<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>กำลังภายใน-ตระกูลหนัง &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/กำลังภายใน-ตระกูลหนัง/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "กำลังภายใน-ตระกูลหนัง"</description>
	<pubDate>Wed, 23 Jul 2008 05:52:03 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[Seven Swords of Heaven Mountain - เจ็ดกระบี่ ไร้เทียมทาน (2005) (หนังชุด)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=208</link>
<pubDate>Mon, 09 Jun 2008 11:27:18 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=208</guid>
<description><![CDATA[
โครงการยิ่งใหญ่ของฉีเคอะที่ชื่อว่]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/08/sevenswordsmen02.jpg" alt="" /></p>
<p>โครงการยิ่งใหญ่ของฉีเคอะที่ชื่อว่า Seven Swords ที่หวังสร้างมหกรรมแห่งกำลังภายใน ครอบคลุมหลายสื่อทั้ง เกมส์ การ์ตูน และหนังชุด นั้นอาจจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวาดฝันสร้างหนังภาคต่อเนื่อง 6 - 7 ภาคที่จะเล่าเรื่องอันยิ่งใหญ่ ตระการตาของเหล่า เจ็ดนักกระบี่ ดูท่าจะเป็นหมัน เมื่อหนังภาคแรกไม่ได้ถูกตอบรับจากคนดู และนักวิจารณ์เท่าที่ควร</p>
<p>โอกาศของภาคที่เหลือจึงตีบตันไปด้วย แม้ตัวฉีเคอะจะไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ของ หนังภาคที่เหลือซะทีเดียว แต่ก็คงเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ง่าย ว่าโอกาศคงจะมีไม่มากส่วน สำหรับผู้ยังคงสนใจ สงสัย กับชตากรรมของจอมยุทธ ทั้งเจ็ด ทางเลือกอย่างหนังชุด เรื่อง "Seven Swords of Heaven Mountain" ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย<!--more--></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/08/sevenswordsmen04.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังชุดความยาวสามสิบกว่าตอนจบ ที่ถูกสร้างมาพร้อมกับหนังใหญ่ โดยฉีเคอะเจ้าเดิม เล่าเนื้อเรื่องภาคขยายของเรื่อง เจ็ดนักกระบี่ ที่เอาเข้าจริงๆ แล้วก็ล่มกลางคันไม่ต่างจากเวอร์ชั่นหนังโรง ที่แต่เดิมแล้ววางโครงการไว้ถึง 70 กว่าตอน ก็ลดเหลือแค่ครึ่งเดียว ภาคหลังที่ว่าด้วยเหล่าทายาทของตัวเอกในภาคแรกนั้น ถึงที่สุดก็ไม่ได้สร้างอย่างที่หวัง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หนังชุดเรื่อง Seven Swords of Heaven Mountain ภาคแรก ก็ถือว่าจบสมบูรณ์ในตัวเอง อย่างน้อยกว่าสมบูรณ์กว่าหนังใหญ่ หนังชุดเรื่องยาวยังคงยืนพื้นเค้าโครงเรื่อง แบบเดียวกับหนังใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนที่ดัดแปลงรายละเอียดส่วนสำคัญ ของฉบับนิยาย อย่างการรวมบทบาทตัวละครเจ็ดกระบี่ ให้อยูร่วมยุคร่วมสมัย ร่วมกลุ่ม เดียวกันทั้งหมด ขณะที่ต้นฉบับนิยายของเนี้ยอู่เซ็งนั้น ตัวละครดูจะเป็นเอกเทศมากกว่า ตัวละครบางตัวกว่าจะมีบทบาท ก็เมื่อตัวละครอีกตัวได้เสียชีวิตไปแล้ว</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/08/sevenswordsmen03.jpg" alt="" /></p>
<p>ขอเล่าไปถึงนิยายต้นฉบับที่เขียนโดย เนี้ยอู่เซ็ง หน่อยนะครับ เจ็ดกระบี่เทียนซาน เป็นหนึ่งในไตรภาคอันยิ่งใหญ่ของนักเขียนร่วมรุ่น กับกิมย้งผู้นี้ เล่าเรื่องแนวกำลังภายใน อิงประวัติศาสตร์ ที่เริ่มต้นด้วยยุคแห่งการล่มสลาย ของราชวงศ์หมิง ในนิยายเรื่อง "นายพญาผมขาว" และจบลงในรัชการต้นของราชวงศ์ชิงของ ชนชาติแมนจูในนิยายเรื่อง "สามนักระบี่สาว" โดยเจ็ดกระบี่เทียนซาน เป็นส่วนกลางของไตรภาค</p>
<p>ในหนังทีวีชุดนี้ ก็มีพยายามเชื่อมนิยาย ภาคแรกอย่าง นางพญาผมขาว ไว้ด้วยเช่นเดียวกัน โดยหนังบอกเป็นนัยๆ ด้วยฉากแฟลชแบ็คกว่า อาจารย์ของพวกเจ็ดกระบี่ก็คือ จั๋วอี้ถัง ที่ลบลี้จากโลกยุทธจักร มาอยู่บนเทือกเขาสูง เพื่อรอคอยการบานของบัวหิมะ ยาวิเศษที่จะบานในรอบร้อยปี เพื่อนำกลับไปไถ่บาป รักษาผมขาว ของหญิงคนรัก ซึ่งก็คือ อาจารย์ของตัวละครที่แสดงโดย ไช่เส้าเฟินนั้นเอง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/08/sevenswordsmen05.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังเปิดเรื่องเมื่อ หมู่บ้านแห่งหนึ่งถูกรุกรานจาก ทหารแมนจู ที่หมายกำจัดบรรดาชาวยุทธฮั่นให้สิ้นซาก แต่นอกเหนือจากนั้น ยังมีเหตุผลอันแฝงเร้น การพลิกแผ่นดินเพื่อตามหา รัชทายาทของราชวงศ์เก่า (หมิง) ที่มีข่าวว่าซ่อนตัวที่หมู่บ้านแห่งนี้ ชาวบ้านแม้จะเคยฝึกยุทธอยู่บ้าง แต่ไม่อาจต้านทาน ทหารอาชีพ ที่ยกพลมานับร้อยได้ โชคดีที่ได้ จอมยุทธผู้เฒ่าลึกลับ ฟู่ชิงจู (ดาราชาวแผ่นดินใหญ่รุ่นลายคราม) เข้าช่วยเหลือพอจะแก้ไขสถานการณ์ไปได้บ้าง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ทหารจำนวนมากนั้นยากต่อการต้านทาน ทางรอดเดียวที่ ฟู่ชิงจู มองเห็นก็คือ การออกเดินทางสู่เขาเทียนซาน เพื่อขอความช่วยเหลือจาก นักพรตฮุ่ยหมิง ผู้เยี่ยมยุทธ (แสดงโดยดาราท่านเดียวกับในหนังใหญ่) หัวหน้าหมู่บ้านเห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว และตัดสินใจส่ง เด็กหนุ่มสองคนอย่าง ฮั่นจือปัง และอู๋หยวนหยิน (ที่เวอร์ชั่นนี้เปลี่ยนกลับมาเป็นชาย ตามนิยายต้นฉบับแล้ว) ติดตามไปด้วย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/08/sevenswordsmen06.jpg" alt="" /></p>
<p>นักพรต ฮุ่ยหมิง ใช้ชีวิตอยู่บนเขาเทียนซาน ที่ปกคลุมด้วยหิมะ เพียงเพื่อดัดขาดจากความวุ่นวาย ของทางโลก และไม่คิดจะกลับไปพบกับ ความวุ่นวายเช่นนั้นอีก แม้นี้จะเป็นคำขอร้อง จากอดีตสหายอย่าง ฟู่ชิงจู แต่ศิษย์ทั้ง 4 ของนักพรตกลับไม่คิดเช่นนั้น</p>
<p>จูเส้าหนาน, หยางหยุนชง, ซิ่นหลงซี และมู่หลัน ยังคงมีเลือดหนุ่ม อันร้อนแรงไหลอยู่ทั่วร่าง พวกเขาเต็มไปด้วยความ ทะเยอทะยาน ที่จะใช้วิชาที่ฝึกฝนมานาน ให้เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ ได้ช่วยเหลือผู้อื่น ปราบปรามคนเลว ทางที่จอมยุทธพึงกระทำ สุดท้ายอาจารย์ไม่อาจทัดทาน ปล่อยให้พวกศิษย์ทั้ง 4 ให้ออกเดินทางติดตาม ฟู่ชิงจู ไปพร้อมกับมอบกระบี่วิเศษเจ็ดเล่ม ไว้ให้กับชายทั้ง 7 ใช้ติดตัว</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/08/sevenswordsmen13.jpg" alt="" /></p>
<p>ในฉบับหนังใหญ่ที่ฉีเคอะกำกับเองนั้น มีเนื้อหาสำคัญอันว่าด้วย "ความฝันแบบจอมยุทธ" หนังให้ความรู้สึกอันยิ่งใหญ่ ความสง่างามของเหล่าจอมยุทธ พูดถึงเรื่องราวในแง่บวก อย่างอุดมการณ์อันสวยงาม ความกล้าหาญ ความหวังอันแรงกล้า เรื่องราวเหล่านี้ถูกขยายออกให้กว้าง และลึกซึ้งขึ้นใน Seven Swords of Heaven Mountain โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไถ่ถามถึง การมีอยู่จริง หรือไม่กับสิ่งที่เรียกว่า "ความฝันแบบจอมยุทธ"</p>
<p>นักพรตฮุ่ยหมิง ไม่ต้องการให้เหล่าศิษย์ลงจากเขา ใช่เพราะท่านใจจืดใจดำไม่เห็นแก่ความลำบากของชาวบ้าน แต่ท่านทราบถึง "ภัยอันตราย" ที่รอคอยพวกเขาอยู่เป็นอย่างดี เป็นภัยที่จะทำลายความฝัน ทำลายอุดมการณ์ และทำลายจอมยุทธไปคนแล้วคนเล่า ภัย และอันตราย หาใช่มาจากศัตรูที่ตึงมือ อาวุธที่แหลมคม แต่มาจากความไร้ประสบการณ์ ความอ่อนโตโลก ของพวกเขาเองนั่นเอง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/08/sevenswordsmen07.jpg" alt="" /></p>
<p>นักกระบี่ทั้งเจ็ดต้องเผชิญหน้ากับ กองทัพแมนจูที่นำโดยแม่ทัพ เตอเกอตัว (หลี่เหลียงเหว่ย) พระญาติของฮ่องเต้แมนจู ที่ได้รับมอบหมายให้กำราบ เหล่าผู้ฝึกยุทธชาวฮั่น สุดท้าย สี่จอมยุทธแห่งเทียนซาน ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่สามารถ พาตัวเองกลับมาหาอาจารย์ ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่เพราะศัตรูที่ตึงมือ แต่เป็นความสลักซับซ้อนแห่งสังคมโลกมนุษย์ที่พวกเขาไม่เคยเจอ</p>
<p>หนึ่งเสียชีวิต หนึ่งหายสาบสูญ หนึ่งเสียศรัธทาต่อความดี และหนึ่งเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง อย่างที่ไม่มีวันเรียกกลับคืนมาได้อีกครั้ง Seven Swords of Heaven Mountain ไม่ได้นำเสนอเนื้อหาอันว่าด้วยความรุ่งโรจน์แห่งชีวิต แบบเดียวกับที่หนังใหญ่ได้ปูพื้นไว้ ในทางตรงกันข้าม หนังเล่าเรื่องโศกนาฏกรรม เป็นความเศร้า ความสูญเสีย เป็นหายนะแห่งความฝันแบบจอมยุทธ ก็ว่าได้</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/08/sevenswordsmen09.jpg" alt="" /></p>
<p>เมื่อเดินทางมาถึงจุดหมาย จอมยุทธทั้งเจ็ดพยายามช่วยเหลือชาวบ้าน แต่วิธีเดียวที่พอจะเห็นทางรอดก็คือ การพาผู้คนนับสิบทิ้งบ้านเกิด และออกเดินทางหลบหนีเหล่าทหารไปเสีย ในระหว่างการหลบหนี หยางหยุนชง (หวังซูผิง) กลับต้องพบกับความเลวร้ายที่ไม่ได้คาดฝัน ในกลุ่มชาวบ้านมีใส้ศึกคอยส่ง ส่งข่าวบอกร่องรอยการเดินทาง ให้กับพวกแมนจู ทำให้การหลบหนีเป็นไปอย่างยากลำบาก เมื่อถูกดักทางไว้หมด กลับเป็นหยางหยุนชง ซะเองที่ถูกสงสัย ถึงความเป็นมา และถูกชาวบ้านกล่าวหว่าเขาเป็นใส้ศึก</p>
<p>ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ทันจะได้แสดงฝีมืออะไร หยางหยุนชง ก็จำใจต้องบากหน้ากลับสู่เทียนซาน ระหว่างเดินทางอย่างล่องรอยไร้จุดหมาย หยางหยุนชงกลับได้พบกับหญิงสาวสองคนที่เปลี่ยน แผ่นการเดินทางสู่เทียนซานของเขาไปตลอดกาล เฟยหงจิน (ไช่เส้าเฟิน) นางโจรผู้นำของกองกำลังที่เรียกว่า อินทรีทะเลทราย ปกครองผู้คนเร่ร่อน ในเขตนอกด้านที่คอยต่อสู้กับพวกแมนจู ตั้งแต่ได้เจอกันครั้งแรก เฟยหงจิน ก็ตกหลุมรักแก่จอมยุทธหนุ่มจากเทียนซานทันที</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/08/sevenswordsmen15.jpg" alt="" /></p>
<p>หญิงสาวคนที่สองที่ หนาหลานหมิงฮุ่ย (หลี่เสี่ยวหรัน) ลูกสาวคนเดียว ของนายพลหนาหลาน แห่งกองทัพแมนจู นางได้มีโอกาสช่วยเหลือ พยาบาลยามยางหยุนชง ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บ บุญคุณแปรเปลี่ยนเป็นความรัก สุดท้ายทั้งสองชอบพอ และถึงขั้นลักลอบได้เสียกัน แต่อย่างไรเสียนางก็เป็นลูกสาวของศัตรู ความรักที่บังเกิดจึงเป็นไปไม่ได้ และเต็มไปด้วยขวากหนาม การดิ้นรนเพื่อหญิงคนรัก กลับทำลาย สมาธิ และความสุขุม ของหยางหยุนชง ไปจนสิ้น</p>
<p>ขณะที่หยางหยุนถูกทำลายความเยือกเย็นไป จอมยุทธที่แข็งแกร่ง เปี่ยมด้วยกำลัง และฝีมือมากที่สุดในกลุ่มอย่าง จูเส้าหนาน (เจ้าเหวินจั๋ว) กลับถูกทำลายความเชื่อใจไปจนหมดสิ้น ความศรัทธาต่อความดีงาม ของมนูษย์ ที่ถูกอาจารย์ปลูกฝังมากลับถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย จูเส้าหนาน มีพื้นแพที่น่าสงสัย รวมถึงความใจร้อน การตัดสินใจกระทำการโดยไม่ฟังคำคนอื่น กลับสร้างความสงสัย ไม่เชื่อใจจากคนรอบข้าง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/08/sevenswordsmen12.jpg" alt="" /></p>
<p>แม้กระทั่งอาจารย์ที่มอบกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดให้กับเขา ใยต้องมอบกระบี่คู่อะริ "กระบี่ไร้รูป" ที่สร้างมาเพื่อสยบให้กับยอดกระบี่มังกร เขาถือ ให้กับศิษย์น้อง หยางหยุนชงด้วย จูเส้าหนานได้พบกับเรื่องราวแห่ง การทรยศหักหลัง มุกมรกตหญิงสาวคนรัก ชาวบ้านที่เขาลงทุนลงแรงปกป้อง แม้กระทั่งอุดมคติของเขาเอง</p>
<p>ศิษย์ทั้ง 3 ของนักพรตอาจจะเรียกได้ว่าอ่อนด้อยประสบการ แต่ศิษย์คนเล็กที่ชื่อว่า มู่หลัน (เจียวเฉินหยู) ดูจะต้องเผชิญปัญหาอันหนักข้อนี้มากกว่าใคร เขาเป็นคนหนุ่มที่อ่อนต่อโลก ไม่เคยย่างกรายลงจากเขาเลยแม้ซักครั้ง เมื่อมู่หลันย่างเท้าลงสู่โลกยุทธจักร เขากลับพบว่าเพลงยุทธที่ร่ำเรียนมาแต่เล็กนั้น ไม่อาจจะใช้การได้ที่นี้</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/08/sevenswordsmen10.jpg" alt="" /></p>
<p>ความวุ่นวายที่จอมยุทธอย่างเขาไม่เคยคาดคิดมากก่อน ความยากจน การหาเงิน การทำงาน มู่หลัน พึ่งรู้ว่าตัวเองไร้ประโยชน์แค่ไหนในโลกแห่งนี้ จอมยุทธผู้องอาจไม่มีเงิน ก็ต้องนอนข้างถนน เหมือนขอทานคนหนึ่ง เหมือนหมาตัวหนึ่ง และเมื่อถึงเวลาสำคัญแม้กระทั่งเพลงกระบี่ที่เชื่อมั่น ก็แทบไม่สามารถปกป้องใครได้เลย</p>
<p>ศิษย์ของนักพรตที่ชื่อว่า ซิ่นหลงซี รูปกายภายนอก ดูแตกต่างจากศิษย์คนอื่นๆ เขาเป็นชายวัยกลางคน ท่าทางคุ้มดีคุ้มร้าย แท้จริงแล้วเขาขึ้นเขา กราบอาจารย์ขอเป็นศิษย์เพียงเพราะต้องการ หนีจากอดีตอันเจ็บปวด ภรรยาคบชู้ และลูกชายคนเดียวที่ตายเพราะความผิดพลาดของเขาเอง การกลับสู่ยุทธจักร ก็คือการหวนคืนสู่อดีตอันเจ็บปวดของ ซิ่นหลงซี อีกครั้ง</p>
<p>สุดท้ายความหมายของความฝันแห่งจอมยุทธ อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ที่เหล่ากระบี่เทียนซานตามหา ไม่ใช่เรื่องของความดีความเลวแบบตื้นเขิน แต่เป็นขัดเกลาตนเอง ต่อสู้กับความอ่อนแอ และเปราะบางในจิตใจ อดทนต่ออุปสรรค ละวางซึ่งกิเลสส่วนตัว และความอ่อนไหวใดๆ ที่มารบกวนจิตใจ เพื่อหล่อหลอมสู่การเป็นจอมยุทธที่แท้จริง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/08/sevenswordsmen08.jpg" alt="" /></p>
<p>ถึงที่สุดแล้ว แม้เจ็ดกระบี่จะต้องจบสิ้นไป แตกกระสานซ่านเซ็นไปกันคนละทาง อย่างไม่มีชิ้นดี เด็กหนุ่มชาวบ้านอย่าง ฮั่นจือปัง และอู๋หยวนหยิน ก็ดูจะเติบโตไปในทางที่ดี ทั้งสองก้าวมาจากคนพื้นฐานต้อยต่ำ ค่อยๆ เรียนรู้ความหมายของจอมยุทธอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนจอมยุทธเฒ่า</p>
<p>Seven Swords of Heaven Mountain มีเนื้อเรื่องที่ยิ่งใหญ่ และทะเยอทะยาน ผมเอง (ที่ไม่ค่อยได้สัมผัสกับหนังจีนชุดเท่าไหร่) รู้สึกสนุกกับหนังอยู่ไม่น้อยนะครับ แต่ก็ต้องยอมรับว่า หนังยังไม่สามารถเดินทางไปสู่จุด ที่จะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ หนังมีปัญหาในจุดเดียวกับหนังจีนชุดหลายๆ เรื่อง ที่นำเสนอพล็อตหลัก พล็อตรอง มากมาย แต่กลับไม่สามารถจัดให้เป็นสัดเป็นส่วนได้ บางพล็อตที่น่าสนใจก็รวบรัดเกิดเหตุ แต่บางอันกลับถูกเสนอแบบ ยืดยาว ยืดยาดน่ารำคาญ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/08/sevenswordsmen14.jpg" alt="" /></p>
<p>ไอ้ความน่ารำคาญประเภทหลังที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ การผูกเรื่องราวรักสามเส้า แบบอุรังตังนังในทำนองหนังน้ำเน่า ที่ตัวละคร รักซ้อนซ่อนเงื่อนสามเส้า สี่เส้า ผูกผันหลากหลายตัวละคร กันเสียจนวุ่นวาย ตั้งแต่ ฮั่นจื่อปัง หนึ่งในเจ็กกระบี่ ที่มีคู่หมั่นเป็นลูกสาวหัวหน้าหมู่บ้าน หลิวหยูฟาง โดยมู่หลันก็แอบหลงรักนางอยู่ลึกๆ แต่สาวเจ้าเกิดหลงรัก พี่ใหญ่แห่งเจ็ดกระบี่อย่าง จูเส้าหนาน ซึ่งมีคนรักเป็น ทาส และนางบำเรอสาวของขุนพลแมนจูนาม มุกมรกต</p>
<p>ยังไม่จบครับ เมื่อมุกมรกต เสียชีวิต จูเส้าหนานได้พบกับหญิงสาวอีกคนที่ทำให้หัวใจของเขาหวั่นไหว นางโจรชุดแดง เฟยหงจิน ผู้ห้าวหาร แต่นางหลงรักศิษย์น้องของเขา อย่าง หยางหยุนชง อยู่ก่อนแล้ว หยางหยุนชง ไม่ตอบรับรักนั้นเพราะเขา มีสัมพันธ์ทั้งทางใจ และทางกายกับ ลูกสาวนายพลแมนจู หนาหลานหมิงฮุ่ย อยู่แล้ว แต่ความรักของทั้งสองก็เต็มไปด้วยอุปสรรค เนื่องจากหญิงสาวสูงศักดิ์ได้ หมั่นหมายกับองค์ชายแห่งแมนจูไว้ก่อนหน้าแล้ว</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/08/sevenswordsmen16.jpg" alt="" /></p>
<p>เรื่องราวความรักในหนังกำลังภายในนั้นช่วย สร้างความชุ่มชื่น อบอุ่นให้กับหนังกำลังภายในได้ไม่น้อย แต่ถ้ามากเกินเหตุ และไม่สมเหตุสมผล ก็ทำลายหนังได้เหมือนกัน Seven Swords of Heaven Mountain เป็นตัวอย่างที่ผู้สร้าง ใช้เรื่องรักจนเลยเถิด สร้างความน่าเบื่อน่ารำคาญ และทำลายเนื้อเรื่องหลักไปไม่น้อย</p>
<p>Seven Swords of Heaven Mountain เป็นงานที่สร้างโดยฮ่องกง และจีนแผ่นดินใหญ่ เห็นได้จากดาราที่มาจากทั้งสองแห่ง หนังดำเนินงานสร้างโดยคนฮ่องกงอย่างฉีเคอะ เช่นเดียวกับผู้กำกับที่มีด้วยกันอยู่หลายคน  และกำกับคิวบู๊โดยนักบู๊รุ่นลายคราม หยวนบัน (Yuen Bun)</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/08/sevenswordsmen17.jpg" alt="" /></p>
<p>โดยหนังถ่ายทำในประเทศจีนตลอดทั้งเรื่อง หนังอาจจะไม่ได้อลังการงานสร้างในระดับ มักรหยก (ที่สร้างโดย CCTV และผู้กำกับ เจิ้งจงจี) แต่ก็ถือว่ามีระดับใช้ได้ การใช้โลเกชั่นที่แตกตางจำพวก ทะเลทรายอันแร้นแค้น และภูเขาหิมะอันอ้างว้าง ก็ช่วยสร้างบรรยากาศพิเศษให้กับหนัง แตกต่างจากหนังประเภทเดียวกันเรื่องอื่นๆ โดยทั่วไป</p>
<p>สิ่งที่ฉุดอารมณ์ และคุณค่าโดยรวมของหนัง อีกประการก็คือ การใช้เทคนิคพิเศษทางคอมพิวเตอร์แบบไม่ประมาณต้น หนังใช้ CG สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจอยู่หลายฉาก ไม่ว่าจะเป็นฉากหลอมกระบี่ หรือสร้าง รัศมี หรือพลังนุภาพ จากท่วงท่า กำลังภายใน การออกอาวุธ เหวี่ยงกระบี่ ของบรรดาตัวละครจอมยุทธทั้งหลายในเรื่อง เอาใจว่าการใช้เทคนิคพิเศษลักษณะนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชมชาวจีน ที่ชื่นชอบเป็นเพิเศษ กับหนังกำลังภายในเทคนิคลักษณ์นี้ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยแสง หรือเหาะเหิรเดินอากาศ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/08/sevenswordsmen11.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่เทคนิคที่ Seven Swords of Heaven Mountain ดูราคาถูกไม่สมจริง ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับเทคนิคทางต่างประเทศอื่นๆ แค่ลำพังหนังกำลังภายในหลายๆ เรื่อง Seven Swords of Heaven Mountain ก็แพ้หลุดลุ้ยแล้ว ปัญหานี้ทำลายความน่าเชื่อถือ ความหนักแน่นนของหนังไปไม่น้อย แต่อย่างน้อยการกำลังคิวบู๊ก็ยังใช้การได้ เป็นฉากต่อสู้ที่สร้างความน่าตื่นเต้นได้ดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะการดวลกระบี่ทั้งหลาย</p>
<p>ดาราทั้งหลายสนเรื่อง ก็แสดงบทบู๊ได้ดี ที่น่าชื่นชม ที่เป็นเพิเศษก็คือ เจ้าเหวินจั่ว เด็กปั่นเมื่อซักสิบกว่าปีก่อนของฉีเคอะ ที่ได้มีโอกาศกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง ส่วนคนที่สองก็คือดารา อาวุโส หยูเจิ้งฮุย ที่แฟนจีนรุ่นเก่า อาจจะยังจำหน้ากันได้บ้าง จากบทตัวร้ายในหนัง "เสี้ยวลิ้มยี่" ของหลี่เหลียงเจี๋ย ทั้งสองภาค ก็กลับมาไว้ลายในหนังเรื่องนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม เรียกว่าในบทเดียวกันกับหนังใหญ่ ที่แสดงโดย ปรมจารย์หลิวเจียเหลียง หยูเจิ้งฮุยก็แทบไม่ได้ด้อยกว่า และติดจะเหลื่อมหน้านิดๆ ด้วยซ้ำ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/08/sevenswordsmen01.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
</strong><strong>กำกับ - </strong>Jacob Cheung Chi Leung, Clarence Ford, Lam Kin Lung, Marco Mak Chi Sin, Gary Sing<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong> Tsui Hark<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Tsui Hark, Cheung Chi Sing, Chun Tin Nam, Wu Jiu Xi, Liu Yu Zhu, Li Chang Fu<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Billy Chan Wui Ngai, Yuen Bun, Lau Kar Leung, Ku Huen Chiu, Yu Cheng Hui, Ling Chi Wah, Xu Xiang Dong, Hung Yan Yan<br />
<strong> แสดงนำ -</strong>Vincent Chiu Man Chuk, Yu Cheng Hui, Ji Chun HuaAda Choi Siu Fan, Sang Wei Lin, Gallen Law Ka Leung, Ray Lui Leung Wai, Liu Yue, Leung Kar Yan, Ai Dai, Kiu Chen Yu, Patrick Tam Yiu Man, Wong Hok Ping</li>
<li><strong>Thailand Distribution </strong>- ชื่อไทยว่า "เจ็ดกระบี่ ไร้เทียมทาน" ออกเป็น VCD DVD แล้ว</li>
<li><strong>Rating - </strong>4/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Forbidden Kingdom - หนึ่งต่อหนึ่ง ใหญ่ฟัดใหญ่ (2008, Rob Minkoff)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=149</link>
<pubDate>Sun, 20 Apr 2008 11:58:40 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=149</guid>
<description><![CDATA[by Somyos Thiamtawan

คอหนังแอคชั่นชนิดแฟนพันธุ์]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><strong>by </strong>Somyos Thiamtawan</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp02.jpg" alt="" /><strong></strong></p>
<p>คอหนังแอคชั่นชนิดแฟนพันธุ์แท้ (โดยเฉพาะหนังแอคชั่นฮ่องกง) คงเคยพากันตั้งคำถาม (ที่เอื้อเหลือเกินกับการนำไปสร้างเป็นหนังคัลต์) ประเภท ถ้านักบู๊คนนั้นกับนักบู๊คนนี้มาเจอกัน ใครจะเป็นฝ่ายชนะ และใครจะเป็นฝ่ายพ่ายจนต้องไปหยอดน้ำข้าวต้ม ซึ่งแน่นอนว่า สองในบรรดาชื่อดาราแอคชั่น ที่ได้รับการกล่าวถึงในทำนองนี้ย่อมต้องมีชื่อของ เฉิงหลง (Jackie Chan) และหลี่เหลียนเจี๋ย (Jet Li) ติดอยู่ด้วยอย่างแน่นอน<!--more--></p>
<p>เป็นเวลายาวนานเกือบสามทศวรรษแล้ว ที่เฉิงหลงและหลี่เหลียนเจี๋ย ต่างสร้างผลงานภาพยนตร์ประดับวงการบันเทิงฮ่องกง พวกเขาสร้างมาตรฐานใหม่ ๆ พร้อมกับพัฒนาหนังแอคชั่นศิลปะการต่อสู้ ที่ได้ชื่อว่าเป็นมรดก อันล้ำค่าอีกชิ้นหนึ่งของชาวจีนให้เป็นที่รู้จักของสังคมโลก ขณะเดียวกัน ก็มีหลายคนที่อยากเห็นสองดารามาประกบกันในหนังสักเรื่อง ในที่สุดความฝันนั้นก็เป็นจริงแล้ว กับหนังตะลุยอาณาจักรจีนโบราณ ที่พาเหล่าตัวละครในนิยายมาโลดแล่นบนหน้าจอ หนังที่ชื่อ The Forbidden Kingdom</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jackie_chan_stars_as_lu_yan_in_the_.jpg" alt="" /></p>
<p>เจสัน (ไมเคิล แองการาโน) เด็กหนุ่มอเมริกันบ้ากังฟู ผู้หมั่นเพียรฝึกฝนในโลกของตน แต่กลับเป็นไอ้ขี้แพ้ในโลกแห่งความจริง วันหนึ่งโชคชะตาดันเล่นตลกให้เขาย้อนเวลาข้ามภพไปยังประเทศจีนโบราณ ด้วยอิทธิฤทธิ์ของกระบองวิเศษในโรงรับจำนำที่เขาไปบ่อย ๆ ที่นั่นเจสันได้พบกับจอมยุทธ์ฝีมือฉกาจฉกรรจ์สามคน ได้แก่ ลู่หยาน (เฉิงหลง) ปรมาจารย์มวยหมัดเมาหัวกระเซิง นางแอ่นทองคำ (หลิวอี้เฟย) จอมยุทธ์สาว ผู้สุมไปด้วยไฟแค้น และหลวงจีนใบ้ (หลี่เหลียนเจี๋ย) นักบวชผู้เคร่งขรึม</p>
<p>ทั้งสี่ออกเดินทางร่วมกันเพื่อไปปลดปล่อยพญาวานร ซุนหงอคง จากการถูกจองจำโดยขุนศึกหยกผู้ชั่วร้าย (โจวเจ้าหลง) โดยระหว่างทาง พวกเขาต้องต่อกรกับ นางพญาผมขาว (หลี่ปิงปิง) และเหล่าสมุนต่าง ๆ จนในที่สุด เจสันต้องเอาชนะตนเอง ด้วยการดึงพลังความกล้าหาญของเขา ออกมาเพื่อปฏิบัติภารกิจ ที่สำคัญที่สุดในชีวิตและเพื่อพิสูจน์ให้โลกได้เห็นว่า เขาก็ ‘ยิ่งใหญ่’ ไม่แพ้ใครเหมือนกัน</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp07.jpg" alt="" /></p>
<p>นับแต่แรกเริ่มประกาศโครงการออกมาภายใต้ชื่อชั่วคราวว่า The J &#38; J Project (คงเดาได้ไม่ยากว่า J สองตัวย่อมาจากอะไร) และวางตัวเจ้าของโครงการนี้ คือ จอห์น ฟัสโก (Hidalgo, The Babe) ในตำแหน่งคนเขียนบท พร้อมกับการทาบทาม ร็อบ มินคอฟ (The Lion King, Stuart Little) มาเป็นผู้กำกับ ภายใต้การร่วมสร้างของ Lionsgate Company และ Weinstein Company</p>
<p>สองบริษัทสร้างหนังชื่อ (ไม่ค่อย) ดังของฮอลลีวู้ด ก็มีเสียงปรามาสอย่างหนักหน่วง ว่านี่คงจะเป็นหนังลูกกวาด จากฮอลลีวู้ดอีกเรื่องหนึ่ง ที่ภายนอกเปี่ยมสีสันจัดจ้าน ทว่าภายในคงจืดชืดและกลวงโบ๋ โดยเฉพาะการเอาเรื่องแบบตะวันออกไปฝากไว้กับทีมผู้สร้างตาน้ำข้าว (เกือบ) ล้วน ๆ ก็ก่อให้เกิดกระแสวิตก ในหมู่ชาวจีน ว่าจะสะท้อนรากฐานวัฒนธรรมของพวกตน ออกมาได้สักกี่มากน้อย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ที่กังวลเหล่านั้นด้วยครับ เพราะทีมผู้สร้างหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะ ฟัสโก ผู้คิดค้นไอเดียต่าง ๆ ที่ดูจะทำการบ้านมาละเอียดพอสมควร ส่งให้ตัวหนังดูมีความเป็น “จีน” มากถึง 85% กระทั่งเทียบกับหนังสัญชาติฮ่องกง ที่สร้างจากวัฒนธรรมจีนเหมือนกันอย่าง A Chinese Tall Story แล้ว The Forbidden Kingdom ยังดูเข้าที่เข้าทางกว่ามากนัก แค่ฉากเปิดเรื่องของหนัง ก็มีสิ่งหนึ่งที่จะทำให้แฟน ๆ หนังจีนอุ่นใจขึ้นมาทันทีว่า ฟัสโกนั้น ‘รัก’ และ ‘รู้’ จริงในเรื่องหนังจีน (โดยเฉพาะหนังกำลังภายใน) เพราะเขาเอาแผ่นใบปิดหนังจีนเก่า ๆ มากมายของทั้งชอว์บราเธอร์สและโกลเด้น ฮาร์เวสต์มาใส่เปิดเรื่องเสียเลย (เชื่อว่า เมื่อคอหนังจีนกำลังภายในท่านอื่น ๆ ได้ชม คงแอบขำเหมือนผมเป็นแน่ครับ)</p>
<p><span style='text-align:center; display: block;'><object width='425' height='350'><param name='movie' value='http://www.youtube.com/v/udjL15SbyHk'></param><param name='wmode' value='transparent'></param><embed src='http://www.youtube.com/v/udjL15SbyHk&rel=0' type='application/x-shockwave-flash' wmode='transparent' width='425' height='350'></embed></object></span></p>
<p>ไม่ใช่แค่เอาโปสเตอร์หนังมาแปะเท่านั้น แต่ฟัสโกยังเข้าถึงแก่นลึก ด้วยการนำสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างปรัชญาการใช้ชีวิตของลัทธิเต๋า (สำหรับผู้เป็นแฟนคลับของ บรูซ ลี คงสังเกตเห็นอิทธิพลเชิงปรัชญา ที่หนังได้รับมาจากราชันย์กังฟูเป็นแน่แท้) ผ่านตัวละครที่กรำเคี่ยวกับโลกและชีวิตมายาวนานอย่าง ลู่หยาน และที่เป็นรูปธรรมอาทิ วรรณกรรมและหนังจีน มาใช้จนทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาดูไม่ต่างกับหนังจีนเรื่องหนึ่ง กล่าวเช่นนี้ คงมีสาวกหลายคน กลัวว่าหนัง หรือวรรณกรรมโปรดของตน จะถูกนำมาปู้ยี่ปู้ยำจนเละตุ้มเป๊ะ ตัวผมเองก็สารภาพนะครับว่า ตอนแรกคิดเช่นนั้น ทว่าเมื่อได้ชมก็ต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะ The Forbidden Kingdom ไม่ได้ดัดแปลงจากหนังหรือวรรณกรรมจีนตามข่าวที่ออกมาตอนแรก หากแต่รับเอาอิทธิพลและหยิบยืมตัวละครมาจากตำนานของจีนหลาย ๆ เรื่องเท่านั้น</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp01.jpg" alt="" /></p>
<p>โดยมีสามองค์ประกอบหลัก ที่นับเป็นแรงบันดาลใจที่แท้จริง ให้หนังเรื่องนี้ได้เกิดขึ้น ได้แก่ ไซอิ๋ว (Journey to the West) ผลงานการประพันธ์ของ อู่เฉิงเอิน หนึ่งในสี่นิยายที่คลาสสิกที่สุดของจีนที่ชาวไทยรู้จักกันดี สะท้อนอิทธิพลให้เห็นเด่นชัดกับตัวละคร ซุนหงอคง ที่แสดงโดย หลี่เหลียนเจี๋ย ถัดมาคือ เทพโป๊ยเซียน (The Eight Immortals) เซียนแปดองค์ที่โด่งดังตามความเชื่อของลัทธิเต๋า และเป็นกลุ่มเทพเจ้าที่ชาวจีนนับถือมาช้านาน ตำนานนี้ถูกจับผสมกับ ไอ้หนุ่มหมัดเมา ตัวละครสุดคลาสสิกของเฉิงหลง ออกมาเป็น ลู่หยาน จอมยุทธ์พเนจรที่เฉียบคมทั้งฝีมือและฝีปาก (ส่วนผู้ที่มารับบทก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเฉิงหลงเอง)</p>
<p>สุดท้ายคือ นางพญาผมขาว จากนิยายอมตะของ เนี่ยอู้เซ็ง (ที่ครั้งหนึ่งถูกสร้างเป็นหนังกำกับโดย รอนนี่ หยู) จากที่เป็นนางมาร ผู้ยอมปล่อยให้ความเคียดแค้นเข้าครอบงำ จนผมทั้งศีรษะกลายเป็นสีขาวโพลนในเวอร์ชั่นนิยาย กลายมาเป็นลูกสมุนของขุนศึกหยก ที่ถูกส่งให้มาตามล่าเอากระบองวิเศษคืนไป เพื่อขอความอ่อนเยาว์และเป็นอมตะคืนสู่ตนอีกครั้ง</p>
<p>เทียบกันทั้งสามตำนานแล้ว นางพญาผมขาวดูจะด้อยชั้นที่สุดในแง่ของชื่อเสียง ความโด่งดัง ตัวดาราที่มารับบทอย่าง หลี่ปิงปิง (Li Bing Bing) ก็ไม่ได้รวยผลงานจอเงิน (จะหนักทางจอแก้วมากกว่า) อย่างเฉิงหลงและหลี่เหลียนเจี๋ย จุดนี้ส่งผลกระทบต่อรัศม ีและบารมีของเธอไม่น้อยยามเมื่อขึ้นจอพร้อมกับดาราคนอื่น ๆ แม้ว่าหน้าตาสะสวยและผมขาวทรงเสน่ห์ (!?) จะทำให้เธอดู ‘ขึ้น’ บนจอก็ตาม ทั้งนี้ยังไม่นับรวม ‘ความลึก’ ของนางพญาผมขาวที่เมื่อเทียบกับตัวละครต่าง ๆ ในเรื่องแล้ว ดูตื้นที่สุด ไม่ว่าจะในด้านการกระทำหรือที่มาที่ไปของเธอที่ดูทะแม่ง ๆ พิกล อย่างไรก็ตาม โชคยังดีที่ความมานะพากเพียรในการฝึกซ้อมบทบู๊ (ทั้งการขี่ม้าและการฝึกหมัดมวย) ของหลี่ปิงปิง ปรากฎผลลัพธ์ออกมาให้เห็นในฉากแอคชั่นของเธอ ทำให้เธอยังพอได้รับการจดจำจากผู้ชม (หนุ่ม ๆ) อยู่บ้าง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp06.jpg" alt="" /></p>
<p>เสียงบ่นระงมส่วนใหญ่ของคนรักหนังศิลปะการต่อสู้ (โดยเฉพาะบรรดาแฟนคลับของเฉิงหลงและหลี่เหลียนเจี๋ย) ตกไปอยู่ที่การนำนักแสดงผิวขาวชาวนิวยอร์กอย่าง ไมเคิล แองการาโน (Michael Angarano) ผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านศิลปะการต่อสู้มาก่อนมารับบทพระเอก ในขณะที่หลี่เหลียงเจี๋ย และเฉิงหลงกลับถูกวางบทให้เป็นตัวละครอาจารย์ เพื่อดันพระเอกชาวฝรั่งแทน เชื่อว่าคำครหานี้คงหมดไป สำหรับผู้ที่ได้ชมหนังเรื่องนี้แล้ว เพราะต้องยอมรับว่า แม้จะเป็นพระเอก แต่ตัวละคร เจสัน นี้ แทบเรียกได้ว่า ‘จืดสนิท’ กล่าวคือไม่มีเอกลักษณ์ใด ๆ ให้ผู้ชมจดจำได้เลย นอกจากการเป็นนักแสดงฝรั่งคนเดียวที่ได้ร่วมเดินทางกับสามชาวฮ่องกง ซึ่งการมีเชื้อชาติที่แตกต่างนี้ คงช่วยอะไรได้บ้าง หากสองในสามชาวฮ่องกงที่ว่าไม่ได้เป็น ‘ซูเปอร์สตาร์’ แห่งเอเชีย ยังไม่นับรวมการแสดงศิลปะการต่อสู้ ที่พระเอกหนุ่มถูกขโมยซีนจากดาราที่ร่วมแสดงเสียไม่เป็นท่า</p>
<p>ที่พอจะอภัยให้ได้คือ การแสดงบทดราม่า ซึ่งแองการาโนทำได้ไม่เลวทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องราวประเภท Coming of Age (ลักษณะเดียวกับที่เขาเคยแสดงในหนังเรื่อง Sky High) การแสดงเป็นหนุ่มขี้แพ้อย่าง เจสัน (ที่รูปลักษณ์ของแองการาโนดูเหมาะสมมาก ๆ) ที่พยายามก้าวผ่านวัย และความอ่อนแอด้วยการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงจนกระทั่งเป็น “ยอดคน” ที่สามารถเอาชนะศัตรูที่ยิ่งใหญ่กว่าได้อย่างงดงามในตอนท้ายเรื่อง นอกจากจะเปิดโอกาสให้แองการาโนได้โชว์ทักษะทางการแสดงที่ต้องค่อย ๆ เผยถึงพัฒนาการของตัวละครแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงข้อคิด เกี่ยวกับการไล่ตามความฝันของคนตัวเล็กคนหนึ่ง ที่ผู้สร้างพยายามหยิบยื่นให้กับผู้ชมนอก เหนือจากความสนุกสนานอีกด้วย</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fking4.jpg" alt="" /></p>
<p>อีกประเด็นหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงกันมากคือ การให้สองพระเอกนักบู๊คนดัง แสดงคนละสองบทบาท สองตัวละคร เฉิงหลงรับบท ลู่หยาน และชายแก่ในโรงรับจำนำ ส่วนหลี่เหลียนเจี๋ย แสดงเป็นหลวงจีนใบ้ และราชาวานร ซุนหงอคง</p>
<p>สำหรับเฉิงหลง ดูไม่น่ามีปัญหาเท่าใดนักกับบทเซียนหมัดเมาอย่างลู่หยาน เพราะตัวละครตัวนี้แทบจะเป็นตัวเดียว กับไอ้หนุ่มหมัดเมาที่เขาเคยเล่น จนโด่งดังในอดีตเกือบทุกกระเบียด ที่น่าสนใจคือ บทอาแปะเจ้าของโรงรับจำนำที่เฉิงหลงต้องถูกจับแปลงโฉมจนดูแก่สุด ๆ แทบไม่เหลือเค้าเดิม ซึ่งเมื่อรวมกับการแสดงที่แนบเนียนทั้งการพูดการจา ตลอดจนท่วงท่าการเคลื่อนไหวร่างกาย ที่ดูราวกับเป็นคนละคน ชวนให้เชื่อว่าตัวละครตัวนี้ ‘แก่’ จริง</p>
<p>ในส่วนของหลี่เหลียนเจี๋ย ก็เป็นที่จับตามองไม่แพ้กัน กับการรับบทเป็นสองคาแรคเตอร์ที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว ตัวละครหลวงจีนใบ้คงไม่เป็นอุปสรรคมากนัก ความเคลือบแคลงสงสัยต่าง ๆ ล้วนพุ่งเป้าไปที่การแสดงเป็นฉีเทียนไต้เซียที่แสนซุกซน อยู่ไม่สุขของคนเงียบขรึมอย่างเจ็ต ลีว่าจะดีสักแค่ไหน ผลที่ออกมาก็นับว่าเซอร์ไพรซ์ยิ่ง หลี่เหลียนเจี๋ยให้การแสดงที่ยอดเยี่ยม ทั้งดูดีในบทหลวงจีนใบ้ และสอบผ่านกับการเป็นซุนหงอคงด้วยเกรดสูงลิ่ว</p>
<p>และคงต้องกล่าวว่า เพราะหลี่เหลียนเจี๋ยนี่เอง ที่ทำให้ราชาวานรกลายเป็นตัวขโมยซีนที่แท้จริงของหนัง โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่อง ที่ซุนหงอคงสำแดงฤทธิ์บนสวรรค์ ด้วยกระบองวิเศษได้อย่างน่าดู รวมถึงฉากการคืนชีพของราชันย์แห่งลิงที่ทำออกมาได้อลังการไม่น้อย แถมท้ายอีกนิดสำหรับผู้ที่สงสัยว่า ทำไมหลวงจีนใบ้ถึงมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับซุนหงอคง แต่ยังไม่ได้ชม ก็ลองไปชมกันครับ แล้วท่านจะพบทางออกที่ผู้สร้างเตรียมไว้ให้ท่านอย่างชาญฉลาดแล้ว</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/xin_253040518090185974637.jpg" alt="" /></p>
<p>สำหรับนางเอกสาวของเรื่อง หลิวอี้เฟย (Crystal Liu Yifei) นักแสดงสาวเจ้าของสมญานาม “นางฟ้า” ขวัญใจของใครหลาย ๆ คน ก่อนหน้านี้ เธอโด่งดังจากการแสดงในละครทีวีชุด 8 เทพอสูรมังกรฟ้า และมังกรหยก ภาค 2 ด้วยประสบการณ์การแสดงหนังกำลังภายในจอแก้ว และใบหน้าสะสวยเยี่ยงอิสสตรีจีนโบราณ คงเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้เธอได้รับการคัดเลือก ให้มาแสดงเป็นวีรสตรีหนึ่งเดียวของเรื่องอย่าง นางแอ่นทองคำ</p>
<p>ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า แม้จะมีทักษะการแสดงคิวบู๊ที่ไม่เลว (มีข่าวว่า เธอแทบไม่ใช้สตันท์แสดงแทนเลย) แต่หลิวอี้เฟยก็เป็นอีกคนในเรื่อง ที่ถูกรัศมีของทั้งเฉิงหลง และหลี่เหลียนเจี๋ยบดบังเสียจนแทบหาความโดดเด่นไม่เจอเลย ยังดีที่มีพล็อตย่อยเกี่ยวกับอดีตอันแสนขมขื่น และความรักข้ามสัญชาติ (รวมถึงข้ามภพด้วย) ระหว่างนางแอ่นทองคำกับเจสัน เข้ามาเสริมความลึกให้กับตัวละครตัวนี้ ช่วยทำให้หนังดูมีอารมณ์นุ่มนวลหวานซึ้งขึ้นมาได้มาก</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp09.jpg" alt="" /></p>
<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า หัวใจหลักของ The Forbidden Kingdom คือ คิวบู๊ ฉากแอคชั่นต่อยตี ที่เมื่อได้สองพระเอกนักบู๊แห่งยุคมาแสดงทั้งที คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกคาดหวังในแง่ของคุณภาพ ผู้ที่ได้รับการไว้วางใจ จากทั้งเฉิงหลงและหลี่เหลียนเจี๋ยให้มาสร้าง ‘คุณภาพ’ ที่ว่านี้ คือ หยวนหวูปิง นักออกแบบคิวบู๊มือวางอันดับหนึ่งของโลก ที่ในอดีตเคยร่วมงานจนคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับคนทั้งคู่ ... เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า หยวนหวูปิงชมชอบการออกแบบคิวบู๊ โดยใช้ลวดสลิงและศิลปะการต่อสู้รูปแบบทางเหนือเป็นส่วนประกอบหลัก</p>
<p>เห็นได้จากงานชิ้นก่อน ๆ ที่เขาสนุกกับสององค์ประกอบนี้มาก เสียจนภาพที่ออกมาดูไม่ต่างจากหนังแฟนตาซี ในคราวนี้ ผู้กำกับคิวบู๊วัย 63 ยอมที่จะลดความสนุกของตัวเองลง โดยการยืนพื้นหลัก ๆ ด้วยศิลปะการต่อสู้แบบโบราณของจีน ทั้งการใช้ศาสตราวุธและเพลงหมัดชนิดต่าง ๆ (ที่โดดเด่นมาก คือมวยหมัดเมาตำรับดั้งเดิมของเฉิงหลง) แต่งเติมสีสันเล็กน้อยด้วยลวดสลิงและสเปเชียล เอฟเฟกต์ ส่งให้ฉากต่อสู้ต่าง ๆ ที่ได้รับการบรรจงประดิดประดอยออกมา ทั้งดูสมจริงสมจังและตื่นเต้นเร้าใจไปพร้อมกัน</p>
<p>โดยฉากแอคชั่นที่ ‘เฉียบ’ ที่สุดในเรื่อง เห็นจะเป็นฉากสำคัญที่หลวงจีนใบ้ กับลู่หยานประมือกันด้วยเพลงหมัดสารพัดชนิดตอนกลางเรื่อง ฉากนี้ลงตัวในทุกด้านนับแต่การวางมุมกล้อง ฉากหลัง ดนตรีประกอบ จังหวะการกำกับแอคชั่น ไปจนถึงฝีมือการแสดงคิวบู๊ระดับเซียน ของเฉิงหลง และหลี่เหลียนเจี๋ยที่รวดเร็วเทียบเท่ากันแทบทุกกระบวนท่า จึงไม่แปลกใจที่หลายคน (รวมทั้งผม) ลงความเห็นว่า ฉากพะบู๊ความยาวประมาณ 5 นาทีนี้ เข้าขั้นเป็น ‘ตำนาน’ อีกบทหนึ่งของหนังศิลปะการต่อสู้เลยทีเดียว</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fking3.jpg" alt="" /></p>
<p>นอกจากรุ่นลุงอย่างเฉิงหลงและหลี่เหลียนเจี๋ย The Forbidden Kingdom ยังได้ดารานักบู๊รุ่นอา ผู้ที่ช่วงนี้เริ่มกลับมารุ่งอีกครั้งอย่างโจวเจ้าหลง (Collin Chou Siu-Lun) มาร่วมสร้างสีสันในบทขุนศึกหยกผู้ชั่วร้ายด้วย ตัวละครตัวนี้โดยเนื้อแท้แล้วไม่ใช่คนชั่วร้าย เขาแค่ถูกอำนาจเกียรติยศ เข้าครอบงำจนต้องการรักษาอาณาจักร ให้อยู่ภายใต้เงื้อมมือของเขาตราบนานเท่านาน เมื่อซุนหงอคงมาแย่งชิงอำนาจ เขาจึงต้องจัดการสั่งสอนให้รู้สำนึก แม้จะต้องใช้เล่ห์กลสกปรกก็ตาม...</p>
<p>ด้วยร่างกายสูงใหญ่และใบหน้านิ่งเรียบราวหินผา ทว่าแฝงประกายตาและรอยยิ้มแข็งกร้าวที่น่ายำเกรงของโจวเจ้าหลง ทำให้นักแสดงหนุ่มไปได้ดีกับบทนี้เหลือเกิน โจวเจ้าหลงแสดงหนังมาตั้งแต่ช่วงปลายยุคทศวรรษ 1980 มีงานออกมาให้คนดูผ่านตาพอสมควร ก่อนจะฟุบไปช่วงหนึ่ง และกลับมาเฉิดฉายอีกครั้งกับบทเซราฟในหนังไตรภาคชุด The Matrix อดีตหนึ่งในทีมสตันท์แมนของหงจินเป่าผู้นี้ มีทักษะความสามารถในด้านกังฟู และการแสดงฉากบู๊ที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการใช้อาวุธจีนโบราณ ใน The Forbidden Kingdom โจวเจ้าหลงก็ไม่ลืมที่จะอวดลีลาพะบู๊ด้วยศาสตราวุธให้ผู้ชมได้ดูกัน โดยเฉพาะฉากต่อสู้ไคลแมกซ์ระหว่างเขากับหลี่เหลียนเจี๋ยที่พลิ้วไหว งดงามสมศักดิ์ศรีดารากังฟูรุ่นเก๋าจริง ๆ</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fking1.jpg" alt="" width="500" height="334" /></p>
<p>ตรงข้ามกับหนังจีนสัญชาติฝรั่งเรื่องอื่น ๆ... The Forbidden Kingdom ดูจะให้ภาพของชาวตะวันออกในแง่ Positive ไม่น้อย ตัวละครชาวจีนในเรื่อง เป็นคนดี มีคุณธรรม ขณะที่พวกมะกัน (ยกเว้นพระเอกของเรื่อง) กลับถูกสร้างออกมาดูเลวสุด ๆ (เหมือนหนังคนจีนสร้างยังไงยังงั้น) หนังยังหยิบยืมสูตรตายตัวต่าง ๆ ของหนังกังฟูฮ่องกงมาใช้ด้วย ที่เห็นชัด ๆ คือ ฉากการฝึกฝนวรยุทธ์ของตัวเอก (ดูแล้วน่าสงสารปนขบขันหนุ่มแองการาโนเหลือเกิน ที่ต้องมารับมือรับเท้าแบบในหนังเรื่อง ไอ้หนุ่มพันมือ (Snake in the Eagle’s Shadow) และ ไอ้หนุ่มหมัดเมา (Drunken Master) จากอาจารย์สุดเข้มงวดทั้งสอง) หรือฉากการช่วยเหลือกันและกันของฝ่ายธรรมะ (ซึ่งเห็นได้ชัดเจนในฉากไคลแมกซ์ของหนัง กับการยกทีมมาช่วยกลุ่มพระเอกของเหล่าศิษย์วัดเส้าหลิน ที่ดูแล้วน่าซาบซึ้งใจเหลือเกิน)</p>
<p>นอกจากนี้ The Forbidden Kingdom ยังแอบโปรโมตเมืองจีน (หลังจากได้รับการสนับสนุน และอำนวยความสะดวกเต็มที่ของรัฐบาลจีน) ด้วยการยกกองถ่ายไปถ่ายทำกันถึงสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองจีนด้วย ไม่ว่าจะเป็นทะเลทรายโกบี สวนดอกเหมยเมืองฟางเยี่ยน น้ำตกเมืองเซียนจวี หรือป่าไผ่เมืองอังจวี (สถานที่ที่เคยใช้ถ่ายทำ พยัคฆ์ระห่ำ มังกรผยองโลก (Crouching Tiger, Hidden Dragon) มาก่อน) ซึ่งเมื่อได้รับการส่งเสริมจากเทคโนโลยีงานสร้างชั้นเลิศ และฝีมือการกำกับภาพระดับเทพ ของหนึ่งในผู้กำกับภาพชั้นแนวหน้าของโลกอย่าง ปีเตอร์ เปา (Peter Pau Tak-Hei) ก็ทำให้ภาพวิวทิวทัศน์ที่ออกมาดูสวยงาม ตระการตาและได้อารมณ์แบบหนังจีนร่วมสมัยดีจริง ๆ</p>
<p>การที่ภาพรวมตลอดจนภาพลักษณ์ของหนังที่ออกมาถูกใจคนเอเชียเช่นนี้ คงต้องขอขอบคุณ ร็อบ มินคอฟ เป็นโชคดีของผู้ชมที่ผู้กำกับที่เคยทำหนังการ์ตูนอย่าง The Lion King หรือหนังครอบครัวอย่าง Stuart Little คนนี้ เป็นคนที่สนใจและเข้าใจในความเป็นจีน แถมยังรู้จักเมืองจีนเป็นอย่างดีด้วย (ร็อบเคยมาเมืองจีนหลายครั้ง ทั้งยังเคยไปเป็นอาจารย์พิเศษ ด้านอนิเมชั่นที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งอีกด้วย) จึงนับว่าเหมาะสมยิ่ง ที่ได้คนอเมริกันที่หลงใหลวัฒนธรรมตะวันออกเช่นนี้ มารับหน้าที่คุมบังเหียนใหญ่</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp03.jpg" alt="" /></p>
<p>ซึ่งมินคอฟก็ไม่ทำให้ผู้ชมต้องผิดหวัง เขาเลือกจะควบคุมบรรยากาศ จังหวะจะโคน ไปจนถึงภาพรวมของหนัง ด้วยการเล่าเรื่องจากมุมมองของเจสัน เสมือนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ป็นเพียงความฝัน หรืออุดมคติที่เด็กหนุ่มอเมริกันคนหนึ่งมีต่อวัฒนธรรม และตำนานของจีน วิธีนี้เปิดโอกาสให้เขาได้ใช้จินตนาการมากกว่าการนำเอาเรื่องราวจีน ๆ มาตีความใหม่ (อันมีความเสี่ยงที่จะ ‘เละ’ สูง) เมื่อบวกรวมกับประสบการณ์จากผลงานชิ้นก่อน ๆ ที่ (ส่วนใหญ่) เป็นหนังครอบครัวของมินคอฟแล้ว ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกหาก The Forbidden Kingdom จะออกมาประมาณ “หนังบู๊ฮามหามันส์ ดูได้ทุกเพศวัย” ซึ่งก็เป็นไปตามคาด แม้จะอุดมไปด้วยฉากแอคชั่นดุดันหนักหน่วงในแบบหนังกังฟูแอคชั่น แต่มินคอฟก็ไม่ลืมที่จะเหลือพื้นที่ให้กับแง่มุมของการให้ความหวัง ให้กำลังใจ และมองโลกในแง่ดี ตามแนวถนัดของเขาได้อย่างแนบเนียน</p>
<p>เห็นกล่าวถึงในแง่บวกมาตลอด ใช่ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ จะไร้จุดบกพร่องใด ๆ นะครับ ปัญหาที่เกิดกับ The Forbidden Kingdom เป็นเรื่องเดิม ๆ ที่เกิดกับหนังจีน (ทั้งในอดีตและปัจจุบัน) นั่นคือ ความสมเหตุสมผลของบท ดูฟัสโกจะเพลิดเพลินกับการผสมผสาน สิ่งที่เขาชอบมากเกินไป จนละเลยหลักตรรกะที่จำเป็นบางประการในการเขียนบทภาพยนตร์ไป ที่มาของตัวละครในเรื่อง ดูไม่ค่อยมีเหตุมีผลนัก แม้กระทั่งกลุ่มตัวเอก (ยกเว้นหลวงจีนใบ้ที่ยังพอรับได้) แม้จะดูน่าดื่มด่ำในอารมณ์และสนุกไปกับฉากต่อสู้ ซึ่งความก้าวหน้าของเทคนิคพิเศษ ได้เปิดพรมแดนแห่งจินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัด ในการสร้างความตะลึงพรึงเพริด (และเชื่อได้ว่าจะมีลีลาที่เร้าใจยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ตามออกมาในอนาคตอย่างแน่นอน)</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/jjp05.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่ตัวหนังก็ยังขาดความราบรื่นกลมกลืนใ นการดำเนินเรื่องและความทะเยอทะยานในการเล่าเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะข้อจำกัดของหนังแอคชั่นกำลังภายในก็เป็นได้ คือมันเป็น Genre ที่ประกอบด้วยสององค์ประกอบสำคัญ นั่นคือ ความพะบู๊ในฉากการต่อสู้ และความจริงจังในเรื่องของคุณธรรม บนความพลิกผันของท้องเรื่องซึ่งเกิดขึ้นในโลกสมมติ เป็นแนวหนังที่สามารถทำให้น่าสนใจได้ แต่ก็ขาดคุณค่าและแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ไป</p>
<p>The Forbidden Kingdom ก็หนีปัญหานี้ไม่พ้นเช่นกัน (ส่วนหนึ่ง เกิดจากการใส่ฉากต่อสู้เข้ามาแบบผิดที่ผิดทาง) หนังมีประเด็นยิบย่อยบางประการที่ผู้สร้างหาทางออกไม่ได้ หรือหาได้ แต่ไม่ค่อยเข้าท่านัก เช่น ฉากการวาร์ป (ฮา) จากโลกแห่งความจริงไปสู่โลกแห่งจินตนาการของเจสัน ที่เป็นการเปิดโอกาสให้ทีมผู้สร้างใส่เทคนิคพิเศษต่าง ๆ เข้าไปเพื่อสร้างความพิศวง ลี้ลับให้กับอำนาจแห่งกระบองวิเศษ แต่เอาเข้าจริง กลับออกมาเป็นภาพเจสันร่วงลงมาจากตึกยุคปัจจุบัน แล้วก็ตัดภาพมาเป็นฉากในกระท่อมจีนยุคโบราณ อันทำให้ฉากที่ควรจะ ‘ขลัง’ ฉากนี้ ห้วนและดูหมดมุขไปอย่างช่วยไม่ได้</p>
<p>แม้ความดีเด่นของ The Forbidden Kingdom อาจไม่เข้าขั้นเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซ แต่ก็นับว่า ‘ใกล้เคียง’ เต็มที โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากความลงตัวขององค์ประกอบต่าง ๆ รวมถึงการเล่าเรื่องที่แม้ยังมีจุดบกพร่องให้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับภาพรวมของตัวหนัง</p>
<p>ยังไม่รวมปฏิกริยาเคมีที่ยอดเยี่ยมระหว่าง เฉิงหลงและหลี่เหลียนเจี๋ย การปรากฎตัวของยอดดารานักบู๊ทั้งสองบนจอในคราเดียวกัน นับว่าสุดยอดแล้ว แต่ที่วิเศษยิ่งกว่าคือ การแสดงชั้นเซียนและการดวลหมัดกันของพวกเขา อันเป็นปรากฎการณ์ที่นานทีจะมีสักครั้ง สิ่งเหล่านี้ช่วยเปล่งรัศมีให้กับหนังได้มากโข... สำหรับแวดวงหนังโลก The Forbidden Kingdom อาจเป็นเพียงหนังแอคชั่นสีสันฉูดฉาดเรื่องหนึ่ง ทว่าสำหรับวงการหนังศิลปะการต่อสู้และแฟนหนังประเภทนี้แล้ว นี่คืองานระดับ ‘คุณภาพ’ อีกชิ้นที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/forbiddenkingdom-still01.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Casey Silver Productions, Huayi Brothers, Relativity Media<br />
<strong> บริษัทจัดจำหนาย - </strong>The Weinstein Company (USA)<br />
<strong> กำกับ - </strong>Rob Minkoff<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Casey Silver<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>John Fusco<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>Peter Pau<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong>Eric Strand<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Harry Gregson-Williams<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Eric Lam<br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Shirley Chan<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Woo-ping Yuen<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Jackie Chan, Jet Li, Collin Chou, Michael Angarano, Liu Yifei, Li Bingbing</li>
<li><strong>Thailand Distribution - </strong> ชื่อไทยในการเข้าฉายคือ "หนึ่งต่อหนึ่ง ใหญ่ฟัดใหญ่"</li>
<li><strong>Rating - </strong>4/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[An Empress and the Warriors - จอมใจบัลลังก์เลือด (2008, Ching Siu-Tung)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=107</link>
<pubDate>Tue, 08 Apr 2008 14:28:37 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=107</guid>
<description><![CDATA[
สถานการณ์ปัจจุบันของหนังกำลังภายใ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/empress5.jpg" alt="" /></p>
<p>สถานการณ์ปัจจุบันของหนังกำลังภายใน นั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการห่ำหั่นกันกันด้วย องค์ประกอบอันอลังการงานสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าอันหรูหรา ฉาก และโลเกชั่น อันใหญ่โตมโหฬาน รวมถึงฉากต่อสู้ที่ต้องออกแบบกันให้วิจิตพิศดารสุดฤทธิ์ ดูเหมือนฮ่องกง ที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับในหนังประเภทนี้ จะต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ อย่างช่วยไม่ได้  มีข้อจำกัดด้านเงินทุน</p>
<p>An Empress and the Warriors ของผู้กำกับเฉิงเสี่ยวตง ดูจะเป็นความพยายาม ต่อสู้ในแนวทางที่ว่า ครั้งล่าสุดจากหนังทำหนังชาวฮ่องกง หนังมีงานสร้างที่ใหญ่โตใช้ได้ (โดยเฉพาะการออกแบบ และสร้าง เกราะ ที่ดูใหญ่โต และเทอะทะอย่างที่ว่าจริง) ดาราน่าสนใจที่ถูกเลือกให้มาประชันกันในหนัง  ทั้งคนนักบู๊มาแรง  เจิ้งจื่อตัน  พระเอกนักร้องเจ้าเสน่ห์ หลีหมิง และที่น่าสนใจที่สุด นางเอกสาวสวย เฉินฮุ่ยหลิน  ที่ชิมลางเช่นหนังย้อนยุคเป็นเรื่องแรก <!--more--></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/empress1.jpg" alt="" /></p>
<p>ขอออกตัวกันล่วงหน้าว่า ผมดู An Empress and the Warriors ด้วยความคาดหวังต่ำนะครับ เนื่องจากได้อ่านบทวิจารณ์มาบ้าง เรียกว่า ส่วนใหญ่จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือหนังโดนถล่มไปเป็นส่วนใหญ่ เฉิงเสี่ยวตง ที่มีฐานะเป็นผู้กำกับคิวบู๊แนวหน้าแห่งวงการภาพยนตร์ปัจจุบัน และโดดเด่นเป็นพิเศษในฉากเหิรเวหา และต่อสู้ด้วยกระบี่ ผลงานในช่วงระยะหลังที่สร้างของเขาให้โด่งดังไปทั่วโลกก็คือ ไตรภาคกำลังภายในของจางอี้โหม่ว นั่นเอง</p>
<p>ในฐานะผู้กำกับเฉิงเสี่ยวตงเป็นเจ้าของงานระดับตำนานอย่าง Swordsman (เดชคัมภีร์เทวดา) A Chinese Ghost Story (โปเย) อย่างไรก็งานเหล่านั้นนับอายุได้ ถึงวันนี้ก็เกินกว่า 15 ปีแล้ว ผลงานในช่วงหลัง หรือกว่าสิบปีที่ผ่านมา หรือพูดง่ายๆ ว่าหลังจากที่เฉิงเสี่ยวตง แยกมาทำงานเอง โดยไม่ตกอยู่ในการช่วยเหลือควบคุม และบดบังรัศมีของฉีเคอะ กลายเป็นว่างานในยุคหลังของเขาคุณภาพเก่าย่ำแย่</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/empress8.jpg" alt="" /></p>
<p>ก่อนอื่นขอเกริ่นถึงชื่อหนังกันก่อนนะครับ ชื่อภาษาจีนของหนังเรื่อง An Empress and the Warriors นั้นคือ "เจียงซานเหมยเหริน" ถ้าใครที่คุ้นเคยกับภาษาจีน และหนังฮ่องกงยุคเก่า ก็คงพอจะคุ้นเคยกันอยู่บ้างว่า นี้เป็นชื่อเดียวกันกับ หนังปี 1959 Kingdom and the Beauty หรือชื่อไทยที่คุ้นเคยกว่าว่า "จอมใจจักรพรรดิ์" แม้นี้จะไม่ใช่งานรีเมกสร้างใหม่โดยตรง  แต่หนังสองเรื่องก็เชื่อมโยง ด้วยเนื้อหาอยู่บ้างในบางจุด หนังเล่าเรื่องของราชนิกูล ผู้สืบทอดบังลัง ที่มีโอกาศได้ลิ้มลองชีวิตแบบสามัญชนในช่วงสั้นๆ หากแต่ตัวละครหลักใน An Empress and the Warriors เปลี่ยนปแลงจากจักรพรรดิ์หนุ่ม เป็นองค์หญิง ผู้แบกรับชตากรรมของประเทศเอาไว้</p>
<p>ในยุคโบราณของจีน แคว้นใหญ่แห่งหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการร้ายแรง และสถานการณ์ตึงเครียด ช่วงเวลาแห่งภัยสงคราม ในการศึกองค์จักรพรรดิ์ ต้องภัยอาวุธของศัตรูบาดเจ็บสาหัสยากแก่การเยียวยา พระองค์ได้ฝากฝังประเทศ และกองทัพไว้กับ แม่ทัพหนุ่มผู้เก่งกาจอย่าง มู่หยงซีหู่ (เจิ้งจื่อตัน) นักรบคนสนิทที่องค์ฮ่องเต้ชุบเลี้ยงไว้ตั้งแต่ยังเด็ก</p>
<p>เมื่อถึงเวลาแห่งสวรรคต บรรดานายพล และเชื้อพระวงศ์ ไม่อาจยอมรับ แม่ทัพสามัญชนผู้ไร้หัวนอนปลายเท้า ไม่ทราบแม้กระทั่งบิดา มารดาผู้ให้เก่าเนิดอย่าง มู่หยง ขึ้นเป็นผู้นำได้ ความขัดแย้งเริ่มก่อตัว และลุกลามใหญ่โต ทายาทคนเดียวของจักรพรรดิ์  อย่างองค์หญิง หยานเฟยเอ๋อ (เฉินฮุ่ยหลิน) ต้องขึ้นรับตำแหน่งจักรพรรดินี อย่างกระทันหันเพื่อยุติข้อขัดแย้งทั้งหมด</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/empress2.jpg" alt="" /></p>
<p>อิสสตรีผู้บอบบาง อย่าง หยานเฟยเอ๋อ ต้องจับอาวุธ ขี่มาศึก เพื่อรับมือกับตำแหน่งจอมทัพแห่งประเทศ ด้วยการช่วยเหลือ ฝึกฝนจาก มู่หยง การฝึกฝน เริ่ม และดำเนินไปด้วยความยากลำบาก แต่องค์จักรพรรดินีก็เชื่อใจ แม่ทัพหนุ่ม ผู้เปรียบเสมือนพี่ชายคนหนึ่งของนาง อย่างไรก็ตามท่ามกลางบุรุษนักรบมากมาย ผู้นำสตรี อย่าง หยานเฟยเอ๋อ ไม่อาจได้รับการยอมรับได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาอำนาจเก่า ผู้หวังลึกๆ ถึงตำแหน่งผู้ครอบประเทศ</p>
<p>ในระหว่างการฝึกฝนการศึกในวันหนึ่ง หยานเฟยเอ๋อ ถูกมือสังหารกลุ่มหนึ่งเข้าลอบทำร้าย จนแทบเอาชีวิตไม่รอด ร่างการบาดเจ็บสาหัส โชคดีนางได้รับการช่วยเหลือพยาบาลจากชายหนุ่ม นาม ต้วน (หลี่หมิง) ชายผู้ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังในป่า เพื่อ ศึกษา และประดิษฐ์คิดค้นสิ่งแปลกประหลาดมากมาย องค์หญิงรักษาตัวอยู่กับชายลึกลับอยู่พอสมควร การหายตัวขององค์หญิง ผู้เปรียบเสมือนเสาหลักแห่งประเทศ และกองทัพ กลับสร้างความเดือดร้อนแก่ทุกคน โดยเฉพาะมู่หยง ที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการหายตัวของนาง</p>
<p>อีกด้านหนึ่งเหตุการณ์ในกลางป่า องค์หญิงกลับเริ่มพึ่งพอใจในชีวิตเรียบง่าย ไร้ซึ่งความรับผิดชอบ และหน้าที่อันยิ่งใหญ่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ชีวิตร่วมกับ ชายหนุ่มผู้เปี่ยมเสน่ห์จริงใจ กล้าหาญ เปิดเผย ในเวลาไม่นานทั้งสองก็ตกหลุ่มรักกัน หยานเฟยเอ๋อ ได้มีโอกาศรับรู้ถึงความอิสระ ใช้ชีวิตของตัวเองโดยไม่ได้ถูกพัฒนการ ไว้ด้วยตำแหน่งที่สูงเทียมฟ้าอย่างที่เคยเป็นมา นับเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความยุ่งยากในชีวิตของนาง เมื่อหน้าที่ความรับผิดชอบ ได้ถูกท้าทายด้วยความสุขส่วนตัว และความรัก ในฐานะหญิงสาวคนหนึ่ง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/empress3.jpg" alt="" /></p>
<p>อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนะครับ An Empress and the Warrior เกี่ยวข้องอยู่กับ จอมใจจักรพรรดิ์ อยู่ไม่น้อย กล่าวโดยสรุป หนังเป็นการรีเมกสร้างใหม่แบบ อาศัยเค้าโครงสร้างเดิม ปรับเปลี่ยนตัวละครจักรพรรดิ์หนุ่ม กับการผจญภัยในโลกแห่งสามัญชน มาเป็นจักรพรรดินีสาว ประเด็นหลักยังอยู่ที่ การเลือกระหว่างเกียรติ ความยิ่งใหญ่ ระดับเทียบเคียงเทพเจ้า หรือชีวิตด้อยต่ำติดดินแบบสามัญชน แต่นำมาซึ่งความสุขที่แท้จริงในชีวิต ความสุขแห่งการได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ สุดท้ายเจิ่นเฟยเอ๋อ ถึงได้ทราบว่า ชีวิตของนางไม่ได้อยู่ในสถานะแห่งการมีสิทธิ์เลือก หากแต่เป็น "ต้องเลือก" ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดในฐานะบุตรสาวคนเดียวแห่งผู้นำ</p>
<p>การหยิบเอาหนังเก่าแก่โบราณอย่าง ดูจะเป็นไอเดียที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย หนังกลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควร ปัญหาหลักในหนังที่หลายๆ คนพูดถึงก็คือความ ไปไม่สุดในซักทาง ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โรแมนติก รักสามเส้าของหนึ่งองค์หญิงกับสองนักรบ ความเป็นหนังสงคราม กำลังภายใน หรือหนังชีวิตอันว่าด้วยชีวิตของผู้หญิงกับสงคราม เรื่องราวในทำนองเหล่านี้ ปรากฏอยู่ในหนังทั้งหมด แต่ไม่มีประเด็นไหนเลยทีสามารถพัฒนาไปให้ถึง ขีดสุดแห่งอารมณ์  นอกจากจะสะท้อนความไม่ลงตัวของบทแล้ว การนำเสนอเรื่องราวอันลึกซึ้ง ยังเป็นปัญหาของผู้กำกับ เรื่องราวต่างๆ ในหนังถูกนำเสนอแบบผ่านๆ ตื้นเขิน ในระดับ "แจ้งให้ทราบ" มากกว่าที่จะควร "ทำให้รู้สึก" ที่ย่ำแย่ที่สุดก็คือ ตอนจบของเรื่อง บทสรุปทั้งเรื่องรัก และรบ ทำออกมาได้อย่าง ไร้น้ำหนัก แทบไม่สามารถสร้างความประทับใจใดๆ ได้เลย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/empress4.jpg" alt="" /></p>
<p>แม้แต่ในเรื่องของคิวบู๊ อันเป็นความถนัดพื้นฐานของ  ผู้กำกับก็ไม่สามารถเปล่งประกายได้อย่างที่หวัง แนวทางฉพาะตัวของเฉิงเสี่ยวตงนั้น อยู่กับการใช้สลิง ในคิวบู๊ที่เน้นความพิศดาร และหวือหวา เขาดูจะไปได้ไม่ดีเท่าไหร่กับฉากต่อสู่ แนวสงคราม ที่เน้นความสมจริง ที่ประกอบไปด้วยตัวประกอบจำนวนมาก กองทัพม้า การรบพุ่ง ด้วยอาวุธหนักอย่างหอก ดาบยาว หรือกองธนู อย่างที่ An Empress and the Warrior พยายามนำเสนอ คิวบู๊ในหนังจีงประสบความล้มเหลว ไม่สนุก ไม่ตื่นเต้น ไม่รุนแรง แม้กระทั่งพระเอกนักบู๊อย่างเจิ้งจื่อตัน ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ เมื่อมาอยู่ในชุดเกาะเทอะทะ ที่ปิดปังกล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหวร่างกาย อันเป็นจุดเด่นจุดขายประจำของเขา</p>
<p>งานนี้คนที่น่าเห็นใจที่สุดน่าจะเป็นงานเอกสาว เฉินฮุ่ยหลิน หนังเรื่องนี้ดูจะเป็นงานที่ดาราสาวคนดังคาดหวังไว้ค่อนข้างสูง ลงทุนแสดงฉากบู๊ด้วยตัวเอง สวมเกาะหนักหลายกิโลแสดงเกือบตลอดทั้งเรื่อง น่าเสียดายความทุ่มแทกลับไม่ส่งผลสร้างที่หวัง ลำพังบุคลิกหน้าตา รูปร่าง ก็ยากอยู่แล้วที่จะทำให้เชื่อว่า นี่คือหญิงสาวราชนิกูลแห่งโลกยุคโบราณ ปัญหาหลักของนักแสดงสาวคนสวย เป็นเรื่องพื้นฐานอย่างการแสดง เฉินฮุ่ยหลินยังไม่สามารถแบกหนังทั้งเรื่องไว้ด้วยตัวเองได้ เธอไม่สามารถสร้างความซ้บซ้อน และการแสดงที่ลึกซึ้งให้กับ บทเจ้าหญิงผู้หวั่นไหวชีวิตได้ดีเพียงพอ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/empress7.jpg" alt="" /></p>
<p>โดยรวมแล้ว An Empress and the Warrior พอจะสร้างคาวมบันเทิงได้บ้าง หนังมีงานสร้างที่น่าสนใจ แม้เกราะเหล็กหนักอึ้งที่ถูกฟรีเซ็นต์มากมาย ทั้งในหนังและสื่อประชาสัมพันธ์จะดู ใหญ่เทอะทะน่ารำคาญไปบ้าง แต่ก็นับว่าดูแปลกตา สร้างบรรยากาศแปลกใหม่ให้กับหนัง เคมีระหว่างดารานำทั้งสามถือว่าพอใช้ได้  กับบทรักสามเส้า น่าเสียดายบทภาพยนตร์ไม่สามารถบีบคั้น และส่งอารมณ์นั้นไปถึงจุดหมายได้</p>
<p>ถ้าจะดูเอาสนุกก็คงพอได้  สำหรับแฟนๆ ของเหล่าดารา ผู้กำกับ และผู้นิยมหนังจีนกำลังภายใน การรอคอยงานชิ้นต่อไป คงจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เฉินฮุ่ยหลิน นั้น การเดินทางกลับสู่โลกปัจจุบัน น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของทั้งเธอ และแฟนๆ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/empress6.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>BIG Pictures, Beijing Poly-bona Film Publishing Company, United Filmmakers Organization (UFO)<br />
<strong> บริษัทจัดจำหน่าย - </strong> Mei Ah Entertainment<br />
<strong> กำกับ - </strong> Ching Siu-Tung<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Claudie Chung Chun<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Tin Nam Chun, James Yuen<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>Zhao Xiaoding<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong> Tracy Adams<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Chung Man Yee<br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Chung Man Yee<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Donnie Yen Ji-Dan, Kelly Chen, Leon Lai Ming, Guo Xiao-Dong, Kau Jan-Hoi</li>
<li><strong>Thailand Distribution - </strong> จัดจำหน่ายโดยบริษัท Pacific Entertainment</li>
<li><strong>Related and Recommendations</strong> - Kingdom and The Beauty (1959)</li>
<li><strong>Rating - </strong>3/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Hidden Power Of Dragon Sabre - ลูกมังกรหยก 3 (1984, Chor Yuen)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=59</link>
<pubDate>Mon, 10 Mar 2008 08:38:36 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=59</guid>
<description><![CDATA[
ไอเดียการสร้างภาคต่อ (หรือภาคก่อนห]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre4.jpg" alt="" /></p>
<p>ไอเดียการสร้างภาคต่อ (หรือภาคก่อนหน้า) ขยายความนิยายดั่งเดิมของกิมย้ง นั้นไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่อะไรนัก โดยเฉพาะนิยายชุดมังกรหยก ที่มีผู้แต่งต่อเสริมเรื่องเกินต้นฉบับไปมากมาย ที่คุ้นชินกัน ก็มีอย่าง หนังเรื่อง Ashes of Time ของหว่องกาไว และหนังกับนิยายประเภท "ก่อนเกิดเหตุ" ของมังกรหยกอีกหลายเรื่อง หนัง และนิยายประเภทนี้ อาจจะไมทำให้แฟนเดนดายของกิมย้ง ยอมรับทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่แนวคิดประเภทนี้ก็ถือเป็นเรื่องน่าสนุกอยู่ไม่น้อย เพราะงานของกิมย้งนั้นยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยเรื่องราวซับซ้อน เกี่ยวพันธ์กับตัวละครมากมาย อีกทั้งเชื่อมโยงเรื่องแต่ง กับเรื่องจริงได้อย่างแนบเนียน งานของเขาเหมือนทิ้งช่องว่างไว้ รอการต่อยอดได้อีกมากมากมาย</p>
<p>The Hidden Power Of Dragon Sabre หรือ ลูกมังกรหยกภาค 3 เป็นงานประเภท "หลังเกิดเหตุ" ของหนังชุด ลูกมังกรหยก (ดัดแปลงจาก ดาบมังกรหยก) ที่ชอว์บราเดอร์เคยสร้างไว้ 2 ภาคจบเมื่อปี 1980 หนังเล่าเรื่องการผจญภัยครั้งใหม่ ของเตียบ่อกี้ บทบาทของเขาต่อบัลลังฮ่องเต้ของจูหยวนจาง ตลอดจนชตากรรมของตัวละครอย่าง จิวจี้เยียก ซ่งแชจือ  เจี่ยซุง และเผ่าพันธ์มงโกล ฟังดูน่าสนใจนะครับ แต่กลายเป็นว่าหนังกลับออกมาเละตุ้มเปะ เป็นงานที่น่าลืม จะเรียกว่าประวัติด่างพร้อยในการทำงานของ ฉู่หยวน ตี้หลุง และเอ๋อตงเซิน ในวันที่ชอว์บราเดอร์ใกล้ปิดตัวลงก็ไม่ผิดนัก</p>
<p><!--more--><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre1.jpg" alt="" /></p>
<p>ลูกมังกรหยก 3 เล่าเรื่องเมื่อประเทศ จีนเป็นบึกแผ่น จากการปกครองของจูหยวนจาง ด้าน เตียบ่อกี้ (เอ๋อตงเซิน)  ที่ขึ้นเป็นผู้นำยุทพภพไปโดยปริยาย เนื่องจากมีผู้มักใหญ่ใผ่สูงมากมาย ต้องการใน คัมภีร์ และอาวุธ วิเศษที่เขาครอบครองอยู่ เตียบ่อกี้ พยายามป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นด้วยการ นำกระบี่อิงฟ้า ดาบฆ่ามังกร  ซ้อนในที่ลึกลับที่ไม่มีใครทราบ คัมภีร์เก้าเอี้ยงส่งคืนแก่วัดเส้าหลินผู้เป็นเจ้าของ และเก้าอิมให้จิวจี้เยียกเจ้าสำนักเป็นคนเก็บรักษา</p>
<p>สิ่งที่เตียบ่อกี้ ไม่คาดคิดก็คือคนที่ต้องการหาใช่ชาวยุทธแต่อย่างใด กลับเป็นฮ่องเต้จูหยวนจาง (กุ๊ฟง) นั้นเอง ด้วยการแนะนำ และชักใยจากราชครูแห่งราชสำนักที่ชื่อว่า ซ่งแชจือ (ว่านจื่อเหลียง) อดีตศิษย์บู๊ตึ้ง คู่แค้นคนสำคัญของเตียบ่อกี้ ทั้งสองพยายามวางแผนการร้าย เพื่อครอบครองสองอาวุธ สองคัมภีร์ มาเป็นของตน ซ่งแชจือใช้อุบายลักลอบเข้าง้อไบ้ ทำร้าย และแย้งชิงเก้าอิม มาได้สำเร็จ</p>
<p>พวกมันยังออกอุบายให้พรรคเม้งก้า กระทบกระทั่งกับชนเฝ่ามงโกล จับตัวองค์หญิงแห่งเผ่า (จงฉู่หง) เป็นตัวประกัน กดดันให้ จอมยุทธแห่งมองโกล อิททรีทิจิน (ตี้หลุง) ชิงกระบี่อิงฟ้า ดาบฆ่ามังกร มาไถ่ตัว จากศัตรู เตียบ่อกี้ และทิจิน ต้องหันมาร่วมมือเพื่อกำราบภัยยุทธภาพ อย่าง ซ่งแชจือ ที่ในที่สุดสำเร็จในการครอบครองอาวุธ และคัมภีร์ทั้งสอง ฝึกวิชาสองขนานผสานเป็นพลังที่ยากจะต้านทาน</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre5.jpg" alt="" /></p>
<p>The Hidden Power Of Dragon Sabre สร้างโดยฉู่หยวนในปี 84 นำอดีตเตียบ่อกี้แห่งหนังปี 78 (ที่ขณะนั้นเริ่มผันตัวไปหางานอย่างอื่นอย่างการเขียนบท ก่อนจะก้าวไปจับงานผู้กำกับในอีก 2 ปีต่อมา) ผนึกกำลังกับดาราชอว์รุ่นคลาสิคอย่างตี้หลุง กุ๊ฟง และหลอลี่  กับดาราหน้าใหม่มาแรกอย่าง ว่านจือเหลียง และนางเอกสาวหน้าหวานจงฉู่หง</p>
<p>ประเมินจากดารา และผู้กำกับหนังที่ออกมาน่าจะน่าดู หรือย่างแย่ก็พอฆ่าเวลาได้ (อย่าง 2 ภาคแรก) กลายเป็นว่างานที่ออกมากลับย่ำแย่เกินคาดคิด  โดยเฉพาะงานด้านบท ที่รับผิดชอบโดยทีมงานที่เรียกว่า Shaw Creative Group ฟังดูดีนะครับ "ทีมงานสร้างสรรค์ชองชอว์" ในข้อเท็จจริงผลงานของทีมงานนี้ กลับขาดความสร้างสรรค์อย่างรุนแรง ไอเดียที่เห็นกลับมีแต่สิ่งพิกลพิการ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre6.jpg" alt="" /></p>
<p>ประการแรกที่น่าขัดใจสำหรับหนังเรื่องนี้เห็นจะเป็น การแต่งเรื่องใหม่เพิ่มเติม แบบไม่ได้สนใจงานต้นฉบับเท่าไหร่นัก (ทั้งนิยาย และหนังสองภาคแรกของชอว์เอง) ในหนังจึงเต็มไปด้วยเนื้อหาที่ไม่สอดคล้อง และไปจนถึงขัดแย้งกับเนื้อหาก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของนางเอกสองคน จิวจี้เยียกถูกลดระดับ กลายเป็นตัวประกอบอดทน และถูกฆ่าอย่างไร้ความหาย ส่วนนางเอกหมายเลขหนังของเรื่องอย่าง เตี่ยเมี่ยงนั้นหายสาบสูญ ตัวละครซ่งแชจือ ที่ถูกยกให้เป็นตัวร้ายหลักของเรื่อง ก็แทบไม่ได้มีคำอธิบายที่มาที่ไป ถึงการได้ดิบได้ดีกลายเป็นราชครู รวมถึงตัวละครเตียบ่อกี้เอง ที่ไม่ได้มีภาพของจอมยุทธผู้เบื่อหน่าย โลกแห่งการแก่งแย่ง อย่างที่เป็นในตอนท้ายของดาบมังกรหยกเลย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre2.jpg" alt="" /></p>
<p>ที่บ้าบอไปกว่านั้นก็คือ การผูกเรื่อง โดยต้องการพาหนังไปสู่ฉากโชว์เอฟเฟค ปล่อยแสง คิวบู๊พิศดาร ที่ถูกใส่มาอย่างเกินพอดี เรียกว่า เหาะเหินเดินอากาศ ปล่อยแสงกันกระจุยกระจาย  ผมเองที่ค่อนข้างนิยมหนังปล่อยแสงอยู่เป็นทุนเดิม ก็ยังรู้สึกว่ามันมากเกินไปเลยนะครับ โดยเฉพาะอย่างิยิ่งเมื่อมองไปที่ พื้นฐานเดิมของ หนัง และนิยายชุดดาบมังกรหยกของ กิมย้ง การต่อสู้ และคิวบู๊ในหนังที่อาศัยสร้างความน่าตื่นเต้นจากเทคนิคพิเศษด้านภาพ เต็มไปด้วยความซ้ำซาก วนไปเวียนมาเดียวลีลาเดิมๆ เริ่มๆ ดูน่าตื่นเต้น ในเวลาไม่นานกลับกลายเป็นความน่าเบื่อหน่าย</p>
<p>หนังใส่ไอเดียประหลาดๆ เข้ามามากมาย ที่บ้าบอมาที่สุดมีอยู่ 2 อย่าง อันแรกวิชาเก้าอิม + เก้าเอี้ยง ที่ตัวละครของว่านจื่อเหลียงฝึก จนมีพลังฝีมือไร้ผู้ต่อต้าน แต่ภาพที่ออกมาเรียกว่านอกเหนือจากคาดเดาจริงๆ ซ่งแชจือที่ฝีกวิชาสองขนานกลายสภาพ เป็ฯคนสองเพศครึ่งหญิงครึ่งชาย ที่ทั้งการแต่งหน้า แต่งตัว และการแสดงของว่านจื่อเหลียง ถือว่าเกินรับได้จริงๆ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre7.jpg" alt="" /></p>
<p>ความบ้าคลั่งอย่างที่สองเป็นสภานที่ อุโมงใต้ดินของเผ่ามงโกล ที่ตามท้องเรื่องกล่าวอ้างว่าเป็นสถานที่ฝึกวิชาของ "เทพฟ้าขาว" ที่ไม่ใช่อาเจนติน่า แต่เป็นฝรั่งสหายของเผ่าในอดีต ที่มีความสามารถเรียกลมเรียกฝน ท่านสร้างสถานที่ลึกลับ เก็บวิชา และอาวุธไว้ปราบภัยยุทธภพ ฟังดูก็ธรรมดานะครับ ไอ้สถานที่ลึกลับแบบนี้เห็นกันได้บ่อยในหนังกำลังภายใน ปัญหาอยู่ที่ ถ้ำแห่งเทพฟ้าขาวในเรื่องนั้น หลุดโลกเกินพอดี รูปร่างเหมือนจานบินมนุษย์ต่างดาว เต็มไปด้วยค่ายกลที่ไร้เหตุไร้ผล แสงเลเซอร์ ปิ้วๆ วูบไปวูปมา  อย่างกับปืนเลเซอร์ในสตาร์วอส์ก็ไม่ปาน</p>
<p>ผมเองสนุกกับหนังยุคหลังๆ ของชอว์บราเดอร์นะครับ โดยเฉพาะงานในหมวดหมู่ "หนังปล่อยแสง" โดยเฉพาะหนังอย่าง ฝ่ามือยูไล, ศึกชิงป้ายอภินิหาร, อภินิหารจ้าวสุริยา อะไรเทือกนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ผู้กำกับต้องรู้จักความพอดี มากแต่ไม่ล้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ลูกมังกรหยก 3 นั้นบกพร่องในด้านนี้อย่างแรง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dragonsabre3.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Shaw Brothers<br />
<strong> กำกับ - </strong>Chor Yuen<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Mona Fong<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Shaw Creative Group<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Yuen Wah, Yuen Bun, Wong Pau-Gei<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Shaw Creative Group<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Derek Yee Tung-Sing, Ti Lung, Alex Man Chi-Leung, Cherie Chung Cho-Hung, Ku Feng, Lo Lieh, Lung Tien Hsiang, Leanne Lau (Suet Wa), Kwan Fung, Dang Wai Ho, Yuen Bun, Yuen Wah, Elvis Tsui Kam-Kong, Shum Lo</li>
<li><strong>Rating - </strong>1.5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Dragon Inn - เดชคัมภีร์แดนพยัคฆ์ (1992, Raymond Lee)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=50</link>
<pubDate>Tue, 04 Mar 2008 06:30:31 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=50</guid>
<description><![CDATA[
Dragon Inn เป็นงานรีเมคหนังคลาสสิค ปี 1967 เร]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/01/dragoninn02.jpg" alt="" /></p>
<p>Dragon Inn เป็นงานรีเมคหนังคลาสสิค ปี 1967 เรื่อง Dragon Inn (หรือ Dragon Inn Gate) ของผู้กำกับผู้ยิ่งใหญ่  King Hu หนังมี ฉีเคอะ เป็นผู้ดูแลการผลิต Raymond Lee เป็นผู้กำกับ และ Ching Siu-Tung กับ Yuen Bun เป็นผู้กำกับคิวบู๊ ผลที่ได้ออกมาถือว่า ยอดเยี่ยมมากๆ หนังเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อย่างที่หนังจีน กำลังภายใน งานสร้าง ดนตรีประกอบ และ การถ่ายภาพถือว่าทำได้ดี นับว่าเป็นงานที่ดีที่สุดของ ฉีเคอะ เทียบเท่ากับ หวงเฟยหง 1 และเดชคัมภีร์เทวดาทั้ง 2 ภาคเลยทีเดียว<!--more--></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/01/dragoninn01.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังกล่าวถึง ช่วงเว