<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>ชอว์บราเดอร์ &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/ชอว์บราเดอร์/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "ชอว์บราเดอร์"</description>
	<pubDate>Tue, 07 Oct 2008 07:05:02 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[One-Armed Swordsman - เดชไอ้ด้วน (1967, Chang Cheh)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=134</link>
<pubDate>Sun, 31 Aug 2008 20:02:48 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.th.wordpress.com/2008/08/31/one-armed-swordsman-1967-chang-cheh/</guid>
<description><![CDATA[
ตำนานหนังกำลังภายในของฮ่องกง นั้น]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/11/onea08.jpg" alt="" /></p>
<p>ตำนานหนังกำลังภายในของฮ่องกง นั้นจะเรียกว่าได้เกิดขึ้น อย่างรวดเร็ว ในช่วงปี 1965 - 1967  หลังจาก "ตั้งท้อง" กับหนังอย่าง หงศ์ทองคะนองศึก (Come Drink With Me) จนกระทั่งได้ "เกิด" ออกมาเป็นตัวเป็นตนกับหนังแห่งตำนานอย่าง เดชไอ้ด้วน (One Armed Swordsman ) ในปีต่อมานี่เอง</p>
<p>หนังทั้งสองเรื่องได้เติมเต็มความเป็น หนังกำลังภายในยุคใหม่ ที่สมบูรณ์พร้อมทั้ง ภาพวิชวลอันทันสมัยสมจริงสมจัง (ทั้งงานสร้าง และการออกแบบฉากต่อสู้) จนถึง เนื้อหาที่มีความลึกซึ้ง กินใจผู้คน โดย หงศ์ทองคะนองศึก ดูจะเป็นต้นตำรับแห่งองค์ประกอบอันแรก ส่วนองค์ประกอบที่สอง ก็ต้องให้เครดิตก็อดฟาเตอร์แห่งวงการหนังฮ่องกง ที่ชื่อว่า จางเชอะ  ที่เป็นผู้ริริ่ม และพัฒนาขึ้นมา ในการใส่วิญญานความร่วมสมัย ให้กับหนังแนวนี้เป็นคนแรก<!--more--></p>
<p>จางเชอะสร้าง The One Armed Swordsman  ออกมาเป็นผลงานแนวกำลังภายใน เรื่องที่สองของเขา หลังเข้าฉายในปี 1967 เดชไอ้ด้วน หลายสิ่งหลายอย่างใน วงการภาพยนตร์เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล การเดินออกจากชอว์บราเดอร์ของ คิง ฮู <sup>1</sup> แทบจะไม่มีความหมาย เมื่อชอว์ได้ ราชาหนังกำลังภายในคนใหม่เรียบร้อยแล้ว หวังหยู่กลายเป็นดาราอันดับหนึ่งแห่งวงการหนังกำลังภายใน แทนที่ความนิยมของดาราสาว กับหนังแนวนี้อย่างที่เป็นมาในอดีต และเรื่องราวของจอมยุทธ กับการะบี่ก็กลายเป็น สัญลักษณ์สำหรับวงการหนังแห่งนี้ไปอีกยาวนาน</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/11/onea01.jpg" alt="" /></p>
<p>เรื่องราวของเดชไอ้ด้วน เริ่มต้นขึ้นที่ สำนักดาบทอง สำนักใหญ่อันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน ได้ประสบเภทภัยร้ายแรง เมื่อท่านเจ้าสำนัก ฉีลุฟง (เทียนฟง) มีธุระปะปังต้องสะสาง พวกโจรป่ากลับเห็นเป็นโอกาศสำคัญเข้าบุกโจมตีพรรคเลื่องชื่อ จนเกือบเพลี้ยงพล้ำ กลับเป็น ฟางเจิ้ง (กุ๊ฟง<sup>2</sup>) คนรับใช้คนเดียวในสำนักที่กู้สถานการณ์อย่าง ฟางเจิ้ง ที่ต่อกรกับโจรร้าย ประวิงเวลา จนกระทั่งจ้าสำนัก กลับมาถึงแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที ส่วนฟางเจิ้งเอง ก็ได้จบชีวิตลงไป ตรงนั้นเอง ทิ้งไว้เพียงดาบหนึ่งด้าม และลูกชายคนเดียวที่ชื่อว่า ฟางกัง ที่ได้ฝากฝังไว้กับเจ้าสำนักเป้นคำสั่งเสียสุดท้าย</p>
<p>หลายปีต่อมา ฟางกัง (หวังหยู่) เติบใหญ่เป็นหนุ่มเต็มตัว ด้วยบุญคุณของบิดาต่อสำนัก เขากลายเป็นลูกศิษย์คนสำคัญของสำนัก ที่เจ้าสำนัก  เอ็นดูเป็นพิเศษ นำมาซึ่งความอิจฉาริษยาของศิษย์ร่วมสำนัก แม้กระทั่ง เพ่ยเอ๋อ บุตรีของฉีลุฟงเองก็ดูจะหมั่นใส่ ฟางกัง อยู่เสมอมา แต่เขาก็พยายามอดทนอดกลั้น พยายามฝึกฝนวิชาอย่างเข็มงวด เพราะความมุ่งมั่นที่จะสางนี้แค้นของบิดา</p>
<p>เมื่อถึงวันหนึ่งฟางกัง จึงตัดสินใจออกจากสำนัก ฟางกังได้ร่ำเรียนวิชาฝีมือ จากอาจารย์ได้ถึงระดับหนึ่ง ถึงขั้นที่จะเริ่มต้นหนทางของตัวเอง หนทางแห่งการแก้แค้น นอกจากนั้นก็เพื่อหลีกหนีจากความยุ่งยาก รังควาญจากศิษย์ร่วมสำนัก แน่นอนว่าความยุ่งยากนั้นไม่สามารถหลบหนีได้โดยง่าย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/11/onea05.jpg" alt="" /></p>
<p>เพ่ยเอ๋อ กับสมุนที่ติดตามมาอีกสองคน ยังคงติดตามมารังควาน กล่าวหาว่าเขาคิดทรยศต่อสำนัก ฟางกัง เกิดถกเถียง จนถึงขัดแย้งต่อสู้กันขึ้น และบานปลายตนกระทั่ง แม้จะมีฝีมือเหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม แต่ด้วยความพลั่งเผลอกำพร้าถูกทำร้าย แขนด้านซ้ายถูกตัดจนขาดสะปั้น</p>
<p>ฟางกัง ตลอดเปิดเปิงไปพร้อมกับร่างกายที่บาดเจ็บ พลัดตกลงไปในลำธารก่อนจะถูกช่วยชีวิตขึ้นมาโดย ก่อนที่จะถูกช่วยชีวิตขึ้นมาโดยหญิงสาวชาวบ้าน นาม เสี่ยวหมั่น (เจียวเจียว) ฟางกัง พื้นขึ้นมาพบว่าตัวเองสูญเสียแขนข้างหนึ่งไปเสียแล้ว ความหวังที่จะแก้แค้นได้ปิดฉากลงโดยทันที</p>
<p>หลังจากทำใจอยู่นาน ฟางกัง ก็ยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น ใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา และพยายามข่มใจลืมเรื่องราวที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากเย็นเหลือเกิน เขาเริ่มถูกรุกรังควานจากนักเลงท้องถิ่น นานวันเข้าไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป ฟางกัง กับแขนที่เหลือเพียงข้างเดียวอาศัยดาบที่บิดาทิ้งไว้ต่างหน้า ที่เขาตัดสินใจ หักมันเป็นสองท่อน เพื่อสำเร็จวิชาพิศดารชุดหนึ่งขึ้นมา กลายเป็นสุดยอดกระบวนท่าที่รุนแรง เกินจะต้านทาน</p>
<p>โอกาศฟางกัง ที่จะกลับคืนสู่ หนทางเดิมที่เคยวาดไว้ ความฝันแห่งบุญคุณอาจารย์ และความแค้นบิดา ได้กลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มสำนักโจร อันถ่อยเถื่อนได้กลับมาอีกครั้ง กับแผนการครั้งใหม่ ที่หมายพิชิตสำนักดาบทอง ที่ดูเหมือนว่าจะมีเพียงจอมยุทธแขนเดียว เท่านั้นที่จะหยุดยั่งพวกมันได้</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/11/onea02.jpg" alt="" /></p>
<p>มีการคาดเดากันว่า แนวคิดเริ่มต้นของ One Armed Swordsman นั้นน่าจะมาจากหนังชุด ซาโตอิจิ <sup>3</sup> ของญี่ปุ่น ที่ว่าด้วยจอมยุทธพิการเช่นเดียวกัน แต่ที่ชัดเจนมากกว่านั้น เห็นจะเป็น นิยายของจีนเองอย่าง  มังกรหยก<sup>4</sup> ภาคสอง  ดัดเรื่องรกรุงรัง รายละเอียดหยิบย่อยเหนือจริง แบบนิยายกำลังภายในออกจนหมดสิ้น และเพิ่มสีสรรค์แห่งเลือดแดงฉาน และเลือดเนื้อจิตใจของตัวละคร</p>
<p>จางเชอะ เป็นคนทำหนังที่ให้ความสนใจ ในการศึกษาหนังจากต่างประเทศอย่างหนักหน่วง ทั้งจากหนังซามูไร และหนังคาวบอยตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งลีลาแนวคิดแนว Revisionist <sup>5</sup>ที่จางเชอะนำมาใช่ใน One Armed Swordsman เพื่อตั้งคำถามเกี่ยวกับ คุณค่า และค่านิยม แบบจอมยุทธ ของวรรณกรรม ตำนาน และนิยายพื้นบ้านจีน แบบดั่งดิม ไม่ได้หมายความว่า จางเชอะตั้งหน้าที่จะล้มล้างความเชื่อเรื่องจอมยุทธ หากแต่เป็นการใส่แง่มุมแห่งความลึกซึ้งเลือดเนื้อ และชีวิต ให้กับตัวละครแบบหนังกำลังภายในดั่งเดิมต่างหาก</p>
<p>ภาระกิจหลักของตัวเอกในหนังกำลังภายในยุคใหม่ จึงไม่ใช่เพียงการ ปราบปรามคนพาลอภิบาลคนดี แต่เป็นเรื่องซับซ้อนมากกว่านั้น การต่อสู้ต่อความขัดแย้งในจิตใจ  สงครามของฟางกังจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การห่ำหั่นกับศัตรู แต่เป็นสงครามที่ว่าด้วยการเอาชนะตัวเอง เอาชนะความเจ็บปวด (ทั้งจากร่างกาย และจิตใจ) เพื่อขึ้นสู่การเป็นจอมยุทธที่สมบูรณ์อย่างเต็มภาคภูมิ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/11/onea06.jpg" alt="" /></p>
<p>การสูญเสียแขน อวัยะที่มีไว้เพื่อถือดาบ กระบี่ นั้นดูจะเป็นสัญลักษณ์แห่งการสูญเสียเกียรติแห่งจอมยุทธ เป็นการสูญเสียแบบที่ไม่มีทางที่จะเรียกกลับมาได้อีกครั้ง แต่แท้จริงแล้ว โลกแห่งยุทธจักรนั้น เป็นโลกที่ว่าด้วยความไม่สมบูรณ์กันมาตั้งแต่ต้น การฆ่าแกงผู้อื่น มุ่งกำจัดศัตรูฝั่งตรงข้าม โดยไม่เลือกวิธีการ ชนิดที่ชวนให้คิดว่า คนปรกติธรรมดาสามัญจะใช้ชีวิตในโลกแบบนี้ได้อย่างไรกัน</p>
<p>เนื้อหาของหนัง เต็มไปด้วยความทันสมัย (ในยุคนั้น) ตัวละครแสดงออกถึงความขัดแย้งใจจิตใจอย่างรุนแรง โดยเฉพาะความสิ้นหวัง ความเปราะบาง ช่วงที่ผมเองชอบโดยส่วนตัวก็คือ ตอนที่ ฟางกัง บุกป่าฝ่าดงเพื่อไปช่วยเหลือ นางตัวร้าย เพ่ยเอ๋อ ที่ถูกศัตรูของบิดาจับไปเป็นตัวประกัน นางที่เป็นผู้ตัดแขนของเขาด้วยตัวเอง แต่ฟางกังก็ยังไป เพราะบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของอาจารย์</p>
<p>เมื่อช่วยเหลือออกมาสำเร็จ หญิงสาว กลับเอ่ยปากถึงความพึงพอใจในตัว จอมยุทธแขนเดียว ออกมาอย่างชัดแจ้ง ถ้าเทียบเคียงกับกับมังกรหยก เอี้ยก้วย ไม่เคยแม้แต่จะวินาทีเดียว แต่ผมคิดว่าฟางกังแตกต่างออกไปนะครับ การแสดงใออกของ หวังหยู่  นั้นเปิดเผยให้เห็นถึงความสับสนได้อย่างชัดเจน</p>
<p>หวังหยู่ แจ้งเกิดจาก  One Armed Swordsman อย่างสมบูรณ์แบบ กลายเป็นดาราทำเงินอันดับหนึ่งของชอว์บราเดอร์ <sup>6</sup> ดาราหนุ่ม ที่มีพื้นฐานทางกีฬาดีเด่น เป็นนักกีฬาว่ายน้ำมาก่อนหน้า แม้เทียบเคียงแล้ว ลีลาบู๊ของเขาอาจจะไม่เปรียบกับ บรูซ ลี หรือเฉินหลงได้แม้แต่น้อย</p>
<p>อย่างน้อยบทจอมยุทธในช่วงเวลา ปลายยุค 60s - กลาง 70s ก็ไม่มีใครหาญมาเทียบเคียงเขาได้ สิ่งที่หวังหยู่มีก็คือบุคลิก ที่ซับซ้อน ใบหน้าที่สามารถแปรเปลี่ยนจาก อ่อนเยาว์ต่อโลก ไปเป็นเชี่ยวกร่ำ ช่ำชอง ได้อย่างน่าเชื่อถือ หวังหยู่ให้การแสดง ด้วยลีลาการเยื่องย่างมั่นคง ปั้นสีหน้าเคร่งเครียด ลีลาการจับดาบดูขึงขัง สามารถเปรียบเทียบได้กับ การถือปืนของ คลินส์ อิสวูด หรือ จับดาบคาตานะ ของ โตชิโร่ มิฟูเน่ ก็ว่าได้</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/11/onea07.jpg" alt="" /></p>
<p>ด้วยเนื้อหาเพียงประการเดียวคงไม่สามารทำให้ One Armed Swordsman ประสบความสำเร็จ และอยู่ยงคงกระพันธ์มาถึงทุกวันนี้ได้ หนังสมบูรณ์พร้อม ทั้งงานสร้าง ที่ใช้ประโยชน์จากโรงถ่ายชอว์บราเดอร์ มาขับเน้นความดำมืดของเรื่องราว หรือคิวบู๊ของสองผู้กำกับคิวบู๊ดาวรุ่งมาแรงในขณะนั้นอย่าง หลิวเจียเหลียง และตงเจีย <sup>7</sup> ก็เป็นอีกองค์ประกอบ แห่งความสำเร็จของหนัง โดยเฉพะช่วยให้หนังยืนอยู่เหนือมาตรฐาน หนังประเภทเดียวกันได้อย่างไม่เห็นฝุ่น</p>
<p>ฉากโดดเด่นที่สุดก็หนีไม่พ้นฉาก "ฟันแขน" อันลื่อลั่น ด้วยองค์ประกอบปลอมๆ ทั้งเลือดสี หิมะโฟม และลำธารโรงถ่าย แต่กลับขับเน้นบรรยากาศ เจ็บปวด รุนแรง ให้ออกมาเหนือจริงได้อย่างไม่น่าเชื่อ</p>
<p>ในทางกลับกัน ส่วนที่อาจจะดูขัดใจ จากนักดูหนังรุ่นใหม่ ก็เห็นจะเป็น การออกแบบอาวุธสุดพิศดาร ที่บรรดาตัวร้ายขนกันมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "เครื่องล๊อกกระบี่" อาวุธคล้ายกระบี่ที่ส่วนหัวมีลักษณะเหมือนคีมคีบ ที่ตัวร้ายบรรจงออกแบบ เพื่อนำมาจัดการเหล่าจอมยุทธมือกระบี่โดยแท้ ดูในยุคนั้นก็คงจะน่าตื่นเต้นดี แต่มาโผล่เอาตอนนี้ก็คงจะเรียกร้อยยิ้ม เสียงหัวเราะ แบบไม่ได้ตั้งใจ กันนิดหน่อย</p>
<p>แม้ การดูหนัง One Armed Swordsman ในวันนี้ความสดใหม่อาจจะลดทอนลงมาบ้าง คิวบู๊อาจจะดูเงาะงะไม่ลื่นไหลทันใจ งานสร้าง การแสดง เนื้อหา ต่างๆ ก็ดูโบราณน่ารำคาญไปหมดสำหรับนักดูหนังรุ่นนี้ แต่ความยิ่งใหญ่ ความสำคัญของ One Armed Swordsman ต่อประวัติศาสตร์หนังฮ่องกง และหนังกำลังภายใน นั้นมีมากจนไม่สามารถมองข้ามได้จริงๆ ถ้าเราสามารถมองผ่านความบกพร่องที่เกิดจากเงื่อนไขของเวลาไปได้</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/11/onea03.jpg" alt="" /></p>
<h2><strong>Footnote</strong></h2>
<p><sup>1</sup> ผู้กำกับ คิง ฮู หรือ หูจวินฉวน แม้จะสร้างหนัง หงทองคะนองศึกทำเงินให้ชอว์บราเดอร์ อย่างมหาศาล แต่ระหว่างการถ่ายทำเขามีปัญหาขัดแย้งกับ บริษัทอย่างหนัก จนทิ้งให้ หงศ์ทอง เป็นหนังเรื่องสุดท้ายที่ทำกับ ชอว์ และมุ่งหนังไปทำหนังที่ไต้หวันแทน<br />
<sup>2</sup> กุ๊ฟง ดาราอาวุโส ผู้ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งแห่งชอว์บราเดอร์ ที่แสดงหนังให้กับชอว์เหยียบสองร้อยเรื่อง ผลงานหนังใหญ่เรื่องล่าสุดของ กุ๊ฟง ก็คือ การรับบทเป็นพ่อของเฉินหลงใน Rob-B-Hood<br />
<sup>3</sup> ซาโตอิจิ (Zatoichi) หนังซามูไร ที่สร้างติดต่อกันหลายภาค และต่อเนื่องไปเป็นหนังทีวี เล่าเรื่องของหมอยาตาบอด ผู้มีเพลงดาบไร้ผู้ต้าน บริษัทจากญี่ปุ่น และฮ่องกง เคยถึงขั้นร่วมทุนกัน เพื่อสร้างหนังนำสองจอมยุทธ พิการ ให้มาอยู่ในเรื่องเดียวกันมาแล้ว ในหนังที่ชื่อว่า Zatoichi and the One Armed Swordsman (1971)<br />
<sup>4</sup> ผู้เขียนบท One Armed Swordsman ก็คือ อี้กวง หรือ เหง่ยคัง นักเขียนบท แต่งนิยาย วิจารณ์นิยายกำลังภายใน สหายสนิทของ โกวเล้ง นั้นเอง บทในหนังเรื่องนี้ ก็ถือว่าเป็นผลงาน บทภาพยนตร์ครั้งแรกของเขาด้วย<br />
<sup>5</sup> Revisionist แนวทางของหนังคาวบอย (Western) ที่เริ่มเป็นที่นิยมเมื่อกลางยุค 1940s ที่เปลี่ยนมุมมองจาก การเชิดชู มาเป็นตั้งคำถามถึงคุณค่าแบบอเมริกัน ที่ถูกนำเสนออย่างเสมอมาในหนังประเภทนี้<br />
<sup>6</sup> หวังหยู่ ร่วมงานกับชอว์บราเดอร์อีกแค่ประมาณ 4 - 5 ปี จึงแยกตัวออกไปทำหนังที่ไต้หวัน และร่วมงานกับ โกลเด้น ฮาเวส บริษัทคู่แข่ง ผลิตหนังประเภท "ไอ้ด้วน" ออกมาอีกเป็นกระบุง ทั้งให้จางเชอะ สร้างเดชไอ้ด้วนภาคสาม (The New One Armed Swordsman) โดยไม่มีเขา และดัน เดวิด เจียง ขึ้นมารับบทนำแทน<br />
<sup>7</sup> หลิวเจียเหลียง และตงเจีย สองดาราตัวประกอบ สตั้นแมน มือดีถูกชอว์บราเดอร์ว่าจ้างไว้เป็นพนักงานประจำ หลังจากโชว์ฝีมือออกแบบฉากต่อสู้ในหนัง The Jade Bow ได้เป็นที่ฮือฮาในวงการ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/11/onea04.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits</strong><br />
<strong> บริษัทผู้สร้าง-</strong> Shaw Brothers<br />
<strong> กำกับ - </strong>Chang Cheh<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Runme Shaw<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Chang Cheh, Ni Kuang<br />
<strong> ถ่ายภาพ </strong>- Yuen Chang-Saam, Kuang Han-Lu<br />
<strong> ตัดต่อ - </strong>Chiang Hsing-Lung<br />
<strong> ดนตรีประกอบ </strong>- Wang Fu-Ling<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Chen Chi-Ruey<br />
<strong> กำกับคิวบู๊- </strong>Tong Gaai, Lau Kar Leung<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Jimmy Wang Yu, Pan Yin-Tze, Chiao Chiao, Wong Chung-Shun, Tin Fung, Guk Fung, Lau Kar-Leung, Yeung Chi-Hing, Tong Gaai, Yen Shi-Kwan, Yuen Cheung-Yan, Yuen Woo-Ping</li>
<li><strong>Thailand Distribution -</strong> ออกแผ่น VCD DVD โดย United Home Entertainmen</li>
<li><strong>Rating - </strong>5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Blood Brothers - เดชไอ้เปีย (1972)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=536</link>
<pubDate>Sun, 31 Aug 2008 02:30:21 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.th.wordpress.com/2008/08/31/blood-brothers-chang-cheh/</guid>
<description><![CDATA[
งานของ จางเชอะ มักจะพูดถึงเกียรติ แ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/bb6.jpg" alt="" /></p>
<p>งานของ จางเชอะ มักจะพูดถึงเกียรติ และความยิ่งใหญ่ของค่านิยมความเป็นพี่น้องร่วมสาบานของจีน The Blood Brothers ก็เช่นกัน หากแต่ หนังวาดภาพของประเด็นดังกล่าวในแนวทางของเรื่องราวโศกนาธกรรม เมื่อค่านิยมดังกล่าวถูกลบหลู่<!--more--></p>
<p>ชายที่ชื่อว่า จังเหวินเฉียง (เดวิด เจียง) ถูกนำตัวมาขึ้นศาล เนื่องด้วยความผิดที่เขาลงมือสังหาร เจ้าหน้าที่บ้านเมืองนาม หม่าซิงอี่ (ตี้หลุง) โดยหลังจากนั้น ฆาตรกรยินยอมให้จับกุมแต่โดยดี และในเวลาต่อมาจึงขึ้นให้การต่อศาลถึงเรื่องราวระหว่างเขา และหม่าซิงอี้ ในการพิจารณาคดีตัดสินความผิดของเขา</p>
<p>จังเหวินเฉียง เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับหวังจัง (เฉินกวนไท้) ด้วยความเป็นคนหนุ่มฝีมือดี ทั้งสองหากินด้วยการปล้นชาวบ้าน และนักเดินทาง ที่เดินผ่านบริเวณเขตป่า ที่ทั้งสองอาศัยอยู่เสมอ ในครั้งหนึ่งพวกเขาได้พบกับคนผ่านทางผู้หนึ่งที่ชื่อว่า หม่าซิงอี่ หนุ่มบ้านป่าทั้งสองมองเห็นชายปลกหน้าเป็นเพียงเหยื่อคนใหม่</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/bb5.jpg" alt="" /></p>
<p>หารู้ไม่ว่าการพบกันของทั้งสาม จะนำมาซึ่งเรื่องราวมากมาย เช่นทุกครั้ง จังเหวินเฉียง และหวังจัง ร่วมมือกันต่อสู้เพื่อหวังชิงทรัยพจากหนุ่มแปลกหน้า แต่ไม่ว่าจะพยายามซักเพียงใด ก็ไม่สามารถโค่นหม่าซิงอี่ลงได้ กลับพ่ายแพ้ไปโดยง่าย ทั้งสามชื่นชมในฝีมือของแต่ละคน จึงร่วมสาบานเป็นพี่น้องกัน และร่วมกันจัดตั้งกองกำลังอิสระขึ้นมา</p>
<p>หม่าซิงอี่ เป็นชายหนุ่มที่มีการศึกษา และความทะเยอทะยาน ต่อมาเขาสมัครเข้ารับราชการ เป็นขุนนาง เมื่อทำสำเร็จก็รับจังเหวินเฉียง และหวังจังเข้าไปเป็นทหารด้วย ทั้งสามร่วมกันสร้างชื่อ หน้าที่การงานก็เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่รอยร้ายก็เกิดขึ้น เมื่อหม่าซิงอี๋ เกิดหลงรัก ภรรยาของหวังจังที่ชื่อว่า หลี่หลาน (จิงลี่) ก็มีใจต่อเขาไม่น้อย ทั้งสองแอบเจอกับอย่างลับๆ อยู่เรื่อยๆ</p>
<p>จนกระทั่งหม่าซิงอี่ รู้สึกอึดอัดต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เขาจึงวางแผนฆ่าหวังจัง โดยส่งน้องชายร่วมสาบานไปทำงานชิ้นหนึ่ง ณ แดนไกล เมื่อถึงที่กลับส่งมือสังหาร ลงมือปลิดชีวิตน้องชายตนเอง จังเหวินเฉียง ทราบเรื่องราวทั้งหมด แต่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ทันท่วงที สิ่งเดียวที่จังเหวินเฉียงทำได้ก็คือ ส่งหม่าซิงอี่ ตามหวังจัง ไปสู่นรกภูมิ เพื่อรักษาสัจจะแห่งคำสาบาทที่ทั้ง 3 เคยให้ไว้แก่กัน ที่ว่าจะมีสุขร่วมเสพ มีทุกร่วมทุข ผู้ใดทรยศต่อพี่น้อง ผู้นั้นตายไร้ดินกลบหน้า</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/bb4.jpg" alt="" /></p>
<p>The Blood Brothers ประกอบไปด้วยดาราชายซุปเปอร์สตาร์จากการปั้นของจางเชอะถึง 3 คน เดวิด เจียง แสดงเป็นจังเหวินเฉียง ชายหนุ่มที่ง่ายๆ สบายๆ เป็นคนไม่มีมักใหญ่ใผ่สูง แต่สุดท้ายต้องสละชีวิตเพื่อแก้แค้น ส่วนเฉินกวนไท่นั้นบทหวังจัง ก็งานถนัดของเค้าเลย ชายหนุ่มซื่อ มีความเป็นลูกผู้ชายเต็มร้อย</p>
<p>คนที่เด่นออกมาคงจะหนีไม่พ้น ตี้หลุง ผู้พลิกบทบาทจากมาเล่นบทร้าย แต่เป็นบทร้ายที่ดูมีความลึกซึ้ง ผิดธรรมชาติของหนังกำลังภายในโดยปรติ หม่าซิงอี่ เป็นชายที่เต็มไปความทะเยอทะยาน แต่ก็ไม่ถึงกับไร้น้ำใจ เพียงแต่สถานการณ์ล้วนบีบบังคับให้เขาเลือก ที่จะต้องเดินทางไปสู่หนทางแห่งการทรยศหักหลัง ซึ่งหนังก็แสดงให้เห็นว่า หม่าซิงอี่ ลำบากใจ และรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย ด้วยบทที่ซ้ำซ้อนกว่าคนอื่นๆ ในเรื่อง จึงต้องไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่การแสดงของตี้หลุง จะพาเขาไปคว้ารางวัลม้าทองคำ สาขาดารานำแสดงชายในปีนั้นมาครองได้</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/bb3.jpg" alt="" /></p>
<p>คนที่เยี่ยมที่สุดอีกคนก็คือ ดาราสาวจิงลี่ ที่เล่นเป็นภรรยาสาว ของหวังจัง ที่นอกใจไปรักกับพี่สามีอย่าง หม่าซิงอี่ การแสดงของเธอ และเรื่องราวในหนังนั้น แสดงถึงภาพความขัดแย้งในจิตใจได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวหวังจังนั้นไม่มีอะไรผิด แต่เค้าไม่เข้าใจ และไม่รู้ถึงถึงวิธีปฏิบัติต่อหญิงคนรัก แต่หม่าซิงอี่เข้าใจและสนองตอบต่อความต้องการของหญิงสาว</p>
<p>ฉากที่เธอรอคอยการมาหาของหม่าซิงอี้อย่าใจจดใจจอ แต่เมื่อเค้ามาหาเธอ หวังจังกลับติดตามมาด้วย ภาพของหวังจังโอบกอดภรรยาสาว ในขณะที่จิตใจของนางกลับอยู่กับผู้อื่น นั้นยากจะบรรยาย และจิงลี่ก็แสดงออกมาได้อย่างธรรมชาติ หรือฉากสุดท้ายที่เธอมองภาพการประหารของชีวิตจังเหวินเฉียง อยู่ไกลๆ นั้นทั้งน่าเศร้า และรันทดใจ น่าชมเชยจางเชอะที่ได้ชื่อว่าทำหนังเพื่อผู้ชาย แต่ดูจากเรื่องนี้แล้ว ก็แสดงให้เห็นว่าเค้าไม่ได้ละเลยตัวละครหญิงเลย</p>
<p>จางเชอะเป็นผู้กำกับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Shaw Brothers มีหนังทำเงินมากมายๆ ที่สำคัญไปกว่านั้นหนังหลายๆ เรื่องของเขาก็ยังอยู่ในความทรงจำของแฟนหนังทุกคน เดชไอ้เปียนี้ถึงแม้จะไม่ดังเท่า เดชไอ้ด้วน หรือจอมโหดห้าผิด แต่คุณภาพก็ไม่ยิ่งหย่อนกันเลย หนังมีเนื้อหาเกี่ยวกับมิตรภาพ และความแค้น บูชาความเป็นลูกผู้ชาย และความตายอันมีเกียรติ</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/bb2.jpg" alt="" /></p>
<p>เป็นทางที่จางเชอะเชี่ยวชาญ ฟังดูแล้วนี้ก็ไม่ได้เป็นประเด็นที่แปลกแตกต่างอะไรมากมาย หนังฮ่องกงนั้น วนเวียนอยู่กับเรื่องทำนองนี้มาแล้วนับไม่ถ้วน แต่ต้องอย่าลืมว่า จางเชอะนี่เองที่เป็นต้นตำรับแนวทางดังกล่าว อย่างน้อยเทียบกันงานอื่นๆ ของเขาเอง The Blood Brothers เล่าในประเด็นเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน และสมจริงสมจังที่สุด ตัวละครยังดูมีเนื้อหนังแห่งความเป็นมนุษย์ ไม่ได้มีใครเลวไร้ที่ติ ในทางตรงข้าม ก็หาคนดีชนิดสมบูรณ์พร้อมไม่ได้เช่นกัน</p>
<p>ในการเล่าเรื่อง ดูเหมือนจากเชอะจะพยายามเล่าเรื่องให้มีความแปลกแตกต่างจากงานอื่นๆ ของเขาอยู่บ้างเหมืนกัน The Blood Brothers ใช้การแฟลตแบ็คในการบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด โดยมีตัวละครของเดวิด เจียงเป็นผู้บรรยาย หนังตัดสลับระหว่าง เหตุการณ์ในอดีต และการให้การในศาลของ จังเหวินเฉียง ซึ่งดูแล้วก็แปลกแตกต่างดี งานด้านอื่นในหนังถือว่าดี คิวบู๊ก็ไม่ต้องห่วงอะไรมากมาย เพราะมีถังเจีย ดูแลให้เช่นเดิม</p>
<p>เช่นเดียวกับงานสร้างส่วน ตัวผมว่าเหนือกว่ามาตรฐานหนังชอว์บราเดอร์เรื่องอื่นๆ ในยุคเดียวกันด้วยซ้ำ โดยภาพรวมเป็นงานที่ถือว่าลงตัวที่ลงตัวมากๆ อีกชิ้นของจางเชอะ เทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ ของเขา The Blood Brothers เป็นหนึ่งในงานที่เรียกว่า สมบูรณ์ และเป็นจางเชอะที่สุดเรื่องหนึ่ง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/bb1.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits</strong><br />
<strong> บริษัทผู้สร้าง-</strong> Shaw Brothers<br />
<strong> กำกับ - </strong>Chang Cheh<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Cheung Chi-Kwong, Matthew Tang Hon-Keung<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Chang Cheh, Ni Kuang<br />
<strong> ถ่ายภาพ </strong>- Miyaki Yukio<br />
<strong> ตัดต่อ - </strong>Kwok Ting Hung<br />
<strong>ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Miyaki Yukio<br />
<strong> ดนตรีประกอบ </strong>- Li Chi<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Johnson Tsao<br />
<strong> กำกับคิวบู๊- </strong>Tong Gaai, Lau Kar Leung<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> David Chiang Da WeiTi Lung, Chen Kuan Tai, Cheng Li, Tin Ching Cheng Miu, Wong Ching Ho, Yeung Chak Lam, Wong Kwong Yue, Fan Mei Sheng, Alan Chan Kwok Kuen, Chan Chuen, Cheng Hong Yip, ,Huang Ha, Kong Do, Lau Gong, Lau Kar Wing, Law Keung, Danny Lee Sau Yin, Shih Szu, Shum Lo, Bruce Tong Yim Chaan, Tung Choi Bo, Wong Pau Gei, Wu Chih Ching, Yuen Woo Ping</li>
<li><strong>Award - </strong>ตี้หลุง ได้รับรางวัล ดารานำชายจาก งานม้าทองคำ</li>
<li><strong>Thailand Distribution -</strong> ออกแผ่น VCD DVD โดย United Home Entertainmen</li>
<li><strong>Rating - </strong>4.5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Heaven And Hell - ไอ้หนุ่มตะลุยนรก (1978, Chang Cheh)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=194</link>
<pubDate>Wed, 28 May 2008 22:57:18 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.th.wordpress.com/2008/05/28/heaven-and-hell-1978-chang-cheh/</guid>
<description><![CDATA[
Heaven And Hell งานของผู้กำกับเฒ่าจางเชอะ ที]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh01.jpg" alt="" /></p>
<p>Heaven And Hell งานของผู้กำกับเฒ่าจางเชอะ ที่เสนอจิตภาพแห่ง สวรรค์ นรก ตามความเชื่อของชาวเอเซีย หนังรวบรวมดารา แถวหน้าของชอว์บราเดอร์ไว้มากมายหลายคน  ผสมลีลาหลากหลายแนว กลายเป็นหนังของจางเชอะ ที่ค่อนข้างแตกต่าง จากงานของเขาโดยทั่วไป<!--more--></p>
<p>เทพโจวเป่า (เดวิด เจียง) แห่งวังหลินเซียว กับนางกำนัลสวรรค์ จื่อเซียว ลักลอบชอบพอ ได้เสียกัน เป็นการผิดกฏสวรรค์ เมื่อเง็กเซียนจับได้ ทั้งสองถูกตัดสินลงโทษ จับโบยสามร้อยครั้ง และต้องแยกจากกันตลอดชีวิต จึงพากันหนีออกจากสวรรค์ เพื่อลงสู่โลกมนุษย์ เกิดเป็นคู่ผัวตัวเมียกัน เง็กเซียนไม่พอกับเรื่องที่เกิดขึ้นสั่งให้เหล่าทวยเทพคอยยับยั้ง ปิดกั้นทางออกทุกทาง</p>
<p>เทพเฝ้าประดูสววรค์ ซินหลิง (หลี่อ้ายหมิ่น) เห็นใจ แก่ความรักของทั้งสอง เปิดทางปล่อยให้คู่รักต้องห้าม ออกจากสวรรค์ หลบหนีไปได้ ผลก็คือ ซินหลิง ได้รับความผิดอย่างร้ายแรง ถูกขับออกจากสวรรค์ให้ไปเกิดชดใช้กรรมในโลกมนุษย์</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh06.jpg" alt="" /></p>
<p>ช่วงเปิดเรื่องของงานที่ชื่อว่า Heaven And Hell ของจางเชอะ นั้นดูแล้วก็ไม่ได้มีอะไรพิศดารมากมาย เป็นหนังแนวอภินิหาร เทพจุติ สงครามเทพมารธรรมดา แต่ช่วงเวลาหลังจากนั้นต่างหาก เป็นช่วงเวลาแห่งความบ้าคลั่งอย่างแท้จริง เป็นความบ้าคลั่งที่แตกต่างจาก งานที่แล้วมาของจางเชอะโดยสิ้นเชิง</p>
<p>ตัวหนังนั้นไม่ได้เสนอ สวรรค์นรก ในแง่มุมความปกติธรรมดา แต่เชอะดูจะสนุกกับการสร้างเนื้อหาแนวประชดประชัน สร้างดินแดนหลังความตาย ที่ดูแล้วเต็มไปด้วยกิเลสตันฒาหาไม่แตกต่างจากโลกมนุษย์ (ดูแล้วค่อนข้างใกล้เคียงกับงานเรื่อง Dragon Live Again ที่ว่าด้วยชีวิตหลังความตาย ในนรกของบรูซ ลีอยู่ไม่น้อย)</p>
<p>โดยหนังแบ่งออกเป็น 3 ซีเควนส์ย่อยๆ สวรรค์ โลก และนรก เล่าเรื่องความเชื่อมโยงกันของสามโลก และนำเสนอภาพของดินแดน หลังความตาย จากจิตนาการของคนจีน เป็นประเด็นสำคัญ ภาพสวรรค์ใช้ลีลาแบบหนังอภินิหารแบบเก่า ควันขาวจากน้ำแข็งแห้ง ฟุ้งกันเต็มจอ จางเชอะเปิดด้วยฉากฟ้อนรำ แบบจีน ของเหล่านักแสดงสาว แสดงความอ่อนช้อย ของเหล่านางฟ้า นางสวรรค์ แต่ที่ขัดแย้งกลับเป็นการให้ภาพของเหล่าเทวดาทั้งหลาย ที่หยิ่งผยอง ยโสโอหัง เข้มงวดกับกฏระเบียบแบบสุดขั่ว</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh03.jpg" alt="" /></p>
<p>ด้านนรกอันเป็นไฮไลท์สำคัญของเรื่อง สิ่งที่คนดูคาดหวังก็คงจะเป็น ความโหดเหี้ยมทารุณ ฉากทรมาณทรกรรมอะไรเทือกนั้น แต่ความเป็นจริงของ Heaven And Hell นั้นไม่ได้ตอบสนอง ความต้องการในแง่นั้นซักเท่าไหร่ ภาพของนรก  (ที่เต็มไปด้วยไฟสี และปฏิมากรรมโฟม) ดูจะกลายเป็นชุมชนศูนย์รวมของความสกปรก ต่ำทราม เหล่ายมทูฒฉ้อฉล ขี้โกงไม่แพ้โลกมนุษย์</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ช่วงที่แสดงความสุดโต่ง หลุดโลก เหนือจริง เซอเรียล ที่สุดของหนัง กลับไม่ใช่ฉาก นรก สวรรค์ อะไรที่ไหน แต่เป็นช่วงกลางของเรื่อง กับการเล่าเรื่องราวบนโลกมนุษย์ ซะอย่างงั้น เป็นตอนที่เล่าเรื่อง เมื่อเทพ ซินหลิง ถูกขับลงมาจากสวรรค์ ให้ลงมาเกิดมาบนโลก ในภพชาตินี้ เขากลายเป็นคนขับเท็กซี่ หาเช้ากินค่ำ แต่ได้มีโอกาศช่วยชีวิต สองหนุ่มสาวคู่รัก (ฟู่เซิง กับคู่รักในชีวิตจริงของเขา เจนนี่ เช็ง) ให้รอดพ้นจากการตามจองเวรจองกรรม ของพวกแก็งมาเฟีย</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh02.jpg" alt="" /></p>
<p><span style='text-align:center; display: block;'><object width='425' height='350'><param name='movie' value='http://www.youtube.com/v/_VXrL5eMvVM'></param><param name='wmode' value='transparent'></param><embed src='http://www.youtube.com/v/_VXrL5eMvVM&rel=0' type='application/x-shockwave-flash' wmode='transparent' width='425' height='350'></embed></object></span></p>
<p>ฟังดูก็ธรรมดานะครับ แต่ความไม่ธรรมดามันอยู่ตรงที่ จางเชอะเล่าซีเควนซ์ นี้ด้วยลีลาที่สุดจะบรรยาย ผสมผสานความเป็นภาพยนตร์ เข้ากับการจัดแสง และฉากแบบละครเวที ผสมลีลาบู๊ กับการเต้นรำแบบหนัง หรือละครเพลง  Musical เป็นฉากที่ให้ลีลาความเหนือจริงมากๆ ฟูเซิง ยังได้มีโอกาศโชว์ร้องเพลง (ลิปซิง) คู่กับเจนนี่ แฟนสาวในขณะนั้นด้วย สงสัยจางเชอะคงอินกับหนัง (ดูฉากนี้ได้ที่คลิบด้านบทครับ)</p>
<p>หลังจากช่วยสองหนุ่มสาว ให้รอดพ้นจากพวกเหล่าร้าย แต่ซินหลิงสังเวยชีวิตในโลกมนุษย์ของตัวเอง เมื่อเขายอมรับลูกกระสุนปืน แทนชายหนุ่มคนนั้น หลังจากสิ้นใจ วิญญานของเทพประตูสวรรค์ ซินหลิง ก็ล่องลองไปสู่ปรโลก เข้าแถวยาวเพื่อรอคอยการพิพากษา เจอหญิงสาวนางหนึ่ง ในโลกมนุษย์เธอหลงผิดติดยาคนเสียชีวิต</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh07.jpg" alt="" /></p>
<p>เมื่อมาอยู่ในยมโลก เกิดอาการกลัวที่จะต้องรับใช้โทษ จึงขอร้องให้ซินหลิงช่วยพาหนี ทั้งสองพากันหลบหนีออกจากปากทางเข้านรก เพื่อจะได้ไม่ต้องไปรายงานตัว รับโทษจากยมบาล ระหว่างการหลบหนีมีผีใจดี เสนอตัวช่วยเหลือ แท้จริงแล้วเป็นผีใจร้าย ที่ตั้งใจหลอกเอาหญิงสาวไปขาย ให้กับผีมีเงินอีกต่อหนึ่ง</p>
<p>จนแล้วจนรอดทั้งสองก็ถูก ยมทูตเจ้าตัวไปจนได้  แถมเกิดเหตุข้อมูลผิดพลาด ซินหลิง ถูกยัดข้อหา บาปกรรมจากการเล่นการพนัน เขาไม่ยอมจำนน พยายามหลบหนีอีกครั้ง และหาทางช่วยหญิงสาวที่ได้พบกันในนรกนางนั้น โชคดีได้พระโพธิสัตว์ตี้จาง มาพบเจอเข้า ท่านตรวจดูดวงชตาพบว่า ซินหลิง ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ถูกกล่าวหา จึงให้โอกาศให้ทำความดี ตามหาชาย 4 คนที่ตกนรกมาแบบไม่สมควร ช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้น ให้หลุดรอดจากการลงโทษที่พวกเขาไม่ได้ก่อ จึงจะถือเป็นการไถ่โทษ</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh04.jpg" alt="" /></p>
<p>หลังจากออกทะเล ถูลู่ถูกังมานาน สิ่งที่ทุกคนรอคอย ฉากบู๊ ! ก็มาถึงจนได้ หนังแนะนำตัวละคร  4 ตัวนำทีมโดย 3 จาก ห้าจอมโหด (The Venoms) กัวะจุ้ย, หลอเมิ่ง, ซุนเจี้ยน และ บรูซ ต่ง ชาย 4 คนจากต่างยุคสมัยต่างเรื่องราว แต่ล้วนประสบชาตากรรมเดียวกันคือ ที่ต้องสละชีพให้กับความดีของตัว ตายอย่างน่าเศร้า  ตกนรกอย่างไม่ยุติธรรม</p>
<p>จางเชอะใช้ฉากย้อนอดีต เล่าเรื่องวีรกรรมของชายทั้งสี่ ในอดีตชาติ เป็นโอกาศ ในการนำเสนอคิวบู๊แบบดังเดิมของเขา เสนอฉากต่อยตีแบบดุเดือดเลือดพล่าน เช่นเดียวกับเรื่องราวแบบที่เราคุ้นชินกัน ความตายอันสูงส่งของบุรุษเพศ การเสียสละ และเรื่องราวแห่งการทรยศหักหลัง คิวบู๊ที่กำกับโดย โรเบิร์ต ไท่ ยังคงยอดเยี่ยเสมอ หนังจบเรื่องราวด้วยฉากต่อสู้อันวุ่นวายท้ายเรื่อง ซินหลิง ได้รับพลังเทพกลับคืนมา เขานำชายนักสู้ทั้ง 4 ห่ำหั่นกับบรรดา คนเลว และปีศาจนรกทั้งหลาย</p>
<p>ภาพรวมของ Heaven And Hell จะเรียกว่าเละตุ้มเปะ ก็คงไม่ห่างไกลมากนัก แต่ผมกลับสนุกกับหนังได้พอสมควรเลยทีเดียวนะครับ คิวบู๊ท้ายเรื่องนั้นควรค่าแก่การรอคอย เช่นเดียวกับฉากของฟู่เซิง กับเจนนี่ ถือว่าเป็นความแปลกประหลาดอันน่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับแฟนๆ ของจางเชอะ และผู้สนใจงานประหลาดๆ จากยุค 70 แต่นอกเหนือจากนั้น สำหรับแฟนหนังทั่วๆ ไป คงจะถูกความพิลึก พิลั่นของหนัง หลอกหลอนจนงงงวย</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh05.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Shaw Brother<br />
<strong> กำกับ - </strong>Chang Cheh<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong> Run Run Shaw<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Ni Kuang, Chang Cheh, Chow Long<br />
<strong> ถ่ายภาพ - </strong>Miyaki Yukio<br />
<strong> ตัดต่อ - </strong> Chiang Hsing Lung<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Chen Yung Yu, Lau Ga Cheong<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Johnson Tsao<br />
<strong> เสื้อผ้า - </strong>Liu Chi Yu<br />
<strong> แต่งหน้า - </strong> Wu Hsu Ching<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Leung Ting, Robert Tai Chi Hsien, Lu Feng<br />
<strong> แสดงนำ -</strong>Lee I MinSun ChienAlexander Fu Sheng, Jenny Tseng Yan LeiPhilip Kwok Chung FungChiang Sheng, Lo Meng, Kong Do David Chiang Da Wei Chan Shen Chan Hung, Chan Jun Ho, Cheng Miu, Cheung Hei, Chin Tsi Ang, Chow Kin Ping, Chow Mak Lee, Chui Tai Ping</li>
<li><strong>Thailand Distribution </strong>- ชื่อไทยว่า "ไอ้หนุ่มตะลุยนรก" ออกเป็น VCD โดยบริษัท United Home Entertainment</li>
<li><strong>Rating - </strong>3/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[อำลาอาลัย หวังยี่ อดีตดารากังฟูแห่งชอว์บราเดอร์]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=190</link>
<pubDate>Tue, 20 May 2008 23:54:33 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.th.wordpress.com/2008/05/20/rip-wang-yu/</guid>
<description><![CDATA[
1955 - 2008
ในปัจจุบันชื่อของ หวังยี่ อาจจ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align:center;"><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/wangyue4.jpg" alt="" /></p>
<p style="text-align:center;"><strong>1955 - 2008</strong></p>
<p>ในปัจจุบันชื่อของ หวังยี่ อาจจะถูกลืมเลือนไปบ้าง และถูกจดจำได้เฉพาะในแวดงผู้นักดูหนังรุ่นเก่า หรือผู้สนใจหนังกังฟูโดยเฉพาะ ชื่อของหวังยี่ หายไปจากสื่อนานหลายปีแล้ว จนกระทั่งปี 2008 นี้เอง เฉิงเสี่ยวตง ยอดผู้กำกับคิวบู๊ที่มีศักดิ์เป็นน้องเขยของหวังยี่ ได้แจ้งข่าวเศร้าแก่ แฟนๆ หนังของ ว่าดารากังฟูแห่งชอว์บราเดอร์ผู้นี้ ได้ถึงแก่กรรมแล้ว เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ขณะที่เขาอายุได้ 53 ปี</p>
<p>โดยยังไม่มีการรายงานถึง สาเหตุการณ์ตายที่แน่ชัด ซึ่งคาดว่าจะเป็นผลจากการป่วย และโรคร้าย ที่รุมเร้าเขามาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม มีข่าวจากหลายกระแส ถึงความเป็นไปได้ ที่หวังยี่ จะเสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย</p>
<p style="text-align:center;"><!--more--><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/wangyue3.jpg" alt="" /></p>
<p>หวังยี่ หรือชื่อจริงว่า หวังจื่อกวน เกิดเมื่อปี 1955 เริ่มต้นอาชีพในวงการภาพยนตร์ด้วย การเป็นนักเรียนการแสดง ของบริษัทชอว์บราเดอร์ ในช่วงต้นยุค 70 มีบทประกอบเล็กๆ ในหนังหลายเรื่อง พร้อมกับชื่อในวงการบันเทิง ที่จ้าของบริษัทชอว์ อย่าง เซอร์ รันรัน ชอว์ เป็นคนตั้งให้ ว่า "หวังยี่" เป็นชื่อที่สะกด และอ่านคล้ายๆ กับชื่อหวังอยู่ เเพราะเขาหน้าตา มีส่วนละม้าย กับหวังหยู่ อดีตดาราซุปเปอร์สตาร์ของชอว์บราเดอร์ พระเอกเดชไอ้ด้วน ที่พึ่งถอนตัวจากบริษัท เข้าข่าย "ดังแล้วแยกวง" ไปไม่นาน ที่ท่าเซอร์ยังคงหัวเสียกับเหตุการณ์นั้นไม่หาย จึงคิดประชด สร้างหวังหยู่ คนใหม่ขึ้นมาซะเลย</p>
<p>จนกระทั่งปี 1975 ยอดผู้กำกับคิวบู๊ หลิวเจียเหลียง ได้เริ่มต้นงานในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ เขาวางแผ่นที่จะสร้างหนังกังฟูตลกซักเรื่อง โดยวางตัว ฟู่เซิง ไว้ในบทนำ แต่เนื่องด้วยพระเอกคนดังแห่งชอว์บราเดอร์ กำลังติดงานถ่า่ยทำอยู่กับหนังของจางเชอะ หลิวเจียเหลียง จึงต้องหาดาราหน้าใหม่ มารับบทนำแทน สุดท้ายเขาเลือกเอา ไอ้หนุ่ม หวังยี่ ที่ขณะนั้นอายุได้ยี่สิบปีพอดี มารับบทนำในหนังที่ชื่อว่า Spiritual Boxer (ไอ้เณรจอมคาถา)</p>
<p style="text-align:center;"><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/wangyue1.jpg" alt="" /></p>
<p>หลังจากนั้น หวังยี่ ก็ได้มีโอกาศแสดงหนัง ในบทนำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการร่วมงานกับ หลิวเจียเหลียง ที่หลายๆ เรื่อง ได้กลายเป็นผลงานอมตะในเวลาต่อมาไม่ว่าจะเป็น Executioners from Shaolin (ถล่มเจ้าระฆังทอง), Dirty Ho  (ไอ้เณรยอดเทวฤทธิ์) และ Eight Diagram Pole Fighter (นักสู้กระบองกล) ชื่อเสียงของเขาอาจจะไม่ได้ถูกจัดไว้ในลำดับ ต้นๆ ของดารากังฟู ของชอว์ แต่ถ้าพูดถึงหนังกังฟูตลกโปกฮา หวังยี่ ก็ถือว่าไม่ได้เป็นรองใครเลย</p>
<p>อย่างไรก็ตามชีวิตของ หวังยี่ ก็เริ่มเดินทางมาถึงจุดตกต่ำ ซึ่งทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 1983 เมื่อเขา เพื่อนสนิทที่ชื่อว่า ฟู่เซิง และพี่ชายของฟู่เซิง เฉินเจิ้งเปา นั่งมาในรถคันเดียวกัน และเกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรงขึ้น ผลจากเหตุการณ์ครั้งนั้น พระเอกหนุ่ม ขวัญใจมหาชลแห่งชอว์บราเดอร์ ฟู่เซิง เสียชีวิตลงในทันทีทันใด หวังยี่ที่เป็นเพื่อนสนิท และเติบโตมาในวงการด้วยกัน เสียใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้มาก ซึ่งในสองปีต่อมา เขาได้มีโอกาศ แสดง และอุทิศบทบาท "ฟงไซหยก" ในหนังเรื่อง Crazy Shaolin Disciples ให้กับเพื่อนรัก ซึ่งเป็นบทบาทที่สร้างชื่อให้กับฟู่เซิง เมื่อหลายปีก่อน อย่างไรก็ตาม นี้กลับเป็นครั้งสุดท้าย ที่ หวังยี่  มีชื่ออยู่ในฐานะพระเอก ของหนังที่ได้แสดง</p>
<p style="text-align:center;"><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/wangyue2.jpg" alt="" /></p>
<p style="text-align:left;">ในปี 1985 นั้นเองบริษัทชอว์บราเดอร์ เปิดเผนกผลิตภาพยนตร์ ทั้งดารา ทีมงานเบื้องหลัง ทั้งหมดต้องหางานใหม่ หวังยี่ เองใช้เวลาค่อนชีวิต ณ สถานที่แห่งนี้ ถือเป็นเรื่องยากไม่น้อยที่จะต้องนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เขาต้องรับงานตัวประกอบ และบทเล็กๆ ในหนัง และละครชุดทางทีวี หรือกระทั่งเป็นสตั้นแมนใหนังของเฉินหลงเรื่อง Dragons Forever (มังกรหนวดทอง) ส่วนการที่ได้มีส่วน ในหนังดังสองเรื่องอย่าง Center Stage และ Rouge ของ สแตนี่ กวาน ก็ไม่ได้มีส่วนช่วย หรือยืดอายุ ชีวิตในวงการภาพยนตร์เท่าไหร่นัก ในช่วงท้ายของอาชีพ หวังยี่ ต้องหันไปแสดงหนัง เกรด 3 วับๆ แวบๆ ก่อนจะปิดฉากชีวิตในวงการด้วยหนังที่ชื่อว่า Easy Money ในปี 1994</p>
<p style="text-align:left;">ชีวิตหลังจากนั้น หวังยี่ เป็นไปอย่างยากลำบาก เขาประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ต้องเปลี่ยนงานหลายครั้ง ทั้งขายประกัน ทำงานในโรงงาน และขายของริมถนน Temple Street อันโด่งดังของฮ่องกง ปัญหาสุขภาพรุมเร้าอย่างสาเหตุการดื่มหลัก และติดยาเสพติด มาตั้งแต่ยุค 80 กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ชีวิตช่วงบันปลายของหวังยี่ ต้องทนทุกกับโรคร้าย และสภาพจิตอันย่ำแย่ ในช่วงปี 2006 ต้องเข้ารับการรักษา และผ่าตัด สมอง จนกระทั่งเสียชีวิตลงในปี 2008 นี้เอง</p>
<p style="text-align:left;">หวังยี่ อาจจะไม่ได้เป็นดารากังฟู ลำดับต้นๆ ที่คนจะนึกถึง แต่หนังของเขา การแสดงของเขา ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเป็นงานที่ผ่านมาของเขานั้น เปี่ยมไปด้วยคุณค่า เคยสร้างความสนุกให้เรามามากมาย และยังคงจะทำหน้าที่เดียวกันนี้ ไปอีกนานเท่านาน</p>
<p style="text-align:right;"><strong>ข่าวจากเว็บ </strong>http://www.kungfucinema.com/</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Lizard - ไอ้จิ้งจก ตะไลเพลิง (1972, Chu Yuan)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=189</link>
<pubDate>Mon, 19 May 2008 19:53:42 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.th.wordpress.com/2008/05/19/the-lizard-1972/</guid>
<description><![CDATA[
ผู้กำกับฉู่หยวนแห่งชอว์บราเดอร์ อ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/lizard02.jpg" alt="" /></p>
<p>ผู้กำกับฉู่หยวนแห่งชอว์บราเดอร์ อาจจะโด่งดัง (โดยเฉพาะในบ้านเรา) กับหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ โกวเล้ง และแท้จริงแล้ว ยอดผู้กำกับผู้นี้ ถนัดเป็นพิเศษ ในการทำงานที่หลากหลาย เขาเริ่มต้น กับหนังชีวิตสะท้อนสังคม เน้นเสนอภาพความจริงของสังคม ต่อเมื่อเข้าบริษัทชอว์บราเดอร์ เขาเคยสร้างปรากฏการณ์หนังทำเงินมหาศาล ด้วยหนังตลกอย่าง The 72 Tenants จนกระทั่งยืนพื้นทำหนังกำลังภายใน ตลอดยุค 70 อย่างที่เราคุ้นเคยกันดี</p>
<p>ฉู่หยวน ยังทำหนังอีกหลายแนว แม้กระทั่งหนังซุปเปอร์ฮีโร่ ก็เคยสร้างกับเค้าด้วย The Lizard หรือ ไอ้จิ้งจก ตะไลเพลิง หนังซุเปอร์ฮีโรรวมหน้ากากของจีน ที่ว่าด้วยโจรคุณธรรม แม้หนังอาจจะไม่หวือหวาทันสมัยแบบหนังฮีโร่รุ่นใหม่ แต่ก็ให้ความสนุกแตกต่างแหวกแนว จากหนังกังฟูกำลังภายในทั่วๆ ไป อยู่ไม่น้อย<!--more--></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/lizard05.jpg" alt="" /></p>
<p>ประเทศจีนช่วงที่ต่างชาติเริ่มเข้ามามีอำนาจ ในขณะที่คนจีน กลับมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก ต่างชาติ และบรรดาสุนัขรับใช้ กลับใช้ชีวิตอย่าง สุขสบาย ที่ย่ำแย่ไปกว่านั้น แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ประพฤติชั่วรีดไถ ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารวัตร เฉิน (หลอลี่) ที่รวมมือกับเจ้าพ่อ ทั้งเปิดบ่อน และจับผู้หญิงไปขาย ท่ามกลางความสิ้นหวัง ยังมีจอมโจรที่ชื่อว่า "จิ้งจกตะไลเพลิง" บุคคลลึกลับ ปิดหน้าปิดตา สร้างความปวดหัว ให้กับบรรดาเจ้าหน้าที่ ในทางตรงกันข้าม นั้นกับสร้างความสะใจ แก่ชาวบ้านร้านตลาดทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่ว่าจะทุมแทกำลังเท่าใด ก็ดูเหมือนมือแปดด้านไปหมด</p>
<p>สายสืบหนุ่มแห่งโรงพัก เจินหลง (เยี่ยหัว) ท่าทางป้ำๆ เป้อๆ พูดติดอ่าง ท่าทางไม่มีผิดมีภัย ใจอ่อนแม้กระทั่งกับโจรผู้ร้าย คงไม่มีใครคาดคิดว่า หนุ่มเจินหลง แท้จริงแล้วก็คือ เจ้าจิ้งจก จอมโจรตัวเอ้ ที่ทางการต้องการตัวนั้นเอง</p>
<p>ในการปฏิบัติงานครั้งหนึ่ง เจ้าจิ้งจก หมายขโมยเครื่องเพชร ของภรรยาผู้การตำรวจ ด้วยความฉลาดหลักแหลมของ สารวัตรเฉิน ที่วางกับดักจับโจร เกือบเปิดเผยตัวของ เจินหลง ได้สำเร็จ โชคดีได้สาวน้อย เสี่ยวจิ (เฉินเป่าจู) หลานสาวผู้หมวดอิ๋ว ตำรวจที่เจินหลงเคารพ ช่วยเหลือปิดปังฐานะไว้ได้ แต่ในขณะเดียวกัน สาวน้อย ก็ได้ล่วงรู้ตัวจริงของ เจ้าจิ้งจก ในที่สุด เจินหลง ก็ไม่มีทางเลือก สารภาพความจริงทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างความจริงที่ว่าเขานำเงินที่ได้มา ช่วยเหลือบรรดาคนยากคนจน ในเมือง และถึงกับพาเสี่ยวจิ ออกปฏิบัติงานด้วย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/lizard01.jpg" alt="" /></p>
<p>ทางด้าน สารวัตรเฉิน มีโอกาศได้พบกับเสี่ยวจิ เกิดรู้สึกชอบพอนางขึ้นมา จึงขอกับผู้หมวดอิ๋ว ผู้เป็นปู่ ผู้เฒ่าทราบดีว่า ตำรวจหนุ่มรายนี้ถึงแม้จะฉลาดหลักแหลม แต่ไม่ใช่คนดี จึงบอกปัดพร้อมกับอ้างว่าได้ยกหลานสาวให้กับ ไอ้หนุ่มเจินหลงไปแล้ว สารวัตรเฉินรู้ดังกล่าวกลับไม่ยอมรามือ ตัดสินใจสั่งจับ และยัดเยียดข้อกล่าวหา ว่า เจินหลง เป็นเจ้าจิ้งจก โดยไม่ได้มีหลักฐานอะไรเลย แผ่นการดังกล่าว เหมือนยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว นอกจากจะปิดคดี โจรจิ้งจก แล้วยังชิงตัว เสี่ยวอี ได้อีก</p>
<p>เสี่ยวอิ รู้ถึงแผนการดังกล่าว จึงนำไปปรึกษากับปู่อย่าง ผู้หมวดอิ๋ว และสายสืบคู่หูของเจินหลง ที่ชื่อว่า เสี่ยวฟุ (เจิ้งหงเยี่ย) ให้ช่วยเหลือ พร้อมกับสารภาพฐานะที่แท้จริงของ เจินหัวให้ทราบ ทั้งหมดร่วมมือกัน วางแผนปลอมตัวจอมโจรจิ้งจก ขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ว่า เจินหลง ที่ถูกจับอยู่ในคุก นั้นไม่ใช่คนร้ายที่ทางการต้องการตัว แผนการสำเร็จไปได้ด้วยดี เจินหลง ถูกปล่อยตัวให้มีอิสระอีกครั้ง</p>
<p>แต่ สารวัตรเฉิน แอบเห็นพิรุจน์บางอย่างในแผนการดังกล่าว จึงได้รู้ว่า แพะ อย่างเจินหลงที่ถูกจับมา ที่แท้คือ จอมโจรตัวจริงนั้นเอง เขาจับ เสี่ยวอิ ผู้หมวดอิ๋ว และ เสี่ยวฟุ ไว้ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด บีบบังคับให้ โจรจิ้งจก มอบตัว เจินหลง จึงหมดทางเลือก ได้แต่เผชิญหากับ สารวัตรเฉิน จอมโหดซึ่งๆ หน้าเท่านั้น</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/lizard04.jpg" alt="" /></p>
<p>ฉู่หยวนสร้าง The Lizard ออกมาได้ดีทีเดียว หนังดูสนุกแบบหนังชอว์บราเดอร์ยุครุ่งเรื่องโดยแท้ ด้วยการผสมรูปแบบความบันเทิง อันหลากหลายครสรส ทั้งแอ็กชั่น ตลก ขบขัน เรื่องราวประเภทแค้นนี้ต้องชำระสไตล์หนังฮ่องกง ฉู่หยวนยังประสบความสำเร็จในการ สร้างความเข้มข้น ในแบบหนังสายลับจารกรรม ตัวละครชิงไหวชิงพริบ เอาชนะกันด้วยแผนการ มากกว่าจะกำลังฝีมือ</p>
<p>ช่วงท้ายของหนัง The Lizard วกกลับเข้าหาแนวทาง พิมพ์นิยมแบบหนังกังฟูฮ่องกง ด้วยการประเคน คิวบู๊  ฉากต่อสู้อันยาวนาน ตัวละครมากมายตะลุมบอน มีเลือดกระฉูดให้ตื่นเต้นพอสังเขป ซึ่งก็ดูสนุกดี ในแบบหนังฮ่องกง แต่ดูขัดกับอารมณ์ชิงไหวชิงพริบที่ปูมาก่อนหน้าไปซักหน่อย ซึ่งสำหรับคิวบู๊ในเรื่องนั้น ดูแล และออกแบบโดยยอดสตั้นแมนสองพี่น้อง อย่าง หยวนวูปิง และหยวนเจิ้นเหยิน ที่ถือว่าเป็นการรับผิดชอบ งานกำกับคิวบู๊ชิ้นแรกๆ ของทั้งสองด้วย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/lizard03.jpg" alt="" /></p>
<p>อีกจุดที่ผมประทับใจใน The lizard ก็คือ ดาราในเรื่อง  ที่ส่วนใหญ่ก็เป็นเก่าหน้าเดิมของชอว์บราเดอร์แทบทั้งนั้น ทั้งหมดก็ยังแสดงผลงาน วาดลวดลายได้แพรวพราวเช่นเคย  เยี่ยหัวในบทพระเอกสองบุคคลิค ดูโดดเด่นข่มกันไม่ลงกับ หลอลี่ ดาวร้ายตลอดการ ที่นอกจากจะแสดงได้ดีแล้ว ยังมาดเท่ห์ด้วยเสื้อสูตรเนียบๆ กับเน็กไทด์ ดูเด่นเป็นสง่า เช่นเดียวกับ ท่านลุงหยังจื่อชิง ดาราอาวุโส ดาวร้ายตลอดกาลคนหนึ่งชองชอว์ ที่พลิกแนวมาเช่นเป็น คนแก่ใจดี ก็ดูลื่นไหลเช่นเคย</p>
<p>ที่สมควรพูดถึงเป็นพิเศษก็คือ นางเอกของเรื่อง เฉินเป่าจู ดาราที่เหมาะสมกับคำว่า ราชีนีแห่งวงการบันเทิง คนหนึ่งของฮ่องกง ทั้งหนัง งิ้ว ละครเวที และร้องเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาษากว้างตุ้ง ที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักอยู่ในเกาะฮ่องกงนั้นเอง เฉินเป่าจู มีพื้นแพมาจากครอบครัว ของนักแสดงงิ้วกลางตุ้ง และเริ่มต้นงาน ในวงการภาพยนตร์ด้วย หนังงิ้วกวางตุ้งนั้นเอง จนกระทั่งโด่งดังในฐานะดาราวัยรุ่น เคียงข้างกับ เซี่ยวฟางฟาง และแนนซี่ ซิ นอกจากบทหนังชีวิต หรือหนังรัก โดยทั่วไปแล้ว บทถนัดเป็นเพิเศษ อีกประเภทของเฉินเป่าจู ก็คือหนังนักสืบ The Black Rose  (1965, ที่กำกับโดย ฉู่หยวน เช่นเดียวกัน), Lady Black Cat (1966) และ Lady Bond (1966) ที่จากชื่อก็คงไม่ต้องสงสัยว่าได้รับอิทธิพลมาจากหนังเรื่องอะไร</p>
<p>ในปี 1969 เฉินเป่าจู จึงประกาศถอนตัวจากวงการ เพื่อทุ่มแทให้กับการเรียน และชีวิตส่วนตัว จนกระทั่งเมื่อปี 1999 ถึงได้กลับตามคำเรียกร้องของแฟนๆ อีกครั้ง กับการรับแสดงละคร เรื่อง Sentimental Journey ที่โด่งดังจนกระทั่งเปิดแสดงกว่า 100 รอบ และตามมาด้วยการเปิดคอนเสิร์ตเดียวของ เฉินเป่าจู อีกหลายรอบ</p>
<p>ย้อนกลับไปเมื่อสี่สิบปีก่อนอีกครั้ง ก่อนจะลาจากวงการบันเทิงไปอย่างยาวนาน ในปี 1972 เมื่อผู้กำกับ ฉู่หยวน เซ็นสัญญากับบริษัทชอว์บราเดอร์ จึงได้ติดต่อให้ เฉินเป่าจู ที่เคยร่วมกันกันอยู่หลายครั้งในช่วงยุค 60s กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในหนังเรื่อง The Lizard ที่นางเอกสาว ได้รับโอกาศกลับมาแสดงบท สายลับสาวเก่งทั้งบู๊ทั้งบุ๋น อีกครั้ง และเป็นการปิดฉากงานบทจอเงินของเธอ ที่ทิ้ง The Lizard ให้เป็นหนังเรื่องสุดท้ายในชีวิต ของอาชีพการแสดงอันยาว</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/lizard07.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Shaw Brother<br />
<strong> กำกับ - </strong>Chu Yuan<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong> Sir Run Run Shaw, Mona Fong Yat-Wah<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Chu Yuan<br />
<strong> ถ่ายภาพ - </strong>Wu Cho Hua<br />
<strong> ตัดต่อ - </strong> Chiang Hsing Lung, Li Yen Hai<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Chen Yung Yu<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Chan Ging Sam<br />
<strong> เสื้อผ้า - </strong>Liu Chi Yu<br />
<strong> แต่งหน้า - </strong> Wu Hsu Ching<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Yuen Cheung Yan, Yuen Woo Ping<br />
<strong> แสดงนำ -</strong>Yueh Hua, Connie Chan Po Chu, Lo Lieh, Yeung Chi Hing, Goo Man Chung, Ou-Yang Sha Fei, Yue Fung, Lam Fung, Law Hon, Ma Kim Tong, Alan Chan Kwok Kuen, Chan Chuen</li>
<li><strong>Thailand Distribution </strong>- ชื่อไทยว่า "ไอ้จิ้งจก ตะไลเพลิง" ออกเป็น VCD โดยบริษัท United Home Entertainment</li>
<li><strong>Rating - </strong>4/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Legendary Weapons of China - 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย (1981, Lau Kar Leung)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=185</link>
<pubDate>Sun, 18 May 2008 11:23:00 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.th.wordpress.com/2008/05/18/legendary-weapons-of-china-1981/</guid>
<description><![CDATA[
by Somyos Thiamtawan
18 เจ้าอาวุธมหาประลัย หรือ Legenda]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/weaponofchina10.jpg" alt="" /><strong></strong></p>
<p><strong>by </strong>Somyos Thiamtawan</p>
<p>18 เจ้าอาวุธมหาประลัย หรือ Legendary Weapons of China เป็นหนังดังที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคท้าย ๆ ของสตูดิโอชอว์บราเธอร์ส แม้ยุคทองของชอว์ฯจะหมดไปพร้อมกับช่วงยุค 2510  แล้ว แต่ความรุ่งเรืองของยอดปรมาจารย์กังฟู หลิวเจียเหลียง (Lau Kar Leung) หนึ่งในยอดผู้กำกับแห่งสตูดิโอ กลับไม่จบตามไปด้วย</p>
<p>หนังฝีมือกำกับของเขาอย่าง 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย และจอมยุทธ์กระบองกล (The Eight Diagram Pole Fighter) ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2525 และ พ.ศ. 2526 ตามลำดับ ต่างพากันสั่นสะเทือนโรงขายตั๋วภาพยนตร์ฮ่องกง และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ให้กับวงการหนังศิลปะการต่อสู้ ด้วยคิวบู๊ศาสตราวุธสุดบรรเจิด โดยเฉพาะเรื่องแรก ที่ขุดเอาอาวุธแทบที่มีอยู่ทั้งหมดในประวัติศาสตร์จีน มาโชว์ได้อย่างถึงพริกถึงขิง<!--more--></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/weaponofchina03.jpg" alt="" /></p>
<p>พล็อตเรื่องของ 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย นั้น เรียกว่าไม่ธรรมดา เพราะนอกจากมีศิลปะการต่อสู้โบราณของจีนเป็นแกนหลักแล้ว ยังผสมความลึกลับและมนต์ดำเข้าไปด้วย หนังว่าด้วยเรื่องราวของ เหลยกุง (หลิวเจียเหลียง) อดีตรองหัวหน้าพรรคเจตภูติ ผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้ด้วยอาวุธทุกรูปแบบ รวมถึงศาตราวุธ 18 ชนิดในตำนานจีน เขาได้รับคำสั่งจากใต้เท้าหลี่ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่แห่งราชสำนักแมนจู ให้ไปขยายสาขาสำนักอาวุธ 18 ชนิดขึ้นที่ยูนนานเพื่อต่อสู้กับพวกฝรั่งที่กำลังรุกรานแผ่นดินจีน แต่เหลยกุงปฏิเสธ เนื่องเพราะรู้ดีว่า อาวุธชนิดใดก็ไม่สามารถต่อต้านปืนของฝรั่งได้</p>
<p>เขาจึงหนีไปเป็นคนตัดฟืนที่กวางตุ้ง ใต้เท้าหลี่สืบทราบเข้า จึงสั่งให้สามสำนักในสังกัดพรรคเจตภูติ ได้แก่ สำนักมาร สำนักเหมาซาน และสำนักมนตร์ดำ ออกติดตามไล่ฆ่าเหลยกุงในข้อหาขัดคำสั่งทรยศต่อพรรค จนพบตัวในที่สุด เพราะเหลยกุงมีข้อเสียคือชอบแสดงฝีมือออกมาโดยไม่รู้ตัว เทียนโหว (เสี่ยวโหว) ลูกศิษย์พรรคมนตร์ดำ และอี้ถาน (หลิวเจียฮุย) ศิษย์เอกพรรคมาร เข้าประมือกับเหลยกุง แต่ก็พ่ายแพ้มิอาจสู้เหลยกุงได้ จนถึงศึกสุดท้ายเมื่อเหลยกุงต้องดวลชี้ชะตากับ เหลยหย่ง (หลิวเจียหย่ง) เจ้าสำนักเหมาซาน ผู้เห็นแก่ ลาภยศสรรเสริญ ทั้งยังมีวิชาบู๊ที่ไม่ธรรมดา แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใด... เขาเป็นน้องชายแท้ ๆ ของเหลยกุง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/weaponofchina05.jpg" alt="" /></p>
<p>ความพิเศษอย่างหนึ่งของ 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย อยู่ที่การได้สามพี่น้องตระกูลหลิว อันได้แก่ หลิวเจียเหลียง หลิวเจียหย่ง (Lau Kar Wing) และหลิวเจียฮุย (Lau Kar Fai) มาขึ้นจอร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา โดยหัวเรี่ยวหัวแรงของงานนี้ เห็นจะเป็น หลิวเจียเหลียง พี่ใหญ่ของตระกูล ที่นอกจากจะแสดงเป็นพระเอกในเรื่องแล้ว ยังควบตำแหน่งเขียนบท กำกับ และออกแบบคิวบู๊เองด้วย</p>
<p>เมื่อได้ดูแล้ว ต้องยอมรับว่า ฟอร์มของหลิวเจียเหลียงตกฮวบลงพอสมควร เทียบกับงานชิ้นก่อนหน้าอย่าง ยอดมนุษย์ยุทธจักร (The 36th Chamber of Shaolin, 2521) ไอ้หนุ่มมวยจีน (Heroes of the East, 2521) หรือ ไอ้เณรยอดเทวฤทธิ์ (Dirty Ho, 2522) แล้ว 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย ยังห่างชั้นมากนัก การเดินเรื่องที่ค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้จังหวะจะโคน (โดยเฉพาะครึ่งแรก) ของหนัง อืดไปบ้าง แถมมีฉาก ‘หลุด’ จากเรื่องโผล่เข้ามาสร้างความตะขิดตะขวงใจอยู่บ่อยครั้ง ที่เห็นได้ชัดคือ บทของ อเล็กซานเดอร์ ฟู่เซิง (Alexander Fu Sheng) ที่ดูจะถูกใส่เข้ามาเพื่อเสริมความฮา แต่เอาเข้าจริงกลับแป้กบ้างไม่แป้กบ้าง (คาดว่าคงได้รับอิทธิพลมาจากหนังกังฟูตลกของ เฉิงหลง และหงจินเป่า ที่กำลังดังในช่วงนั้นไม่มากก็น้อย) จนกลายเป็นจุดด้อยที่สุดของหนังไปโดยปริยาย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/weaponofchina04.jpg" alt="" /></p>
<p>ทว่าหากมองข้ามจุดพลาดที่ว่าไป... 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย ก็นับเป็นหนังกังฟูชั้นเยี่ยมอีกเรื่องหนึ่ง ของหลิวเจียเหลียงอย่างไร้ข้อกังขา เนื่องเพราะความลื่นไหลลงตัวในแทบทุกองค์ประกอบของหนัง ไล่นับแต่ตัวละครที่น่าจดจำ การแสดงระดับเซียน (ยกเว้น ฟู่เซิง กับการแสดงที่แสนโอเวอร์ แอคติ้ง) คิวบู๊สุดมันส์ และที่โดดเด่นที่สุด คือ การยกระดับทางด้านเนื้อหา...</p>
<p>ผิดกับหนังกังฟูส่วนใหญ่ ที่วิทยายุทธ์มีฐานะอันยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตของคนฝึกยุทธ์ ทั้งยังเป็นเครื่องหมาย ที่บ่งบอกความเก่งกาจซึ่งเกิดจากการมุมานะฝึกฝน ศิลปะการต่อสู้ใน 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย อยู่ในช่วงเวลาที่โลกกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคสมัยของปืน… ขณะที่คนกลุ่มหนึ่งหน้ามืดตามัวพยายามฝึกฝนวิชาอย่างบ้าคลั่ง (อาจเข้าขั้นงมงายด้วย) เพื่อจะขยายขอบเขตความมหัศจรรย์ของวิชาหมัดมวยให้เอาชนะอาวุธปืนได้ เหลยกุง ผู้ตระหนักดีถึงข้อจำกัดของวิชาตัวเอง กลับยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเลือกจะหลีกหนีตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคเจตภูติ อันทรงเกียรติมาดำรงชีวิตอย่างคนธรรมดาสามัญแทน</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/weaponofchina06.jpg" alt="" /></p>
<p>ประเด็นนี้เห็นได้ชัดในฉากแรกของหนัง ที่สมาชิกบางส่วนของพรรคเจตภูติ ต้องยอมสังเวยชีวิตตนเองให้กับอาวุธปืน เพื่อแลกกับความไว้เนื้อเชื่อใจ ของใต้เท้าหลี่ที่จะให้พรรคพวกของตนไปปฏิบัติภารกิจ ซึ่งดูแล้วน่าสะเทือนใจยิ่งนัก... เท่าที่สำรวจดูจากเว็บวิจารณ์หนังฮ่องกง เกือบ 60% ล้วนยกย่องชมเชยหลิวเจียเหลียงในแง่ที่ว่านี้ แม้จะยังเน้นบู๊เหมือนเคย แต่ลุงแกก็ยังไม่ลืมที่จะพัฒนาหนังศิลปะการต่อสู้ สู่ระดับที่สูงขึ้น พร้อมทั้งเลือกนำเสนอเรื่องราวลึกซึ้ง ด้วยมุมมองที่คมคายอย่างที่หนังของแกไม่เคยมีมาก่อนอีกด้วย</p>
<p>อย่างที่กล่าวไปแล้ว... ในช่วงครึ่งแรกของหนัง อาจน่าง่วงเหงาหาวนอนพอควร แต่พอถึงครึ่งหลังปุ๊บ หลิวเจียเหลียงก็ปลุกคนดูเสียอยู่หมัด ด้วยวิธีเดียวกันกับที่เขาเคยใช้ในเรื่อง ไอ้หนุ่มมวยจีน มาแล้ว นั่นคือ การใส่ฉากบู๊ชนิดนันสต๊อปที่มากทั้งสีสันและไอเดียเข้าไป ผู้กำกับฉากแอคชั่นทั้งสาม คือ หลิวเจียเหลียง หลี่กิงจู (Lee King Chue, ตัวประกอบขาประจำอีกท่านในหนังของหลิวเจียเหลียง เจ้าของคิวบู๊สุดเจ๋งใน ฤทธิ์หมัดฝังเข็ม และฟู่เซิงยอดมังกร) และเสี่ยวโหว (Hsiao Ho) พระรองในเรื่อง เลือกเน้นคิวบู๊สไตล์อาวุธจีนโบราณเป็นหลัก</p>
<p>เพราะจุดประสงค์ในการสร้างหนังเรื่องนี้ของผู้กำกับคือ การแสดงความเคารพต่อบรรดาศาสตราวุธที่เขาฝึกฝนมาแต่เยาว์วัย ดังนั้นจึงไม่แปลก หากจำนวนการต่อสู้ด้วยหมัดมวยล้วน ๆ ใน 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย จะลดลงจากงานชิ้นก่อน ๆ ของหลิวเจียเหลียงอย่างเห็นได้ชัด แทนที่ด้วยศาสตราวุธแทบทุกชนิดที่มีบัญญัติในศิลปะการต่อสู้ของจีน ทั้งอาวุธพื้นฐานทั่วไปจำพวกกระบี่ ไม้พลอง หรืออาวุธแปลก ๆ ที่คุ้นรูปไม่คุ้นชื่อ เช่น ดาบคู่เขี้ยวพยัคฆ์ ง้าวงู ไปจนถึงมนตร์คาถาอำพรางกาย...</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/weaponofchina09.jpg" alt="" /></p>
<p>ดูจากภาพรวมแล้ว ฉากต่อสู้ของ 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย ถือว่าอยู่ในระดับยอดเยี่ยม นอกจากฝีมือการออกแบบฉากแอคชั่น (ที่คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณใด ๆ) ของผู้กำกับคิวบู๊ทั้งสามท่านแล้ว ความดีความชอบส่วนหนึ่งต้องยกให้กับเทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์ ที่ในปี 2525 ก็นับว่าพัฒนาจากหนังกังฟูรุ่นอนุรักษ์นิยมไปมากแล้ว ทำให้ฉากแอคชั่นที่ออกมาของ 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย เป็นส่วนผสมที่กกกหสุดลงตัวระหว่างคิวบู๊อาวุธสไตล์ฮ่องกง กับงานลวดโยงและ Special Effect (บ้าน ๆ) อันทันสมัย</p>
<p>ไฮไลท์สำคัญที่หลายคนยกนิ้วให้คือ ฉากไคลแมกซ์ที่หลิวเจียเหลียง และหลิวเจียหย่งขน 18 ศาตราวุธออกมาห้ำหั่นกันอย่างสุดมันส์ สู้กันลากยาวเกือบสิบนาที โดยแทบไม่เปิดช่องว่างให้กันเลย ทั้งยังอุดมไปด้วยท่วงท่าการกวัดแกว่งอาวุธที่รุนแรง สวยงาม และรวดเร็ว เรียกว่าเกือบเทียบชั้นคิวบู๊แนวเดียวกันจากเรื่อง จอมแสบมหาหิน (The Odd Couple, 2522) หนังกังฟูอาวุธที่ดีที่สุดของโลกที่ออกฉายไปก่อนหน้านี้ ได้เลยทีเดียว...</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/weaponofchina07.jpg" alt="" /></p>
<p>งานนี้ หลิวเจียเหลียง ได้รับคำชมไปคนเดียวเต็ม ๆ เพราะนอกจากจะโชว์ฝีมือกำกับ (ทั้งหนังและคิวบู๊) ได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว ลุงแกยังให้การแสดงที่เฉียบขาดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันอีกด้วย แม้ความน่าจดจำจะเทียบกับคราวที่ลุงแสดงบทนำเป็นครั้งแรกในเรื่อง ถล่มเจ้าสำนักโคมเขียว (Mad Monkey Kung Fu, 2522) ไม่ได้ก็เถอะ... สำหรับน้องชายทั้งสองของผู้กำกับอย่าง หลิวเจียหย่ง และหลิวเจียฮุย ที่ครานี้มาในบทร้าย ก็นับว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน</p>
<p>หลิวเจียหย่ง ในบทเหลยหย่ง ให้ภาพของคนที่ยอมให้อำนาจ ความยิ่งใหญ่เข้าครอบงำ จนยอมตัดสัมพันธ์กับพี่ชายในไส้ ของตนได้ชัดเจนมาก (เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า อาแกเหมาะกับบทคนโฉดมากกว่าคนดีจริง ๆ (ฮา)) ขณะที่ หลิวเจียฮุย ก็โชว์ฟอร์มได้ดีไม่แพ้กันในบทอี้ถาน ผู้เชื่อมั่นในวิชาอาภรณ์เหล็ก ฟันแทงไม่เข้าอันแกร่งกล้าของตน จนท้ายที่สุดต้องกลายเป็นคนหูหนวก (เพราะถูกเหลยกุงซัดเข้าที่เส้นประสาทรับรู้เสียง) จึงได้ตาสว่าง... ก็เรียกว่า ทั้งคู่ทำได้ไม่เสียเครดิตพี่ใหญ่ของพวกเขาเลยนะครับ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/weaponofchina08.jpg" alt="" /></p>
<p>นอกจากน้องชายทั้งสองแล้ว หลิวเจียเหลียงยังเรียกใช้บริการจาก ‘เด็กปั้น’ ของเขา อาทิ ดาราสาวสวย ฮุ่ยอิงหง (Kara Hui Ying-Hung) ที่มาในบทหญิงแต่งชายเกือบค่อนเรื่องได้ขึ้นกล้อง ดูสง่างามสุด ๆ แถมพอเปลี่ยนมาแสดงเป็นหญิงเต็มตัวก็ดูน่ารักน่าหยิกไม่น้อย อีกคนที่ควรกล่าวถึงเป็นพิเศษคือ เสี่ยวโหว กับบท เทียนโหว ยอดฝีมือพรรคมนตร์ดำ... แม้หน้าตาจะไม่หล่อเหลา บุคลิกจะไม่น่าจดจำ แต่ด้วยทักษะการแสดงที่ลื่นไหล ทั้งดราม่า และฉากต่อสู้ก็ช่วยให้เสี่ยวโหวมีพื้นที่ในหนัง เป็นของตัวเองกับเขาด้วยเหมือนกัน</p>
<p>เทียบกับหนังกังฟูร่วมสมัยเรื่องอื่น ๆ แล้ว 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย อาจไม่ได้มีเนื้อหาที่หวือหวา ลีลาอาจไม่ยอดเยี่ยมเข้าขั้นหมดจด มุขตลกอาจไม่ได้ขำไม่ได้ฮาจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ แต่ภาพรวมที่น่าจดจำของมัน น่าจะทำให้คนรักหนังกังฟูประทับใจ พร้อมมองข้ามร่องรอย แห่งความล้าสมัยกับจุดบกพร่องที่มันมีได้อย่างไม่ยากเย็นนัก</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/weaponofchina01.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Shaw Brother<br />
<strong> กำกับ - </strong>Lau Kar-Leung<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong> Sir Run Run Shaw, Mona Fong Yat-Wah<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Li Tut-Hang, Lau Kar-Leung<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Lau Kar-Leung, Lee King-Chu, Hsiao Hou<br />
<strong> แสดงนำ -</strong>Lau Kar-Leung, Hsiao Ho, Alexander Fu Sheng, Kara Hui Ying-Hung, Gordon Liu Chia-Hui, Lau Kar-Wing, Jue Tit-Woh, Wong Ching-Ho, Lee King-Chue, Lin Ke-Ming, Cheung Chok-Chow, Wang Han-Chen, Mak Wai-Cheung, Ng Yuk-Sue, Cheung Gwok-Wa</li>
<li><strong>Thailand Distribution </strong>- ชื่อไทยว่า "18 เจ้าอาวุธมหาประลัย" ออกเป็น VCD โดยบริษัท United Home Entertainment</li>
<li><strong>Rating - </strong>4.5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Flying Guillotine - ฤทธิ์จักร พญายม (1974, Ho Meng Hua)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=159</link>
<pubDate>Sat, 26 Apr 2008 19:13:23 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.th.wordpress.com/2008/04/26/the-flying-guillotine-1974/</guid>
<description><![CDATA[
อาวุธนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่าง]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/flyingguillotine02.jpg" alt="" /></p>
<p>อาวุธนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่ง ของหนังกังฟู หรือกำลังภายใน นอกจากอาวุธปกติธรรมดาอย่าง ดาบ กระบี่ หรือธวน แล้วโลกแห่งหนังกำลังภายในยังมีการ สร้างสรรค์อาวุธพิสดารออกมา สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่คนดู และบนเขาสูง จุดสุดยอดแห่ง กระบวนอาวุธพิศดารนั้น จักรพญายม หรือ จักรโลหิต นั้นถือเป็นอันดับหนึ่ง และงานอย่าง The Flying Guillotine หรือ ฤทธิ์จักร พญายม ก็ถือได้ว่าเป็นต้นตำรับอาวุธแห่งตำนานดังกล่าว<!--more--></p>
<p>จักรพญายม จักรโลหิต หรือ ฟลายอิ้งกิโยทีน ร้อยก้าว กงจักร (ที่รูปร่างเหมือน หม้อหุงข้าว หรือฝาชีครอบอาหาร อยู่เหมือนกันนะครับ) ควบคุมด้วยโซ่เหล็ก วิธีใช้ก็คือ เหวี่ยงจักรออกไปหาเป้าหมาย เพื่อครอบศรีษะ และบั้นคอตัดหัว ด้วยใบมีดที่ถูกควบคุมด้วยกลไก ตัวจักรด้านนอกยังประกอบด้วยใบมีด แหลมคม ที่หมุนด้วยความแรง และเร็ว ตามการหมุนของจักร จึงไม่อาจมีอาวุธใดสามารถปัดป้อง การทำลายของมันได้ จักรโลหิต จึงเป็นอาวุธสังหาร ที่ไร้ผู้ต้านทาน และไม่สามารถหลบหนีได้</p>
<p>หนังประเภท Flying Guillotine นั้นฮิตแบบเงียบในแบบหนังคัลท์ในหลายๆ ส่วนของโลก ด้วยภาพของ จักรโลหิต นำมาซึ่งเสน่ห์แบบแปลกๆ ภาพอันดูเหี้ยมโหดเกินธรรมดา เสียงจักรหมุนแสบแก้วหู สร้างความรู้สึกเสียวคอ ของผู้ชมเป็นอย่างดี หลักฐานความฮิตของ หนังแนวนี้ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ อาวุธในหนังบูชาหนังคัลท์อย่าง Kill Bill ภาคแรก ที่ผู้กำกับควินติน ทารันติโน่ เอามาดัดแปลงผสม กับลูกดิ่งของสิงสาวนักสืบ เป็นอาวุธชินใหม่ ให้กับตัวละครสาวโหดในชุดนักเรียน ที่แสดงโดย ชิอากิ คูริยาม่า</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/flyingguillotine01.jpg" alt="" /></p>
<p>ย้อนกลับไปที่ต้นฉบับอีกครั้ง หนังที่นำเสนอ Flying Guillotine นั้นมีด้วยกันหลายเรื่อง ทั้งแบบเต็มๆ หรือไม่ก็เป็นสีสรรค์ อย่างไรก็ตาม ถ้านับเอาเรื่องแรกที่แนะนำอาวุธสุดพิศดารประเภทนี้สู่ชาวโลก ก็ต้องพูดถึงหนังเรื่อง The Flying Guillotine ที่สร้างโดยชอว์บราเดอร์</p>
<p>หนังเล่าเรื่องในยุคสมัยชิง เมื่อฮ่องเต้โฉด หยงเจิ้น (เจียงหยาง) ขึ้นครองราช แต่เพียงยังไม่อาจครองอำนาจเบ็ดเสร็จ ในการปกครองได้ ขุนนางบางส่วนเริ่มแสดงออกถึงความกระด้างกระเดื่อง ไม่เชื่อฟัง หยงเจิ้น ไม่อาจอดทนต่อความแข็งขืนดังกล่าวได้ อีกต่อไป จึงคิดกำจัดเหล่าขุนนางแข็งข้อ</p>
<p>ฮ่องเต้หยงเจิ้น คิดออกคำสั่งประหารเหล่าขุนนางพวกนั้น แต่ไม่อาจทำได้อย่างเปิดเผย จึงออกคำสั่งแก่องค์รักษ์คนสนิท นามซินคัง (กุ๊ฟง)  ให้คิดหาทางออกในการกำจัดผู้คิดไม่ภักดี ซินคัง ครุ่นคิดอยู่นาน ประดิษฐ์อาวุธลอบสังหารชนิดหนึ่งออกมาเรียกว่า "จักรโลหิต" สามารถลอบสังหารเป้าหมายจากระยะไกล ถึงหนึ่งร้อยเก้า ซินคัง พร้อมองค์รักษ์ผู้เยี่ยมยุทธ 12 คนถูกคัดเลือกมา ให้ฝึกฝนการใช้จักรโลหิต เพื่อจัดการกับบุคคลใดๆ ก็ตาม ที่คิดไม่ซื่อต่อหยงเจิ้น</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/flyingguillotine03.jpg" alt="" /></p>
<p>หนึ่งในกลุ่มมือสังหาร หม่าถึง (เฉินกวนไท่) มีฝีมือที่โดดเด่นน่าจับตามองที่สุด ทั้งหมดเก็บตัวฝึกฝน การใช้จักรอยู่นานหลายเดือน จนกระทั่งเชี่ยวชาญ จากความแม่นยำระดับระยะไม่กี่หลา ก็เพิ่มขึ้นเป็นสิบ และจนกระทั่งเป็นร้อย โดยทุกขึ้นตอนถูกติดตามอย่าง ใกล้ชิดแต่ไม่เปิดเผยโดยฮ่องเต้</p>
<p>และแล้ววันแห่งการลงมือก็มาถึง มีคำสั่งมาถึง ซินคัง เหล่ามือสังหารเริ่มออกปฏิบัติงาน และกงจักรโลหิตก็เริ่มแสดงออกอนุภาพ เพื่อไม่กี่วันอำมาตที่กระด้างกระเดื่องต่อ ฮ่องเต้ก็ถูกสังหารไปสองคน แม้จะได้รับความสำเร็จในการปฏิบัติงาน อย่างง่ายดายแต่ หม่าถึง ก็เริ่มสงสัยถึงสิ่งที่ตนได้ทำอยู่ บุคคลที่ถูกสังหารปรากฏว่ามีแต่ขุนนางตงฉิน</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/flyingguillotine04.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่ความอดกลั้นของ หม่าถึง เดินทางมาถึงจุดที่ไม่อาจอดกลั้นอีกต่อไปได้เมื่อ เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มมือสังหาร (หวังยี่) กลับต้องโทษ และถูกสังหารด้วยจักรโลหิตเสียเอง เหตุเพียงเพราะไอ้หนุ่มนั้นไม่สามารถรับแรงกดดัน ต่องานมือสังหารได้อีกต่อไป หม่าถึง ตัดสินใจถอนตัวหลบหนี ออกจากตำแหน่งหน้าที่มือสังหารจักรโลหิต สร้างความไม่พอใจแก่ฮ่องเต้ ขึ้นบัญชี</p>
<p>ระหว่างการหลบหนี หม่าถึง ได้รับการช่วยเหลือจากสาวชาวบ้านนาม อี้ถิง (หลิวอูจื่อ) จนเกิดซึ้งในน้ำใจของนาง เกิดเป็นความรัก ทั้งสองใช้ชีวิตสมถะ อาศัยอยู่กระท่อมเล็กๆ ทำไร้ไถไนเพื่อหาเลี้ยงชีพหลีก หนีจากความวุ่นวายต่างๆ นาๆ เพื่อให้เบาะแสของสถานณะความเป็นอยู่ของ หม่าถึง หายไปจากยุทธจักรเพื่อป้องกัน จากการตามล่าของมือสังหารจักรโลหิต</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/04/flyingguillotine05.jpg" alt="" /></p>
<p>จนกระทั่ง อี้ถิง ตั้งครรถ์ และถึงกำหนดคลอด หม่าถึง จำต้องเข้าเมืองเพื่อตามหมอตำแย ความเคลื่อนไหวของเขากลับ ไปเข้าตาเหล่ามือสังหารจนได้ หลังการหลบหนี และใช้ชีวิตอย่างสงบนานหลายปี ในที่สุดก็จบลง ชตากรรมของ หม่าถึง และ จักรโลหิต ก็เวียนมพบอีกครั้งใน