<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>กัวะฟู่เฉิง &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/กัวะฟู่เฉิง/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "กัวะฟู่เฉิง"</description>
	<pubDate>Sun, 20 Jul 2008 08:08:37 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[รูปล่าสุดจากกองถ่าย ฟงอวิ๋น 2]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=155</link>
<pubDate>Tue, 22 Apr 2008 20:29:45 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=155</guid>
<description><![CDATA[
หลังจากเข้ามาถ่ายทำในเมืองไทยได้ร]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/sts10.jpg" alt="" /></p>
<p>หลังจากเข้ามาถ่ายทำในเมืองไทยได้ระยะหนึ่งแล้ว ขณะนี้มีรูปจากกองถ่ายหนัง ฟงอวิ๋น ภาค 2 มาให้ชมกันแล้วครับ โดยเป็นรูปงาน บวงสรวงเปิดกล้อง และภาพขณะถ่ายทำ เรามีโอกาศได้เห็นนักแสดงหลักทั้งสองคน อย่างเจิ้งอี้เจี้ยน และกัวะฟู่เฉิง กับชุดที่พวกเขาจะใส่ในการแสดงหนังเรื่องนี้  กันแล้ว ก็ดูใช้ได้นะครับ</p>
<p><!--more--></p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/sts01.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/sts02.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/sts03.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/sts04.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/sts05.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/sts06.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/sts07.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/sts08.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/sts09.jpg" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Bare-Footed Kid - ตายไม่ว่า ขอให้เห็นหน้าเธอ (1993, Johnnie To)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=65</link>
<pubDate>Wed, 26 Mar 2008 23:51:54 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=65</guid>
<description><![CDATA[
The Bare-Footed Kid เป็นผลงานการสร้างของชอว์บร]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/barefoot07.jpg" alt="" /></p>
<p>The Bare-Footed Kid เป็นผลงานการสร้างของชอว์บราเดอร์ ให้ตู้ฉีฟง รับหน้าที่เป็นผู้กำกับ หนังเป็นการรีเมกหนังเก่าเมื่อปี 1975 เรื่อง Disciples of Shaolin (ชื่อไทยว่า ไอ้หนุ่มหมัดจ้าวพลัง นำแสดงโดย ฟู่เซิง, ชิกวนชุน) ของ จางเชอะ คนทำหนังเครื่องหมายการค้า คนหนึ่งของชอว์บราเดอร์เอง หนังยังได้ หลิวเจียเหลียง ที่กำกับคิวบู๊ในฉบับเก่า มารับหน้าที่เดิมอีกครั้ง หนังโดดเด่นด้วยสองดารานำที่มาแรงพอสมควรในยุคนั้นอย่าง กัวะฟู่เฉิง และอู๋เชี่ยนเหลียน ที่กำลังโด่งดังกับหนังเรื่อง ผู้หญิงข้า ใครอย่าแตะ<!--more--></p>
<p>ตัวตู้ฉีฟงนั้นโด่งดังมาจาก การทำหนังประเภทอาญากรรมตำรวจจับผู้ร้าย แต่อันที่จริงแล้วเขาเริ่มต้นอาชีพผู้กำกับ ด้วยการทำหนังกำลังภายใน กับหนังที่ชื่อว่า The Enigmatic Case สร้างเมื่อปี 1980 นำแสดงโดยหลิวสงเหยิน กับจงฉู่หลง ไม่ต้องสงสัยว่าสำเร็จหรือล้มเหลว กับการทำหนังแนวนี้ เพราะหลังจากหนังเรื่องนี้ ต้องรออีก 6 ปีกว่าตู้ฉีฟงจะได้มีโอกาศกำกับหนังเป็นเรื่องที่สอง และเดียวกับหนังกำลังภายในที่ตลอดระยะเวลาการทำงาน เกือบ 30 ปีของเขา กำกับหนังแนวนี้ออกมาอีกแค่หนึ่งเรื่อง และ The Bare-Footed Kid ก็กลายเป็นหนังกังฟู กำลังภายในแท้ๆ เรื่องสุดท้ายของตู้ฉีฟง นั้นเอง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/barefoot06.jpg" alt="" /></p>
<p>The Bare-Footed Kid เล่าเรื่องในยุคข้าวยากหมากแพง ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยความอดอยาก บรรดาชายหนุ่มเดินทางสู่เมืองใหญ่เพื่อหาโอกาศในชีวิต เช่นเดียวกับ ไอ้หนุ่มบ้านนอก กวานฟงโหย่ว (กัวะฟู่เฉิง) เข้าเมืองมาด้วย เนื้อตัวสกปรก ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่น้อย ไม่มีกระทั่งรองเท้าจะใส่เดิน เดินทางจากบ้านเกิด สู่เมืองใหญ่ หวังเพียงเพื่อแสวงหาความรุ่งเรืองในชีวิต เช่นเดียวกับชายหนุ่มรุ่นราวอีกหลายร้อยคน ที่เดินกันดาดเดื่อนเต็มถนน ส่วนใหญ่เชื่อมั่นในฝีมือของตน</p>
<p>อย่างน้อยกวานฟงโหย่วก็ยังโชคกว่าหลายๆ คนที่เดินทางมาที่นี่ เขายังมีเป้าหมาย สถานที่ที่บิดาได้ออกปากให้เดินทางมาเมื่อท่านสิ้น กระดาษแผ่นเล็กๆ เขียนอักษรที่แม้แต่เจ้าตัว ก็ยังอ่านไม่ออก ต่อมาถึงได้ความหมายที่เขียนไว้บทนั้น เป็นชื่อ ของโรงทอผ้าที่ชื่อว่า "ซื่อจี่" สถานที่พักอาสัยของ ท่านลุง ต้วน ต้วนชิงหยุน หรือที่ใครๆ ที่นี่เรียก พี่ต้วนหนาน (ตี้หลุง) สหายของบิดาผู้ล่วงลับ ที่อาศัย พร้อมกับทำงานเป็นคนงาน ณ โรงทอผ้าแห่งนี้ ที่ช่วยฝากฝั่งเขากับ เถ้าแก่เนี่ย (จางม่านอวี้) ให้อาศัยอยู่ที่นี้ในฐานะคนงานด้วยกัน กวานฟงโหย่ว เริ่มต้นชีวิตในฐานะคนงานโรงทออย่างเรียบง่าย และขยันขั้นแข็ง มีความสุขตามอัตภาพ เขายังได้พบ หวงเลี่ยน  (อู๋เชี่ยนเหลียน) สาวน้อยลูกคนเดียวของ ท่านหม่า (ฉินเผ่ย) ปราชณ์ผู้รอบรู้ประจำเมือง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/barefoot04.jpg" alt="" /></p>
<p>ท่ามกลางชีวิตอันเรียบง่าย เพียงเวลาไม่นาน กวานฟงโหย่วก็ได้รับรู้ถึงวิบากกรรม ความยากลำบากที่โรงทอ และเถ้าแก่เนี้ย ต้องเผชิญ นางถูกกลั่นแกล้งบีบคั้นจาก โรงผ้าซื่อเทียน โรงทอขนาดใหญ่ในตัวเมือง ที่ต้องการแย่งชิง สูตรย้อมผ้าอันเก่าแก่ ทั้งบีบคั้นด้วยกำลัง กดดันด้วยอำนาจเงิน และลอบกัดทำร้ายด้วยชนชั้นสกปรก</p>
<p>กวานฟงโหย่ว ไม่อาจทนเห็นพวกพ้อง เจ็ดปวดกับความกดขี่กังแกได้ ชายหนุ่มที่เคยฝึกฝนฝืมือจากบิดา มาตั้งแต่บ้านนอก ตัดสินใจตอบโต้ด้วยตัวเองโดยพละการ ด้วยการบุกเดี่ยวไปยังโรงผ้าซื่อเทียน เพื่อสั่งสอน แย่งชิงสัญญาเงินกู้ที่พวกพ้องของเขาติดค้างอยู่ คืนมาได้สำเร็จ</p>
<p>หารู้ไม่ว่านั้นกลับสร้างปัญหาที่ใหญ่โตตามมามากมาย ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อาจจะลุกลามใหญ่โต สร้างปัญหาให้กับโรงทอซื่อจี่มากมาย ลุงต้วน ไม่สามารถจะช่วยเหลืออะไรได้เลย ได้แต่ออกปากให้เขา กลับบ้านนอกไปเสีย ก่อนที่เหตุการณ์จะรุนแรงกว่านี้ขึ้นไปอีก ยังไม่ทันจะได้รับความสำเร็จ กวานฟงโหย่ว ถูกผลักใสให้กลับสู่บ้านนอก ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้พบเจอกับความสำเร็จใดๆ ที่คาดหวัง เขาก็เหมือนคนหนุ่มทั่วไป ฝันไกล ทะเยอทะยาน และไม่สามารถรอคอยความสำเร็จ ที่มองไม่เห็นได้นาน  ความตกต่ำที่เกิดขึ้น ยิ่งปั่นทอนกำลังใจของชายหนุ่มขึ้นไปอีก</p>
<p>เมื่อไร้หนทางให้เลือกเดิน กวานฟงโหย่ว ตัดสินใจ มุ่งหน้าไปสู่ เวทีประลองยุทธประจำเมือง จุดหมายปลายทางของชายหนุ่ม ชาวยุทธทุกคน ที่นี่เขาจะสามารถถีบตัวเองให้สูงขึ้นได้ ด้วยมือ และเท้าของตัวเอง  ด้วยฝีมืออันโดดเด่น กวานฟงโหย่ว  ได้รับชัยชนะอย่างสวยงามในเวทีประลอง ฝีมือของเขาสร้างความประทับใจแก่ เคอเหอปู้  (Kenneth Tsang) ผู้มีอิทธิพลแห่งเมือง ที่มีกิจการมากมาย รวมทั้งโรงฝึกมวย มันรับกวานฟงโหย่วเข้าเป็นครูฝึกประจำสำนัก ชายหนุ่มกำลังมองเห็นตัวเอง ก้าวไปสู่หนทางอันรุ่งโรจน์ โดยหารู้ไม่ว่า เคอเหอปู้ นั้นมีเบื้องหลังอันชั่วร้ายมากมาย กวานฟงโหย่ว กลายเป็นเครื่องมือของคนชั่วโดยไม่รู้ตัว สร้างความเจ็บปวดให้แก่ทุกคนที่อยู่รอบตัวเขา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวของ กวานฟงโหย่ว อย่างแสนสาหัส</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/barefoot03.jpg" alt="" /></p>
<p>ผมเองไม่เคยดูงานต้นฉบับที่ชื่อว่า Disciples of Shaolin มาก่อนนะครับ แต่ดู The Bare-Footed Kid แล้วก็ชวนให้นึกถึงประเด็นที่สามารถพบเห็น ได้บ่อยครั้งมากในงานของจางเชอะ โดยเฉพาะในงานที่ชื่อว่า Boxer From Shantung (1972, นักชกจากชานตุง) หนังทั้งสองเรื่องมีตัวละครเอก ที่ใกล้เคียงกันมาก หนุ่มบ้านนอกผู้พกความคาดหวังมาสู่เมืองใหญ่ ใจความสำคัญของเรื่องนั้น พูดถึงประเด็นเดียวกัน อย่างเรื่องของ ความฝัน ความทะเยอทะยาน ของเพศชาย</p>
<p>ความทะเยอทะยาน ความรุ่งเรือง เป็นทั้งสิ่งที่หล่อเลี้ยง และทำลายเรา ในเวลาเดียวกัน ชีวิตกวางฟงโหย่วช่วงเวลาหนึ่งเพียงรองเท้าคู่เดียว ความฝันประการเดียวที่มีอยู่ก็คือ การฝึกสะกดชื่อตัวเองให้ได้ เพียงเวลาไม่นานความความ ต้องการเรียบง่ายเช่นนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป เงินทอง ทรัพย์สินสมบัติ ความยิ่งใหญ่ ได้รับการยอมรับ กว่าจะถึงจุดนั้น ต้องเหยียบร่างของผู้อื่นให้ตัวเองสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ที่สำคัญก็คือ เหยียบย่ำ ลืมเลือน แม้กระทั่งตัวตน ความฝัน ของตัวเอง</p>
<p>ในตอนนึงของเรื่อง กวานฟงโหย่ว ต้องการแสดงให้คนรักของเขา เห็นถึงความรุ่งเรืองที่เกิดขึ้น ความเขาเปลี่ยแปลงไปแค่ไหน ด้วยของขวัญมากมาย เสื้อผ้าสวยหรู แต่สำหรับ หญิงสาวอย่าง หวงเลี่ยน แล้วนั่นแทบไม่มีค่า นางถามเขาว่า "ท่านมีเงินทองมากมาย มีรองเท้าคู่ใไหม่ แล้วท่านเชียนชื่อของตัวเองได้รึยัง"</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/barefoot01.jpg" alt="" /></p>
<p>หากตัวละครของกัวะฟู้เฉิง สะท้อนภาพของความรุ่งเรื่อง ก็ยังมีอีกสองตัวละคร ที่สะท้อนภาพอย่างเดียวกัน  อดีตพระเอกชอว์บราเดอร์ อย่างตี้หลุง บทต้วนหนานจอมยุทธผู้สมธะ   และตัวละครไร้ตัวตนในเรื่อง อย่าง "พ่อผู้ล่วงลับ" ของกวางฟงโหย่ว ด้วยรายละเอียดบางประการ (โดยเฉพาะอาวุธ "แส้เหล็ก" มรดกจากบิดา ถึงกวานฟงโหย่ว อันเป็นอาวุธที่เคยเห็น เดวิด เจียงใช้ในหนังอยู่สองสามเรื่อง) ทำให้ผมเชื่อว่าโดยสนิทใจเลยะนครับ ว่าตัวละครตัวนี้ เป็นการอ้างอิงอย่างจงใจ  ถึงบทบาทเก่าๆ ของ เดวิด เจียง นักแสดงหนุ่มหน้าเศร้า ผู้มักจะรับบทสหายของตี้หลุง ที่มักจะจบชีวิตลงอย่างสง่างามในตอนท้ายเรื่อง</p>
<p>พูดให้ชัดก็คือ ต้วนหนาน และบิดาของกวางฟงโหย่ว นั้นเป็นเหมือนภาพวัยชรา ของตัวละคร มากมายกายกองที่ ที่ตี้หลุง และเดวิด เจียง เคยแสดงไว้ในวัยหนุ่ม The Bare-Footed Kid เล่าเรื่องที่ เป็นเหมือนตอนจบที่ถูกฉีกทิ้ง ในหนังจอมยุทธอีกหลายร้อยเรื่อง ชีวิตปั้นปลายแห่งความทะเยอทะยาน ที่ผ่านความฉูดฉาดสวยงามมากมาย และบั้นปลายมักจะจบลงอย่างเจ็บปวด เดียวดาย</p>
<p>ความทะเยอทะยาน เคยบดขยี้คนหนุ่มรุ่นแล้วรุ่นเล่าให้แหลกสลายเป็นฝุยฝง ไม่ตายก็เหลือเป็นเพียงเศษซาก แห่งความรุ่งเรืองในอดีต อย่างเช่นที่ ต้วนหนาน บอกกันกวานฟงโหย่วว่า "พวกเราเคยป็นนักรบที่เก่งกาญ มีฝีมือที่ไร้ผู้ต้าน แล้วชีวิตในบั้นปลาย เป็นไง ข้าต้องใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ส่วนพ่อเจ้า ถูกทำร้ายสูญเสียวระยุทธ และตายลงอย่างอเน็จอนาจที่บ้านนอก"</p>
<p>หนังของจางเชอะนั้นนำเสนอเรื่อง "อุดมคติ" แห่งเพศชายเป็น ใจความสำคัญมาตลอด ความยิ่งใหญ่ ของจิตใจแห่งความทะเยอทะยาน ความยิ่งหใญ่ของการสร้างชื่อ สร้างตำนานส่วนตัว ด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว บ่อยครั้งจางเชอะมากจะนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ ด้วยน้ำเสียงแห่งความเชิดชู แต่ในบางกรณีเขาก็ตั้งคำถาม ถึงการ "แลก" เพื่อให้ได้มาซึ่ง อุดมคติแห่งเพศชายนี้ ไม่ว่าจะเป็นความสุขส่วนตัว คนรัก หรือชีวิต</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/barefoot02.jpg" alt="" /></p>
<p>นอกจากเนื้อหา ที่สามารถขุดเอารากเงา จิตวิญญานของชอว์บราเดอร์ (โดยเฉพาะจากจางเชอะ) ได้อย่างค่อนข้างถึงแก่นแล้ว หนังยังดึงเอา จิตวิญญานทางคิวบู๊แบบดั่งเดิมของชอว์ กลับมาด้วย ด้วยการเรียกใช้บริการ ผู้กำกับบู๊ที่เป็นตำนานอย่าง หลิวเจียเหลียง มารับหน้าที่เดิมที่เคยทำไว้ในหนังฉบับปี 1975 อีกครั้ง</p>
<p>The Bare-Footed Kid ประกอบไปด้วยคิวบู๊มากมายทั้งดวลเดี่ยว และตะลุมบอน ซัดกันด้วยหมัด และเท้า รวมถึงประหัสประหารกันด้วยชีวิต ฉากต่อสู้ที่เด่นที่สุด ถือเป็นฉากจำของหนัง เห็นจะหนีไม่พ้นฉากประลองยุทธ ณ เวทีใต้ ที่เอาเข้าจริงๆ แล้วก็ไม่มากจุใจอย่างที่คิด ไอเดียหลักของคิวบู๊ใน The Bare-Footed Kid ดูจะมุ่งไปรื้อฟื้นแนวทางแบบ คิวบู๊ประเภทสังเวยเลือดในยุค 60 - 70 ตามแนวทางของจางเชอะมากกว่า เน้นฉากตัวเอกตะลุมบอล ประเภทเดี่ยวรุมหมู่ ตัวละครประกอบตกตาย นอกกันเกลื่อนกลาด แสดงความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของตัวเอก ก่อนที่จะจบท้ายด้วยฉากละแลงเลือด เพื่อนำเสนอภาพความตายอันยิ่งใหญ่ของตัวละคร</p>
<p>ในด้านดารานำ The Bare-Footed Kid ได้พระเอกนางงเอก ที่ถือว่าเป็นขวัญใจวัยรุ่นแห่งยุค ทั้งคู่ทำหน้าที่ในระดับที่เรียกว่า ดีเท่าที่จะดีได้นะครับ อย่างกัวะฟู่เฉิง นั้นนอกจากรูปร่างหน้าตาได้เปรียบแล้ว การแสดงคิวบู๊ก็ไม่เลวทีเดียว ส่วนนางเอกสาวอู๋เชี่ยนเหลืยนใน พ.ศ. นั้นก็ดูสอาดบริสุทธิ์เหลือเกิน เคมีของพระนางวัยใสก็ดูเข้ากันได้ดี น่าเสียดายที่ทั้งสอง ต้องถูกบดบังรัศมี ด้วยพลังการแสดงที่ดีกว่าจากทั้งตี้หลุง และจางม่านอวี้</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/barefoot05.jpg" alt="" /></p>
<p>จะว่าไปแล้ว The Bare-Footed Kid มีแกนที่แข็งแรงอยู่ไม่น้อย เลยนะครับ นอกจากฐานะหนังกังฟูเรื่องนึง ที่สร้างเพื่อคารวะหนังเก่าๆ ของชอว์บราเดอร์ แล้วตัวหนังเองยังมีเนื้อหา และตัวละครที่น่าสนใจ อยู่พอสมควร ผู้กำกับตู้ฉีฟง และคนเขียนบทเหยาไนไห่ เล่าเรื่องได้อย่างมีชั้นเชิง น่าเสียดายที่หนังไม่อาจจะสมบูรณ์แบบได้ ด้วยหลายๆ ปัญหาที่มาจากข้อจำกัดต่างๆ ทั้งจากแนวทางการทำหนังของผู้กำกับเอง และความกดดันจากนายทุน ในช่วงปีที่หนังออกฉาย ตู้ฉีฟง พึ่งประสบความสำเร็จมาจาก การอำนวยการสร้างหนังนักเลงโรแมนติก เมโลดราม่า เรื่อง "ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ" (A Moment of Romance) ทั้งสองภาค เห็นได้ชัดว่า ตู้ฉีฟง นำจุดเด่นของการเร้ามารมในหนังโรแมนติกชุดนั้น มาใช้กับ The Bare-Footed Kid ก็ถือว่าทดทอนพลังในฐานะหนังกังฟูของหนังไปพอสมควร</p>
<p>ปัญหาประการสำคัญอีกข้อของหนังนั้น ที่อยู่ความ "ห้วน" เกินไปของการเล่าเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเมินจากความยาว (Runtime) ของหนังทั้งเรื่อง ที่มีอยู่เพียงแค่ 80 นาทีเท่านั้น หนังประเภทกังฟู กำลังภายในนั้นลำพัง แค่ฉากต่อสู้ก็กินเวลากันเป็นครึ่งชั่วโมงแล้ว ใน The Bare-Footed Kid นั้นผู้กำกับคงทะเยอทะยานที่จะเล่าเรื่องอันลึกซึ้ง และมีลูกล่อลูกชนอยู่พอสมควร แต่เวลาอันน้อยนิดทำให้อย่างพัฒนาเนื้อเรื่อง เป็นไปแบบรวบรัดเกิดเหตุ</p>
<p>เมื่อประเมินปีที่หนังออกฉาย ในปี 1993 นั้นเป็นยุคที่เรียกกันว่า "เกิดใหม่" ของหนังกังฟู กำลังภายใน The Bare-Footed Kid ก็เป็นหนึ่งในนั้น หนังอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบซะทีเดียว แต่ก็งานอีกชิ้นที่ไม่ควรพลาด</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/003/barefoot08.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Cosmopolitan Film Productions Co., Ltd.<br />
<strong> กำกับ - </strong>Johnnie To<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Mona Fong<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Yau Nai Hoi<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>Horace Wong Wing-Hang<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong> Wong Wing-Ming<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>William Hu Wei-Li<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Bruce Yu Ka-On, Raymond Chan Gam-Hiu<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Lau Kar-Leung<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Aaron Kwok Fu-Sing, Maggie Cheung Man-Yuk, Ti Lung, Ng Sin-Lin, Paul Chun Pui, Kenneth Tsang Kong, Eddie Cheung Siu-Fai, Wong Yat-Fei</li>
<li><strong>Thailand Distribution</strong>- เข้าฉายเมื่อปี 2536 โดยสหมงคลฟิลม์ ชื่อไทยว่า "ตายไม่ว่า ขอให้เห็นหน้าเธอ" ออกเป็นแผ่น VCD DVD ออกในชุดหนังชอว์บราเดอร์ ฉบับรีมาสเตอร์โดย United Home Entertainment เมื่อปี 2550</li>
<li><strong>Rating - </strong>4/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ภาพ และข้อมูลจาก งานแถลงข่าวเปิดกล้อง The Storm Riders II หรือ ฟงหวิ๋น ภาค 2]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=82</link>
<pubDate>Mon, 24 Mar 2008 22:54:20 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=82</guid>
<description><![CDATA[
หลังจากมีข่าวออกมาเป็นระยะ ในที่ส]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/stormriders2.jpg" alt="" /></p>
<p>หลังจากมีข่าวออกมาเป็นระยะ ในที่สุด  The Storm Riders II หรือ ฟงหวิ๋น ภาคสอง ก็ได้ฤกกษ์เปิดกล้องเดินหน้าการถ่ายทำแล้ว มีภาพ และข้อมูล จากงานแถลงข่าวเปิดกล้องมาฝากกันครับ<!--more--></p>
<p>เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน หนังกำลังภายในแฟนตาซี ที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนชื่อดังของฮ่องกง ที่ชื่อว่า The Storm Riders หรือในชื่อไทย ฟงหวิ๋น ขี่พายุทะลุฟ้า  สร้างกระแสความนิยม อันรุนแรงทั้งในไทย และฮ่องกง หนังมีเนื้อเรื่องที่เ รียบง่าย มีจุดเด่นอยู่ที่สองนักแสดงนำ ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มนักร้อง นักแสดงแห่งยุค (ในช่วงเวลานั้น) อย่าง กัวะฟู่เฉิง และ เจิ้งอี้เจี้ยน ที่ถือว่ามาแรงด้วยกันทั้งคู่</p>
<p>ที่สำคัญกว่านั้น หนังนำเสนอ งานเทคนิคพิเศษที่ตระกาลตา ผู้กำกับแอนดรู เลา ใช้งาน CG มาสร้างสีสรรค์ให้กับหนัง อย่างเต็มที่ อย่างที่ไม่เคยมีหนังฮ่องกง (หรือเอเซีย) เรื่องไหนเคยทำมากก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำ เทคนิคดังกล่าว มาขยายขอบเขตจิตนาการให้กับ งานด้านภาพของหนังกำลังภายใน ถือว่าน่าตื่นเต้นมากในยุคนั้น ถึงกับ ก่อให้เกิดกระแสหนังกำลังภายใน CG อยู่ในช่วงสั้นๆ เลยทีเดียว</p>
<p>ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีทั้งข่าวลือ และการถามถึง ภาคต่อของหนังกำลังภายในเรื่องนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปี 2008 นี้เอง บริษัท Universe และ Beijing's Chengtian Entertainment ได้สร้างความฮือฮาได้พอสมควร กับการประกาศข่าวอย่างเป็นทางการของภาคต่อ</p>
<p>ขณะนี้มีเพียงข้อมูลถึงเนื้อเรื่องแบบสั้นๆ ว่า หนังจะเล่าเรื่องต่อเนื่องจากภาคแรก เนี่ยฟง และปู้จิ่งหวิน ต้องเผชิญหน้ากับจอมมาร ที่ไร้ผู้ต้านทาน</p>
<p>ทั้งกัวะฟู่เฉิง และเจิ้งอี้เจี้ยนจะกลับมารับบทเดิมของทั้งคู่ โดยหนังจะมีดาราหนุ่มมาแรง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับข่าวฉาวของภรรยาของเขา) อย่าง เซียะถิงฟง มารับบทร้ายในเรื่อง ดาราสาวหน้าใหม่ที่ชื่อว่า ถังหยัน จะมารับบทนางเอกคนหนึ่งของเรื่อง แทนบทที่ซูฉี เคยแสดงไว้ ส่วน อาซา แห่งวงทวิน รับบทนางเอกอีกคนของเรื่อง</p>
<p>สองผู้กำกับพี่น้อง อ็อกไซ และแดนนี่ แปง เป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้มารับหน้าที่ผู้กำกับ หนังฟอร์มยักษ์แห่งปีเรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องน่าเซอร์ไพรซ์พอสมควรนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองไปในงานเก่าๆ ของสองพี่น้อง ที่่มักจะวนเวียนกับเรื่อง ลึกลับ ตื่นเต้น ซึ่งดูห่างไกลจากหนังกำลังภายใน อยู่พอสมควร  แต่เมื่อคิดถึงเรื่องการใช้ CG อย่างหนักหน่วงในหนัง ก็ดูจะเข้าทางสองพี่น้องแปง ไม่น้อย โดยเฉพาะกับงานล่าสุดที่ชื่อว่า Re-Cycle หนังลึกลับตื่นเต้นที่มีจุดขายสำคัญอยู่ที่ ฉาก CG อลังการงานสร้าง</p>
<p>หนังจะเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย และมีแผนที่จะถ่ายหนังด้วยวิธีทันสมัยให้นักแสดง แสดงบนฉากบลูสกรีน ผสมกับการถ่ายทำนอกสถานที่ ที่มีแผนจะเข้ามาถ่ายทำทั้งในเมืองไทย และเมืองจีน ฃตามกำหนด หนังจะเข้าฉายในได้ปลายที่ 2008 นี้ครับ</p>
<p align="center"><strong>- ภาพจากงานแถลงข่าว -</strong></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/cast01.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/cast02.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/cast03.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/cast04.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/cast06.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/cast07.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/cast08.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/cast09.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/cast10.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/cast12.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/cast13.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/cast14.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/cast05.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/cast11.jpg" alt="" /></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/art1.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/art2.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/03/art3.jpg" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Future Cops - บัลล็อก ผู้ชายทะลุเวลา (1993, Wong Jing)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=68</link>
<pubDate>Sat, 15 Mar 2008 18:04:55 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=68</guid>
<description><![CDATA[
Future Cops หนังฮ่องกงเรื่องดังแห่งยุค 90 ท]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/002/futurecup.jpg" alt="" /></p>
<p>Future Cops หนังฮ่องกงเรื่องดังแห่งยุค 90 ที่รวบรวมดาราชื่อดังไว้มากมาย ไล่ชื่อมาก็มีอย่าง กัวะฟู่เฉิง, จางเซียะโหย่ว, จางเหว่ยเจึ้ยน, ซิวซู่เจิน, วิทยาศาสตร์, หยังไฉ่หนี, หลิวเต๋อหัว, หวังจิง, เจิ้งอี้เจี้ยน, เยิ่นต๊ะหัว ฟังดูน่าตื่นเต้นนะครับ แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าในหนังเรื่องนี้ก็คือ Street Fighters II !!! ทั้งใบปิด ตัวอย่าง ชื่อไทย เหมือนผู้สร้างพยายามจะสื่อสารให้เข้าใจว่า Future Cops จะเป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากวีดีโอเกมส์ชื่อดังแห่งยุค เกมส์นั้น แต่มันจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ?   <!--more--></p>
<p>ย้อนอดีตไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน สมัยยังไม่มีอินเตอร์เน็ท ในธุรกิจวิดิโอเกมส์  โซนี่ยังเป็นเต่าคลานที่แทบไม่เห็นแววรุ่งเรือง  แน่นอนว่า เกมส์ Street Fighters II ที่พึ่งย้ายจากตู่เกมส์อาเขต มาลงเครื่อง Super Famicon เป็นจุดสูงสุดแห่งความน่าตื่นเต้น ของเด็กเล่นเกมส์ในสมัยนั้น ในการดูหนังในโรงนั้น หนังฝรั่งยังไม่ฮิตเหมือนทุกวันนี้ ขณะที่หนังไทยยิ่งแล้วใหญ่ เป็นช่วงตกต่ำแบบสุดๆ แน่นอนว่าหนังจีน เป็นอันดับหนึ่งในหมู่ตัวเลือก ไม่เขื่อก็ต้องเชื่อนะครับ ว่าของสองสิ่งอย่างหนังฮ่องกง กับวิดิโอเกมส์ชื่ดัง จะมาเจอกันได้</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/02/futurecops05.jpg" alt="" /></p>
<p>เห็นชัดๆ ว่า Future Cops นั้นสร้างมาจากเกมส์ชื่อดังอย่าง Street Fighters II เอาเข้าจริงๆ Future Cops นั้นเล่าเรื่องที่เรียกได้ว่า ไม่สามารถเชื่อมโยงอะไรกับเกมส์ต้นฉบับได้เลย เรียกว่า ทีมงานผู้สร้าง "ขโมย" ตัวละครชาวบ้านมา และมั่วเนื้อเรื่องเองทั้งหมด หนังออกทะเลไปเล่าเรื่องในอนาคตอันไกลโพ้น เมื่อ "เวก้า" อาญากรผู้ก่อนการร้ายตัวเอ้ ได้ถูกจับกุม และกำลังจะถูกนำตัวขึ้นพิจารณา มีโอกาศสูงที่มันจะต้อง โดนลงโทษติดคุกหัวโต หรือแม้กระทั่งประหารชีวิต เพราะผู้พิพากษาตงฉินอย่าง ท่าน หยูทิสง เป็นคนรับผิดชอบคดี พวกสมุนตัวแสบของเวก้า ที่นำทีมโดย นักคาราต้ "เคน" (เจิ้งอี้เจี้ยน) นักมวยไทยสกัด และนักซูโม่ฮอนดะ อาศัยเครื่องไทม์มาชีนย้อนเวลา กลับไปเมื่อปี 1993 สมัยที่หยูทิสง ยังเด็กและไม่มีอำนาจเหมือนในปัจจุบัน หวังสังหารเขาเพื่อ ยับยั่งสิ่งที่เกิดขึ้น</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/02/futurecops02.jpg" alt="" /></p>
<p>ทางกรมตำรวจไม่สามารยอดให้เรื่องเลวร้ายทั้งนั้นเกิดขึ้นได้ จึงส่งตำรวจอนาคตสามนาย ได้แก่ บัลล็อก (หลิวเต๋อหัว) กิล (จางเซียะโหย่ว) และดัลซิม (เยิ่นต๊ะหัว) ย้อนอดีตติดตามไปจัขตัวสามคนร้าย ทั้งสามเดินทางข้ามเวลา ไปโผล่ยังบ้านของ ไอ้หนุ่ม ที่ชื่อว่า ต้าสง (จางเหว่ยเจี้ยน) ที่ตามข้อมูลแล้วเผอิญเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกับ ผู้พิพากษาหยูทิสง พอดี หลังจากสร้างความตกใจแก่เด็กหนุ่ม จบแทบครองสติใหม่อยู่ ต้องวิ่งไล่จับกันวุ่นวายยกใหญ่ กว่าจะทำความเข้าใจกันได้ ในที่สุด ต้าสง ตัดสินใจช่วยเหลือ 3 ตำรวจโลกอนาคต และให้อาศัยพักพิงอยู่ด้วยในบ้าน</p>
<p>ตำรวจทั้งสามนาย แยกย้ายกันทำงาน ออกกระจายกันค้นหาตัว หยูทิสง ในโรงเรียน กิล สมัครเข้าเป็นครูคนใหม่ ส่วนบัลล็อกต้องกล้ำกลืนฝืนทน แอ็บแป๋วปลอมตัวเป็นเด็กโข่งนักเรียนใหม่ เมื่อถึงโรงเรียนกลับไม่มีวี่แววของหยูทิสง เลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่สามตำรวจได้พบกลับเป็น ความซวยแกมอนาจของเพื่อนใหม่ของพวกเขาอย่าง ต้าสง แท้จริงแล้วใช้ชีวิตอย่างต้อยต่ำในโรงเรียน ต้าสง นั้นหัวขี่เลื่อยแบบเยียวยาไม่อยู่ อายเกือบสามสิบแล้ว แต่ยังเรียนไม่สบมัถยมปลายเลย แถมถูกเพื่อนที่โรงเรียนทีนำทีมคุณหนูลูกเศรษฐีสุดแสบอย่าง ฉีอัน (สวี่จืออัน) แกล้งอยู่เป็นประจำ</p>
<p>ภารกิจใหม่ที่มาแบบปัจจุบันทั่นด่วนของ ตำรวจโลกอนาคต ก็คือ ช่วยเหลือ ต้าสง ต่อกรกับแก๊งเด็กเลวในโรงเรียน ให้เขาได้ยืนอย่างมีศักดิ์ศรี  ขึ้นมาบ้าง ไม่ถูกกดขี่อยู่ร่ำไป ที่สำคัญก็เพื่อเอาชนะใจ ไฉ่หนี (หยังไฉ่หนี) นักเรียนสาวสวยประจำโรงเรียน ขวัญใจของต้าสงให้ได้ ดูเหมือนว่าเมื่อมาวุ่นวายกับเรื่องราวในโรงเรียนมัถยม ตำรวจโลกอนาคต จะลืมภารกิจดั่งเดิมของตัวเองไปชั่วคาว หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้ว ผู้พิภากษาหยูทิสง นั้นอยู่ใกล้ๆ ตัวนั้นเอง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/02/futurecops03.jpg" alt="" /></p>
<p>เมื่อลองมองไปที่เรื่องย่อดูแล้ว ก็พอจะนึกออกนะครับว่า นอกจากจะเนื้อเรื่องไม่เกี่ยวแล้ว อารมณ์หนังยังไปคนละเรื่อง กับวิดีโกเกมส์ชนิดคนละโลก ร่องรอยของ Street Fighters II ใน Future Cops นั้นตามชื่อ เครื่องแต่งกาย สีประจำตัว หรือวิชาการต่อสู้เท่านั้น แต่สิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็ถูกดัดแปลงไป จนเรียกว่าหาเค้าเดิมไม่เจอ ถ้าไม่บอกกันก่อนล่วงหน้า ว่าตัวละครตัวไหนเป็นตัวเดียวกัน ตัวละครนักสู้จากเกมส์ชื่อดังเกมส์นั้น</p>
<p>ที่ดัดแปลงมั่วนิ่มมากไปกว่านั้นก็คือ แนวเรื่องที่เปลี่ยนชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า แอ็กชั่น เป็นตลกปัญญาอ่อน ถึงแม้วงการหนังฮ่องกงนั้น เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ กับแนวแอ็กชั่นตัวต่อตัว จะดูเหมาะสมกับการเป็นผู้สร้าง Street Fighters เป็นหนังอยู่ไม่น้อย แต่ผู้กำกับหวังจิง กลับเลือกที่จะให้ Future Cops เป็นหนังตลกโปกฮาแบบเน้นๆ แทบจะถามหาความมันทางแอ็กชั่นไม่ได้แม้แต่น้อย</p>
<p>ถึงแม้เจ้าพ่อคิวบู๊ลวดสลิงค์อย่าง เฉิงเสี่ยวตง จะถูกเรียกตัวให้มารับผิดชอบฉากแอ็กชั่นในเรื่อง ก็ไม่ได้เพิ่มความเข้มข้นอะไรเป็นพิเศษ นอกจากมาเติมช่วยสร้างฉากต่อสู้แนวอภินิหาร เหิญหาว ตามสไตล์ ที่เพิ่มความหลุดโลกให้กับคิวบู๊ในเรื่อง เช่นเดียวกับเอฟเฟคปล่อยแสงง่อยๆ ที่ใส่กันเข้ามาแบบไม่ยั่ง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/02/futurecops04.jpg" alt="" /></p>
<p>ตัวหนังจริงๆ นั้นเน้นไปที่มุขตลกแบบฮ่องกงแท้ๆ ที่เปิดโอกาศให้พระเอกหน้าหล่อ นางเอกน่าสวย ได้แสดงความสามารถทางด้านการปล่อยมุขความย ที่นำมาซึ่งฉากตลกไร้สติต่างๆ ที่แทบหาตรรกะคำอธิบายอะไรไม่ได้ เช่น ตลกเจ็บตัว ปล่อยไฟฟ้าช๊อตกัน  หรือมุขจีบสาวจีบหนุ่ม ที่แฟนๆ หนังฮ่องกงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แน่นอนอว่าพระเอกหนุ่มมาดเท่ห์ที่มีประสบการณ์ การรับบทที่หลากหลายอย่าง หลิวเต๋อหัว หรือจางเซียะโหย่ว นั้นสามารถลื่นไหลไปกันบทได้เป็นอย่างดี</p>
<p>จุดขายหลักของ Future Cops ก็ยังคงเป็นดาราที่ขนกันมาเพียง แต่คนที่เป็นพระเอกตัวจริงของหนัง เป็นดาราตลกหน้าใหม่ ที่ขณะนั้นชื่อเสียงน้อยกว่าเค้าเพื่อนอย่าง จางเหว่ยเจึ้ยน น่าเสียดาย ที่เขา ไม่สามารถแจ้งเกิดได้ในวงการภาพยนตร์ ผิดจากในวงการทีวีที่จางเหว่ยเจี้ยน กลายเป็นดาราขายดีทั้งในฮ่องกง จีน และไต้หวัน มานานหลายปีแม้กระทั่งจนถึงปัจจุบันนี้ บทของเขาในเรื่องถือว่าเป็นบทนำ ออกจอมากที่สุด จางเหว่ยเจี้ยน ก็แสดงได้ลื่นไหลดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าโดยพลังดาราของ หลิวเต๋อหัว หรือ จางเซียะโหย่ว กลบไปบ้างเหมือนกัน</p>
<p>อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า  Future Cops นั้นระดมดาราไว้มากจริงๆ นอกจากตัวละครหลักที่กล่าวไปแล้ว หนังยังมี กัวะฟู้เฉิง มารับบทรับเชิญ (หมายความว่าหนัง ได้ 3 ใน 4 จตุรเทพฮ่องกงมาอยู่ในเรื่องเดียวกันเลยทีเดียว) หนังยังมีดาราหน้าใหม่หลายๆ คนได้แจ้งเกิด ได้แก่ เจิ้งอี้เจี้ยน ที่รับบท "เคน" ดาวร้ายที่ถือว่าเด่น และเท่ห์ไช้ได้ทีเดียว เช่นเดียวกับ สวี่จืออัน ในบท School Bully ตัวแสบ ส่วนนางเอกสาว หยังไฉ่หนี ที่รับบทนางเอกนั้นเรียกว่าแสดงหนังเรื่องนี้ เป็นประเดิมงานแรกในวงการภาพยนตร์เลยทีเดียว</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/02/futurecops01.jpg" alt="" /></p>
<p>แน่นอนว่าดาราเป็นจุดขายหลัก อย่างไรก็ตามองค์ประกอบที่น่าสนใจเป็นพิเศษใน Future Cops ที่ผิดแผกแตกต่าง จากหนังแนวเดียวกันเรื่องอื่นๆ ก็คือ การหยิบเอาวัฒนธรรมพ็อพที่หลากหลายทั้งหนัง การ์ตูน เกมส์ มาล้อเลียนในแบบฮ่องกง  แน่นอนที่เห็นชัดที่สุดก็คือ วิดีโอเกมส์สุดฮิตในสมัยนั้นอย่าง  Street Fighter II แต่เมื่อมองลองไปลึกๆ แล้ว Future Cops ยังมีอะไรทำนองนี้ให้ดูกันอีกเพียบ ว่าจะเป็นมหกรรมรวมฮิต การล้อเลียน ลอกเลียน มั่วนิ่มแบบขนาดใหญ่ กันเลยทีเดียว</p>
<p>แน่นอนว่าตัวละครจาก Street Fighter II ถูกใช้เป็นพื้นฐาน เรื่องย่อก็เห็นๆ ว่าลอก Terminator (คนเหล็ก) มาเต็มๆ นอกจากนั้นยังมีหนังการ์ตูนเกมส์ อื่นๆ โผล่กันมาเรียกเสียงฮา (หรือแป๊ก) กันเป็นระยะไม่ว่าจะเป็น เกมส์ Mario ของ Nintendo, การ์ตูน Dragon Ball Z, หนัง The Lover และโปเยโปโลเย ซึ่งแน่นอนว่าผู้สร้างสรรค์ต้นฉบับ ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นอะไรด้วยแน่นอน</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/02/futurecops06.jpg" alt="" /></p>
<p>การ์ตูนอีกเรื่องที่หนังใช้เป็นแม่พิมพ์หลัก ในการก็อปปี่ แบบเต็มๆ ก็คือ การ์ตูนสุดฮิตขวัญใจชาวไทยอย่าง โดราเอม่อน แค่มองไปที่ พล็อตเรื่องที่ว่า เด็กไม่เอาไหน ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนใหม่ที่มาจากอนาคต นั้นก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า เป็นพล็อตของโดเรมอนแบบเห็นๆ</p>
<p>ตัวละครของหยังไฉ่หนี ที่เป็นเพื่อน สาวสวยน่ารัก ใจดีเรียนเก่ง ของพระเอกนั้นก็ แทบไม่มีอะไรแตกต่างจากซิซูกะ แต่ที่ยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก ก็คือตัวละครพระเอก และตัวโกง ตัวพระเอกที่แสดงโดย จางเหว่ยเจี้ยน นอกจากจะไม่เอาไหนเหมือน โนบิตะ เปี้ยบ แล้วยังใช้ชื่อว่า "ต้าสง" ที่เป็นชื่อของโนบิตะ ในเวอร์ชั่นฉายที่ฮ่องกงซะอีก ส่วนตัวโกง จอมกลั้นแกล้งรังควานพระเอกที่แสดงโดย สวี่จื่อัน ใช้ชื่อว่า "ฉีอัน" ชื่อของไจแอนในเวอร์ชั่นฮ่องกง แถมมีผมทรงกระบังลมแหลมเปี้ยว เหมือนซูเนโอะอีกต่างหาก และแน่นอนตัวละครตำรวจแห่งโลกอนาคต ที่มาพร้อมกับข้าวของไฮเทค ในการช่วยเหลือพระเอกให้รอดพ้นจากความตกต่ำในชีวิต ก็แทบจะบทบาทเดียวกับ โดราเอมอน เลย</p>
<p>ไม่ว่าจะวัดกันด้วยมาตรฐานทางภาพยนตร์แบบไหน ก็คงไม่สามารถตีค่าให้ Future Cops เป็นหนังดีมีคุณค่าขึ้นมาได้ หนังนอกจากเป็นงานแนวตลาดประเภทสุดลิ่มทิ่มประตูแล้ว ยังเต็มไปด้วยองค์ประกอบแห่งความไร้รสนิยม แต่อย่างสารภาพครับว่านี้เป็นหนังที่ผมรัก โดยส่วนตัวเรื่องนึง นอกจากจะได้ดูในยุคสมัยที่หัดเข้าโรงหนังใหม่ๆ แล้ว หนังยังมีเสน่ห์แบบหนังตลาดฮ่องกงในยุค 90 แบบเต็มเปี่ยม เป็นเสน่ห์ในความจริงใจ ที่มุ่งขายของประเภทรสนิยมต่ำ กันแบบไม่ต้องขวยเขินเอียงอายกันเลย ที่แน่ๆ หนังสนุกกว่า Street Fighters ของฮอลลีวูด อยู่หลายช่วงตัวทีเดียว</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/02/futurecops07.jpg" alt="" /></p>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Fantasy Productions, Wong Jing's Workshop<br />
<strong> กำกับ - </strong>Wong Jing<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Wong Jing<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Wong Jing<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Antony Lee Hon Gam<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Ching Siu Tung, Ma Yuk-Sing, Dion Lam<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Andy Lau Tak Wah, Jacky Cheung Hok Yau, Dicky Cheung Wai Kin, Simon Yam Tat Wah, Chingmy Yau Suk Ching, Charlie Young Choi Nei, Ekin Cheng Yee Kin, Ken Lo Hui Kwong, Kingdom Yuen King Tan, Billy Chow Bei Lei, Dennis Chan Kwok San, Andy Hui Chi On, Aaron Kwok Fu Sing, Winnie Lau Siu Wai, Richard Ng Yiu Hon, William Tuan Wai Lun</li>
<li><strong>Thailand Distribution - </strong>เข้าฉายปี 2540 โดยนนทนันท์ ชื่อไทยว่า "บัลล็อก ผู้ชายทะลุเวลา" มีแผ่น VCD โดยบริษัทซันนี่คิดท์ เสียงภาพดั่งเดิม แบบตอนฉายโรงด้วย</li>
<li><strong>Rating - </strong>4/5</li>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Detective - เดอะ ดีเท็คทีฟ สืบล่าปมฆ่าสยองโลก (2007, Oxide Pang)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=45</link>
<pubDate>Sat, 01 Mar 2008 11:20:11 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=45</guid>
<description><![CDATA[
มีความน่าสนใจอยู่สองประการ สำหรับ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/01/detect5.jpg" alt="" /></p>
<p>มีความน่าสนใจอยู่สองประการ สำหรับหนังใหม่ของกัวะฟู่เฉิงที่ชื่อว่า The Detective หนึ่ง หนังเรื่องนี้ถ่ายทำในเมืองไทยตลอดเรื่อง มีอะไร "ไทยไทย" ให้ดูมากมายในหนังเรื่องนี้ สถานที่ ผู้คน ภาษา และแน่นอนเครื่องหมายการค้าของไทย (ในสายตาของต่างชาติ) อย่าง ช้าง และรถสามล้อเครื่อง</p>
<p>ถ้าคุณอย่างเห็นกัวะฟู้เฉิงพูดภาษาไทย สั่งก๋วยเตี๋ยวเป็นภาษไทย เดินเตรดเตรีในกรุงเทพ และเยาราช หรือแม้กระทั่ง ได้ฟังเพลงหมีแพนด้า และผลงานของชายเมืองสิงห์ในหนังฮ่องกง ก็เป็นสิ่งแปลกดีอยู่เหมือนกัน</p>
<p>ความน่าสนใจประการที่สองที่ The Detective เป็นผลงานของ อ๊อกไซท์ แปง อีกเรื่องที่ถือว่า อยู่ในขั้นดี เมื่อลองมองย้อนกลับไป ผลงานของผู้กำกับคู่แฝด ถือว่าออกมาในจำนวนที่มากพอสมควร หนังออกมาทุกปี บางปีก็มากกว่าหนึ่งเรื่อง อ๊อกไซท์ แปง เปิดตัวในอาชีพผู้กำกับได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม สามเรื่องติดต่อกัน เมื่อเริ่มกำกับหนัง ตั้งแต่ท้าฟ้าลิขิต, Bangkok Dangerous จนถึง The Eye)</p>
<p>แต่หลังจากนั้นเมื่อชื่อเสียงเป็นที่รู้จักงานของ อ๊อกไซท์ (และแดนนี่ คู่แฝด) คุณภาพ ของงาน (ที่ทั้งกำกับเอง และสร้าง) ดูจะสาละวันเตี้ยลงทุกๆ วัน ที่โจษจันกันก็มีอย่าง The Ey<!--more-->e 10, มหาอุตย์, Diary การก้าวหนัาไปกำกับหนังฮอลลีวูด ก็ดูจะไม่ได้พิสูจน์อะไรมากมาย ในเมื่อผลงานก็ยังคงออกมาย่ำแย่เช่นเดิม กับหนังเรื่อง The Detective ถือว่ากราฟคุณภาพของอ๊อกไซท์ งานมีคุณภาพ และความสนุก ค่อนไปทางดีของผู้กำกับครึ่งของแฝดผู้นี้ ซึ่งถือว่าเป็นนิมิตรหมายอันดีสำหรับเขา</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/01/detect2.jpg" alt="" /></p>
<p>เฉินถัม (กัวะฟู่เฉิง) หนุ่มชาวไทย เชื้อสายจีน ใช้ชีวิตเอยู่ในย่านเยาราช ในการป็นนักสืบเอกชน ช่วยสะสางคดีเล็กคดีน้อยของคนที่มาว่าจ้าง ชีวิตเขากลับต้องพบกับความวุ่นวาย เมื่อวันหนึ่ง ได้รับการว่าจ้างวาน จากลูกค้าคนหนึ่งที่ชื่อว่า เฟยหลง (ฟุงซุยอัน) ชายลึกลับที่เดินเข้ามาในสำนักงานของ ถัม ด้วยท่าทางสลึมสืลอ ชายคนนั้นออกปากว่าจ้างให้ตามหาผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เขากล่าวหาว่าต้องการตามฆ่าเขา เบาะแสทั้งหมดมีเพียงภาพถ่ายใบเดียว</p>
<p>ถัม ค่อยๆ แกะรอยหาข้อมูล จากสถานที่ และผู้คน ที่เกี่ยวข้องมากจำนวนขึ้นเรื่อยๆ กลับพบข้อมูลต่างๆ มากมาย ความเกี่ยวข้องของหญิงลึกลับในภาพถ่าย ที่โยงใยไปหาเรื่องราวหลากหลาย ชู้สาว การขาดทุนจากการลงทุนในตลาดหุ้น คนมากมายมาเกี่ยวคนกับผู้หญิงคนเดียวที่ ถัมตามหา แต่กลับไม่สามารถเชื่อมโยงทั้งหมดเข้าด้วยกันได้เลย และแล้วผู้คนทีเกี่ยวข้อง ก็เริ่มตายไปทีละคน ด้วยวิธีผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็น การฆ่าตัวตาย และฆาตกรรม</p>
<p>คดีเริ่มห่างไกลจกาเรื่องคนหญิงลึกลับ ที่คิดปองร้ายชายคนหนึ่งไปเรื่อยๆ ถัม กลับหมกหมุ่นกับเรื่องลึกลับที่ว่านี้หนักข้อขึ้นทุกที ผู้หมวด (หลิวเจียจื่อ) เพื่อนสนิท ที่เติบโตมาด้วยกันของ พยายามห้ามปราม เพราะเหตุการณ์ชักจะเลยเถิดขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อคนตายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับอันตรายเริ่มเริ่มคลืบคลานมาสู่นักสืบหนุ่มเอง แต่ ถัม กลับเข้าเกียร์เดินหน้าเข้าไปเรื่อยๆ ราวกับว่า เรื่องราวหาใช่การตามหาผู้หญิงคนหนึ่งอีกต่อไป คดีที่ลึกลับซับซ้อน กลับเป็นการกระตุ้นปมในอดีตของเขา ที่หมกมุ่นกับการ "ค้นหาคำตอบ" ของ เฉินถัม</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/01/detect3.jpg" alt="" /></p>
<p>The Detective มีชื่อภาษากวางตุ้งคือ ซึ่งแปลว่า "นักสืบเอกชน" แต่ก็สามารถให้ความหมายว่า นักสืบเกรดซีบวก ได้เหมือนกัน ซึ่งก็คือคำอธิบายถึงตัวละครของกัวะฟู่เฉิงในเรื่อง ในฐานนะหนังนักสืบเรื่องหนึ่ง The Detective จะได้ A ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก หนังดูสนุก น่าติดตาม ถือเป็นงานที่ใช้ได้เลยทีเดียว</p>
<p>อ๊อกไซท์ แปง ยังคงมาในแนวทางเดิม ดำเนินเรื่องด้วยตัวละครเพียงหยิบมือ สร้างหนังเล่าเรื่องลึกลับ ที่บอกตอนจบไม่ได้ บทสรุปของหนังก็ถือว่าน่าพอใจ หนังอาจจะไม่ได้มีการหักมุมที่ ลึกลับซับซ้อน หรือแตกต่าง แหวกแนว อะไรมากนัก เพราะบทสรุปของ The Detective ยังคงดำเนินไปตามรูปแบบของหนังแนวนี้อยู่เช่นเคย</p>
<p>แต่ภาพรวมของหนังก็ใช่ว่า จะไร้ซึ่งความสดใหม่กันซะทีเดียว ความรู้สีกไม่น่าไว้วางใจ เพียงแต่ครั้งนี้ สิ่งที่กดดันเราไม่ใช่ผีหน้าขาวปากซีด ที่คอยผลุบ โผล่มาจากมุมต่างๆ ของหนัง แต่เป็นความตึงเครียดของคดีฆาตรกรรม การสืบสวนที่มืดแปดด้าน กับโจทย์ที่ตัวละครเผชิญ และยากจะตีให้แตก บางช่วงบางตอนของหนัง</p>
<p>ในแง่ความเป็นหนังสืบสวน The Detective ไม่ได้พยายามสร้างคดีในหนังให้ หลักแหลม สลับซับซ้อน เหนือหนังนักสืบเรื่องอื่นๆ สร้างความแปลกใหม่ ด้วยการปกคลุมบรรยากาศโดยรวมแห่งความอึดอัด จากความสงสัย ในบางช่วงบางตอนการพัฒนาเนื้อเรื่อง และคลีคลายความลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่ก็ไม่ได้รู้สึกถึงความน่าเบื่อหน่าย เพราะบรรยกาศอันน่าสนใจดังกล่าวยังสามารถ สร้างความน่าสนใจได้เป็นอย่างดี</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/01/detect4.jpg" alt="" /></p>
<p>การถ่ายทำที่เมืองไทยนั้นให้ผลดีอยู่หลายประการ (เขาใจว่าหนังของ อ๊อกไซท์ เกือบทุกเรื่องจะมีการถ่ายทำในเมืองไทย มากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่โอกาศ เพราะทีมงานในกองถ่ายของเขาทั้งตากล้อง ผู้กำกับศิลป์ ส่วนใหญ่ เป็นคนไทยนั้นเอง) คนไทยเราอาจจะรู้สึกตื่นเต้นกับภาพของกรุงเทพในหนัง ซึ่งไม่ได้</p>
<p>หนังไม่ได้นำเสนอกรุงเทพในแง่มุมแห่งความสวยงาม เน้นศิลปะวัฒนธรรม หรือเอกลักษณ์บางประการอันน่าเบื่อหน่าย (ซึ่งจะว่าไปแล้วก็มีอยู่บ้าง) หรือพยายามสร้างให้เมืองไทยเป็นดินแดนเถื่อนไร้กฏหมาย เต็มไปด้วยตัณหาราคาะ อย่างภาพของเมืองไทยในหนังทั่วๆ ไป หากแต่เป็นภาพของเมืองไทยใน The Detective เป็นแห่งความเก่าแก่ คร่ำครือ เต็มไปด้วยปริศนา และความลี้ลับ โดยเน้นไปที่ชุมชนชาวจีน อาคารเก่าแก่ ตรอกซอกซอยอัน สกปรก ดูเข้ากับบรรยากาศของเรื่องเป็นพิเศษห</p>
<p>สิ่งสุดท้ายที่สมควรพูดถึง การแสดงของ กัวะฟู่เฉิง นั้นเราสามารถเรียกว่า นี้เเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในหนังได้ อย่างไม่ตะขิดขะขวง ซึ่งลองคิดดูแล้วก็น่าทึ่งเหมือนกัน ว่าเวลาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจะเปลี่ยนดาราไอดอล นักเต้นคนนั้น ให้กลายเป็นนักแสดงชั้นยอดไปได้ การแสดงของเขาใน The Detective นั้นมีจุดที่น่าชื่นชมอยู่หลายประเด็นด้วยกัน มีความลึกซึ้ง สามารถแบกหนังไว้ด้วยตัวคนเดียวได้ และที่สำคัญยังเป็นการแสดงที่ดูสนุกมาก กับการให้รายละเอียดเล็กๆ น้อย ในการแสดงเป็นตัวละคร ที่ดูหลุกหลิก และวิตกจริตอยู่ตอลดเวลา</p>
<p>ผมเองดูหนังของ อ๊อกไซท์ แปง มาหลายเรื่อง คิดดูดแล้ว The Detective นี่น่าจะเป็นงานของเขาที่ผมชอบที่เลยก็ว่าได้เลยครับ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/01/detect1.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
กำกับ - </strong>Oxide Pang Chun<strong><br />
อำนวยการสร้าง - </strong>Oxide Pang Chun, Danny Pang Fat<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Oxide Pang Chun<strong><br />
แสดงนำ -</strong> Aaron Kwok Fu-Sing, Liu Kai-Chi, Shing Fui-On, Kiki Sheung Tin-Ngor, Lau Siu-Ming, Lai Yiu-Cheung, Elle Choi (Siu Suet), Jo Koo (Kuk Cho-Lam), Kenny Wong Tak-Bun</li>
<li><strong>Thailand Distributions -</strong> ออกแผ่น DVD VCD โดย United Home Entertainment ชื่อไทยว่า "เดอะ ดีเท็คทีฟ สืบล่าปมฆ่าสยองโลก"</li>
<li><strong>Rating - </strong>4/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>

</channel>
</rss>
