ลั่วผิงอัน ติดตามไปด้วย</p>
<p>ทัพใหญ่ของจ๊กก๊กต้องเผชิญหน้ากับทัพวุยอีกครั้ง ทหารนับหมื่นอนับแสนที่นำมาโดยแม่ทัพ ฮั่นเต็ก (อู๋หยงกวง) กับบุตรชายทั้ง 4 และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โจวอิง (แม๊กกี่ คิว) แม่ทัพหญิง หลานสาวของโฉโจผู้ล่วงลับ ท่ามกลางศัตรูอันน่าหวาดวิตก จูล่งเองกลับพบว่า ตัวเอกเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งแห่งสมคราม หมากของจูกัดเหลียงในสงครามครั้งใหญ่ แม้กระทั่งหมากของ ลั่วผิงอัน สหายที่หวังทวงคืนวันอันรุ่งโรจน์กลับมาอีกครั้ง หลังจากกรำศึกมานับครั้งไม่ถ้วน ถึงเวลาที่จูล่ง เริ่มสงสัยต่ออุดมการณ์ของตัวเอง เป็นครั้งแรก ...</p>
<p>เนื้อหาใจความหลักของ Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon นั้นก็คือการมุ่ง พยายามสำรวจ ความเป็นวีระบุรุษของจูล่ง โดยเฉพาะแง่มุมแห่งการเป็นนักรบ จูล่งตรากตรำในสงครามนานกว่า 30 ปี ได้รับชัยชนะในการศึก สร้างวีรกรรมมากมาย สุดท้ายความเหน็ดเหนื่อย ความพยายาม ของวีระบุรุษอย่าง จูล่ง นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้บ้าง คำตอบคือไม่มี วีรกรรมครั้งยิ่งใหญ่ของจูล่ง อย่างการช่วยเหลือ อาเต้า กลับเป็นการเร่งวันหายนะของจ๊กก๊ก ให้มาเร็วกว่าที่ควรจะเป็น, การตรากตรำในสนามรบนานหลายสิบปี แทบไม่เห็นผลอย่างที่หวัง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/3kingdoms09.jpg" alt="" /></p>
<p>ลั่วผิงอัน เคยบอกกับจู่ลงว่า จะเขาเดินทางไปทุกแห่งหน ทุกสมรภูมิ จนกว่าจะสามารถยุติสงครามได้ จูล่งพึ่งทราบว่า ทั้งเขาเอง และลั่วผิงอัน ล้วนเขาใจความหมายของสงครามอย่างคลาดเคลื่อน สมครามหาใช่การเดินทาง มันคือการย่ำเท้าอยู่กับที่ ในวันนี้ จูล่ง ยืนอยู่บนสนามรบ ณ ภูผาแห่งหนึ่ง สถานที่เดียวกับที่เคยยืน และรบ เมื่อยี่สิบปีก่อน ความดี ความกล้าหาญ ที่เคยได้ทำมา ไม่เคยแม้แต่จะหยุดยั้ง หรือชลอ ความโหดร้ายของสงคราม หรือความเสื่อมทรามแห่งยุคสมัย ได้ซักเล็กน้อย สุดท้าย แม้ความฝันเล็กๆ ของจูล่ง อย่างการมีบ้านซักหลัง ก็ไม่อาจทำได้ไม่สำเร็จ</p>
<p>เนื้อหาอันว่าด้วยความไร้สาระ ไร้ที่สิ้นสุด แห่งสงคราม  นั้นถูกนำเสนอมานับครั้งไม่ถ้วน แม้ Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon จะนำเสนอเรื่องราวอย่างเดียวกัน อาจจะมีลีลาซ้ำซากไปบ้าง แต่รวมๆ ก็ยังถือว่าอยุ่ในระดับน่าสนใจ ส่วนที่ช่วยผลักดันเนื้อหา ให้ชัดเจนขึ้นมาได้ก็คือ การแสดงของดารานำอย่างหลิวเต๋อหัว และหงจินเเป่า ที่สะท้อนภาพของคน ที่ใช้ชีวิต และอุดมการณ์อยู่ในสนามรบ ออกมาได้อย่างน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปรียบเทียบระหว่าง ยอดมหาวีระบุรุษอย่างจู่ล่ง และคนธรรมดาสามารถ ที่ไม่สามารถสลักชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ ลั่วผิงอัน ที่สุดท้ายแล้ว ก็มีชีวิตที่ไม่ได้แตกต่างกันนัก เหยียบย่ำบนสนามรบผืนเดียวกัน และสิ้นสุดหนทางแห่งนักรบ ในสมรภูมิสุดท้ายร่วมกัน</p>
<p>อย่างไรก็ตามหนังยังคง แสดงออกถึง ปัญหาในขั้นตอนการเล่าเรื่อง และสร้างความน่าเชื่อถือ อยู่ไม่น้อยเลย ประเด็นที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางที่สุด ก็คือความซื่อตรงต่อต้นฉบับ ต้นฉบับในที่นี้ครอบคลุมไปถึง นิยายสามก๊ก (Romancing of Three Kingdoms) ของหลอจงกว้าน รวมไปถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ หนังมีการเพิ่มตัวละครใหม่ อย่างลั่วผิงอัน และโจวอิง ขึ้นมาเป็นตัวละครหลัก หรือปรับเทียบบทบาทตัวละครที่มีอยู่เดิม ที่เห็นได้ชัดน่าจะเป็นตัวละครที่ชื่อว่า เตงจี๋ ที่ตามข้อมูลแล้ว มีตำแหน่งหน้าที่ และผลงานอยู่ในงานจำพวก การทูต และการเจรจา แต่ในหนังกลับถูกปรับเปลียนให้เป็นนายทหารคนสนิทของจูล่ง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/3kingdoms06.jpg" alt="" /></p>
<p>ในหมู่รายละเอียดหลายประการที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป ที่สำคัญน่าจะเป็นรายละเอียด ในชีวิตประวัติของตัวเอกอย่างจูล่งเอง อาทิเช่น หนังเปลี่ยนแปลงชีวิตภูมิหนังของจูล่งไปมากพอสมควร เขาเข้าร่วมกับกองทัพเล่าปี่ในฐานะนายทหาร ไม่ใช่ทหารเลว, ข้อมูลด้านครอบครัว รวมถึงวาระสุดท้ายของ จูล่ง ล้วนผิดแผกจากที่เรา เคยรับรู้</p>
<p>เอาเข้าจริงๆ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้พอจะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้นะครับ สามก๊กเป็นวรรณกรรมที่ดังแปลงมาจากประวัติศาสตร์ ทั้งในรูปแบบบันทึก (ที่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง) และวรรรณกรรม (ที่ให้ความสำคัญกับความบันเทิง) มากมายหลายฉบับ แต่ละฉบับก็นำมาซึ่งรายละเอียด และการตีความอันหลากหลาย การตีความใหม่ และปรับเปรียบรายละเอียดใน Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon ก็เรียกว่ายังอยู่ในระดับที่พอรับได้</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/3kingdoms08.jpg" alt="" /></p>
<p>สิ่งที่ดูจะเป็นปัญหามากกว่า การ เปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องเสียอีกก็คือ งานศิลป์ทั้งหลายในหนัง ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบฉาก อาวุธ และเครื่องแต่งกายในเรื่อง เดเนียล ลี ผู้กำกับนั้นมีพื้นแพ การเติบโตในอาชีพมาจากสายงาน ผู้กำกับศิลป์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว</p>
<p>เข้าใจว่าเขารับหน้าที่นี่ ในหนังเองด้วย เดเนียล ลีพยายามจะสร้างความแตกต่าง ให้กับภาพของหนังประวัติศาสตร์จีน ด้วยการออกแบบเครื่องแต่งกาย ทีผสมผสาน หลากหลายวัฒนธรรม การวิจารณ์เรื่องความไม่สมจริงนั้นลุกลามมาถึง เรื่องการคิดเลือกตัวแสดง อย่าง แม๊กกี่ คิว ดาราสาวลูกครึ่งฝรั่ง เวียดนาม ที่ดูแล้วไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตา น้ำเสียง หรือการเยี่ยงย่าง ช่างห่างไกลจากความเป็น หญิงนักรบโบราณ มากเหลือเกิน</p>
<p>งานในภาคงานสร้างหลายๆ อย่างของหนัง ทั้งการทำผม เสื้อผ้า ฉาก แม้กระทั่งการกำกับคิวบู๊ (ดูแล้วชวนให้นึกถึงงานเก่าของหงจินเป่า สมัยรับผิดชอบงานกำกับคิวบู๊ให้กับ Ashes of Time อยู่ไม่น้อย) และการถ่ายภาพ ฯลฯ ล้วนออกมาด้วยแนวคิด ในการฉีกหนีจากรูปแบบเดิมๆ ของหนังสามก๊ก (และรวมถึงหนังสงครามย้อนยุคโดยทั่วไป) ผลงานที่ออกมานั้นดูแปลกตาดี แต่ในทางตรงกันข้าม กลับทำลายความน่าเชื่อถือของหนัง พลังในฐานะหนังประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังของเรื่องราวในฐานะ สามก๊ก ที่ถูกลดทอนไปไม่น้อย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/3kingdoms05.jpg" alt="" /></p>
<p>ความผิดหวังประการสำคัญของหนัง น่าจะอยู่ที่ความคาดหวังของคนดู  โดยเฉพาะแฟนๆ สามก๊ก ที่รอคอยการเรื่องราวที่คุ้นชิน และการปรากฏตัวของ ตัวละครระดับ "ซุปเปอร์สตาร์" จากสามก๊ก และเนื่องด้วย Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon เป็นหนังที่เน้นไปที่ตัวละครของจูล่งเป็นหลัก ตัวละครอื่นๆ อย่างเล่าปี่ กวนอู เตียวฮุย หรือโจโฉ จึงมีบทบาทอยู่ในระดับ "ประกอบ" หรือ "รับเชิญ" เท่านั้น ซ้ำร้ายตัวละครบางตัวก็ถูกนำเสนอ แตกต่างจากที่เราเคยสัมผัส ทั้งในแง่ของบุคลิค หรือภาพลักษณ์</p>
<p>ตัวละครที่ดูจะมีบทบาทพอให้จับต้องได้บางก็คือ จูกัดเหลียง ผมชอบการปรากฏตัวครั้งแรกของ ขงเบ้งนะครับ ดูน่าเกรงขราม ครุ่นคิด อัจฉริยะ  ภายใต้ภาพลักาณ์ของคนธรรดา แตกต่างจากภาพของ ความเหนือมนุษย์ หรือผู้วิเศษอย่างภาพปรกติของขงเบ้งที่เราคุ้นชินกัน</p>
<p>Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon เป็นผลงานการสร้างของบริษัทจากจีนแผ่นดินใหญ่ และเกาหลี โดยทีมงานฮ่องกง ที่เห็นได้ชัดว่าคาดหวังจากตลาดจีนแผ่นดินใหญ่เป็นสำคัญ หนังทำท่าทำทางว่าจะพอไปได้ น่าเสียดายที่ความล้นเกินของงานสร้าง ทำลายความน่าเชื่อถือ และน้ำหนักของหนังไปไม่น้อย การเล่าเรื่องผ่านช่วงเวลาอันยาวนาน ตัวละครมากมายหลายตัว ก็ยังแสดงออกถึงความไม่ราบรื่น จุดหักมุมตอนท้ายเรื่อง ไม่โน้มน้าม ไม่น่าเชื่อถือ  และที่สำคัญที่สุด ปัญหาเหล่านี้ดูจะมีผลต่อความล้มเหลว ในการเสนอภาพของมหาสงครามอย่างสามก๊ก ที่ไม่สามารถจำลองความ ความยิ่งใหญ่ ออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/3kingdoms10.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Beijing Film, Visualizer, Polybona Film Distribution Co., Ltd., Taewon Entertainment<br />
<strong> กำกับ - </strong>Daniel Lee Yan-Kong<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Chung Tae-Won, Susanna Tsang<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Daniel Lee Yan-Kong, Ho Leung Lau<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Daniel Lee Yan-Kong,<br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Thomas Chong<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Sammo Hung Kam-Bo, Yuen Tak<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Andy Lau Tak-Wah, Sammo Hung Kam-Bo, Maggie Q, Andy On Chi-Kit, Yu Rong-Guang, Yueh Hua, Ti Lung, Damian Lau Chung-Yun, Chen Zhihui, Pu Guanxi, Vanness Wu, Timmy Hung Tin-Ming</li>
<li><strong>Thailand Distribution - </strong> ชื่อไทยในการเข้าฉายคือ "สามก๊ก ขุนศึกเลือดมังกร"</li>
<li><strong>Rating - </strong>3/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Bare-Footed Kid - ตายไม่ว่า ขอให้เห็นหน้าเธอ (1993, Johnnie To)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=65</link>
<pubDate>Wed, 26 Mar 2008 23:51:54 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=65</guid>
<description><![CDATA[
The Bare-Footed Kid เป็นผลงานการสร้างของชอว์บร]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/barefoot07.jpg" alt="" /></p>
<p>The Bare-Footed Kid เป็นผลงานการสร้างของชอว์บราเดอร์ ให้ตู้ฉีฟง รับหน้าที่เป็นผู้กำกับ หนังเป็นการรีเมกหนังเก่าเมื่อปี 1975 เรื่อง Disciples of Shaolin (ชื่อไทยว่า ไอ้หนุ่มหมัดจ้าวพลัง นำแสดงโดย ฟู่เซิง, ชิกวนชุน) ของ จางเชอะ คนทำหนังเครื่องหมายการค้า คนหนึ่งของชอว์บราเดอร์เอง หนังยังได้ หลิวเจียเหลียง ที่กำกับคิวบู๊ในฉบับเก่า มารับหน้าที่เดิมอีกครั้ง หนังโดดเด่นด้วยสองดารานำที่มาแรงพอสมควรในยุคนั้นอย่าง กัวะฟู่เฉิง และอู๋เชี่ยนเหลียน ที่กำลังโด่งดังกับหนังเรื่อง ผู้หญิงข้า ใครอย่าแตะ<!--more--></p>
<p>ตัวตู้ฉีฟงนั้นโด่งดังมาจาก การทำหนังประเภทอาญากรรมตำรวจจับผู้ร้าย แต่อันที่จริงแล้วเขาเริ่มต้นอาชีพผู้กำกับ ด้วยการทำหนังกำลังภายใน กับหนังที่ชื่อว่า The Enigmatic Case สร้างเมื่อปี 1980 นำแสดงโดยหลิวสงเหยิน กับจงฉู่หลง ไม่ต้องสงสัยว่าสำเร็จหรือล้มเหลว กับการทำหนังแนวนี้ เพราะหลังจากหนังเรื่องนี้ ต้องรออีก 6 ปีกว่าตู้ฉีฟงจะได้มีโอกาศกำกับหนังเป็นเรื่องที่สอง และเดียวกับหนังกำลังภายในที่ตลอดระยะเวลาการทำงาน เกือบ 30 ปีของเขา กำกับหนังแนวนี้ออกมาอีกแค่หนึ่งเรื่อง และ The Bare-Footed Kid ก็กลายเป็นหนังกังฟู กำลังภายในแท้ๆ เรื่องสุดท้ายของตู้ฉีฟง นั้นเอง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/barefoot06.jpg" alt="" /></p>
<p>The Bare-Footed Kid เล่าเรื่องในยุคข้าวยากหมากแพง ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยความอดอยาก บรรดาชายหนุ่มเดินทางสู่เมืองใหญ่เพื่อหาโอกาศในชีวิต เช่นเดียวกับ ไอ้หนุ่มบ้านนอก กวานฟงโหย่ว (กัวะฟู่เฉิง) เข้าเมืองมาด้วย เนื้อตัวสกปรก ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่น้อย ไม่มีกระทั่งรองเท้าจะใส่เดิน เดินทางจากบ้านเกิด สู่เมืองใหญ่ หวังเพียงเพื่อแสวงหาความรุ่งเรืองในชีวิต เช่นเดียวกับชายหนุ่มรุ่นราวอีกหลายร้อยคน ที่เดินกันดาดเดื่อนเต็มถนน ส่วนใหญ่เชื่อมั่นในฝีมือของตน</p>
<p>อย่างน้อยกวานฟงโหย่วก็ยังโชคกว่าหลายๆ คนที่เดินทางมาที่นี่ เขายังมีเป้าหมาย สถานที่ที่บิดาได้ออกปากให้เดินทางมาเมื่อท่านสิ้น กระดาษแผ่นเล็กๆ เขียนอักษรที่แม้แต่เจ้าตัว ก็ยังอ่านไม่ออก ต่อมาถึงได้ความหมายที่เขียนไว้บทนั้น เป็นชื่อ ของโรงทอผ้าที่ชื่อว่า "ซื่อจี่" สถานที่พักอาสัยของ ท่านลุง ต้วน ต้วนชิงหยุน หรือที่ใครๆ ที่นี่เรียก พี่ต้วนหนาน (ตี้หลุง) สหายของบิดาผู้ล่วงลับ ที่อาศัย พร้อมกับทำงานเป็นคนงาน ณ โรงทอผ้าแห่งนี้ ที่ช่วยฝากฝั่งเขากับ เถ้าแก่เนี่ย (จางม่านอวี้) ให้อาศัยอยู่ที่นี้ในฐานะคนงานด้วยกัน กวานฟงโหย่ว เริ่มต้นชีวิตในฐานะคนงานโรงทออย่างเรียบง่าย และขยันขั้นแข็ง มีความสุขตามอัตภาพ เขายังได้พบ หวงเลี่ยน  (อู๋เชี่ยนเหลียน) สาวน้อยลูกคนเดียวของ ท่านหม่า (ฉินเผ่ย) ปราชณ์ผู้รอบรู้ประจำเมือง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/barefoot04.jpg" alt="" /></p>
<p>ท่ามกลางชีวิตอันเรียบง่าย เพียงเวลาไม่นาน กวานฟงโหย่วก็ได้รับรู้ถึงวิบากกรรม ความยากลำบากที่โรงทอ และเถ้าแก่เนี้ย ต้องเผชิญ นางถูกกลั่นแกล้งบีบคั้นจาก โรงผ้าซื่อเทียน โรงทอขนาดใหญ่ในตัวเมือง ที่ต้องการแย่งชิง สูตรย้อมผ้าอันเก่าแก่ ทั้งบีบคั้นด้วยกำลัง กดดันด้วยอำนาจเงิน และลอบกัดทำร้ายด้วยชนชั้นสกปรก</p>
<p>กวานฟงโหย่ว ไม่อาจทนเห็นพวกพ้อง เจ็ดปวดกับความกดขี่กังแกได้ ชายหนุ่มที่เคยฝึกฝนฝืมือจากบิดา มาตั้งแต่บ้านนอก ตัดสินใจตอบโต้ด้วยตัวเองโดยพละการ ด้วยการบุกเดี่ยวไปยังโรงผ้าซื่อเทียน เพื่อสั่งสอน แย่งชิงสัญญาเงินกู้ที่พวกพ้องของเขาติดค้างอยู่ คืนมาได้สำเร็จ</p>
<p>หารู้ไม่ว่านั้นกลับสร้างปัญหาที่ใหญ่โตตามมามากมาย ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อาจจะลุกลามใหญ่โต สร้างปัญหาให้กับโรงทอซื่อจี่มากมาย ลุงต้วน ไม่สามารถจะช่วยเหลืออะไรได้เลย ได้แต่ออกปากให้เขา กลับบ้านนอกไปเสีย ก่อนที่เหตุการณ์จะรุนแรงกว่านี้ขึ้นไปอีก ยังไม่ทันจะได้รับความสำเร็จ กวานฟงโหย่ว ถูกผลักใสให้กลับสู่บ้านนอก ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้พบเจอกับความสำเร็จใดๆ ที่คาดหวัง เขาก็เหมือนคนหนุ่มทั่วไป ฝันไกล ทะเยอทะยาน และไม่สามารถรอคอยความสำเร็จ ที่มองไม่เห็นได้นาน  ความตกต่ำที่เกิดขึ้น ยิ่งปั่นทอนกำลังใจของชายหนุ่มขึ้นไปอีก</p>
<p>เมื่อไร้หนทางให้เลือกเดิน กวานฟงโหย่ว ตัดสินใจ มุ่งหน้าไปสู่ เวทีประลองยุทธประจำเมือง จุดหมายปลายทางของชายหนุ่ม ชาวยุทธทุกคน ที่นี่เขาจะสามารถถีบตัวเองให้สูงขึ้นได้ ด้วยมือ และเท้าของตัวเอง  ด้วยฝีมืออันโดดเด่น กวานฟงโหย่ว  ได้รับชัยชนะอย่างสวยงามในเวทีประลอง ฝีมือของเขาสร้างความประทับใจแก่ เคอเหอปู้  (Kenneth Tsang) ผู้มีอิทธิพลแห่งเมือง ที่มีกิจการมากมาย รวมทั้งโรงฝึกมวย มันรับกวานฟงโหย่วเข้าเป็นครูฝึกประจำสำนัก ชายหนุ่มกำลังมองเห็นตัวเอง ก้าวไปสู่หนทางอันรุ่งโรจน์ โดยหารู้ไม่ว่า เคอเหอปู้ นั้นมีเบื้องหลังอันชั่วร้ายมากมาย กวานฟงโหย่ว กลายเป็นเครื่องมือของคนชั่วโดยไม่รู้ตัว สร้างความเจ็บปวดให้แก่ทุกคนที่อยู่รอบตัวเขา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวของ กวานฟงโหย่ว อย่างแสนสาหัส</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/barefoot03.jpg" alt="" /></p>
<p>ผมเองไม่เคยดูงานต้นฉบับที่ชื่อว่า Disciples of Shaolin มาก่อนนะครับ แต่ดู The Bare-Footed Kid แล้วก็ชวนให้นึกถึงประเด็นที่สามารถพบเห็น ได้บ่อยครั้งมากในงานของจางเชอะ โดยเฉพาะในงานที่ชื่อว่า Boxer From Shantung (1972, นักชกจากชานตุง) หนังทั้งสองเรื่องมีตัวละครเอก ที่ใกล้เคียงกันมาก หนุ่มบ้านนอกผู้พกความคาดหวังมาสู่เมืองใหญ่ ใจความสำคัญของเรื่องนั้น พูดถึงประเด็นเดียวกัน อย่างเรื่องของ ความฝัน ความทะเยอทะยาน ของเพศชาย</p>
<p>ความทะเยอทะยาน ความรุ่งเรือง เป็นทั้งสิ่งที่หล่อเลี้ยง และทำลายเรา ในเวลาเดียวกัน ชีวิตกวางฟงโหย่วช่วงเวลาหนึ่งเพียงรองเท้าคู่เดียว ความฝันประการเดียวที่มีอยู่ก็คือ การฝึกสะกดชื่อตัวเองให้ได้ เพียงเวลาไม่นานความความ ต้องการเรียบง่ายเช่นนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป เงินทอง ทรัพย์สินสมบัติ ความยิ่งใหญ่ ได้รับการยอมรับ กว่าจะถึงจุดนั้น ต้องเหยียบร่างของผู้อื่นให้ตัวเองสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ที่สำคัญก็คือ เหยียบย่ำ ลืมเลือน แม้กระทั่งตัวตน ความฝัน ของตัวเอง</p>
<p>ในตอนนึงของเรื่อง กวานฟงโหย่ว ต้องการแสดงให้คนรักของเขา เห็นถึงความรุ่งเรืองที่เกิดขึ้น ความเขาเปลี่ยแปลงไปแค่ไหน ด้วยของขวัญมากมาย เสื้อผ้าสวยหรู แต่สำหรับ หญิงสาวอย่าง หวงเลี่ยน แล้วนั่นแทบไม่มีค่า นางถามเขาว่า "ท่านมีเงินทองมากมาย มีรองเท้าคู่ใไหม่ แล้วท่านเชียนชื่อของตัวเองได้รึยัง"</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/barefoot01.jpg" alt="" /></p>
<p>หากตัวละครของกัวะฟู้เฉิง สะท้อนภาพของความรุ่งเรื่อง ก็ยังมีอีกสองตัวละคร ที่สะท้อนภาพอย่างเดียวกัน  อดีตพระเอกชอว์บราเดอร์ อย่างตี้หลุง บทต้วนหนานจอมยุทธผู้สมธะ   และตัวละครไร้ตัวตนในเรื่อง อย่าง "พ่อผู้ล่วงลับ" ของกวางฟงโหย่ว ด้วยรายละเอียดบางประการ (โดยเฉพาะอาวุธ "แส้เหล็ก" มรดกจากบิดา ถึงกวานฟงโหย่ว อันเป็นอาวุธที่เคยเห็น เดวิด เจียงใช้ในหนังอยู่สองสามเรื่อง) ทำให้ผมเชื่อว่าโดยสนิทใจเลยะนครับ ว่าตัวละครตัวนี้ เป็นการอ้างอิงอย่างจงใจ  ถึงบทบาทเก่าๆ ของ เดวิด เจียง นักแสดงหนุ่มหน้าเศร้า ผู้มักจะรับบทสหายของตี้หลุง ที่มักจะจบชีวิตลงอย่างสง่างามในตอนท้ายเรื่อง</p>
<p>พูดให้ชัดก็คือ ต้วนหนาน และบิดาของกวางฟงโหย่ว นั้นเป็นเหมือนภาพวัยชรา ของตัวละคร มากมายกายกองที่ ที่ตี้หลุง และเดวิด เจียง เคยแสดงไว้ในวัยหนุ่ม The Bare-Footed Kid เล่าเรื่องที่ เป็นเหมือนตอนจบที่ถูกฉีกทิ้ง ในหนังจอมยุทธอีกหลายร้อยเรื่อง ชีวิตปั้นปลายแห่งความทะเยอทะยาน ที่ผ่านความฉูดฉาดสวยงามมากมาย และบั้นปลายมักจะจบลงอย่างเจ็บปวด เดียวดาย</p>
<p>ความทะเยอทะยาน เคยบดขยี้คนหนุ่มรุ่นแล้วรุ่นเล่าให้แหลกสลายเป็นฝุยฝง ไม่ตายก็เหลือเป็นเพียงเศษซาก แห่งความรุ่งเรืองในอดีต อย่างเช่นที่ ต้วนหนาน บอกกันกวานฟงโหย่วว่า "พวกเราเคยป็นนักรบที่เก่งกาญ มีฝีมือที่ไร้ผู้ต้าน แล้วชีวิตในบั้นปลาย เป็นไง ข้าต้องใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ส่วนพ่อเจ้า ถูกทำร้ายสูญเสียวระยุทธ และตายลงอย่างอเน็จอนาจที่บ้านนอก"</p>
<p>หนังของจางเชอะนั้นนำเสนอเรื่อง "อุดมคติ" แห่งเพศชายเป็น ใจความสำคัญมาตลอด ความยิ่งใหญ่ ของจิตใจแห่งความทะเยอทะยาน ความยิ่งหใญ่ของการสร้างชื่อ สร้างตำนานส่วนตัว ด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว บ่อยครั้งจางเชอะมากจะนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ ด้วยน้ำเสียงแห่งความเชิดชู แต่ในบางกรณีเขาก็ตั้งคำถาม ถึงการ "แลก" เพื่อให้ได้มาซึ่ง อุดมคติแห่งเพศชายนี้ ไม่ว่าจะเป็นความสุขส่วนตัว คนรัก หรือชีวิต</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/barefoot02.jpg" alt="" /></p>
<p>นอกจากเนื้อหา ที่สามารถขุดเอารากเงา จิตวิญญานของชอว์บราเดอร์ (โดยเฉพาะจากจางเชอะ) ได้อย่างค่อนข้างถึงแก่นแล้ว หนังยังดึงเอา จิตวิญญานทางคิวบู๊แบบดั่งเดิมของชอว์ กลับมาด้วย ด้วยการเรียกใช้บริการ ผู้กำกับบู๊ที่เป็นตำนานอย่าง หลิวเจียเหลียง มารับหน้าที่เดิมที่เคยทำไว้ในหนังฉบับปี 1975 อีกครั้ง</p>
<p>The Bare-Footed Kid ประกอบไปด้วยคิวบู๊มากมายทั้งดวลเดี่ยว และตะลุมบอน ซัดกันด้วยหมัด และเท้า รวมถึงประหัสประหารกันด้วยชีวิต ฉากต่อสู้ที่เด่นที่สุด ถือเป็นฉากจำของหนัง เห็นจะหนีไม่พ้นฉากประลองยุทธ ณ เวทีใต้ ที่เอาเข้าจริงๆ แล้วก็ไม่มากจุใจอย่างที่คิด ไอเดียหลักของคิวบู๊ใน The Bare-Footed Kid ดูจะมุ่งไปรื้อฟื้นแนวทางแบบ คิวบู๊ประเภทสังเวยเลือดในยุค 60 - 70 ตามแนวทางของจางเชอะมากกว่า เน้นฉากตัวเอกตะลุมบอล ประเภทเดี่ยวรุมหมู่ ตัวละครประกอบตกตาย นอกกันเกลื่อนกลาด แสดงความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของตัวเอก ก่อนที่จะจบท้ายด้วยฉากละแลงเลือด เพื่อนำเสนอภาพความตายอันยิ่งใหญ่ของตัวละคร</p>
<p>ในด้านดารานำ The Bare-Footed Kid ได้พระเอกนางงเอก ที่ถือว่าเป็นขวัญใจวัยรุ่นแห่งยุค ทั้งคู่ทำหน้าที่ในระดับที่เรียกว่า ดีเท่าที่จะดีได้นะครับ อย่างกัวะฟู่เฉิง นั้นนอกจากรูปร่างหน้าตาได้เปรียบแล้ว การแสดงคิวบู๊ก็ไม่เลวทีเดียว ส่วนนางเอกสาวอู๋เชี่ยนเหลืยนใน พ.ศ. นั้นก็ดูสอาดบริสุทธิ์เหลือเกิน เคมีของพระนางวัยใสก็ดูเข้ากันได้ดี น่าเสียดายที่ทั้งสอง ต้องถูกบดบังรัศมี ด้วยพลังการแสดงที่ดีกว่าจากทั้งตี้หลุง และจางม่านอวี้</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/barefoot05.jpg" alt="" /></p>
<p>จะว่าไปแล้ว The Bare-Footed Kid มีแกนที่แข็งแรงอยู่ไม่น้อย เลยนะครับ นอกจากฐานะหนังกังฟูเรื่องนึง ที่สร้างเพื่อคารวะหนังเก่าๆ ของชอว์บราเดอร์ แล้วตัวหนังเองยังมีเนื้อหา และตัวละครที่น่าสนใจ อยู่พอสมควร ผู้กำกับตู้ฉีฟง และคนเขียนบทเหยาไนไห่ เล่าเรื่องได้อย่างมีชั้นเชิง น่าเสียดายที่หนังไม่อาจจะสมบูรณ์แบบได้ ด้วยหลายๆ ปัญหาที่มาจากข้อจำกัดต่างๆ ทั้งจากแนวทางการทำหนังของผู้กำกับเอง และความกดดันจากนายทุน ในช่วงปีที่หนังออกฉาย ตู้ฉีฟง พึ่งประสบความสำเร็จมาจาก การอำนวยการสร้างหนังนักเลงโรแมนติก เมโลดราม่า เรื่อง "ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ" (A Moment of Romance) ทั้งสองภาค เห็นได้ชัดว่า ตู้ฉีฟง นำจุดเด่นของการเร้ามารมในหนังโรแมนติกชุดนั้น มาใช้กับ The Bare-Footed Kid ก็ถือว่าทดทอนพลังในฐานะหนังกังฟูของหนังไปพอสมควร</p>
<p>ปัญหาประการสำคัญอีกข้อของหนังนั้น ที่อยู่ความ "ห้วน" เกินไปของการเล่าเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเมินจากความยาว (Runtime) ของหนังทั้งเรื่อง ที่มีอยู่เพียงแค่ 80 นาทีเท่านั้น หนังประเภทกังฟู กำลังภายในนั้นลำพัง แค่ฉากต่อสู้ก็กินเวลากันเป็นครึ่งชั่วโมงแล้ว ใน The Bare-Footed Kid นั้นผู้กำกับคงทะเยอทะยานที่จะเล่าเรื่องอันลึกซึ้ง และมีลูกล่อลูกชนอยู่พอสมควร แต่เวลาอันน้อยนิดทำให้อย่างพัฒนาเนื้อเรื่อง เป็นไปแบบรวบรัดเกิดเหตุ</p>
<p>เมื่อประเมินปีที่หนังออกฉาย ในปี 1993 นั้นเป็นยุคที่เรียกกันว่า "เกิดใหม่" ของหนังกังฟู กำลังภายใน The Bare-Footed Kid ก็เป็นหนึ่งในนั้น หนังอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบซะทีเดียว แต่ก็งานอีกชิ้นที่ไม่ควรพลาด</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/barefoot08.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Cosmopolitan Film Productions Co., Ltd.<br />
<strong> กำกับ - </strong>Johnnie To<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Mona Fong<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Yau Nai Hoi<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>Horace Wong Wing-Hang<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong> Wong Wing-Ming<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>William Hu Wei-Li<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Bruce Yu Ka-On, Raymond Chan Gam-Hiu<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Lau Kar-Leung<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Aaron Kwok Fu-Sing, Maggie Cheung Man-Yuk, Ti Lung, Ng Sin-Lin, Paul Chun Pui, Kenneth Tsang Kong, Eddie Cheung Siu-Fai, Wong Yat-Fei</li>
<li><strong>Thailand Distribution</strong>- เข้าฉายเมื่อปี 2536 โดยสหมงคลฟิลม์ ชื่อไทยว่า "ตายไม่ว่า ขอให้เห็นหน้าเธอ" ออกเป็นแผ่น VCD DVD ออกในชุดหนังชอว์บราเดอร์ ฉบับรีมาสเตอร์โดย United Home Entertainment เมื่อปี 2550</li>
<li><strong>Rating - </strong>4/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Hidden Power Of Dragon Sabre - ลูกมังกรหยก 3 (1984, Chor Yuen)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=59</link>
<pubDate>Mon, 10 Mar 2008 08:38:36 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=59</guid>
<description><![CDATA[
ไอเดียการสร้างภาคต่อ (หรือภาคก่อนห]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre4.jpg" alt="" /></p>
<p>ไอเดียการสร้างภาคต่อ (หรือภาคก่อนหน้า) ขยายความนิยายดั่งเดิมของกิมย้ง นั้นไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่อะไรนัก โดยเฉพาะนิยายชุดมังกรหยก ที่มีผู้แต่งต่อเสริมเรื่องเกินต้นฉบับไปมากมาย ที่คุ้นชินกัน ก็มีอย่าง หนังเรื่อง Ashes of Time ของหว่องกาไว และหนังกับนิยายประเภท "ก่อนเกิดเหตุ" ของมังกรหยกอีกหลายเรื่อง หนัง และนิยายประเภทนี้ อาจจะไมทำให้แฟนเดนดายของกิมย้ง ยอมรับทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่แนวคิดประเภทนี้ก็ถือเป็นเรื่องน่าสนุกอยู่ไม่น้อย เพราะงานของกิมย้งนั้นยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยเรื่องราวซับซ้อน เกี่ยวพันธ์กับตัวละครมากมาย อีกทั้งเชื่อมโยงเรื่องแต่ง กับเรื่องจริงได้อย่างแนบเนียน งานของเขาเหมือนทิ้งช่องว่างไว้ รอการต่อยอดได้อีกมากมากมาย</p>
<p>The Hidden Power Of Dragon Sabre หรือ ลูกมังกรหยกภาค 3 เป็นงานประเภท "หลังเกิดเหตุ" ของหนังชุด ลูกมังกรหยก (ดัดแปลงจาก ดาบมังกรหยก) ที่ชอว์บราเดอร์เคยสร้างไว้ 2 ภาคจบเมื่อปี 1980 หนังเล่าเรื่องการผจญภัยครั้งใหม่ ของเตียบ่อกี้ บทบาทของเขาต่อบัลลังฮ่องเต้ของจูหยวนจาง ตลอดจนชตากรรมของตัวละครอย่าง จิวจี้เยียก ซ่งแชจือ  เจี่ยซุง และเผ่าพันธ์มงโกล ฟังดูน่าสนใจนะครับ แต่กลายเป็นว่าหนังกลับออกมาเละตุ้มเปะ เป็นงานที่น่าลืม จะเรียกว่าประวัติด่างพร้อยในการทำงานของ ฉู่หยวน ตี้หลุง และเอ๋อตงเซิน ในวันที่ชอว์บราเดอร์ใกล้ปิดตัวลงก็ไม่ผิดนัก</p>
<p><!--more--><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre1.jpg" alt="" /></p>
<p>ลูกมังกรหยก 3 เล่าเรื่องเมื่อประเทศ จีนเป็นบึกแผ่น จากการปกครองของจูหยวนจาง ด้าน เตียบ่อกี้ (เอ๋อตงเซิน)  ที่ขึ้นเป็นผู้นำยุทพภพไปโดยปริยาย เนื่องจากมีผู้มักใหญ่ใผ่สูงมากมาย ต้องการใน คัมภีร์ และอาวุธ วิเศษที่เขาครอบครองอยู่ เตียบ่อกี้ พยายามป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นด้วยการ นำกระบี่อิงฟ้า ดาบฆ่ามังกร  ซ้อนในที่ลึกลับที่ไม่มีใครทราบ คัมภีร์เก้าเอี้ยงส่งคืนแก่วัดเส้าหลินผู้เป็นเจ้าของ และเก้าอิมให้จิวจี้เยียกเจ้าสำนักเป็นคนเก็บรักษา</p>
<p>สิ่งที่เตียบ่อกี้ ไม่คาดคิดก็คือคนที่ต้องการหาใช่ชาวยุทธแต่อย่างใด กลับเป็นฮ่องเต้จูหยวนจาง (กุ๊ฟง) นั้นเอง ด้วยการแนะนำ และชักใยจากราชครูแห่งราชสำนักที่ชื่อว่า ซ่งแชจือ (ว่านจื่อเหลียง) อดีตศิษย์บู๊ตึ้ง คู่แค้นคนสำคัญของเตียบ่อกี้ ทั้งสองพยายามวางแผนการร้าย เพื่อครอบครองสองอาวุธ สองคัมภีร์ มาเป็นของตน ซ่งแชจือใช้อุบายลักลอบเข้าง้อไบ้ ทำร้าย และแย้งชิงเก้าอิม มาได้สำเร็จ</p>
<p>พวกมันยังออกอุบายให้พรรคเม้งก้า กระทบกระทั่งกับชนเฝ่ามงโกล จับตัวองค์หญิงแห่งเผ่า (จงฉู่หง) เป็นตัวประกัน กดดันให้ จอมยุทธแห่งมองโกล อิททรีทิจิน (ตี้หลุง) ชิงกระบี่อิงฟ้า ดาบฆ่ามังกร มาไถ่ตัว จากศัตรู เตียบ่อกี้ และทิจิน ต้องหันมาร่วมมือเพื่อกำราบภัยยุทธภาพ อย่าง ซ่งแชจือ ที่ในที่สุดสำเร็จในการครอบครองอาวุธ และคัมภีร์ทั้งสอง ฝึกวิชาสองขนานผสานเป็นพลังที่ยากจะต้านทาน</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre5.jpg" alt="" /></p>
<p>The Hidden Power Of Dragon Sabre สร้างโดยฉู่หยวนในปี 84 นำอดีตเตียบ่อกี้แห่งหนังปี 78 (ที่ขณะนั้นเริ่มผันตัวไปหางานอย่างอื่นอย่างการเขียนบท ก่อนจะก้าวไปจับงานผู้กำกับในอีก 2 ปีต่อมา) ผนึกกำลังกับดาราชอว์รุ่นคลาสิคอย่างตี้หลุง กุ๊ฟง และหลอลี่  กับดาราหน้าใหม่มาแรกอย่าง ว่านจือเหลียง และนางเอกสาวหน้าหวานจงฉู่หง</p>
<p>ประเมินจากดารา และผู้กำกับหนังที่ออกมาน่าจะน่าดู หรือย่างแย่ก็พอฆ่าเวลาได้ (อย่าง 2 ภาคแรก) กลายเป็นว่างานที่ออกมากลับย่ำแย่เกินคาดคิด  โดยเฉพาะงานด้านบท ที่รับผิดชอบโดยทีมงานที่เรียกว่า Shaw Creative Group ฟังดูดีนะครับ "ทีมงานสร้างสรรค์ชองชอว์" ในข้อเท็จจริงผลงานของทีมงานนี้ กลับขาดความสร้างสรรค์อย่างรุนแรง ไอเดียที่เห็นกลับมีแต่สิ่งพิกลพิการ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre6.jpg" alt="" /></p>
<p>ประการแรกที่น่าขัดใจสำหรับหนังเรื่องนี้เห็นจะเป็น การแต่งเรื่องใหม่เพิ่มเติม แบบไม่ได้สนใจงานต้นฉบับเท่าไหร่นัก (ทั้งนิยาย และหนังสองภาคแรกของชอว์เอง) ในหนังจึงเต็มไปด้วยเนื้อหาที่ไม่สอดคล้อง และไปจนถึงขัดแย้งกับเนื้อหาก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของนางเอกสองคน จิวจี้เยียกถูกลดระดับ กลายเป็นตัวประกอบอดทน และถูกฆ่าอย่างไร้ความหาย ส่วนนางเอกหมายเลขหนังของเรื่องอย่าง เตี่ยเมี่ยงนั้นหายสาบสูญ ตัวละครซ่งแชจือ ที่ถูกยกให้เป็นตัวร้ายหลักของเรื่อง ก็แทบไม่ได้มีคำอธิบายที่มาที่ไป ถึงการได้ดิบได้ดีกลายเป็นราชครู รวมถึงตัวละครเตียบ่อกี้เอง ที่ไม่ได้มีภาพของจอมยุทธผู้เบื่อหน่าย โลกแห่งการแก่งแย่ง อย่างที่เป็นในตอนท้ายของดาบมังกรหยกเลย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre2.jpg" alt="" /></p>
<p>ที่บ้าบอไปกว่านั้นก็คือ การผูกเรื่อง โดยต้องการพาหนังไปสู่ฉากโชว์เอฟเฟค ปล่อยแสง คิวบู๊พิศดาร ที่ถูกใส่มาอย่างเกินพอดี เรียกว่า เหาะเหินเดินอากาศ ปล่อยแสงกันกระจุยกระจาย  ผมเองที่ค่อนข้างนิยมหนังปล่อยแสงอยู่เป็นทุนเดิม ก็ยังรู้สึกว่ามันมากเกินไปเลยนะครับ โดยเฉพาะอย่างิยิ่งเมื่อมองไปที่ พื้นฐานเดิมของ หนัง และนิยายชุดดาบมังกรหยกของ กิมย้ง การต่อสู้ และคิวบู๊ในหนังที่อาศัยสร้างความน่าตื่นเต้นจากเทคนิคพิเศษด้านภาพ เต็มไปด้วยความซ้ำซาก วนไปเวียนมาเดียวลีลาเดิมๆ เริ่มๆ ดูน่าตื่นเต้น ในเวลาไม่นานกลับกลายเป็นความน่าเบื่อหน่าย</p>
<p>หนังใส่ไอเดียประหลาดๆ เข้ามามากมาย ที่บ้าบอมาที่สุดมีอยู่ 2 อย่าง อันแรกวิชาเก้าอิม + เก้าเอี้ยง ที่ตัวละครของว่านจื่อเหลียงฝึก จนมีพลังฝีมือไร้ผู้ต่อต้าน แต่ภาพที่ออกมาเรียกว่านอกเหนือจากคาดเดาจริงๆ ซ่งแชจือที่ฝีกวิชาสองขนานกลายสภาพ เป็ฯคนสองเพศครึ่งหญิงครึ่งชาย ที่ทั้งการแต่งหน้า แต่งตัว และการแสดงของว่านจื่อเหลียง ถือว่าเกินรับได้จริงๆ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre7.jpg" alt="" /></p>
<p>ความบ้าคลั่งอย่างที่สองเป็นสภานที่ อุโมงใต้ดินของเผ่ามงโกล ที่ตามท้องเรื่องกล่าวอ้างว่าเป็นสถานที่ฝึกวิชาของ "เทพฟ้าขาว" ที่ไม่ใช่อาเจนติน่า แต่เป็นฝรั่งสหายของเผ่าในอดีต ที่มีความสามารถเรียกลมเรียกฝน ท่านสร้างสถานที่ลึกลับ เก็บวิชา และอาวุธไว้ปราบภัยยุทธภพ ฟังดูก็ธรรมดานะครับ ไอ้สถานที่ลึกลับแบบนี้เห็นกันได้บ่อยในหนังกำลังภายใน ปัญหาอยู่ที่ ถ้ำแห่งเทพฟ้าขาวในเรื่องนั้น หลุดโลกเกินพอดี รูปร่างเหมือนจานบินมนุษย์ต่างดาว เต็มไปด้วยค่ายกลที่ไร้เหตุไร้ผล แสงเลเซอร์ ปิ้วๆ วูบไปวูปมา  อย่างกับปืนเลเซอร์ในสตาร์วอส์ก็ไม่ปาน</p>
<p>ผมเองสนุกกับหนังยุคหลังๆ ของชอว์บราเดอร์นะครับ โดยเฉพาะงานในหมวดหมู่ "หนังปล่อยแสง" โดยเฉพาะหนังอย่าง ฝ่ามือยูไล, ศึกชิงป้ายอภินิหาร, อภินิหารจ้าวสุริยา อะไรเทือกนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ผู้กำกับต้องรู้จักความพอดี มากแต่ไม่ล้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ลูกมังกรหยก 3 นั้นบกพร่องในด้านนี้อย่างแรง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre3.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Shaw Brothers<br />
<strong> กำกับ - </strong>Chor Yuen<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Mona Fong<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Shaw Creative Group<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Yuen Wah, Yuen Bun, Wong Pau-Gei<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Shaw Creative Group<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Derek Yee Tung-Sing, Ti Lung, Alex Man Chi-Leung, Cherie Chung Cho-Hung, Ku Feng, Lo Lieh, Lung Tien Hsiang, Leanne Lau (Suet Wa), Kwan Fung, Dang Wai Ho, Yuen Bun, Yuen Wah, Elvis Tsui Kam-Kong, Shum Lo</li>
<li><strong>Rating - </strong>1.5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>

</channel>
</rss>
