<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>ข้อคิด-กำลังใจ &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/ข้อคิด-กำลังใจ/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "ข้อคิด-กำลังใจ"</description>
	<pubDate>Sun, 20 Jul 2008 08:08:04 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[เล่านิทานสอนงานทีม : เงินเดือน เดือนสุดท้าย]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=927</link>
<pubDate>Wed, 02 Jul 2008 14:29:12 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=927</guid>
<description><![CDATA[ผู้บริหารคนใหม่  เพิ่งมารับตำแหน่ง]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้บริหารคนใหม่  เพิ่งมารับตำแหน่งฟื้นฟูกิจการที่ตกต่ำของบริษัทเป็นวันแรก เขาเรียกประชุมพนักงานทันที แล้วประกาศ นโยบายแรกซึ่งก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ใครทำงานไม่เต็มที่จะต้องถูกพิจารณาอย่างเด็ดขาด</p>
<p>หลังประชุม เขาออกเดินตรวจตราบริษัทพร้อมกับผู้จัดการแผนกอีก 6-7 คน ความสนใจของเขาเพ่งเล็งอยู่ที่ไอ้หนุ่มคนหนึ่งซึ่งยืนพิงผนังดูคนอื่นทำงานอย่างสบายใจ เขาเดินตรงไปที่ไอ้หนุ่มทันทีแล้วถาม</p>
<p>"เงินเดือนคุณเดือนละเท่าไหร่ "<br />
"เจ็ดพันครับ" ไอ้หนุ่มตอบอย่างไม่สะทกสะท้านไม่เปลี่ยนแม้แต่ท่ายืนด้วยซ้ำ</p>
<p>เขาควักเงินเจ็ดพันบาทยื่นให้ไอ้หนุ่มทันทีแล้วตะโกนลั่น<br />
"นี่เงินเดือนๆสุดท้ายของคุณแล้วเชิญคุณออกไปเลย ไม่ต้องมาให้ผมเห็นหน้าอีก"<br />
ไอ้หนุ่มคว้าเงินแล้วโกยแน่บทันที<br />
ในขณะที่เขาหันหลังกลับมาหาพนักงานบริษัทคนอื่น ๆ ที่ตะลึงกันถ้วนหน้า<br />
"ใครตอบผมได้บ้างว่าไอ้หนุ่มนั่นมันทำงานตำแหน่งอะไร" ผู้บริหารใหม่ตะโกนถาม<br />
ความเงียบปกคลุมทั่วสำนักงานเป็นเวลาหลายวินาทีก่อนที่จะมีผู้กล้าพูดออกมา</p>
<p><span style="color:#008080;">"เขามาส่งพิซซาครับ!!!"</span></p>
<p>เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : จะเป็นผู้บริหารที่ดีได้  คุณต้องรู้จักพนักงานของคุณดีพอก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการอะไรกับเขา  เพราะบางครั้งสิ่งที่คุณเห็นอาจเป็นเพียงด้านหนึ่งที่ไม่ใช่ตัวเขาทั้งหมด  ซึ่งการตัดสินใจที่ดูเหมือนจะเด็ดขาดนั้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงกับบริษัทได้อย่างที่คุณเองคาดไม่ถึง</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[คุณค่า]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=912</link>
<pubDate>Sat, 21 Jun 2008 02:18:05 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=912</guid>
<description><![CDATA[อยากรู้มั้ยว่ามีอะไรในมือพ่อ
เมื่อ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>อยากรู้มั้ยว่ามีอะไรในมือพ่อ<br />
เมื่อคืนนี้หลังจากกราบพระกับคุณพ่อ คุณแม่แล้ว<br />
คุณพ่อเรียกลูกเข้าไปพบ<br />
แล้วบอกลูกว่าพ่อมีอะไรให้ดู สำคัญมากนะ<br />
แล้วคุณพ่อก็หยิบอะไรสักอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อ เอามือกำไว้<br />
ถามว่าอยากรู้มั้ยว่ามีอะไรในมือพ่อ ลูกพยักหน้า<br />
ลูกอยากทราบนี่คะ ว่าเป็นอะไร<br />
ถ้าอยากรู้ต้องเอามือเขกพื้น 3 ที<br />
ลูกทำตาม คุณพ่อว่า ไม่พอ ต้อง 5 ที<br />
และเปลี่ยนเป็น 10 ที จนถึง 15 ที<br />
ก็ลูกอยากทราบนี่คะ ว่าเป็นอะไร<br />
เมื่อคุณพ่อแบมือออก มันคือเหรียญ 5 บาท ธรรมดานี่เอง<br />
ลูกรู้แล้ว ไม่อยากดูอีก  "เบื่อ"<br />
คุณพ่อหัวเราะ แล้วกำมือกับเหรียญ 5 บาทเดิม<br />
ถามว่า อยากดูมั้ย เขกพื้น 10 ที<br />
ลูกรู้แล้วไม่อยากดูค่ะ<br />
คุณพ่อว่า เอ้า เขกพื้น 1 ทีก็ได้<br />
ลูกก็บอกว่า ลูกรู้แล้ว ไม่อยากดูอีก "เบื่อค่ะ"<br />
คุณพ่อว่าให้ดูฟรี ๆ ก็ได้ ลูกก็ดูไปอย่างนั้นเอง<br />
 <br />
สิ่งที่พึงหวงสำหรับสตรี เป็นสิ่งมีค่า ถ้าให้ใครรู้ก่อนเวลาอันควรก็จะไม่มีค่าอะไร<br />
คุณพ่อเลยบอกว่า</p>
<p><span style="color:#008080;">" นี่ละลูก อะไรที่เป็นความลับคนมักยอมทำทุกอย่าง<br />
</span><span style="color:#008080;">ที่จะได้สมปราถนา อยากดู อยากรู้อยากเห็น<br />
</span><span style="color:#008080;">แต่เมื่อสมปราถนาแล้ว ดูบ่อยๆแล้วก็มักจะเบื่อ<br />
</span><span style="color:#008080;">ให้ดูฟรีๆ ยังไม่อยากดูเลย<br />
</span><span style="color:#008080;">แล้วสิ่งที่พึงหวงสำหรับสตรี เป็นสิ่งมีค่า<br />
</span><span style="color:#008080;">ถ้าให้ใครรู้ก่อนเวลาอันควรก็จะไม่มีค่าอะไร<br />
</span><span style="color:#008080;">ไม่ต่างกับเหรียญ 5 บาทที่พ่อให้ลูกดูฟรีหรอก " </span></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ความลับ...ความรัก]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=876</link>
<pubDate>Wed, 04 Jun 2008 13:40:03 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=876</guid>
<description><![CDATA[&#8230; เช้าวันหนึ่ง..ที่โรงพยาบาล&#8230;.
&#8220;]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align:center;">... เช้าวันหนึ่ง..ที่โรงพยาบาล....<br />
"ขอให้ชั้นดูหน้าลูกหน่อย..ได้มั๊ยคะ"<br />
คุณแม่คนใหม่เอ่ยขึ้น..<br />
เมื่อห่อผ้าน้อย ๆ .อยู่ในอ้อมกอดเธอ<br />
เธอค่อย ๆ คลี่ผ้าที่ห่อออก..<br />
เพื่อมองใบหน้าเล็ก ๆ ...<br />
กรี๊ดดดด.....เธอกรีดร้อง<br />
หมอต้องอุ้มเด็ก..ออกไปอย่างรวดเร็ว</p>
<p style="text-align:center;">**เด็กทารกที่เกิดมา...ไม่มีใบหู**</p>
<p style="text-align:center;">และแล้ว....กาลเวลาพิสูจน์ว่า....<br />
การได้ยินของเจ้าหนู..ไม่มีปัญหา<br />
ปัญหา..มีเฉพาะสิ่งที่มองเห็นภายนอก<br />
คือ....ใบหูที่หายไป  </p>
<p style="text-align:center;">หลายครั้ง..ที่เจ้าหนูกลับจากโรงเรียน<br />
แล้ววิ่งมาบอกแม่<br />
เจ้าหนูพูดโพล่งออกมา..อย่างน่าเศร้า</p>
<p style="text-align:center;">"พวกเด็กตัวโต .พวกมันล้อผมว่า ..</p>
<p style="text-align:center;">"--ไอ้ตัวประหลาด--"</p>
<p style="text-align:center;">จนกระทั่ง...<br />
เจ้าหนูเติบโตขึ้น..หล่อเหลา..<br />
เป็นที่รักของเพื่อน ๆ..<br />
เค้ามีพรสวรรค์..<br />
ในด้านอักษรศาสตร์..<br />
วรรณคดี..และดนตรี..<br />
เค้าอาจได้เป็นหัวหน้าชั้น ...<br />
แต่เพราะเจ้าสิ่งนั้น...<br />
ทำให้เค้า..ไม่อยากเจอใคร</p>
<p style="text-align:center;">"ลูกต้องพบปะกับผู้คนบ้างนะลูก"</p>
<p style="text-align:center;">แม่กล่าว..ด้วยความสงสารลูก<br />
พ่อของเด็กชาย..<br />
ปรึกษากับหมอประจำครอบครัว<br />
และได้รับข่าวดีจากหมอว่า...<br />
"ผมสามารถปลูกถ่ายใบหูได้ครับ ถ้ามีผู้บริจาค..แต่ใครล่ะ..<br />
จะเสียสละใบหู..เพื่อเด็กน้อยคนนี้"<br />
คุณหมอกล่าว</p>
<p style="text-align:center;">จนกระทั่ง ...2 ปีผ่านไป<br />
พ่อบอกกับลูกชาย..<br />
"ลูกเตรียมตัวไปโรงพยาบาลนะ<br />
พ่อกับแม่..หาคนบริจาคใบหู<br />
ที่ลูกต้องการได้แล้ว...<br />
แต่นี่เป็นความลับ"</p>
<p style="text-align:center;">การผ่าตัด..สำเร็จด้วยดี<br />
และแล้ว...คนคนใหม่ก็เกิดขึ้น..<br />
....เค้ากลายเป็น..ผู้มีพรสวรรค์...<br />
เป็นอัจฉริยะในโรงเรียน..ในวิทยาลัย<br />
จนเป็นที่กล่าวขานกัน..รุ่นต่อรุ่น<br />
ต่อมาได้แต่งงาน...<br />
และทำงาน..</p>
<p style="text-align:center;">หลายปีผ่านไป....<br />
มันยังคงเป็นความลับ<br />
และแล้ว..วันนึง..<br />
วันที่มืดมิดที่สุด..<br />
ผ่านเข้ามา..ในชีวิตของลูกชาย<br />
แม่เค้าได้เสียชีวิตลง..<br />
เค้ายืนข้าง ๆ พ่อ...<br />
ใกล้ศพของแม่<br />
พ่อเรียกเค้า..</p>
<p style="text-align:center;">"มานี่สิลูก..มานั่งใกล้ ๆ นี่"</p>
<p style="text-align:center;">พ่อลูบผมแม่อย่างช้า ๆ..และนุ่มนวล<br />
ผมสีน้ำตาลแดง..ถูกเสยขึ้น<br />
จนมองเห็นใบหน้า..<br />
ที่มองดูเหมือนคนนอนหลับ<br />
...และแล้ว..<br />
สิ่งที่ทำให้ลูกชาย..ถึงกับต้องตะลึง..<br />
...ใบหูของแม่...หายไป!..<br />
แม่ไม่มีใบหู...</p>
<p style="text-align:center;">"นี่เป็นคำตอบ..ที่ลูกอยากรู้มาตลอดชีวิต"<br />
พ่อกระซิบผ่านลูกชาย </p>
<p style="text-align:center;">"แม่บอกพ่อว่า..เธอดีใจ..ที่ได้ทำอย่างนี้..<br />
ตั้งแต่วันผ่าตัด..แม่ไม่เคยตัดผมอีกเลย....<br />
ไม่มีใคร..มองเห็นว่า..<br />
เธอไม่สวยจริงมั๊ย?</p>
<p style="text-align:center;">-----------------------------------</p>
<p style="text-align:center;"><strong>จงจำไว้</strong><strong>..<br />
</strong><strong>~สิ่งมีค่า..ที่แท้จริง~<br />
</strong><strong>ไม่ได้อยู่ที่</strong><strong>..</strong><strong>การมองเห็น</strong><strong>..</strong><strong>หากแต่อยู่ที่</strong><strong>..<br />
</strong><strong>~สิ่งที่เรา..มองไม่เห็น~</strong></p>
<p style="text-align:center;"><strong>~ความรัก~<br />
</strong><strong>บางครั้ง</strong><strong>..ไม่จำเป็น..<br />
</strong><strong>ต้องพูดพร่ำเพรื่อ</strong><strong>....<br />
</strong><strong>หากแต่อยู่ที่</strong><strong>...การกระทำ..<br />
</strong><strong>ซึ่งเรา</strong><strong>..อาจรับรู้..<br />
</strong><strong>เพียงแค่</strong><strong>..ฝ่ายเดียว..</strong></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[เล่านิทานสอนงานทีม - ตอน "ชอบกินหัวปลา"]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=845</link>
<pubDate>Fri, 02 May 2008 14:47:58 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=845</guid>
<description><![CDATA[ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเป็นคนที่ชอบ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="float:left;" src="http://9mot.files.wordpress.com/2008/05/fish.jpg" alt="ชภ??กินหัวปลา" width="500" height="289" />ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเป็นคนที่ชอบกินหัวปลามากเป็นพิเศษ<br />
จนเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เพื่อนฝูง ทุกครั้งที่บ้านของเขากินปลา<br />
คนในบ้านของเขาก็มักที่จะคีบหัวปลาให้เขาก่อนเป็นอันดับแรก</p>
<p>และทุกๆครั้งที่เพื่อนๆนัดเลี้ยงสังสรรค์กัน ทุกๆคนก็มักจะเลือกเอาหัวปลาให้เขาก่อเสมอ<br />
แต่ไม่มีใครรู้ว่าเพราะเหตุใดในเวลาที่อยู่กับเพื่อนๆเขามักจะปฏิเสธความหวังดีนี้อยู่เสมอ</p>
<p>เมื่อไม่นานมานี้เอง ผมได้ข่าวว่าเขาเสียชีวิตแล้ว<br />
ก่อนที่เขาจะสิ้นใจ มีเพื่อนสนิทหลายคนได้ไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล<br />
บางคนถึงขนาดทำหัวปลาปรุงพิเศษไปให้ แต่ในขณะนั้น<br />
เขาไม่สามารถที่จะกินอะไรได้อีกแล้ว<br />
แต่ก็ยังพยายามที่จะเปิดเผยความลับที่เขาได้ปกปิดมานานนับสิบปี<br />
ให้เพื่อนๆฟังด้วยความยากลำบากว่า.....</p>
<p>"เราขอขอบใจในน้ำใจของพวกเพื่อนๆที่อุตส่าห์ทำหัวปลามาให้และในเมื่อมาถึงขั้นนี้<br />
เราก็คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังอะไรพวกเพื่อนอีกแล้ว<br />
แม้ว่าหัวปลาจะอร่อยและเราก็ได้กินมันมาครึ่งค่อนชีวิตแล้วก็ตาม<br />
แต่เราขอบอกตามตรงเลยว่าเราไม่เคยชอบกินมันเลย</p>
<p>หากแต่เป็นฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี<br />
อีกทั้งคนในครอบครัวต่างก็ชอบกินเนื้อปลากันทั้งนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้<br />
หากเราเลือกที่ยังจะกินเนื้อปลาพวกเขาก็จะได้กินกันน้อยลง</p>
<p>แต่ถ้าหากเราจะไม่กินปลาเลยพวกเขาก็คงจะรู้<br />
และไม่สบายใจ ดังนั้น เราก็เลยต้องแกล้งทำเป็นชอบกินหัวปลา<br />
ทั้งๆที่ความจริงแล้ว เราเองก็อยากที่จะกินเนื้อปลากับเขาด้วยเหมือนกัน!</p>
<p>จนถึงทุกวันนี้ทุกครั้งที่ผมได้ยินว่ามีคนชอบกินหัวปลา<br />
ผมเองก็อดที่จะมองเขาด้วยความพินิจพิเคราะห์ไม่ได้<br />
ในใจก็ตั้งคำถามว่า เขา "<span style="color:#99cc00;">รักที่จะกินหัวปลา</span>"<br />
หรือ "<span style="color:#99cc00;">กินหัวปลาเพราะรัก</span>" กันแน่?...</p>
<p><strong>ข้อคิดในการสอนงาน</strong><br />
สิ่งที่ประจักษ์ต่อสายตาของเราไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นจริงเสมอไป<br />
บางคนรักที่จะทำ จึงไม่เคยสนใจหรือใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น<br />
แต่บางคนทำเพราะรัก จึงยอมสละทุกสิ่งโดยไม่เคยคิดถึงตัวเอง<br />
แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ก็ตาม ... คุณล่ะครับเป็นคนแบบไหน ? </p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ถ้าเป็นคุณ...จะแก้ปัญหานี้อย่างไร?]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=834</link>
<pubDate>Tue, 22 Apr 2008 09:30:03 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=834</guid>
<description><![CDATA[เศรษฐีคนหนึ่งชอบใจลูกสาวชาวนายากไ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>เศรษฐีคนหนึ่งชอบใจลูกสาวชาวนายากไร้ผู้หนึ่ง เขาเชิญชาวนากับลูกสาวไปที่สวนในคฤหาสน์ของเขา เป็นสวนกรวดกว้างใหญ่ที่มีแต่กรวดสีดำกับสีขาว เศรษฐีบอกชาวนาว่า ท่านเป็นหนี้สินข้าจำนวนหนึ่ง</p>
<p>'แต่หากท่านยกลูกสาวให้ข้า ข้าจะยกกหนี้สินทั้งหมดให้'</p>
<p>ชาวนาไม่ตกลง  เศรษฐีบอกว่า 'ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีไหม ข้าจะหยิบกรวดสองก้อนขึ้นมาจากสวน ใส่ในถุงผ้านี้ ก้อนหนึ่งสีดำ ก้อนหนึ่งสีขาว ให้ลูกสาวของท่านหยิบก้อนกรวดจากถุงนี้ หากนางหยิบได้ก้อนสีขาว ข้าจะยกหนี้สินให้ท่าน และนางไม่ต้องแต่งงานกับข้า แต่หากนางหยิบได้ก้อนสีดำ นางต้องแต่งงานกับข้า และแน่นอน ข้าจะยกหนี้ให้ท่านด้วย'</p>
<p>ชาวนาตกลง เศรษฐีหยิบกรวดสองก้อนใส่ในถุงผ้า หญิงสาวเหลือบไปเห็นว่ากรวดทั้งสองก้อนนั้นเป็นสีดำ!  </p>
<p>หากเธอไม่เปิดโปงความจริง ก็จะต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกง หากเธอเปิดโปงความจริง เศรษฐีย่อมเสียหน้า และยกเลิกเกมนี้ แต่บิดาของเธอก็ต้องเป็นหนี้เศรษฐีต่อไปอีกนาน</p>
<p><strong><span style="color:#008080;">ถ้าเป็นคุณ ... คุณจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ?</span></strong> </p>
<p>.</p>
<p>.</p>
<p>.</p>
<p>.</p>
<p>.</p>
<p><span style="color:#008080;">นี่คือวิธีแก้ปัญหาของลูกสาวชาวนา</span></p>
<p>ลูกสาวชาวนาเอื้อมมือลงไปในถุงผ้า หยิบกรวดขึ้นมาหนึ่งก้อน พลันเธอปล่อยกรวดในมือร่วงลงสู่พื้นกลืนหายไปในสีขาวและดำของสวนกรวด เธอมองหน้าเศรษฐีเอ่ยว่า 'ขออภัยที่ข้าพลั้งเผลอปล่อยหินร่วงหล่น แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านใส่กรวดสีขาวกับสีดำอย่างละก้อนลงไปในถุงนี้ ดังนั้นเมื่อเราเปิดถุงออกดูสีกรวดก้อนที่เหลือ ก็ย่อมรู้ทันทีว่า กรวดที่ข้าหยิบไปเมื่อครู่เป็นสีอะไร'</p>
<p>ที่ก้นถุงเป็นกรวดสีดำ  '...ดังนั้นกรวดก้อนที่ข้าทำตกย่อมเป็นสีขาว'  ชาวนาพ้นสภาพลูกหนี้ และลูกสาวไม่ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกงคนนั้น</p>
<p><span style="color:#008080;"><strong>ข้อคิด<br />
</strong></span><span style="color:#000000;">เมื่อคนเราพบกับปัญหา  มักจะมีคนอยู่ 4 ประเภท </span></p>
<p style="padding-left:30px;"><span style="color:#000000;">1. ยอมรับปัญหานั้นโดยไม่แก้อะไรเลย<br />
2. </span><span style="color:#000000;">วิ่งหนีปัญหา<br />
3. แก้ปัญหาด้วยกำลัง<br />
4. แก้ปัญหาด้วยปัญญา</span></p>
<p>ลองถามตัวคุณดูนะครับ  ว่าเมื่อคุณพบกับปัญหาแล้ว คุณอยู่ในประเภทใด ?</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[เล่านิทานสอนงานทีม ตอน : ถังรั่วใบใหญ่]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=833</link>
<pubDate>Mon, 21 Apr 2008 15:26:57 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=833</guid>
<description><![CDATA[ชายชราชาวจีนผู้หนึ่งซึ่งรับอาชีพเ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>ชายชราชาวจีนผู้หนึ่งซึ่งรับอาชีพเป็นคนหาบน้ำ ทุกวันเขาจะต้องหาบถังน้ำสองใบโดยแขวนอยู่บนไม้คานหนักไปตักน้ำยังลำธารเพื่อหาบกลับมาที่หมู่บ้าน แต่ทว่าปริมาณน้ำที่เขาหาบมาจากลำธารซึ่งน่าจะปริ่มเต็มทั้งสองถัง กลับเหลือเพียงครึ่งค่อนในถังที่แขวนอยู่บนไม้คานด้านซ้าย</p>
<p>นั่นเป็นเพราะว่าถังน้ำใบนั้นมีรอยแตก น้ำจึงมักจะรั่วไหลออกมาตลอดทาง ในขณะที่ถังน้ำอีกใบหนึ่งไม่มีแม้แต่รอยร้าวจึงสามารถรองรับน้ำได้ในปริมาณมาก</p>
<p>เป็นเช่นนี้อยู่ทุกวันจนกระทั่งสองปีให้หลัง เจ้าถังน้ำที่มีรอยรั่วไม่สามารถอดทนกับรอยแตกของตัวเองได้อีกต่อไปมันมักจะโทษตัวเองอยู่เสมอที่ทำให้ชายชราต้องประสบกับความยากลำบากแบกหาบตัวเองอยู่ทุกวันในขณะที่ตัวเองกลับรองรับน้ำได้เพียงครึ่งเมื่อถึงบ้าน มันจึงพูดกับชายชราด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า...</p>
<p>"ข้าละอายใจเต็มทนที่ทำให้ท่านต้องลำบากและผิดหวัง ท่านก็เห็นว่าทุกวันน้ำที่ท่านตักมาใส่ตัวข้าจะรั่วไหลออกไปจนเกือบหมด ข้าจึงให้น้ำกับท่านได้เพียงแค่ครึ่งค่อน ไม่เหมือนกับถังน้ำอีกใบที่มักจะคุยทับข้าเสมอถึงความสมบูรณ์แบบของตัวเอง ที่ช่วยให้ท่านได้น้ำเต็มปริมาณทุกวัน เมื่อเทียบกันแล้วข้าจึงดูไร้ประโยชน์ไปถนัดตา"</p>
<p>ชายชรายิ้มและพูดกับถังน้ำอย่างเอ็นดูว่า...</p>
<p>เจ้าถังน้ำเอ๋ย...อย่าได้น้อยเนื้อต่ำใจไปเลย หากเจ้าไม่มีประโยชน์จริงอย่างที่เจ้าพูด ข้าก็คงเลิกใช้เจ้าไปนานแล้ว แต่ตรงกันข้ามข้าก็ยังเลือกใช้เจ้าอยู่เหมือนเดิมทุกวัน ถ้าเจ้าลองสังเกตสักนิดเจ้าจะเห็นว่าตลอดทาง ที่ข้าหาบน้ำกลับเข้ามาในหมู่บ้าน ข้างทางจะมีดอกไม้สวยๆหลากหลายพันธุ์ขึ้นอยู่เต็มไปหมด</p>
<p>และที่สำคัญดอกไม้เหล่านั้นเติบโตงอกงามอยู่เพียงฝั่งเดียว คือฝั่งที่ข้าหาบเจ้าไว้เท่านั้น นั่นเพราะอะไรล่ะ? ไม่ใช่เพราะ น้ำที่รั่วออกมาจากเจ้ารึ? ที่ช่วยทำให้ดอกไม้เหล่านั้นเจริญงอกงาม เจ้าอยู่กับข้ามานานข้ารู้ดีถึงจุดบกพร่องของเจ้า ข้าจึงเลือกใช้ให้เกิดประโยชน์ ข้ารู้ว่าข้ามักจะหาบเจ้าไว้บนไหล่ด้านซ้ายเสมอ ข้าจึงโปรยเมล็ดดอกไม้ลงบนทางเดินด้านซ้ายมือของข้าเท่านั้น</p>
<p>"ดังนั้นทุกวันที่ข้าเดินทางกลับบ้าน ข้าจะใช้น้ำที่รั่วจากตัวเจ้า โปรยรดเมล็ดดอกไม้อยู่ทุกวัน จนมันเติบโตกลายเป็นดอกไม้ ที่ผลิดอกสวยสดใส ถ้าหากไม่มีเจ้าและรอยรั่วในตัวของเจ้า ข้าคงไม่มีวันได้เชยชมดอกไม้งามพวกนี้เป็นแน่ จริงไหม?"</p>
<p><strong><span style="color:#008080;">ข้อคิดในการสอนงาน</span></strong><br />
โดยธรรมชาติของมนุษย์ ทุกคนย่อมมีจุดบกพร่องในตนเอง พวกเราทุกคนจึงไม่ต่างจากถังน้ำที่มีรอยแตกรั่ว ไม่มีใครที่เกิดมาเป็นเช่นดังถังน้ำที่สมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ แต่อย่างไรก็ตามความบกพร่องหรือรอยรั่วจะไม่เป็นปัญหา เมื่อทุกคนรู้ถึงจุดบกพร่องของตัวเองแล้วปรับให้เข้ากับชีวิตใช้จุดบกพร่องเสริมสร้างพลังผลักดันพัฒนาตัวเองให้มากยิ่งๆขึ้นไป.....</p>
<p>โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชีวิตการทำงาน อย่าได้คิด น้อยเนื้อต่ำใจในตำแหน่งหน้าที่ของตนที่อาจไม่เทียบเท่า กับใครอีกหลายๆคน แต่จงคิดเสียว่าองค์กรทุกองค์กรย่อมประกอบด้วยคนอยู่มากมายหลายตำแหน่งหน้าที่ ทุกคนต่าง มีหน้าที่รับผิดชอบของตัวเองและต่างก็เป็นส่วนประกอบที่ สำคัญที่ทำให้องค์กรอยู่รอด จะขาดคนใดคนหนึ่งไปเสียไม่ได้....</p>
<p>นอกจากนี้ในระดับของผู้บริหาร เรื่องนี้ยังได้แง่คิดที่ดีในการปกครองคน ในฐานะของผู้บริหาร ท่านควรจะเข้าใจจุดด้อยหรือจุดบกพร่องของผู้ที่อยู่ ใต้บังคับบัญชาของตัวเอง หรือที่เรียกว่า<strong> "ใช้คนให้เป็น"</strong> กระจายงานตาม ความถนัดของแต่ละคน เปิดใจให้กว้างมองหาจุดดีในจุดด้อย ไม่ปล่อยให้ จุดบกพร่องหรือรอยแตกรั่วทวีรอยแตกร้าว จนไม่สามารถใช้ประโยชน์ใด ๆ ได้อีกต่อไป เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้คนทุกคนที่ต่างก็มีรอยแตกร้าวสามารถอยู่ ร่วมกันได้ ในที่สุดรอยรั่วก็จะเป็นเพียงแค่รอยจุดเล็กๆที่ไม่สามารถกระเทือนกระทบถังสังคมใบใหญ่ได้อีกต่อไป.....</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ลงโทษด้วยความรัก]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=817</link>
<pubDate>Fri, 18 Apr 2008 06:03:58 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=817</guid>
<description><![CDATA[แอนดี้น้องชายของฉันนั่งอยู่ที่มุม]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align:justify;"><img class="alignleft" style="float:left;" src="http://9mot.files.wordpress.com/2008/04/baby01.jpg" alt="" width="200" height="152" />แอนดี้น้องชายของฉันนั่งอยู่ที่มุมห้องนั่งเล่น .....ในมือข้างหนึ่งมีปากกาหนึ่งด้าม  ขณะที่ในมืออีกข้างหนึ่งก็ถือหนังสือสะสมราคาแพงของพ่อ  แอนดี้คงจะปีนขึ้นไปหยิบจากบนชั้นหนังสือ .....</p>
<p style="text-align:justify;">เมื่อพ่อเดินเข้ามาในห้อง แอนดี้ก็ก้มหน้างุดและทำท่ากระสับกระส่าย เขารู้ตัวดีเชียวละว่ากำลังทำผิดแม้จากระยะไกล ฉันก็เห็นรอยขีดเขียนเปรอะไปทั่วบนหน้าหนังสือของพ่อ และตอนนี้แอนดี้ก็กำลังจ้องมองตด้วยความหวาดหวั่น รอคอยที่จะถูกทำโทษ พ่อหยิบหนังสือขึ้นมามอง</p>
<p style="text-align:justify;">แล้วก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้โดยไม่พูดอะไรสักคำ ..... หนังสือทุกเล่มมีความหมายต่อพ่อมาก... หนังสือคือความรู้ และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือสะสมราคาแพง แต่ในขณะเดียวกันท่านก็เป็นพ่อที่รักลูกมาก.....</p>
<p style="text-align:justify;">พ่อกลับนั่งลง ... หยิบปากกาในมือแอนดี้ขึ้นมาถือไว้ แล้วก็เขียนอะไรบางอย่างลงในหน้าหนังสือสือสะสมราคาแพงนั่นเสียเอง พ่อเขียนที่ข้างๆ ลายเส้นที่แอนดี้ขีดว่า</p>
<p style="text-align:justify;">"ภาษาของแอนดี้เมื่ออายุสองขวบ..... ต่อไปไม่ว่าครั้งไหนที่พ่อหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเปิด พ่อก็จะเห็นใบหน้าน้อยๆ ที่น่ารักและดวงตาที่สดใสของลูก และจะขอบคุณพระเจ้าที่ประทานเด็กน้อยคนนี้มาให้ขีดเขียนบนหนังสือแสนหวงของพ่อ ลูกทำให้หนังสือเล่มนี้ของพ่อมีความหมาย.... เหมือนกับที่พี่ๆ ของลูกนำความหมายมาสู่ชีวิตของพ่อเหมือนกัน"</p>
<p style="text-align:justify;">"ว้าว..." ฉันคิด นี่หรือคือการลงโทษของพ่อ?</p>
<p style="text-align:justify;">นานๆครั้งฉันก็จะหยิบหนังสือที่สะสมไว้มาให้ลูกหลานของฉันขีดเขียนเล่น ทุกครั้งที่มองดูลายมือหยุกหยิกเหล่านั้น ฉันก็จะนึกถึงสิ่งที่พ่อทำในวันนั้น พ่อได้สอนให้ฉันรู้ว่า...<span style="color:#008080;">'อะไรกันแน่ที่มีค่าต่อชีวิตของเราอย่างแท้จริง'</span></p>
<p style="text-align:justify;">.......ซึ่งนั่นก็คือ<span style="color:#008080;"> ‘คนที่เรารัก ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ'</span></p>
<p style="text-align:justify;">ลองมองย้อนดูตัวคุณเองในแต่ละวัน เหตุการณ์แบบนี้ เกิดขึ้นได้อยู่เสมอ เช่นคุณนั่งกินข้าวกับภรรยาอยู่ที่ร้านอาหาร เธอหวังดีอยากจะเทซอสให้คุณ  แต่มันกลับหกไปเลอะเสื้อตัวเก่งของคุณ และคุณก็ทำสีหน้าที่ตำหนิเธอและคำพูดที่บอกว่า... "เดี๋ยวผมเทเองก็ได้" นอกจากคำขอโทษที่เธอพร่ำบอกน้ำตาใสๆก็เริ่มเอ่อขึ้นในใจเช่นเดียวกัน ......เพราะอาหารมื้อนั้น ไม่มีรสชาติสำหรับเธอเสียแล้ว...</p>
<p style="text-align:justify;">แต่ถ้าคุณบอกกับเธอว่า ถ้าซักไม่ออกก็ไม่เป็นไรหรอก เมื่อผมหยิบเสื้อขึ้นมาใช้ครั้งใด ผมจะหวนนึกถึงร้านอาหารนี้ทุกครั้งไป... ที่ได้มีโอกาสมาทานข้าวกับคุณและได้คิดถึงทุกครั้งว่าภรรยารักและเอาใจใส่ผมมากเท่าใด.... อยากปรนนิบัติเอาใจ (จนเทซอสหกใส่ผม) แต่ว่าคราวหน้าออกมาทานข้าว ผมจะเป็นคนเทซอสให้คุณมั้งล่ะ (ทีนี้ตาผมมั่ง) รอยยิ้มจากหัวใจของเธอได้เริ่มโบยบินแล้ว ..... แค่นี้คุณก็ลงโทษเธอให้ระวังมากขึ้นแล้วล่ะ</p>
<p style="text-align:justify;"><strong><span style="color:#008080;">สิ่งที่มีค่าต่อชีวิตคนเรานั้นไม่ใช่ นาฬิกาเรือนละแสน หรือเนคไทเส้นละหลายๆพัน แต่เป็นความอบอุ่นในหัวใจ</span><span style="color:#008080;">ที่คุณรู้ว่ามีใครคนหนึ่ง เฝ้ารัก เฝ้าถนอมความรู้สึกคุณอยู่ตลอดเวลาต่างหาก...</p>
<p></span><span style="color:#ff6600;">แล้วคุณล่ะเคยลงโทษใครด้วยความรักหรือยัง ?</span></strong></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ควาย]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=816</link>
<pubDate>Wed, 16 Apr 2008 15:42:46 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=816</guid>
<description><![CDATA[เรื่องจริงของใครคนหนึ่ง
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color:#ff6600;">เรื่องจริงของใครคนหนึ่ง</span></strong></p>
<p>-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------</p>
<p>ขณะที่ผมกำลังขับรถเดินทางไปจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นทางคดเคี้ยวบนเขาจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็น<br />
พิเศษ ทันใดนั้นเองผมเห็นรถโผล่พ้นเหลี่ยมเขาซึ่งเป็นทางโค้งวิ่งมาด้วยความเร็วลักษณะส่ายไปมาแถม<br />
ยังกินเลนเข้ามายังถนนฝั่งของผม ทำให้ผมต้องเบรกจนตัวโก่งพร้อมกับหักรถหลบลงไหล่ทาง</p>
<p>คนขับเป็นผู้หญิง ก่อนที่รถจะสวนกันเขาก็ชะโงกหน้าออก จากรถแล้วตะโกนด้วยเสียงดังว่า   "ควาย...ย...ย "</p>
<p>มันทำให้ผมโมโหมากจึงตะโกนสวนออกไปว่า "E...ค...ว...า...ย "</p>
<p>ขี่รถผิดกฎจราจรจนเกือบทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่พอยังมาด่าเราอีก ยังดีนะที่เราด่ามันทันก่อนที่มันจะขับรถ<br />
สวนพ้นไป</p>
<p>มัวแต่นึกแค้นใจที่ถูกด่าอยู่นั้นทันทีที่ผมขับรถพ้น เหลี่ยมเขา " เอี๊ยด...เอี๊ยด...โครม... " รถผมก็ชน<br />
"ควาย" เข้าอย่างจัง</p>
<p>(ที่จริงแล้วเขาไม่ได้ด่าเรา แต่เขาบอกเราว่ามีฝูงควายอยู่ข้างหน้า เพราะกรอบความคิดที่เกิดจาก<br />
ประสบการณ์ของเราทำให้เราเข้าใจผิดคิดว่าความหวังดีที่เตือนให้ระวังเพราะมีควายอยู่ข้างหน้า<br />
กลายเป็นการคิดว่าถูกด่าว่าเป็นควาย  )</p>
<p>-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------</p>
<p>นี่คือโทษของการคิดอยู่แต่ในกรอบ  และมองโลกในแง่ร้ายเสมอ  .... หันมามองโลกในแง่ดีกันเถอะครับ</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ความแตกต่างของ "นรก" และ "สวรรค์"]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/2008/03/21/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b8%aa/</link>
<pubDate>Fri, 21 Mar 2008 14:03:25 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/2008/03/21/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b8%aa/</guid>
<description><![CDATA[ชายคนหนึ่งนอนหลับอยู่ที่บ้านในเวล]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>ชายคนหนึ่งนอนหลับอยู่ที่บ้านในเวลากลางคืน<br />
มีนางฟ้าลงมาหาเขา ชวนให้ไปเที่ยวสวรรค์กับนรก<br />
เขาก็ตกลงไปด้วย</p>
<p>นางฟ้าพาไปที่ที่หนึ่ง แล้วบอกว่า "ถึงนรกแล้ว"<br />
ที่นั้นเป็นห้องใหญ่ ๆ มีโต๊ะยาวๆ<br />
บนโต๊ะมีอาหารที่ประณีตอร่อยมีคุณค่าทุกประเภท<br />
มีคนนั่งอยู่หลายคนนางฟ้าก็บอกว่า "นี่สัตว์นรก"<br />
คนเหล่านั้นนั่งมองอาหารที่น่ากินที่สุดในโลก<br />
แต่ตัวเขาผอมเหลืองน่าสงสาร</p>
<p>นางฟ้าบอกว่าที่นี่อนุญาตให้กินอาหารดี ๆได้<br />
แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามใช้มือหยิบ<br />
ต้องใช้ช้อนที่ยาวหนึ่งเมตรตักอาการกินเท่านั้น<br />
เวลาจะใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากตัวเอง คนที่นรกก็ตักไม่ถึงสักที</p>
<p>ชายคนนั้นพยายามบ้าง แต่อาหารที่อร่อยหกลงบนพื้นเกือบหมด<br />
เขาเลยมีความวุ่นวายเดือดร้อนมาก พยายามตักอาหารเท่าไรก็ไม่ถึงปาก<br />
จึงผอมโซเพราะอดอาหาร<br />
ทั้งที่อยู่ใกล้ชิดอาหารที่อร่อยมีคุณค่าทางโภชนาการ<br />
.แต่ไม่สามารถเอาเข้ามาถึงในปากของตนเองได้</p>
<p>นางฟ้าพาไปอีกห้องหนึ่งแล้ว บอกว่า "ถึงสวรรค์แล้ว"<br />
ห้องที่สองนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับห้องแรกทุกประการ<br />
มีโต๊ะอาหารยาว ๆ อาหารประณีตหลาย ๆ อย่างเหมือนกันกับห้องนรก<br />
มีเก้าอี้รอบ มีคนนั่งอยู่หลายคน ทุกคนต้องใช้ช้อนยาวหนึ่งเมตรเหมือนกับที่นรก<br />
นางฟ้าบอกว่า "นี่เทวดาบนสวรรค์"<br />
แต่แปลกที่คนบนสวรรค์นั้นยิ้มแย้มแจ่มใสอ้วนท้วนสมบูรณ์สบาย<br />
ดูว่าเขาอยู่ดีกินดีได้อย่างไร ทั้งๆที่ ทุกอย่างเหมือนที่นรก<br />
"เอ...ทำไมคนที่นี่ไม่เหมือนที่นรก?<br />
ทำไมคนที่นี่สนุกสนานแจ่มใสร่าเริง แข็งแรง"</p>
<p>พอดูดี ๆ อ้อ! เห็นวิธีของชาวสวรรค์<br />
คือคนข้างหนึ่งของโต๊ะ เขาตักอาหารด้วยช้อนยาว ๆ<br />
เอาไปป้อนใส่ปากของคนตรงข้าม<br />
คนอีกข้างก็ตักอาหารมาใส่ปากของคนข้างนี้<br />
ก็เลยได้กินกันทุกคน อยู่อย่างสุขสบาย</p>
<p><font color="#ff6600">สรุปว่า ที่นรกนั้น..... คนคิดแต่จะได้อย่างเดียว<br />
คิดแต่เรื่องความสุขของตัวเอง<br />
คิดแต่ว่าเราจะได้อาหาร ได้สิ่งที่เราชอบ โดยไม่คิดถึงคนอื่น</font></p>
<p><font color="#ff6600">แต่ที่สวรรค์..... มีการช่วยเหลือกัน มีความรักสามัคคีกัน<br />
คำนึงถึงความสุขของคนอื่นด้วย<br />
จึงก็ได้รับความสุขทั่วถึงกันทุกคน</font></p>
<p><font color="#ff6600"><strong>"ตื่นขึ้นมาแต่ละวันอย่าถามว่าจะได้อะไรจากสังคม แต่จงถามให้มากว่าจะให้อะไรกับสังคมได้บ้าง"</strong></font></p>
<p><font color="#ff0000"><u>แนวคิดในการสอนงานทีม</u> : ก่อนที่เราจะเรียกร้องสวัสดิการ, ผลประโยชน์จากบริษัท ฯ เพิ่ม  ลองหันกลับมามองที่ตัวเองก่อนว่าได้พยายามทุ่มเท แรงกาย แรงใจ ให้กับงานที่ตัวเองทำมากน้อยแค่ไหน  เคยวางเป้าหมายที่จะพัฒนาสร้างสรรค์อะไรเป็นพิเศษมากกว่าหน้าที่ความรับผิดชอบปกติบ้างหรือไม่  หากยังไม่ได้ทำให้ลองทำดูก่อนแล้ววันหนึ่ง บริษัท ฯจะเล็งเห็นในศักยภาพของเราและมอบสิ่งที่เราต้องการให้เองโดยไม่ต้องร้องขอ</font></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ขอให้รักจงเจริญ]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=734</link>
<pubDate>Mon, 17 Mar 2008 09:53:29 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=734</guid>
<description><![CDATA[ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไก]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คนแต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆของฉันมีกัน จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน "ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกันพ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า "ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ" พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้แล้วพูดว่า "ผมขโมยเองครับ" ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง<br />
พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อยพ่อนั่งลงบนเก้าอี้และด่าว่าน้องชายของฉัน "ของคนในบ้านแกเองแกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย" คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมดแต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดังและนานมาก น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า "พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว" ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ที่ไม่มีความกล้าที่จะบอกความจริงกับพ่อ</p>
<p align="left">หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี... เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียนม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า " ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ" แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆพ่อได้พูดว่า "แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน" ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า "ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว" พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่" ทำไมถึงคิดโง่ๆอย่างนี้ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้" คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้านเพื่อขอยืมเงิน ฉันค่อยๆเอามือประคบแก้มบวมๆของน้องชายเบาๆ และคิดว่า" ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้ ใครจะรู้ได้ ... วันต่อมาในตอนเช้ามืดน้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้นและถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิวก่อนไป...... เขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ "พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ .... ผมจะไปหางานทำแล้วจะส่งเงินมาให้พี่" ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ... ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี .</p>
<p align="left">ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้านรวมกับเงินที่น้องชายของฉัน ได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้าง ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3 วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า "มีชาวบ้านมาหาเธออยู่ข้างนอกแน่ะ "ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ??? " ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ฉันถามเขาว่า "ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ" น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้ ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่เพื่อนๆก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี" ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้องและพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ "พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไงเธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม" จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกงเป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อเขาติดกิ๊บให้ฉันแล้วพูดว่า "ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง" ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใดดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี</p>
<p align="left">วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่า หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก  หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า "แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจกเพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ" แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า "แม่ไม่ได้จ้างหรอกน้องชายลูกต่างหาก วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอน้องโดนกระจกบาด ตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่นะ" ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจ เมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม" ฉันถาม "ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆมีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมดแต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะและ..."<br />
น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด เพราะฉันหันหน้าหนีเขา น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...</p>
<p align="left">หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกันแต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ ท่านบอกว่าท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้วท่านไม่รู้จะทำอะไรดี จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วย  กับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไปเขาบอกกับฉันว่า "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง" สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา<br />
วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิลและตกลงมาเพราะโดนไฟดูดเขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาลน้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า "ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!! ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้ ดูตัวเองซิเจ็บเจียนตายอยู่แล้วทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง" คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียดยังยืนยันความคิดเดิมของเขา "พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธานส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด" น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วยฉันบอกกับน้องว่า " แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..." "ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ" น้องชายของฉันจับมือฉันไว้ ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...</p>
<p align="left">เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน ในงานแต่งงานประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า "ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้" น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้ "ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียนและเดินกลับบ้านวันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่งพี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่งและเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ..." นับจากวันนั้นผมสาบานกับตัวเองว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดีและจะทำดีกับเธอ" เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วสายตาทุกคู่ของแขกเหลื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก "ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุดคือน้องชายของฉันค่ะ" ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีก</p>
<p align="left">จงรักและห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆวันในชีวิตของคุณ และเขาคุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคน เป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือพ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม</p>
<p align="left">หากคุณเคยมีความรัก กรุณาส่งต่อไปเรื่อยๆ มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผม(ผู้เขียนคนแรก)ต้องการให้ทุกคนเข้าใจในความรักและหากคุณกำลังมีมันอยู่ จงรักษามันให้ดี เพราะหากคุณเสียมันไป คุณไม่อาจแก้ไขมันได้ และคุณอาจไม่พบมันอีก จงจำไว้ รักและซื่อสัตย์ ทำเพื่อคนที่คุณรัก อย่าได้หวังให้เค้าทำดีตอบ ทำในสิ่งที่ทำแล้วเค้ามีความสุข ก็พอ</p>
<p align="left">ขอให้รักจงเจริญ...</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สิ่งที่เรียนรู้เมื่ออายุปูนนี้ของ อุดม แต้พานิช]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=733</link>
<pubDate>Sat, 15 Mar 2008 08:33:56 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=733</guid>
<description><![CDATA[
เวลารถติด เลนอื่นมักไปได้เร็วกว่า]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<ul>
<li>เวลารถติด เลนอื่นมักไปได้เร็วกว่าเลนเราเสมอ</li>
<li>ถ้าเราขับรถไม่ทันไฟเขียวเป็นคันสุดท้าย ให้คิดว่าเดี๋ยวเราจะได้ไปเป็นคันแรก</li>
<li>ถ้ามีการแนะนำตัวว่า 'นี่เพื่อนฉัน' หมายความว่า 'แฟนฉัน'</li>
<li>ถ้ามีการแนะนำตัวว่า 'นี่แฟนฉัน' หมายความว่า 'ผัว/เมียฉัน'</li>
<li>มนุษย์ต้องการสิ่งที่ตนเองไม่มี</li>
<li>แฟนของคนอื่นมักจะสวยกว่าแฟนของตัวเอง</li>
<li>เวลาที่เราวิ่งมารับโทรศัพท์จากที่ไกลๆ เมื่อถึงโทรศัพท์  เสียงมันมักจะหยุด เราจะช้าไป 1 จังหวะเสมอ</li>
<li>ถ้าแอบรักใครอย่าฝากใครไปบอก บอกด้วยตัวเองจะดีกว่า</li>
<li>เวลาสั่งอาหารไว้นานแล้วยังไม่ได้สักทีให้พูดว่าไม่เอาจะได้เร็ว</li>
<li>ถ้าเรียกเก็บเงินแล้วไม่มีใครมาเก็บเสียที ให้ลุกขึ้นทำท่าจะกลับทั้งโต๊ะ จะมีพนักงานพุ่งมาทันที</li>
<li>ปลูกต้นลั่นทมไว้หน้าบ้านไม่เกี่ยวอะไรกับความทุกข์ระทมของตัวเราเลย</li>
<li>ระวังคนขายโรตี ที่เพิ่งเดินออกมาจากป่าละเมาะ, พุ่งไม้,  ซอกตึก,อย่าตัดสินใจซื้อจนกว่าเขาจะล้างมือ</li>
<li>ไม่มีสัจจะในร้านตัดเสื้อ</li>
<li>ระวังคน ที่แสดงออกว่าเป็นคนดีมากๆ</li>
<li>อย่าซื้อทุเรียนมาปอกเอง</li>
<li>หนังสือดีคือหนังสือที่เราชอบอ่าน, หนังดีคือหนังที่เราชอบดู</li>
<li>อยากให้คนอื่นรู้เรื่องที่เรานินทามากๆ อย่าลืมย้ำบ่อยๆ  ว่าอย่าบอกใครนะ</li>
<li>อย่าทิ้งกระดาษชำระไว้ในชามก๋วยเตี๋ยว   คนล้างจะเสียความรู้สึก</li>
<li>เรียกยามว่าซีเคียวรีตี้ การ์ด ยามจะตั้งใจโบกรถ</li>
<li>อย่าซื้ออะไรที่ต้องเอามาซ่อมต่อ</li>
<li>รถในเมืองไทยพวงมาลัยอยู่ทางขวา   แต่ฝาน้ำมันไม่อยู่ขวาเสมอไป</li>
<li>ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนไม่ต้องเอายาสีฟันไปก็ได้  ยังไงเพื่อนต้องมี</li>
<li>อย่าเข้าใกล้หมาตอนกินข้าว</li>
<li>ตลาด อตก. มาจากคำว่า เอเวอรี่ติง เกินราคา</li>
<li>เวลาดูหนังโรง ควรจำว่ากระปุกน้ำอยู่ด้านไหน</li>
<li>ตัดผมวันพุธได้ ไม่บาป</li>
<li>คนไม่กินเนื้อไม่ได้แปลว่าเป็นดีเสมอไป</li>
<li>เวลาบ้วนน้ำยาลิสเตอรีน ออกจากปากให้หลับตาด้วย</li>
<li>ปูอัด มันทำจากปลา</li>
<li>กระเพาะปลามันทำมาจากหนังหมู</li>
<li>กินก๋วยเตี๋ยวจากตะเกียบไม้อร่อยกว่า</li>
<li>อย่าไปจ่ายตลาดเวลาหิว เราจะซื้อมาเยอะเกินจำเป็นเสมอ</li>
<li>ในโลกนี้จะชอบมีคนมาทักอยู่ 2 ประเภทเท่านั้น ประเภทแรก  อ้วนขึ้นนะ กับประเภทที่ 2ผอมลงนะ ไม่มีใครเข้ามาทักว่า ปกติดีนี่ไปทำอะไรมา</li>
<li>คนที่เอาหมวกตำรวจหรือชุดตำรวจแขวนไว้หลังรถมิใช่เพราะบ้านเขาไม่มีตู้ เขาไม่ได้ลืม เค้าแค่กลัวคนไม่รู้ว่าเขาทำอาชีพอะไร</li>
<li>คนที่มีรถทะเบียนเลขเดียวเรียงติดกันหลายๆตัว  เป็นคนธรรมดาเหมือนกับเรา</li>
<li>คนที่มีความรู้มากๆ เขามักจะใช้ความรู้ขังจินตนาการ</li>
<li>ฟู่ฟ่าเดี๋ยวก็วาย เรียบง่ายอยู่ได้นาน</li>
<li>จงอย่าอิจฉาคนอื่น แต่จงใช้ชีวิตให้คนอื่นอิจฉา</li>
<li>เวลาที่เปิดหนังสือให้เพื่อนดูหน้าที่ตัวเองพูดถึง มักจะหาไม่เจอ</li>
<li>ขนมและน้ำในโรงหนัง จะแพงกว่าข้างนอก</li>
<li>ห้องน้ำผู้หญิง ผู้ชายเข้าไปดูเป็นพวกโรคจิต</li>
<li>ห้องน้ำผู้ชายผู้หญิงเข้ามาดูเป็นแม่บ้าน</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ถ้าคุณได้ยักษ์มาทำงานให้คุณทุกอย่าง]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=729</link>
<pubDate>Thu, 13 Mar 2008 13:58:13 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=729</guid>
<description><![CDATA[กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายตัดฟืน]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายตัดฟืนอาศัยอยู่ในป่า ทำมาหากินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  จนกระทั่งวันหนึ่ง ปรากฏร่างเทวดาตรงหน้าชายตัดฟืนคนนั้น <br />
"เราจะมอบของล้ำค่า เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนที่เจ้าเป็นคนดี มันคือยักษ์วิเศษ<br />
"เทวดากล่าวและบรรยายสรรพคุณต่อ "เจ้ายักษ์ตนนี้มีความสามารถสูง มันเกิดมาเพื่อทำงาน มันสามารถทำงานให้เจ้าได้ทุกอย่าง และทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ที่สำคัญมันทำงานได้เร็วมากเลย" <br />
"แต่.." เทวดาเว้นวรรคเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ "เจ้าต้องระวังหากไม่สามารถหางานให้มันทำได้ละก็...มันจะกลับมาเล่นงานเจ้าเอง มันจะเล่นงานเจ้าถึงตายเชียวนะ" </p>
<p align="left">ชายตัดฟืนตัดสินใจรับยักษ์วิเศษไว้ แล้วเขาก็พามันกลับบ้าน <br />
ทันทีที่เข้าบ้าน ยักษ์ตนนั้นก็เริ่มกล่าวว่า "นาย ๆ มีอะไรให้ข้าฯ ทำบ้าง" <br />
ชายตัดฟืนได้มอบหมายงานให้ยักษ์ไปทำความสะอาดบ้านที่รกรุงรัง ตัวเองก็กระหยิ่มใจที่ได้พัก ขณะที่เขากำลังจะเอนตัวลงงีบ ก็ได้ยินเสียงชัดเจนดังข้างหูว่า "นาย ๆ ข้าฯ ทำความสะอาดบ้านเสร็จแล้ว มีอะไรให้ข้าฯ ทำอีก"<br />
ชายตัดฟืนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ บ้านอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง บ้านสะอาดหมดจดอย่างไม่มีที่ติ เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผาก เขาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสั่งให้ยักษ์ไปตัดฟืนที่เขาทำค้างไว้เป็นงานชิ้นใหญ่ที่ทำให้เขาพอมีเวลา </p>
<p align="left">จากนั้นชายตัดฟืนได้ไปปรึกษาท่านผู้รู้ประจำหมู่บ้าน หลังจากฟังคำแนะนำชายตัดฟืนได้กลับถึงบ้าน เจ้ายักษ์เสร็จงานผ่าฟืนพอดี<br />
"นาย ๆ ผมผ่าฟืนเสร็จแล้วมีอะไรให้ผมทำอีก" น้ำเสียงของเจ้ายักษ์ส่อเลศนัยว่ามันจะได้กินชายตัดฟืนเป็นอาหารแน่ ๆ<br />
ชายตัดฟืนเริ่มทำตามแผนทันที เขาสั่งให้ยักษ์พาตนไปยังต้นไม้สูงกลางป่า ณ ต้นไม้นั้นเขาสั่งให้เจ้ายักษ์ให้ลิดกิ่ง ลิดใบออกจนหมด ต้นไม้สูงต้นนี้จึงดูเหมือนเสาโล้น ๆ ต้นหนึ่ง </p>
<p align="left">"นับจากนี้ไป" ชายตัดฟืนกล่าว "เมื่อใดที่เจ้ายืนอยู่ที่โคนต้นงานของเจ้าคือให้ปีนขึ้นไปจนสุดปลายยอดไม้" เขาเว้นเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวต่อ "และเมื่อใดที่เจ้าอยู่ปลายยอดไม้ งานของเจ้าคือให้ปีนลงมายังโคนต้นไม้" <br />
คำสั่งสองคำนี้ทำให้เจ้ายักษ์ทำงานเป็นวงจรอันไม่รู้จบ ผลก็คือเมื่อใดที่ชายตัดฟืนมีงานให้ทำ เขาก็เรียกเจ้ายักษ์มาใช้ ครั้นเมื่องานเสร็จสิ้นลงเขาก็ใช้ให้เจ้ายักษ์ไปปีนต้นไม้..... </p>
<p align="left">
<strong>ยักษ์วิเศษตนนี้ก็คือความคิดของมนุษย์นั่นเอง</strong> ใช่หรือไม่ที่ความคิดของมนุษย์เป็นสิ่งที่มีความสามารถสูง เป็นสิ่งที่เร็วยิ่ง มนุษย์มีเทคโนโลยีอันทันสมัย เดินทางไปถึงดวงจันทร์ได้ ก็เพราะความคิดนี่เอง แต่..บ่อยครั้งที่เราพบว่าเพราะความคิดนี่แหละ กลับมาเล่นงานมนุษย์เสียเอง บางคนคิดมากจนบั่นทอนสุขภาพ บ้างถึงกับจบชีวิตตนเองลงด้วยซ้ำ ก็เพราะเจ้าความคิดนี่เอง ต้นไม้ในนิทานก็คือลมหายใจในตัวเรานั่นเอง ซึ่งจะเดินทางขึ้นลง จากปอดขึ้นสู่จมูกจากจมูกลงสู่ปอดเท่านั้น </p>
<p align="left"><strong>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ผู้มีปัญญาย่อมรู้จักที่จะใช้ความคิดของตนเองให้เกิดประโยชน์ ครั้นเมื่อว่างจากการคิด ก็ควรหมั่นฝึกนำจิตของตนมารู้อยู่กับลมหายใจเข้าและลมหายใจออก หรือ นั่งสมาธิ ให้จิตสงบนั่นเอง   ผู้ที่ทำได้เช่นนี้ ก็จะยังชีวิตที่เป็นประโยชน์และเป็นสุข.</strong></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[เรื่องดี ๆ ที่อยากให้อ่าน - "กล่องข้าว"]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=718</link>
<pubDate>Tue, 04 Mar 2008 09:43:37 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=718</guid>
<description><![CDATA[เรื่องดี ๆ ที่อยากแบ่งปันให้เพื่อน ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องดี ๆ ที่อยากแบ่งปันให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน : ที่มา - www.sakid.com</p>
<p>-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------</p>
<p>ผมนำ "กล่องข้าว" ไปกินที่โรงเรียนครั้งแรกตอน ม.1 เหตุผลสำคัญจริงๆ ก็คือทำตามเพื่อน ในชั้นเรียนนั้นมีเพื่อนนำอาหารมากินตอนพักเที่ยงกันกว่าครึ่งห้อง ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง มีทั้งที่ใส่ปิ่นโต ใส่กล่อง และบางคนใส่ห่อมาก็มี เมื่อถึงเวลาพักก็เอามาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันกิน ถามเพื่อนว่าทำไมเอาข้าวมากิน ส่วนใหญ่บอกว่าซื้อกินเองแพง ไม่มีเงินพอ บางคนบอกว่าอาหารที่โรงอาหารไม่อร่อย กินของแม่อร่อยกว่า เลยนำอาหารที่บ้านมาเอง และบางคนเห็นเพื่อนกินข้าวกล่องกันเยอะๆ ดูแล้วสนุกดี แถมบางคนก็เป็นเพื่อนสนิท ไม่อยากจะแยกกัน ก็เลยเอามากินเป็นเพื่อนด้วย</p>
<p>ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มหลังนี้ ที่บ้านมีปิ่นโตอยู่แล้ว แต่ผมไม่สะดวกกับการหิ้วปิ่นโต เพราะบ้านอยู่ต่างอำเภอขณะที่โรงเรียนอยู่ในตัวจังหวัด ถ้าต้องหิ้วปิ่นโตและโหนรถสองแถวด้วยคงลำบาก แม่จึงซื้อกล่องข้าวอันใหม่ให้จำได้ว่าเป็นกล่องสีฟ้า ข้างในนอกจากมีพื้นที่ใส่ข้าวแล้วยังแบ่งเป็นช่องเล็กๆ ใส่อาหารได้ถึง 3ช่อง สำหรับบางคน การห่อข้าวเป็นความสะดวกและเรียบง่าย แต่กับผมไม่ใช่เพราะที่บ้านปกติ จะซื้ออาหารสำเร็จมาทาน เนื่องจากแม่ผมไม่ค่อยแข็งแรง ไม่สบายด้วยโรคมากมายรุมเร้า ทั้งโรคหัวใจ โรคความดัน โรคอ้วน และไขมันในเส้นเลือดสูง แต่ผมไม่อยากจะซื้อแกงถุงสำเร็จรูปเพราะธรรมเนียมของการกินข้าวกล่องที่โรงเรียนคือ ต้องเป็นอาหารที่ทำมาจากบ้าน มีการชื่นชมและอวดฝีมือของแม่ๆ กัน ถ้าซื้อแกงไปก็เสียฟอร์ม</p>
<p>เมื่อผมบอกแม่ว่าอยากได้อาหารที่แม่ทำเองไปอวดให้เพื่อนเห็นฝีมือบ้างท่านก็ยิ้มรับคำ จากนั้นทุกเช้าแม่จะต้องฝืนสังขารลุกขึ้นมาหุงข้าวเตรียมอาหารให้ ปัญหาต่อมาคือตอนเด็กๆ ผมไม่กินผัก และไม่กินพวกไข่ต้ม ไข่เจียว แม่จึงต้องทอดไก่ ทอดเนื้อหรือทำแกงต่างๆ ให้ ซื่งต้องใช้เวลาและขั้นตอนต่างๆ นานพอสมควร แต่กระนั้น ทุกเช้า "กล่องข้าวสีฟ้า" ของผม ก็ถูกเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยเสมอ แต่แล้วกินข้าวกล่องอยู่ได้ไม่นานนักผมก็ล้มเลิกโครงการนี้ เพราะรู้สึกอึดอัดกับคำถามและสายตาของคนรอบข้างเพราะเริ่มเป็นวัยรุ่น จึงอายที่จะถูกมองว่าเป็นเด็กที่ห่อข้าวมากินเพราะความยากจน เมื่อกลับมาบอกยกเลิกที่บ้าน โดยบอกเหตุผลว่าอายเพื่อนนั้น แทนที่แม่จะโล่งใจเพราะไม่ต้องเหนี่อยอีก ท่านกลับอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา และจากวันนั้นมา ผมก็ไม่สนใจอีกว่าแม่จะเก็บกล่องข้าวสีฟ้าไว้ที่ไหน</p>
<p>...แม่ตายตอนผมเรียน ม.6 ไม่ทันอยู่จนเห็นผมเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ทำงาน และมีครอบครัว ตามที่ท่านอยากจะเห็น เราย้ายบ้านอีกหลายครั้ง ทั้งข้าวของและคนในครอบครัวเริ่มกระจัดกระจายพลัดพรากกันไป ไม่ใช่แต่เพียงกล่องข้าวใบนั้นหรอกที่หายไป ความทรงจำหลายอย่างก็สลายสูญ ขณะที่ชีวิตของผมก็ต้องดำเนินต่อไป</p>
<p>...สองสามเดือนมานี้ ผมเริ่มทดลองที่นำอาหารจากบ้านใส่กล่องไปทานที่ทำงานตอนพักเที่ยง แล้วก็ได้พบว่านอกจากจะได้ทานอาหารแนวสุขภาพที่เราควบคุมได้เต็มที่เพราะทำเองแล้ว ยังสามารถช่วยประหยัดเงินได้มาก ซึ่งภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ค่อนข้างมีความจำเป็น น่าแปลกที่การนำข้าวกล่องมากินครั้งนี้ผมไม่อายสายตาคนรอบข้างอีก หลังผ่านวันเวลาของชีวิต ผมเรียนรู้ว่า ถ้ากระทำในสิ่งที่มีเหตุผลพอ ก็ไม่ต้องเกรงว่าใครจะหมิ่นหยาม ความหวั่นไหวมักจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเริ่มดูถูกตัวเองต่างหาก</p>
<p>เช้าวันนี้ ผมมองดูภรรยาจัดเตรียมอาหารใส่กล่อง แค่ผัดผักบุ้งไฟแดงและปลาทูนึ่งสองตัวก็คงพออิ่มสำหรับมื้อเที่ยง ร่างเล็กๆนั้นเคลื่อนไหวไปทั่วทั้งบริเวณครัวอย่างกระฉับกระเฉง ทั้งๆ ที่เธอเองก็เพิ่งฟื้นไข้มาไม่นานนัก ผมพลันหวนนึกถึงแม่วูบขึ้นมา เห็นภาพหญิงอ้วนวัยกลางคน ซ้อนทับอยู่กับภาพหญิงสาวร่างเล็กเบื้องหน้า แล้วน้ำใสในดวงตาผมก็ท้นเอ่อออกมา... มองกล่องข้าวสีขาวเบื้องหน้า ผมพลันรู้ตัวขึ้นมาทันทีว่า "กล่องข้าวสีฟ้า"ที่เคยคิดว่ามันหายไปแล้วนั้น แท้จริงมันไม่ได้หายไหนเลย เพียงแต่ผมค้นหามันพบช้าไปหน่อยเท่านั้นเอง....</p>
<p>-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ถ้วยกาแฟ]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/2008/03/03/%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f/</link>
<pubDate>Mon, 03 Mar 2008 15:25:58 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/2008/03/03/%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f/</guid>
<description><![CDATA[ที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง แห่งห]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>ที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง แห่งหนึ่งของสยามประเทศ บรรดาศิษย์เก่าที่จบจากสถาบันนี้ แยกย้ายกันไปประกอบอาชีพมีชื่อเสียงในวงสังคมตามวงการต่างๆ มากมาย มีทั้งที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และที่กระท่อนกระแท่นยังดิ้นรนอยู่ในหน้าที่การงานก็เยอะ</p>
<p>เนื่องในวาระที่อาจารย์พ่อซึ่งเป็นที่เคารพของศิษย์เก่าทุกคน เกษียณอายุ บรรดาศิษย์เก่าจึงถือเป็นโอกาสดีที่จะกลับไปเยี่ยมสถาบัน เพื่อเลี้ยงสังสรรค์และรำลึกถึงอาจารย์พ่อ</p>
<p>หลังจากกินเลี้ยงกันมาได้พักใหญ่ วงสนทนาก็เริ่มเปลี่ยน ไปเป็นการบ่นพร่ำเกี่ยวกับความเครียด ในการทำงานและปัญหาชีวิต แต่ละคน มีปัญหาแตกต่างกันออกไปมากบ้างน้อยบ้าง อาจารย์พ่อฟังปัญหาของลูกศิษย์ทุกคนอย่างตั้งใจ รับฟังโดยไม่มีคำวิจารณ์ หรือนำเสนอความเห็นของอาจารย์เลยแม้แต่น้อย</p>
<p>เมื่อฟังปัญหาของลูกศิษย์จบทุกคน อาจารย์พ่อเสนอเลี้ยงกาแฟกลุ่มลูกศิษย์เก่า ท่านเดินเข้าไปในครัว และออกมาพร้อมกับกาแฟเหยือกโตและถ้วยกาแฟ แบบต่างๆ บ้างเป็นถ้วยกระเบื้องบ้าง เป็นถ้วยพลาสติก และบ้างทำด้วยแก้ว มีถ้วยกาแฟหลายใบที่เป็นแบบพื้นๆ ธรรมดา บางใบ สวยวิจิตรสูงค่า</p>
<p>"อาจารย์ ชงกาแฟใส่เหยือกมาให้แล้ว พวกเธอจัดการรินใส่แก้วดื่มกันเองนะ" บรรดาลูกศิษย์ มองถ้วยกาแฟหลากหลาย ด้วยความสนใจ แล้วพากันเลือกถ้วยกาแฟพร้อมๆ กับรินกาแฟออกมาจากเหยือกใส่ถ้วยต่างกันออกไปเอามือไว้</p>
<p>เมื่อลูกศิษย์ทุกคนต่างมีถ้วยกาแฟในมือกันทุกคน แล้วอาจารย์พ่อ กล่าวว่า</p>
<p>" ลองดูถ้วยกาแฟในมือของพวกเธอ กับถ้วยกาแฟที่เหลืออยู่ในถาดซึ่งไม่มีคนเลือกสิ "</p>
<p>" สังเกตกันรึเปล่า.... ถ้วยสวย ๆ แพง ๆ ถูกเลือกไปหมด เหลือไว้แต่ถ้วยแบบธรรมดาราคาถูก "</p>
<p>" เป็นเรื่องปกติ...ที่พวกเรามักจะเลือก สิ่งที่ดีที่สุดโดยลืมคิดถึงความต้องการที่แท้จริงของเราและ นี่คือที่มาของความเครียดและปัญหาทั้งหลายในชีวิต "</p>
<p>"ความจริงวันนี้สิ่ง ที่พวกเราต้องการแท้จริงคือกาแฟ ไม่ใช่ถ้วยกาแฟ แต่จิตสำนึกกลับ นำพาเราไปเลือกที่ถ้วย มิหนำซ้ำยังคอยชำเลืองมองถ้วยของคนอื่นๆ อีกด้วย</p>
<p>หากชีวิตคือกาแฟ หน้าที่การงาน ตำแหน่งต่างๆ ในสังคม ก็คือ ถ้วยกาแฟ มันเป็นเพียงเครื่องมือ อุปกรณ์ช่วยหยิบจับหรือประคองชีวิตของเรา มันไม่ได้ทำให้เนื้อหาจริงๆ ของชีวิต เปลี่ยนไป บางครั้ง....การมัวเพ่งที่ถ้วยใส่กาแฟ มันก็จะทำให้เราลืมใส่ใจกับรสชาติของตัวกาแฟ "</p>
<p>" ถ้ารู้จักชีวิตที่แท้จริง....ของหรือตำแหน่งหน้าที่ มันก็แค่ส่วนเคลือบ ไม่ใช่เนื้อหาหรือแก่นแท้ที่สำคัญของชีวิต"</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ความมั่งคั่ง ความรัก ความสำเร็จ ]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=704</link>
<pubDate>Wed, 27 Feb 2008 04:03:26 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=704</guid>
<description><![CDATA[ผู้หญิงคนหนึ่งออกมาจากบ้านของเธอแ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้หญิงคนหนึ่งออกมาจากบ้านของเธอและได้เห็นชายชราที่มีเคราสีขาว 3 คน<br />
นั่งอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้านของเธอ เธอไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร เธอพูดกับเขาว่า<br />
"ฉันไม่คิดว่าฉันรู้จักพวกคุณแต่ท่าทางคุณต้องหิวแน่เลย<br />
โปรดเข้ามาในบ้านและทานอะไรซักหน่อยเถอะ"<br />
"สามีของเธออยู่ในบ้านไหม" เขาถาม<br />
"ไม่" เธอตอบ "เขาออกไปข้างนอก"</p>
<p>"ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็เขาไปข้างในไม่ได้ดอก"เขาตอบ<br />
ในตอนเย็น เมื่อสามีเธอกับมาบ้านเธอเล่าให้เขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้น<br />
"ไปบอกพวกเขาซิ ฉันกลับมาบ้านแล้วและเชิญเข้ามาในบ้านเถิด"<br />
เธอก็ออกไปและเชิญพวกชายชรานั้นให้เข้ามาในบ้าน<br />
"เราเข้าไปในบ้านพร้อมกันไม่ได้หรอก" เขาตอบ<br />
"ทำไมล่ะ" เธอถาม ชายชราคนหนึ่งอธิบายว่า<br />
"เขาชื่อ ความมั่งคั่ง" เขาพูดและชี้ไปยังเพื่อนของเขา<br />
และชี้ไปยังอีกคนหนึ่งว่า"เขาคือ ความสำเร็จ และฉันคือ ความรัก"<br />
เขากล่าวต่อไปว่า"บัดนี้ จงเข้าไปข้างในและปรึกษากับสามีของเธอว่า<br />
คนไหนในพวกเราที่คุณต้องการจะให้เข้าไปในบ้านของคุณ"<br />
เธอกลับเขามาข้างในและบอกกับสามีของเธอ<br />
สามีของเธอรู้สึกดีใจมาก<br />
"วิเศษจริง ๆ" เขากล่าว "เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะเชิญความมั่งคั่ง เมื่อเขาอยู่กับเรา<br />
บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความมั่งคั่ง"<br />
ฝ่ายภรรยาไม่เห็นด้วย"ที่รัก ทำไมเราไม่เชิญ ความสำเร็จ ล่ะ"<br />
ขณะนั้นลูกสะใภ้ได้ยินทั้งสองกำลังปรึกษาจากมุมหนึ่งของบ้าน<br />
เธอก็เข้ามาและแนะนำว่า "จะไม่ดีกว่าเหรอ  ถ้าเราเลือก ความรัก<br />
บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความรักไง"<br />
"เราฟังสิ่งที่ลูกสะใภ้แนะนำเถอะ"สามีกล่าวกับภรรยา<br />
"ออกไปข้างนอกและเชิญความรักเขามาเป็นแขกของเราเถอะ"<br />
ภรรยาออกไปและถามชายชราทั้ง 3 ว่า "ใครคือความรักโปรดเข้ามาและเป็นแขก<br />
ของเราเถอะ"ความรักลุกขึ้นและเดินไปยังบ้าน<br />
ชายชราอีก 2 คนก็ลุกขึ้นและตามเขาไป<br />
ด้วยความประหลาดใจ ภรรยาถาม ความมั่งคั่งและความสำเร็จว่า<br />
"ฉันเชิญเพียงความรัก ทำไมคุณถึงเข้ามาด้วยล่ะ"<br />
ชายชราตอบพร้อมกันว่า "ถ้าคุณเชิญความมั่งคั่ง หรือความสำเร็จ<br />
คนใดคนหนึ่ง อีกสองคนก็จะอยู่ข้างนอก<br />
แต่เมื่อคุณเชิญความรักที่ใดที่เขาไป เราจะไปกับเขา<br />
ที่ใดมีความรักที่นั่นก็จะมีความมั่งคั่งและความสำเร็จ"</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ถั่วในมือลิง]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/2008/02/22/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%87/</link>
<pubDate>Fri, 22 Feb 2008 13:08:22 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/2008/02/22/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%87/</guid>
<description><![CDATA[พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า&#8230;&#8230;&#8230;
จิตขอ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า.........<br />
จิตของคนเรานั้น เหมือนกับลิง</p>
<p>เราจึงเรียนรู้เรื่องของจิตใจของเราได้มากมายจากพฤติกรรมของลิง<br />
ลิงนั้นเกลียดกะปิ ถ้ากะปิถูกมือมันเมื่อใด<br />
มันจะถูนิ้วกับพื้นจนเลือดไหลเต็มมือจนกว่ากลิ่นกะปิจะหายในที่สุด<br />
จนกลายเป็นว่า "กะปิ" ถึงจะร้าย ก็ไม่ร้ายเท่า "ความเกลียดกะปิ"<br />
ที่มือลิงเป็นแผลเหวอะหวะ ไม่ใช่เพราะกะปิ<br />
หากเป็นเพราะความจงเกลียดจงชังกะปิต่างหาก</p>
<p>สิ่งที่เราเกลียดนั้น<br />
บ่อยครั้งไม่น่ากลัวเท่ากับ<br />
ความเกลียดชังในจิตใจเรา</p>
<p>ความเกลียดชัง หรือพูดให้ถูกก็คือความรู้สึกอยากผลักไส<br />
ซึ่งรวมทั้งความโกรธและความกลัว<br />
แต่นั่นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความจริงเท่านั้น<br />
นอกจากความอยากผลักไสแล้ว</p>
<p>ความยึดติด<br />
เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องระวังไม่แพ้กัน<br />
กลับมาที่ลิงจอมซนอีกที<br />
ในอินเดีย ลิงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาวบ้าน<br />
เพราะชอบขโมยผลไม้ในสวน ชาวบ้านจึงคิดวิธีจับลิง<br />
โดยใช้กล่องไม้ซึ่งมีฝาด้านหนึ่งเจาะรูเล็กๆ พอให้ลิงสอดมือเข้าไปได้<br />
ในกล่องมีถั่วซึ่งเป็นของโปรดของลิงวางไว้เป็นเหยื่อล่อ<br />
วันดีคืนดี ลิงมาที่สวน<br />
เห็นถั่วอยู่ในกล่อง ก็เอามือล้วงเข้าไปหยิบถั่ว<br />
แต่พอถอนมือออกมาก็ติดฝากล่อง<br />
เพราะกำมือของลิงนั้นใหญ่กว่าฝากล่องที่เจาะไว้<br />
ลิงพยายามดึงมือเท่าไรก็ไม่ออก<br />
พอชาวบ้านมาจับ ก็ปีนหนีขึ้นต้นไม้ไม่ได้<br />
เพราะมีมือเปล่าอยู่ข้างเดียว<br />
สุดท้ายก็ถูกคนจับได้<br />
ลิงหาได้เฉลียวใจไม่ว่า เพียงแค่มัน<br />
คลายมือออกเท่านั้น<br />
มันก็เอาตัวรอดได้<br />
แต่เพราะยึดถั่วไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย จึงต้องเอาชีวิตเข้าแลก<br />
มีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่เราใฝ่ฝันอยากได้<br />
จนถึงกับยึดไว้อย่างเหนียวแน่น</p>
<p>เวลาประสบปัญหา<br />
เพียงแค่คลายสิ่งที่ติดยึดนั้นเสียบ้าง ปัญหาก็คลี่คลาย<br />
แต่เป็นเพราะเราไม่ยอมปล่อย<br />
จึงเกิดผลเสียตามมาอย่างมากมาย..ไม่คุ้มกับสิ่งที่ติดยึด<br />
ปัญหาทั้งหลายในชีวิตนั้น<br />
ถ้าเรารู้จักปล่อยวางเสียบ้าง</p>
<p>มันก็จะบรรเทาไปได้เยอะ<br />
บ่อยครั้งการปล่อยวางไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเท่านั้น<br />
หากแต่เป็นทางออกจากปัญหาเลยทีเดียว<br />
ความจริงการอยากผลักไสอะไรสักอย่าง ก็เป็นการติดยึดอีกแบบหนึ่ง<br />
ทั้งๆ ที่ลิงพยายามถูกำจัดกลิ่นกะปิไปจากมือ<br />
ก็อดไม่ได้ที่จะดึงมือมาดมหากลิ่นกะปิซ้ำแล้วซ้ำเล่า<br />
ในหลายๆกรณี ความทุกข์ไม่ได้มาจากไหน<br />
หากมาจากการยึดติดไม่ยอมปล่อย</p>
<p>ดั่งเจ้าลิงหวงถั่ว</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[นิทานแห่งความรัก...สำหรับวันวาเลนไทน์]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/2008/02/14/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1/</link>
<pubDate>Thu, 14 Feb 2008 02:32:55 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/2008/02/14/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1/</guid>
<description><![CDATA[วันหนึ่ง&#8230;มีชายหญิงคู่หนึ่งพึ่งรั]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>วันหนึ่ง...มีชายหญิงคู่หนึ่งพึ่งรักกันทั้งคู่รักกันมาก<br />
ผู้ชายให้สัญญากับผู้หญิงว่า...<br />
 <br />
"ผมจะรักคุณตลอดไป" ผู้หญิงจึงบอกกลับว่า "ฉันเชื่อคุณ และจะรักคุนอย่างที่รักฉันให้ดีที่สุด"<br />
 <br />
 ทั้ง 2 คบกันไปชั่วในระยะเวลาหนึ่ง ในระหว่างที่ 2 คนได้เดินจับมือกันอยู่ในสวนสาธารณะนั้น<br />
ได้มี นางฟ้าคนหนึ่ง ปรากฏกายลงมา พร้อมกับบอกว่า..<br />
 <br />
"ท่านทั้ง 2 มีความรัก บริสุทธิ์ต่อกัน เราอยากจะให้ท่าน ได้เห็นอนาคตของท่านทั้ง 2"<br />
 <br />
ชาย หญิงคู่นั้น จับมือกันไว้แน่นและรู้สึกดีใจที่ความรักของเค้าและเธอ ถึงขนาดนางฟ้ามาให้พร<br />
นางฟ้าจึงพูดขึ้นว่า... "ท่านจะดูอนาคตของท่านทั้ง 2 นับตั้งแต่นี้หรือไม่”<br />
 <br />
ชายและหญิงคู่รักมองตากัน แล้วตอบพร้อมกันว่า... "เราทั้ง 2 ไม่กลัวอนาคตเรามั่นใจในกันและกัน"</p>
<p>นางฟ้าได้ยินดังนั้น จึงเสก ของออกมาเป็นซีดี 2 แผ่นให้ทั้งคู่ไปดูอนาคต.......................</p>
<p>ที่บ้านของหญิงสาว หญิงสาวค่อยๆควักแผ่นซีดีที่ได้จากนางฟ้า ใส่ลงในเครื่องเล่นซีดี<br />
ในภาพ เห็น ในภาพแรกเธอและแฟนของเธอแต่งงานกัน เธอยิ้มแก้มปริมีความสุขอย่าง<br />
บอกไม่ถูก ในภาพหลังๆ หญิงสาวได้เห็นว่า มีรูปของแฟนเธอคบชู้ เธอนั่งร้องไห้ เสียใจ<br />
 <br />
ทันใดนั้น มีเสียงประตูเคาะขึ้นที่ห้องของเธอ เธอรีบปิดเครื่องวีซีดี และซับน้ำตา<br />
รีบไปเปิดประตู ปรากฏว่าเป็นแฟนของเธอเอง แฟนเธอยิ้ม แต่เธอโมโหจึงตบหน้าเค้าอย่างแรง<br />
และปิดประตูโดยที่ฝ่ายชาย งง ๆ เธอนอนร้องไห้ ถึงอนาคตที่จะต้องเกิดเช่นในวีซีดีนั้น<br />
 <br />
หลังจากนั้น เธอพยายามหนีหน้าชายคนรักของเธอ โดยที่ผู้ชายก็ตามง้อยกใหญ่โดยผู้ชาย<br />
ไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดอะไร เธอพยายามหาทางเลิกกับผู้ชาย จนสำเร็จ ...</p>
<p>จนถึงวันวาเลนไทน์ของปีนั้น  ได้มีเสียงเคาะ ประตู เธอเปิดประตู แต่ทันใดนั้น<br />
คนที่เคาะประตูก็หันหลังจนลับตาไปเสียแล้ว มีเพียงช่อดอกกุหลาบสีขาวที่เธอโปรดปราน<br />
วางคู่กับแผ่นซีดีแผ่นหนึ่งเธอจำได้ดีว่าเป็นแผ่นของอดีตชายที่ตัวเองรัก<br />
ที่นางฟ้าได้ให้ไว้.....<br />
 <br />
เธอนำซีดีแผ่นนี้ไปเปิดอีกครั้ง พบภาพ ที่เหมือนกันคือ<br />
ภาพที่ทั้งคู่แต่งงานกันอย่างมีความสุขแต่ภาพหลังจากแต่งงานคือ<br />
ภาพที่เธอมีชู้กับผู้ชายคนใหม่ โดยมีแฟนของเธอร้องไห้อยู่ข้างๆ ........</p>
<p>เธอน้ำตาไหลและปิดวีดิโออย่างช้าๆ ..... เธอค่อยๆเปิดจดหมาย<br />
ที่แนบมากับซีดีนี้อ่าน ข้อความเขียนว่า...</p>
<p>"ผมไม่กลัวอนาคตเรามั่นใจในกันและกัน ขอบคุณแม้ผมจะเชื่อใน<br />
คุณฝ่ายเดียวก็ตาม ลาก่อน" ...............</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัก ใครได้ขนาดนี้หรือเปล่า]]></title>
<link>http://9mot.wordpress.com/?p=699</link>
<pubDate>Mon, 11 Feb 2008 05:04:30 +0000</pubDate>
<dc:creator>9MOT</dc:creator>
<guid>http://9mot.wordpress.com/?p=699</guid>
<description><![CDATA[ชายหญิงคู่ หนึ่งเร่งมอ`ไซค์กว่า 100 กิ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>ชายหญิงคู่ หนึ่งเร่งมอ`ไซค์กว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง<br />
ผู้หญิง :  ช้าๆหน่อยสิ เค้ากลัวนะ<br />
ผู้ชาย : ไม่เอาอ่ะ สนุกมากเลย<br />
ผู้หญิง :  ไม่ต