<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>กังฟู &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/กังฟู/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "กังฟู"</description>
	<pubDate>Sun, 20 Jul 2008 08:17:24 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[Deadly Fury (1983, Cheung Wa-Fan)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=213</link>
<pubDate>Tue, 10 Jun 2008 10:35:54 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=213</guid>
<description><![CDATA[
เราคุ้นเยกับหนังกังฟูจากฮ่องกง แล]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/009/deadlyfury03.jpg" alt="" /></p>
<p>เราคุ้นเยกับหนังกังฟูจากฮ่องกง และไต้หวัน กันมามากแล้วลองทำการรู้จักกับ หนังกังฟูจากจีนแผ่นดินใหญ่ดูบ้างนะครับ Deadly Fury เป็นหนังจีนเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่เล่าเรื่องราวประเภท ครูมวย กังฟู และการรุกรานจากต่างชาติ ฟังดูแล้วไม่ใช่ซ้ำซากธรรมดา แต่ถึงระดับโคตรซ้ำซาก แต่ด้วยงานสร้าง ดารา และการกำกับคิวบู๊ ที่แปลกตา ก็ช่วยสร้างให้ Deadly Fury เป็นงานที่น่าสนใจ และฉีกตัวออกมาจากหนังกังฟูเรื่องอื่นๆ ได้ไม่น้อย<!--more--></p>
<p>เนื่องด้วยผมดูจากฉบับเสียงจีน ไม่มีซับไตเติล ความเข้าใจใน เนื้อเรื่อง ต่างๆ จึงเกิดจากคาดเดา ผสมอ่านบทวิจารณ์ภาษาอังกฤษ ซึ่งฝรั่งคนเขียนแกก็ดูจาก ฉบับเดียวกัน ไม่รู้ภาษาจีนเหมือนกัน (เวรกรรม) เพราะฉะนั้นถ้ามีความผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยด้วยนะครับ</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/009/deadlyfury05.jpg" alt="" /></p>
<p>ในขณะที่วงการภาพยนตร์ฮ่องกง และไต้หวันกำลังเริงสำราญกับการโกยเงิน เข้าประเทศด้วยการผลิตหนังกังฟู และกำลังภายใน ส่งขายทั่วโลก ในช่วงยุค 60 - 80 นั้น วงการหนังของประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ จึงริเริ่มสร้างหนังกังฟูออกมาบ้าง ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ ในวงกว้างมากนัก เพราะทางจีนขาดแคลนดารากังฟู ชื่อดังที่จะมาดึงดูดความสนใจกับคนดู จะมีข้อยกเว้นก็เห็นจะมีแค่ แจ้งเกิดของไอ้หนุ่ม แชมป์วูซู 9 สมัย อย่าง หลีเหลียงเจี๋ย ในปี 1982 กับหนังเรื่อง "เสี้ยวลิ้มยี่" ที่แทบจะทำให้เขาเป็น หนึ่งเดียวแห่งดารากังฟูจากจีนไปเลย</p>
<p>อย่างไรก็ตามความพยายามครั้งอื่นๆ อันเป็นความพยายามที่ไม่ประสบความสำเร็จ ก็ไม่สมควรถูกลืม หนังในหนังกังฟูจีนยุคบุกเบิกอีกเรื่องหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่ ก็คือหนังเรื่อง Deadly Fury หรือ หวู หลิน จื่อ (Wu Lin Zhi) ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1983 นับว่ามีความน่าสนใจไม่แพ้หนังกังฟูเรื่องใดๆ ในยุคสมัยเดียวกัน ไม่เฉพาะจากจีน แม้แต่หนังจากฮ่องกง และไต้หวันเอง Deadly Fury ก็ถือว่าไม่เป็นรอง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/009/deadlyfury02.jpg" alt="" /></p>
<p>Deadly Fury เล่าเรื่องในยุคปลายราชวงศ์ชิง ประเทศกำลังอยู่ในช่วงแร้นแค้นประชาชน อดอยากปากแห้ง น่าๆ อารยะประเทศจากตะวันตก จ่องรุมทึ้งทรัพยากร และผลประโยชน์จากแนดินจีน ครูมวยหนุ่มนาม ตงฟางซื่อ พาครอบครัวทั้งภรรยา อพยพเข้าสู่เมืองใหญ่ หาเลี้ยงชีพด้วยการ ร่อนเร่ แสดงมวยจีน ตามข้างถนน</p>
<p>เมื่อเดินทางมาถึง เทียนจิน ตงฟางซื่อ ถูกเด็กหนุ่ม ศิษย์จากสำนักมวยชื่อดังในละแวก นั้นหาเรื่อง ขอถ้าดวลพิสูจน์ฝีมือ แต่ถูกตงฟางซื่อเอาชนะได้โดยง่าย จนกระทั่งอาจารย์ของมัน ครูมวยชื่อดังแห่งเทียนจินนาม เหอต้าไห่ ต้องมาแก้มือแทน ทั้งสองประลองฝีมือกันอยู่นาน ฝีมือแทบไม่ยิ่งหย่อนแตกต่าง สุดท้าย ตงฟางซื่อ เห็นแก่อีกฝ่ายเป็นผู้มีชื่อเสียง ที่ผู้คนเคารพจึงยอมอ่อนข้อแกล้ง แพ้เพื่อจบความขัดแย้งครั้งนี้ ในท้ายที่สุด</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/009/deadlyfury01.jpg" alt="" /></p>
<p>ตงฟางซื่อ กับครอบครัวยังคงใช้ชีวิตแร่รอน และยากไร้ เขายังถูก บรรดาข้าราชการฉ้อฉล หาเรื่องรังแก ในครั้งหนึ่งเขาถูกกับบาดเจ็บอย่างหนักที่แขน ต้องแร่รอนขายของเพื่อประทังชีวิต จนกระทั่งได้พบกับ ผู้เฒ่าลึกลับ ที่เข้ามายื่นมือช่วยเหลือ แท้จริงแล้วท่านคือ จอมยุทธในตำนาน ฉายา "ฝ่ามืออิทธิฤทธิ์" ผู้เฒ่าให้การช่วยเหลือ เนื่องจากเห็นแววในตัว ตงฟางซื่อ ถ่ายทอดพลังฝีมือ และฉุดเขาขึ้นมาจากความตกต่ำ</p>
<p>ด้านฝ่าย เหอต้าไห่ ครูมวยชื่อดังแห่งเทียนจิน ตัดสินใจเข้าประลองกับนักสู้จากชาวรัสเซีย เพื่อปกป้องเกียรติยศของชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ในการประลองมีนักสู้ชาวจีน และรัสเซียหลายคนเข้าร่วม สุดท้าย เหอต้าไห่ ได้รับชัยชนะในการประลอง สร้างความไม่พอใจแก่คนรัสเซีย และคนจีนขายชาติจำนวนไม่น้อย จึงส่งคนมาลอบทำร้ายเขาจนบาดเจ็บสาหัส ไม่สามารถเข้าประลองกับนักสู้คนสุดท้ายอง รัสเซีย นาม "บิชโก้" ได้</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/009/deadlyfury04.jpg" alt="" /></p>
<p>เหอต้าไห่ จึงขอร้องแก่ ตงฟางซื่อ ให้เข้าลงประลอง แทนที่จะเป็นลูกศิษย์ในสำนักของตนเอง สร้างความไม่เห็นด้วยในหมู่ลูกศิษย์ของ เหอต้าไห่ ไม่น้อย แต่สุดท้ายทุกคนก็เข้าใจได้ เพราะนี้ไม่ใช่เป็นเพียงตัวแทนของ สำคัญ แต่เป็นตัวแทนของประเทศชาติ ตัวแทนความยิ่งใหญ่ของจีน ในการต่อกรต่อผู้รุกรานจากตะวันตก</p>
<p>ดูจากเนื้อเรื่องอันว่าด้วย มวยจีน กับมวยฝรั่ง ในยุคล่าอาณานิคมแล้ว เข้าใจว่าผู้สร้าง Deadly Fury อ้างอิงเนื้อหาของหนัง มาจากเรื่องราวตำนานของ ฮั่วหยวนเจี๋ย เป็นเนื้อหาหลักของหนัง อันว่าด้วยเรื่องของชาตินิยมแบบสุดโต่ง คนจีนยากลำบาก ต่างชาติ และชนชั้นสูงมุ่งเอาเปรียบอยู่ทุกวินาที</p>
<p>แม้จะเป็นเนื้อหาที่ธรรมดา พบเห็นได้ทั่วไปในหนังจีน การดำเนินเรื่องก็ติดจะเชยๆ นิดหน่อย เล่าเรื่องแบบเรียบๆ มีความบังเอิญ และไม่สมเหตุสมผลให้เห็นอยู่เป็นระยะ อย่างไรก็ตามหนังก็สามารถ ขับเน้นความน่าเชื่อถือ และความหนักแน่น ได้ด้วยภาพบรรยากาศ ที่ดูสมจริง ภาพท้องถนนเมืองจีนยุคข้าวยากหมากแพง ผู้ค่อนร่อนแร่ อดอยาก อยู่กลางถนนหนทาง ขณะที่ผู้มีอันจะกิน และชาวต่างชาติเสวยสุข กันอยู่บนตึก และบ้านอันหรูหรา หนังดูมีการลงทุนอยู่พอสมควร มีฉากใหญ่ๆ อย่างถนนหนทาง ท่าเรือ จนไปถึงสนามประลอง เช่นเดียวกับตัวประกอบที่เกณฑ์กันมาเข้าฉากจำนวนมาก</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/009/deadlyfury07.jpg" alt="" /></p>
<p>แท้กระทั่งวิชา ฉากต่อสู้ในหนังก็ถูกออกแบบอย่างสมจริง กระบวนท่าใน Deadly Fury ก็ยังยืนพื้นอยู่ที่ความสมจริง  ไม่มีการเตะสูงแบบเทควนโด้ หรือท่าทางที่ผาดโผนโจนทยาน เหมือนทากังฟูประยุกในหนังกังฟูสมัยนิยมเรื่องอื่นๆ แม้แต่วิชาที่พระเอกฝึก ก็เป็นวิชามวยจีนที่มีอยู่จริง และใช้ฝึกกันจริงๆ ในหมู่ผู้เรียนมวยจีน โดยเป็นเพลงมวยที่ชื่อว่า  "ฝ่ามือแปดทิศ" (Ba Gua Zhang) วิชามวยของลัทธิเต๋า  ที่ประยุคท่วงท่า การย่างเท้ามาจาก ยันแปดทิศ และเน้นการฝึกกำลังภายใน มากกว่ากำลังภายนอก แบบเพลงมวยทางใต้ หรือมวยจากวัดเส้าหลิน</p>
<p>Deadly Fury สร้างโดยทีมงานจากแผ่นดินใหญ่ทั้งหมด ทั้งนักแสดง สตั้นแมน และผู้กำกับคิวบู๊ เป็นสมาชิกของ โรงเรียนวูซูแห่งบักกิ่ง ความสามารถทางด้านบทบ นั้นจึงไม่ต้องเป็นห่วง และน่าเซอร์ไพรซ์ว่าแต่ละคนก็มีทักษะในแสดง ภาพยนตร์อยู่ไม่เลวเลย น่าเสียดายที่นักแสดง ทีมงาน รวมถึงผู้กำกับ ในเรื่อง ล้วนมีอาชีพในวงการภาพยนตร์ที่ไม่ยืนยานนัก ส่วนใหญ่มีงานภาพยนตร์แค่หนังเรื่องนี้ ขณะที่บางคนได้มีงานแสดงต่อเนื่องอีกหนึ่ง หรือสองเรื่องเท่านั้น</p>
<p>คนที่มีชื่อเสียงกว่าใครเห็นจะเป็น นักศิลปะป้องกันตัวหญิง เก่อชุนหยาน ที่ได้แสดงหนังอยู่หลายเรื่อง และมีโอกาศได้รำมวยแปดทิศโชว์ในหนังสารคดี This is Kung Fu (1983) อันโด่งดัง เป็นสารคดีที่สร้างโดยทีมงานจีน และมีหลี่เหลียงเจี่ยเป็นดาราคนสำคัญในหนังด้วย ส่วนใน Deadly Fury  เก่อชุนหยาน รับบทภรรยาของพระเอกในเรื่อง แม้บทจะไม่เด่น แต่เธอก็มีโอกาศได้โชว์ ลีลามวยอันยอดเยี่ยมในช่วงท้ายเรื่อง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/009/deadlyfury08.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
</strong><strong>กำกับ - </strong>Cheung Wa-Fan<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong> Cheung Wa-Fan<br />
<strong> บทภาพยนตร์  - </strong> Che Hung, Cheung Wa-Fan<br />
<strong> ถ่ายภาพ - </strong> Guan Qing-Wu<br />
<strong> กำกับศิลป์- </strong> Zhang Xian-De, Zheng Hui-Wen<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Zhang Wen-Guang, Men Hui-Feng, An Tian-Rong<br />
<strong> แสดงนำ -</strong>Lee Jun-Fung, Lee Tak-Yuk, Zhang Yun-Xi, Ge Chunyan, Ai Hai-Ti, Pang Wan-Lin, Wa Er-Si, Ge Cuen-ZhuangPing</li>
<li><strong>Rating - </strong>4/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Heaven And Hell - ไอ้หนุ่มตะลุยนรก (1978, Chang Cheh)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=194</link>
<pubDate>Wed, 28 May 2008 22:57:18 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=194</guid>
<description><![CDATA[
Heaven And Hell งานของผู้กำกับเฒ่าจางเชอะ ที]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh01.jpg" alt="" /></p>
<p>Heaven And Hell งานของผู้กำกับเฒ่าจางเชอะ ที่เสนอจิตภาพแห่ง สวรรค์ นรก ตามความเชื่อของชาวเอเซีย หนังรวบรวมดารา แถวหน้าของชอว์บราเดอร์ไว้มากมายหลายคน  ผสมลีลาหลากหลายแนว กลายเป็นหนังของจางเชอะ ที่ค่อนข้างแตกต่าง จากงานของเขาโดยทั่วไป<!--more--></p>
<p>เทพโจวเป่า (เดวิด เจียง) แห่งวังหลินเซียว กับนางกำนัลสวรรค์ จื่อเซียว ลักลอบชอบพอ ได้เสียกัน เป็นการผิดกฏสวรรค์ เมื่อเง็กเซียนจับได้ ทั้งสองถูกตัดสินลงโทษ จับโบยสามร้อยครั้ง และต้องแยกจากกันตลอดชีวิต จึงพากันหนีออกจากสวรรค์ เพื่อลงสู่โลกมนุษย์ เกิดเป็นคู่ผัวตัวเมียกัน เง็กเซียนไม่พอกับเรื่องที่เกิดขึ้นสั่งให้เหล่าทวยเทพคอยยับยั้ง ปิดกั้นทางออกทุกทาง</p>
<p>เทพเฝ้าประดูสววรค์ ซินหลิง (หลี่อ้ายหมิ่น) เห็นใจ แก่ความรักของทั้งสอง เปิดทางปล่อยให้คู่รักต้องห้าม ออกจากสวรรค์ หลบหนีไปได้ ผลก็คือ ซินหลิง ได้รับความผิดอย่างร้ายแรง ถูกขับออกจากสวรรค์ให้ไปเกิดชดใช้กรรมในโลกมนุษย์</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh06.jpg" alt="" /></p>
<p>ช่วงเปิดเรื่องของงานที่ชื่อว่า Heaven And Hell ของจางเชอะ นั้นดูแล้วก็ไม่ได้มีอะไรพิศดารมากมาย เป็นหนังแนวอภินิหาร เทพจุติ สงครามเทพมารธรรมดา แต่ช่วงเวลาหลังจากนั้นต่างหาก เป็นช่วงเวลาแห่งความบ้าคลั่งอย่างแท้จริง เป็นความบ้าคลั่งที่แตกต่างจาก งานที่แล้วมาของจางเชอะโดยสิ้นเชิง</p>
<p>ตัวหนังนั้นไม่ได้เสนอ สวรรค์นรก ในแง่มุมความปกติธรรมดา แต่เชอะดูจะสนุกกับการสร้างเนื้อหาแนวประชดประชัน สร้างดินแดนหลังความตาย ที่ดูแล้วเต็มไปด้วยกิเลสตันฒาหาไม่แตกต่างจากโลกมนุษย์ (ดูแล้วค่อนข้างใกล้เคียงกับงานเรื่อง Dragon Live Again ที่ว่าด้วยชีวิตหลังความตาย ในนรกของบรูซ ลีอยู่ไม่น้อย)</p>
<p>โดยหนังแบ่งออกเป็น 3 ซีเควนส์ย่อยๆ สวรรค์ โลก และนรก เล่าเรื่องความเชื่อมโยงกันของสามโลก และนำเสนอภาพของดินแดน หลังความตาย จากจิตนาการของคนจีน เป็นประเด็นสำคัญ ภาพสวรรค์ใช้ลีลาแบบหนังอภินิหารแบบเก่า ควันขาวจากน้ำแข็งแห้ง ฟุ้งกันเต็มจอ จางเชอะเปิดด้วยฉากฟ้อนรำ แบบจีน ของเหล่านักแสดงสาว แสดงความอ่อนช้อย ของเหล่านางฟ้า นางสวรรค์ แต่ที่ขัดแย้งกลับเป็นการให้ภาพของเหล่าเทวดาทั้งหลาย ที่หยิ่งผยอง ยโสโอหัง เข้มงวดกับกฏระเบียบแบบสุดขั่ว</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh03.jpg" alt="" /></p>
<p>ด้านนรกอันเป็นไฮไลท์สำคัญของเรื่อง สิ่งที่คนดูคาดหวังก็คงจะเป็น ความโหดเหี้ยมทารุณ ฉากทรมาณทรกรรมอะไรเทือกนั้น แต่ความเป็นจริงของ Heaven And Hell นั้นไม่ได้ตอบสนอง ความต้องการในแง่นั้นซักเท่าไหร่ ภาพของนรก  (ที่เต็มไปด้วยไฟสี และปฏิมากรรมโฟม) ดูจะกลายเป็นชุมชนศูนย์รวมของความสกปรก ต่ำทราม เหล่ายมทูฒฉ้อฉล ขี้โกงไม่แพ้โลกมนุษย์</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ช่วงที่แสดงความสุดโต่ง หลุดโลก เหนือจริง เซอเรียล ที่สุดของหนัง กลับไม่ใช่ฉาก นรก สวรรค์ อะไรที่ไหน แต่เป็นช่วงกลางของเรื่อง กับการเล่าเรื่องราวบนโลกมนุษย์ ซะอย่างงั้น เป็นตอนที่เล่าเรื่อง เมื่อเทพ ซินหลิง ถูกขับลงมาจากสวรรค์ ให้ลงมาเกิดมาบนโลก ในภพชาตินี้ เขากลายเป็นคนขับเท็กซี่ หาเช้ากินค่ำ แต่ได้มีโอกาศช่วยชีวิต สองหนุ่มสาวคู่รัก (ฟู่เซิง กับคู่รักในชีวิตจริงของเขา เจนนี่ เช็ง) ให้รอดพ้นจากการตามจองเวรจองกรรม ของพวกแก็งมาเฟีย</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh02.jpg" alt="" /></p>
<p><span style='text-align:center; display: block;'><object width='425' height='350'><param name='movie' value='http://www.youtube.com/v/_VXrL5eMvVM'></param><param name='wmode' value='transparent'></param><embed src='http://www.youtube.com/v/_VXrL5eMvVM&rel=0' type='application/x-shockwave-flash' wmode='transparent' width='425' height='350'></embed></object></span></p>
<p>ฟังดูก็ธรรมดานะครับ แต่ความไม่ธรรมดามันอยู่ตรงที่ จางเชอะเล่าซีเควนซ์ นี้ด้วยลีลาที่สุดจะบรรยาย ผสมผสานความเป็นภาพยนตร์ เข้ากับการจัดแสง และฉากแบบละครเวที ผสมลีลาบู๊ กับการเต้นรำแบบหนัง หรือละครเพลง  Musical เป็นฉากที่ให้ลีลาความเหนือจริงมากๆ ฟูเซิง ยังได้มีโอกาศโชว์ร้องเพลง (ลิปซิง) คู่กับเจนนี่ แฟนสาวในขณะนั้นด้วย สงสัยจางเชอะคงอินกับหนัง (ดูฉากนี้ได้ที่คลิบด้านบทครับ)</p>
<p>หลังจากช่วยสองหนุ่มสาว ให้รอดพ้นจากพวกเหล่าร้าย แต่ซินหลิงสังเวยชีวิตในโลกมนุษย์ของตัวเอง เมื่อเขายอมรับลูกกระสุนปืน แทนชายหนุ่มคนนั้น หลังจากสิ้นใจ วิญญานของเทพประตูสวรรค์ ซินหลิง ก็ล่องลองไปสู่ปรโลก เข้าแถวยาวเพื่อรอคอยการพิพากษา เจอหญิงสาวนางหนึ่ง ในโลกมนุษย์เธอหลงผิดติดยาคนเสียชีวิต</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh07.jpg" alt="" /></p>
<p>เมื่อมาอยู่ในยมโลก เกิดอาการกลัวที่จะต้องรับใช้โทษ จึงขอร้องให้ซินหลิงช่วยพาหนี ทั้งสองพากันหลบหนีออกจากปากทางเข้านรก เพื่อจะได้ไม่ต้องไปรายงานตัว รับโทษจากยมบาล ระหว่างการหลบหนีมีผีใจดี เสนอตัวช่วยเหลือ แท้จริงแล้วเป็นผีใจร้าย ที่ตั้งใจหลอกเอาหญิงสาวไปขาย ให้กับผีมีเงินอีกต่อหนึ่ง</p>
<p>จนแล้วจนรอดทั้งสองก็ถูก ยมทูตเจ้าตัวไปจนได้  แถมเกิดเหตุข้อมูลผิดพลาด ซินหลิง ถูกยัดข้อหา บาปกรรมจากการเล่นการพนัน เขาไม่ยอมจำนน พยายามหลบหนีอีกครั้ง และหาทางช่วยหญิงสาวที่ได้พบกันในนรกนางนั้น โชคดีได้พระโพธิสัตว์ตี้จาง มาพบเจอเข้า ท่านตรวจดูดวงชตาพบว่า ซินหลิง ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ถูกกล่าวหา จึงให้โอกาศให้ทำความดี ตามหาชาย 4 คนที่ตกนรกมาแบบไม่สมควร ช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้น ให้หลุดรอดจากการลงโทษที่พวกเขาไม่ได้ก่อ จึงจะถือเป็นการไถ่โทษ</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh04.jpg" alt="" /></p>
<p>หลังจากออกทะเล ถูลู่ถูกังมานาน สิ่งที่ทุกคนรอคอย ฉากบู๊ ! ก็มาถึงจนได้ หนังแนะนำตัวละคร  4 ตัวนำทีมโดย 3 จาก ห้าจอมโหด (The Venoms) กัวะจุ้ย, หลอเมิ่ง, ซุนเจี้ยน และ บรูซ ต่ง ชาย 4 คนจากต่างยุคสมัยต่างเรื่องราว แต่ล้วนประสบชาตากรรมเดียวกันคือ ที่ต้องสละชีพให้กับความดีของตัว ตายอย่างน่าเศร้า  ตกนรกอย่างไม่ยุติธรรม</p>
<p>จางเชอะใช้ฉากย้อนอดีต เล่าเรื่องวีรกรรมของชายทั้งสี่ ในอดีตชาติ เป็นโอกาศ ในการนำเสนอคิวบู๊แบบดังเดิมของเขา เสนอฉากต่อยตีแบบดุเดือดเลือดพล่าน เช่นเดียวกับเรื่องราวแบบที่เราคุ้นชินกัน ความตายอันสูงส่งของบุรุษเพศ การเสียสละ และเรื่องราวแห่งการทรยศหักหลัง คิวบู๊ที่กำกับโดย โรเบิร์ต ไท่ ยังคงยอดเยี่ยเสมอ หนังจบเรื่องราวด้วยฉากต่อสู้อันวุ่นวายท้ายเรื่อง ซินหลิง ได้รับพลังเทพกลับคืนมา เขานำชายนักสู้ทั้ง 4 ห่ำหั่นกับบรรดา คนเลว และปีศาจนรกทั้งหลาย</p>
<p>ภาพรวมของ Heaven And Hell จะเรียกว่าเละตุ้มเปะ ก็คงไม่ห่างไกลมากนัก แต่ผมกลับสนุกกับหนังได้พอสมควรเลยทีเดียวนะครับ คิวบู๊ท้ายเรื่องนั้นควรค่าแก่การรอคอย เช่นเดียวกับฉากของฟู่เซิง กับเจนนี่ ถือว่าเป็นความแปลกประหลาดอันน่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับแฟนๆ ของจางเชอะ และผู้สนใจงานประหลาดๆ จากยุค 70 แต่นอกเหนือจากนั้น สำหรับแฟนหนังทั่วๆ ไป คงจะถูกความพิลึก พิลั่นของหนัง หลอกหลอนจนงงงวย</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/hh05.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Shaw Brother<br />
<strong> กำกับ - </strong>Chang Cheh<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong> Run Run Shaw<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Ni Kuang, Chang Cheh, Chow Long<br />
<strong> ถ่ายภาพ - </strong>Miyaki Yukio<br />
<strong> ตัดต่อ - </strong> Chiang Hsing Lung<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Chen Yung Yu, Lau Ga Cheong<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Johnson Tsao<br />
<strong> เสื้อผ้า - </strong>Liu Chi Yu<br />
<strong> แต่งหน้า - </strong> Wu Hsu Ching<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Leung Ting, Robert Tai Chi Hsien, Lu Feng<br />
<strong> แสดงนำ -</strong>Lee I MinSun ChienAlexander Fu Sheng, Jenny Tseng Yan LeiPhilip Kwok Chung FungChiang Sheng, Lo Meng, Kong Do David Chiang Da Wei Chan Shen Chan Hung, Chan Jun Ho, Cheng Miu, Cheung Hei, Chin Tsi Ang, Chow Kin Ping, Chow Mak Lee, Chui Tai Ping</li>
<li><strong>Thailand Distribution </strong>- ชื่อไทยว่า "ไอ้หนุ่มตะลุยนรก" ออกเป็น VCD โดยบริษัท United Home Entertainment</li>
<li><strong>Rating - </strong>3/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Lizard - ไอ้จิ้งจก ตะไลเพลิง (1972, Chu Yuan)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=189</link>
<pubDate>Mon, 19 May 2008 19:53:42 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=189</guid>
<description><![CDATA[
ผู้กำกับฉู่หยวนแห่งชอว์บราเดอร์ อ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/lizard02.jpg" alt="" /></p>
<p>ผู้กำกับฉู่หยวนแห่งชอว์บราเดอร์ อาจจะโด่งดัง (โดยเฉพาะในบ้านเรา) กับหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ โกวเล้ง และแท้จริงแล้ว ยอดผู้กำกับผู้นี้ ถนัดเป็นพิเศษ ในการทำงานที่หลากหลาย เขาเริ่มต้น กับหนังชีวิตสะท้อนสังคม เน้นเสนอภาพความจริงของสังคม ต่อเมื่อเข้าบริษัทชอว์บราเดอร์ เขาเคยสร้างปรากฏการณ์หนังทำเงินมหาศาล ด้วยหนังตลกอย่าง The 72 Tenants จนกระทั่งยืนพื้นทำหนังกำลังภายใน ตลอดยุค 70 อย่างที่เราคุ้นเคยกันดี</p>
<p>ฉู่หยวน ยังทำหนังอีกหลายแนว แม้กระทั่งหนังซุปเปอร์ฮีโร่ ก็เคยสร้างกับเค้าด้วย The Lizard หรือ ไอ้จิ้งจก ตะไลเพลิง หนังซุเปอร์ฮีโรรวมหน้ากากของจีน ที่ว่าด้วยโจรคุณธรรม แม้หนังอาจจะไม่หวือหวาทันสมัยแบบหนังฮีโร่รุ่นใหม่ แต่ก็ให้ความสนุกแตกต่างแหวกแนว จากหนังกังฟูกำลังภายในทั่วๆ ไป อยู่ไม่น้อย<!--more--></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/lizard05.jpg" alt="" /></p>
<p>ประเทศจีนช่วงที่ต่างชาติเริ่มเข้ามามีอำนาจ ในขณะที่คนจีน กลับมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก ต่างชาติ และบรรดาสุนัขรับใช้ กลับใช้ชีวิตอย่าง สุขสบาย ที่ย่ำแย่ไปกว่านั้น แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ประพฤติชั่วรีดไถ ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารวัตร เฉิน (หลอลี่) ที่รวมมือกับเจ้าพ่อ ทั้งเปิดบ่อน และจับผู้หญิงไปขาย ท่ามกลางความสิ้นหวัง ยังมีจอมโจรที่ชื่อว่า "จิ้งจกตะไลเพลิง" บุคคลลึกลับ ปิดหน้าปิดตา สร้างความปวดหัว ให้กับบรรดาเจ้าหน้าที่ ในทางตรงกันข้าม นั้นกับสร้างความสะใจ แก่ชาวบ้านร้านตลาดทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่ว่าจะทุมแทกำลังเท่าใด ก็ดูเหมือนมือแปดด้านไปหมด</p>
<p>สายสืบหนุ่มแห่งโรงพัก เจินหลง (เยี่ยหัว) ท่าทางป้ำๆ เป้อๆ พูดติดอ่าง ท่าทางไม่มีผิดมีภัย ใจอ่อนแม้กระทั่งกับโจรผู้ร้าย คงไม่มีใครคาดคิดว่า หนุ่มเจินหลง แท้จริงแล้วก็คือ เจ้าจิ้งจก จอมโจรตัวเอ้ ที่ทางการต้องการตัวนั้นเอง</p>
<p>ในการปฏิบัติงานครั้งหนึ่ง เจ้าจิ้งจก หมายขโมยเครื่องเพชร ของภรรยาผู้การตำรวจ ด้วยความฉลาดหลักแหลมของ สารวัตรเฉิน ที่วางกับดักจับโจร เกือบเปิดเผยตัวของ เจินหลง ได้สำเร็จ โชคดีได้สาวน้อย เสี่ยวจิ (เฉินเป่าจู) หลานสาวผู้หมวดอิ๋ว ตำรวจที่เจินหลงเคารพ ช่วยเหลือปิดปังฐานะไว้ได้ แต่ในขณะเดียวกัน สาวน้อย ก็ได้ล่วงรู้ตัวจริงของ เจ้าจิ้งจก ในที่สุด เจินหลง ก็ไม่มีทางเลือก สารภาพความจริงทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างความจริงที่ว่าเขานำเงินที่ได้มา ช่วยเหลือบรรดาคนยากคนจน ในเมือง และถึงกับพาเสี่ยวจิ ออกปฏิบัติงานด้วย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/lizard01.jpg" alt="" /></p>
<p>ทางด้าน สารวัตรเฉิน มีโอกาศได้พบกับเสี่ยวจิ เกิดรู้สึกชอบพอนางขึ้นมา จึงขอกับผู้หมวดอิ๋ว ผู้เป็นปู่ ผู้เฒ่าทราบดีว่า ตำรวจหนุ่มรายนี้ถึงแม้จะฉลาดหลักแหลม แต่ไม่ใช่คนดี จึงบอกปัดพร้อมกับอ้างว่าได้ยกหลานสาวให้กับ ไอ้หนุ่มเจินหลงไปแล้ว สารวัตรเฉินรู้ดังกล่าวกลับไม่ยอมรามือ ตัดสินใจสั่งจับ และยัดเยียดข้อกล่าวหา ว่า เจินหลง เป็นเจ้าจิ้งจก โดยไม่ได้มีหลักฐานอะไรเลย แผ่นการดังกล่าว เหมือนยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว นอกจากจะปิดคดี โจรจิ้งจก แล้วยังชิงตัว เสี่ยวอี ได้อีก</p>
<p>เสี่ยวอิ รู้ถึงแผนการดังกล่าว จึงนำไปปรึกษากับปู่อย่าง ผู้หมวดอิ๋ว และสายสืบคู่หูของเจินหลง ที่ชื่อว่า เสี่ยวฟุ (เจิ้งหงเยี่ย) ให้ช่วยเหลือ พร้อมกับสารภาพฐานะที่แท้จริงของ เจินหัวให้ทราบ ทั้งหมดร่วมมือกัน วางแผนปลอมตัวจอมโจรจิ้งจก ขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ว่า เจินหลง ที่ถูกจับอยู่ในคุก นั้นไม่ใช่คนร้ายที่ทางการต้องการตัว แผนการสำเร็จไปได้ด้วยดี เจินหลง ถูกปล่อยตัวให้มีอิสระอีกครั้ง</p>
<p>แต่ สารวัตรเฉิน แอบเห็นพิรุจน์บางอย่างในแผนการดังกล่าว จึงได้รู้ว่า แพะ อย่างเจินหลงที่ถูกจับมา ที่แท้คือ จอมโจรตัวจริงนั้นเอง เขาจับ เสี่ยวอิ ผู้หมวดอิ๋ว และ เสี่ยวฟุ ไว้ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด บีบบังคับให้ โจรจิ้งจก มอบตัว เจินหลง จึงหมดทางเลือก ได้แต่เผชิญหากับ สารวัตรเฉิน จอมโหดซึ่งๆ หน้าเท่านั้น</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/lizard04.jpg" alt="" /></p>
<p>ฉู่หยวนสร้าง The Lizard ออกมาได้ดีทีเดียว หนังดูสนุกแบบหนังชอว์บราเดอร์ยุครุ่งเรื่องโดยแท้ ด้วยการผสมรูปแบบความบันเทิง อันหลากหลายครสรส ทั้งแอ็กชั่น ตลก ขบขัน เรื่องราวประเภทแค้นนี้ต้องชำระสไตล์หนังฮ่องกง ฉู่หยวนยังประสบความสำเร็จในการ สร้างความเข้มข้น ในแบบหนังสายลับจารกรรม ตัวละครชิงไหวชิงพริบ เอาชนะกันด้วยแผนการ มากกว่าจะกำลังฝีมือ</p>
<p>ช่วงท้ายของหนัง The Lizard วกกลับเข้าหาแนวทาง พิมพ์นิยมแบบหนังกังฟูฮ่องกง ด้วยการประเคน คิวบู๊  ฉากต่อสู้อันยาวนาน ตัวละครมากมายตะลุมบอน มีเลือดกระฉูดให้ตื่นเต้นพอสังเขป ซึ่งก็ดูสนุกดี ในแบบหนังฮ่องกง แต่ดูขัดกับอารมณ์ชิงไหวชิงพริบที่ปูมาก่อนหน้าไปซักหน่อย ซึ่งสำหรับคิวบู๊ในเรื่องนั้น ดูแล และออกแบบโดยยอดสตั้นแมนสองพี่น้อง อย่าง หยวนวูปิง และหยวนเจิ้นเหยิน ที่ถือว่าเป็นการรับผิดชอบ งานกำกับคิวบู๊ชิ้นแรกๆ ของทั้งสองด้วย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/lizard03.jpg" alt="" /></p>
<p>อีกจุดที่ผมประทับใจใน The lizard ก็คือ ดาราในเรื่อง  ที่ส่วนใหญ่ก็เป็นเก่าหน้าเดิมของชอว์บราเดอร์แทบทั้งนั้น ทั้งหมดก็ยังแสดงผลงาน วาดลวดลายได้แพรวพราวเช่นเคย  เยี่ยหัวในบทพระเอกสองบุคคลิค ดูโดดเด่นข่มกันไม่ลงกับ หลอลี่ ดาวร้ายตลอดการ ที่นอกจากจะแสดงได้ดีแล้ว ยังมาดเท่ห์ด้วยเสื้อสูตรเนียบๆ กับเน็กไทด์ ดูเด่นเป็นสง่า เช่นเดียวกับ ท่านลุงหยังจื่อชิง ดาราอาวุโส ดาวร้ายตลอดกาลคนหนึ่งชองชอว์ ที่พลิกแนวมาเช่นเป็น คนแก่ใจดี ก็ดูลื่นไหลเช่นเคย</p>
<p>ที่สมควรพูดถึงเป็นพิเศษก็คือ นางเอกของเรื่อง เฉินเป่าจู ดาราที่เหมาะสมกับคำว่า ราชีนีแห่งวงการบันเทิง คนหนึ่งของฮ่องกง ทั้งหนัง งิ้ว ละครเวที และร้องเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาษากว้างตุ้ง ที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักอยู่ในเกาะฮ่องกงนั้นเอง เฉินเป่าจู มีพื้นแพมาจากครอบครัว ของนักแสดงงิ้วกลางตุ้ง และเริ่มต้นงาน ในวงการภาพยนตร์ด้วย หนังงิ้วกวางตุ้งนั้นเอง จนกระทั่งโด่งดังในฐานะดาราวัยรุ่น เคียงข้างกับ เซี่ยวฟางฟาง และแนนซี่ ซิ นอกจากบทหนังชีวิต หรือหนังรัก โดยทั่วไปแล้ว บทถนัดเป็นเพิเศษ อีกประเภทของเฉินเป่าจู ก็คือหนังนักสืบ The Black Rose  (1965, ที่กำกับโดย ฉู่หยวน เช่นเดียวกัน), Lady Black Cat (1966) และ Lady Bond (1966) ที่จากชื่อก็คงไม่ต้องสงสัยว่าได้รับอิทธิพลมาจากหนังเรื่องอะไร</p>
<p>ในปี 1969 เฉินเป่าจู จึงประกาศถอนตัวจากวงการ เพื่อทุ่มแทให้กับการเรียน และชีวิตส่วนตัว จนกระทั่งเมื่อปี 1999 ถึงได้กลับตามคำเรียกร้องของแฟนๆ อีกครั้ง กับการรับแสดงละคร เรื่อง Sentimental Journey ที่โด่งดังจนกระทั่งเปิดแสดงกว่า 100 รอบ และตามมาด้วยการเปิดคอนเสิร์ตเดียวของ เฉินเป่าจู อีกหลายรอบ</p>
<p>ย้อนกลับไปเมื่อสี่สิบปีก่อนอีกครั้ง ก่อนจะลาจากวงการบันเทิงไปอย่างยาวนาน ในปี 1972 เมื่อผู้กำกับ ฉู่หยวน เซ็นสัญญากับบริษัทชอว์บราเดอร์ จึงได้ติดต่อให้ เฉินเป่าจู ที่เคยร่วมกันกันอยู่หลายครั้งในช่วงยุค 60s กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในหนังเรื่อง The Lizard ที่นางเอกสาว ได้รับโอกาศกลับมาแสดงบท สายลับสาวเก่งทั้งบู๊ทั้งบุ๋น อีกครั้ง และเป็นการปิดฉากงานบทจอเงินของเธอ ที่ทิ้ง The Lizard ให้เป็นหนังเรื่องสุดท้ายในชีวิต ของอาชีพการแสดงอันยาว</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/lizard07.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Shaw Brother<br />
<strong> กำกับ - </strong>Chu Yuan<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong> Sir Run Run Shaw, Mona Fong Yat-Wah<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Chu Yuan<br />
<strong> ถ่ายภาพ - </strong>Wu Cho Hua<br />
<strong> ตัดต่อ - </strong> Chiang Hsing Lung, Li Yen Hai<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Chen Yung Yu<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Chan Ging Sam<br />
<strong> เสื้อผ้า - </strong>Liu Chi Yu<br />
<strong> แต่งหน้า - </strong> Wu Hsu Ching<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Yuen Cheung Yan, Yuen Woo Ping<br />
<strong> แสดงนำ -</strong>Yueh Hua, Connie Chan Po Chu, Lo Lieh, Yeung Chi Hing, Goo Man Chung, Ou-Yang Sha Fei, Yue Fung, Lam Fung, Law Hon, Ma Kim Tong, Alan Chan Kwok Kuen, Chan Chuen</li>
<li><strong>Thailand Distribution </strong>- ชื่อไทยว่า "ไอ้จิ้งจก ตะไลเพลิง" ออกเป็น VCD โดยบริษัท United Home Entertainment</li>
<li><strong>Rating - </strong>4/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Fatal Move (2008, Dennis Law Sau-Yiu)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=181</link>
<pubDate>Sun, 18 May 2008 17:40:41 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=181</guid>
<description><![CDATA[
สองปีที่แล้ว (2006) ผู้กำกับหน้าใหม่ที]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fatalmove01.jpg" alt="" /></p>
<p>สองปีที่แล้ว (2006) ผู้กำกับหน้าใหม่ที่ชื่อว่า Dennis Law สร้างชื่อได้พอสมควรกับงานที่ชื่อว่า Fatal Contact หนังก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรมากมายนะครับ เต็มไปด้วยปัญหา และข้อบกพล่องอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม  Fatal Contact กลับเป็นงานที่สร้างความพึงพอใจ ให้กับแฟนหนังบู๊ หนังแอ็กชั่นอยู่พอสมควร กับคิวบู๊ที่จัดว่าใช้ได้ น่าสนใจ แน่นอนคนที่ได้รับคำชมนั้นไม่ใช่ผู้กำกับ แต่เป็นทีมคิวบู๊อย่าง พระเอกหนุ่มอู๋จิ้ง และผู้กำกับคิวบู๊ นิกกี้ ลี</p>
<p>ในปี 2008 Dennis Law ดูเหมือนจะกลับมาแก้ตัวกับงานในแนวเดียวกันอีกครั้ง กับหนังอาญากรรม ที่มีจุดขายสำคัญเป็นคิวบู๊อันดุเดือด ด้วยสองคู่หู อู๋จิ้ง และนิกกี้ ลี บวกกับผู้ร่วมงานหน้าใหม่มากมาย ทั้งหงจินเป่า เยิ่นต๊ะหัว สองดารานำจาก SPL ซึ่งในช่วงแรกของการพัฒนาบท มีข่าวว่า Fatal Move นั้นเป็น "ภาคก่อนหน้า" (หรือ Prequel) ของ SPL ด้วยซ้ำไป แต่ในที่สุด ผู้สร้างก็ตัดสินใจ สร้างให้หนังเป็นเรื่องใหม่ไปเลย มีเนื้อเรื่องเป็นของตัวเอง ไม่ได้อ้างอิงจากหนังเก่าเรื่องใด<!--more--></p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fatalmove02.jpg" alt="" /></p>
<p>Fatal Move เล่าเรื่องในแวดวงนักเลง ของฮ่องกง ชายผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุด เจ้าพ่อ หลินเหอหลง (หงจินเป่า) หรือ ที่ใครๆ เรียก "พี่ใหญ่" หัวหน้าแก๊งแห่งลูกน้องมากมาย แพร่ขยายอิทธิพลไปทั่วฮ่องกง แทรกซึมไปในวงการต่างๆ มากมายทั้งผิด และถูกกฏหมาย สร้างความหนักอกหนักใจแก่ตำรวจ ที่พยายามติดตามเอาผิด นายตำรวจอย่าง หลิวจื่อจง (หลี่ซิ่วเซียน) ที่กำลังติดตามเอาผิด มาเฟียตัวเอ้ อยู่ไม่น้อย โดยเฉพะอย่างยิ่ง เมื่อพวกมันเริ่มแสดงความเหิมเกรือมไม่เกรงกลัวตำอยู่ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน</p>
<p>อย่างไรก็ตามสิ่งที่สั่นคลอนความมั่นใจของ  หลินเหอหลง มากที่สุดกลับไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นพวกพ้องของตัวเอง แก็งที่ใหญ่โต มันคง เหมือนปราการเหล็กกล้า กลับเต็มไปด้วยความแตกร้าวอยู่ภายใน หลินเหอหลง กำลังยืนอยู่บนหุบเหวแห่งชีวิต อาณาจักร ที่เข้าก่อร่างขึ้นมาตั้งแต่ต้นกำลังจะล่มสลายลงตรงหน้า ความละโมบ การทรยศหักหลัง พวกเดียวกันเอง</p>
<p>ท่ามกลางคนใกล้ชิดมากมาย มีเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ หลินเหอหลง สามารถไว้ใจได้อย่างแท้จริง หนึ่งในนั้นก็คือ อาตง (เยิ่นต๊ะหัว) น้องชายในสายเลือด ผู้ติดการพนันอย่างหนักหน่วง และ เจ้าหนุ่มนักฆ่าจอมโหด (อู๋จิ้ง) ผู้มากับผมสีนำเงิน พูดน้อย ต่อยหนัก เจ้าของกระบี่เล่มยาว</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fatalmove03.jpg" alt="" /></p>
<p>ตามข้อมูลแล้ว ผู้กำกับ Dennis Law นั้นมีพื้นแพมาจาก งานอำนวยการสร้าง รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องเงินทุนอะไรเทือกนั้น เมื่อ เปลี่ยนเก้าอี้มาเป็นคนทำหนังเสียเอง ก็แสดงให้เห็นปัญหาอยู่พอสมควร กับทักษะการทำหนัง และเล่าเรื่อง ของ Dennis Law ที่เป็นไปอย่างกระท้อนกระแท้นเหลือเกิน เนื้อเรื่องของ Fatal Move เต็มไปด้วยลีลาเดิมๆ ซ้ำๆ แบบหนังมาเฟีย เมื่อสับสิบห้าปีที่แล้ว หนังนำเสนอตัวละคร มากมายแต่มีเพียงหยิบมือที่ เป็นตัวละครที่เราจะสนใจจริงๆ นอกจากนั้นล้วนธรรมดา ไร้บทบาท ไร้ความน่าจดจำ</p>
<p>ปัญหาหนักของ Dennis Law ก็คือ งานของเขาเต็มไปด้วย ความพยายามอันเกินขอบเขต ดูตามเนื้องานแล้ว Dennis Law แสดงให้เห็นว่าเขา มีความทะเยอทะยาน มากกว่าที่จะสร้างหนัง "ขายๆ" เรื่องหนึ่ง แต่ต้องการจะเสนอเรื่องราวที่ซับซ้อน แง่มุมที่ลึกซึ้ง และสไตล์อันหวือหว่า อธิบายอย่างง่าย Fatal Move เป็นเหมือนความพยายามในการสร้างหนังแบบ Election (ที่ Dennis Law เป็นผู้อำนวยการสร้าง ด้วย) แต่มีคิวบู๊แบบ SPL แต่ผลที่ออกมากลายเป็นว่า Fatal Move มีคุณภาพในระดับที่เนื้อเรื่องแย่กว่า SPL ส่วนตัวบู๊ ก็ไม่ได้ตื่นเต้นกว่า Election ด้วยซ้ำไป</p>
<p>ข้อจำกัดด้านฝีมือ และประสบการ ทำให้ Fatal Move เต็มไปด้วยความรู้สึกแสร้ง แกล้งทำ ความซับซ้อนอันไร้เหตุผล ตัวละครมากมาย แต่กลับไร้ประโยชน์ต่อเรื่องราวโดยสิ้นเชิง ท่าทีหลายอย่างที่ดูเหมือน "ทำเท่ห์" มากกว่าจะให้ความหมายที่มากไปกว่านั้น จุดเด่นชัดที่สุดก็คือ ความพยายามยัดเยียด ภาพอันรุนแรงเกินกว่าเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ความอันโหดเหี้ยมทารุณ ของคิวบู๊ หรือฉากทรมาณ ที่ถ่ายให้เห็นกับแบบจะๆ หรือฉากเซ็กซี่แปลกๆ อย่าง ฉากตัวประกอบหญิงรายหนึ่ง นั่งยองๆ ปัสสาวะ !!!</p>
<p>ผมเองไม่ได้มีปัญหา อะไรกับฉากล่อแหลม คาบเส้นศีลธรรมอะไรทำนองนี้นะครับ แต่ใน Fatal Move ประเภทที่ว่า ถูกใส่เข้ามาแบบผิดที่ผิดทาง ไม่ได้มีการปูพื้นก่อนหน้า หรือสร้างผลกระทบอันน่าสนใจ จากความรุนแรงที่ใส่เข้ามา กลายเป็นว่า ความรุนแรงทางภาพ ในหนังดูไร้ที่ไปที่มา ไร้น้ำหนัก</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fatalmove04.jpg" alt="" /></p>
<p>ในเมื่อหนังเต็มไปด้วยปัญหา และข้อบกพร่อง ฝางเส้นสุดท้ายของหนัง อย่างคิวบู๊ ยังจะสร้าง รักษาหนังทั้งเรื่องได้หรือไม่ (อย่างที่คิวบู๊ใน Fatal Contact เคยทำได้) คำตอบคือ ไม่ได้!!!</p>
<p>ไอเดียหลักของคิวบู๊ ใน Fatal Move ก็คือ ทำในสิ่งที่ Fatal Contact ไม่มี อันได้แก่ ฉากดวลด้วย อาวุธสงครามอย่างปืนผาหน้าไม้ และที่สำคัญก็คือ อาวุธ ในแบบ "Old School"  อย่างกระบี่ ดาบสั้น และกระบอง Fatal Move พยายามสร้างคิวบู๊ให้ดูหลากหลาย หลายๆ ฉาก แสดงให้เห็นความความสามารถของทีมสตั้น นักแสดง และผุ้กำกับคิวบู๊ เป็นอย่างดี ที่ผมชอบโดยส่วนตัวเป็น ฉากลอบสังหารที่แสดงโดยดาราสมทบที่ชื่อว่า หวงโจว ที่รับบทเป็นสมุนมือสังหารคนหนึ่งของ หงจินเป่า ในชุดข่าวสุดเท่ห์กระโดดลงจากสะพานลอย ลงไปบนรถของเหยื่อเพื่อลอบสังหาร ดูใช้ได้ทีเดียว แม้จะเป็นเพียงฉากสั้นๆ แต่ก็ดูใช้ได้</p>
<p>จุดเด่นอีกประการของคิวบู๊ในเรื่องก็คือ ความรุนแรงอันสุดขั่วที่ถูกใส่เข้ามาอย่างที่บอกไว้ข้างต้นแล้ว หนังเสนอภาพ เลือดกระเซ็นเป็นสาย เศษเนื้อ อวัยวะ ปลิวว่อน แต่ปัญหาก็คือ เรื่องของความสมจริง หนังสร้างความหวือหวาด้วย การใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิค มาสร้างความน่าสะพรึงกลัว ผมเคยหนังหลายๆ เรื่องเคยใช้เทคนิคนี้นะครับ ที่ติดตาที่สุดก็คือหนังญี่ปุ่นเรื่อง ซาโตอิจิ ในส่วนของเลือดกระเซ็น หรือ Ichi The Killer ในส่วนของอวัยวะหลุดเป็นชิ้น</p>
<p>ปัญหาก็คือ งานด้านเทคนิคจะก้าวใกล มันก็ดูไม่สมจริงอยู่ดี ในหนังซามูไรโบราณ หรือ หนังคัลท์ขายความโหดปนตลกร้าย นั้นอาจจะดูช่วยเสริมอารมณ์หนัง แต่กับหนัง อาญากรรมที่มีฉากหลังเป็นโลกธรรมดาสามัญ ในยุคร่วมสมัยอย่าง Fatal Move เทคนิคที่ว่า กลับดูประดักประเดื่อน และหลุดโทนจากหนัง อย่างช่วยไม่ได้ ลำพังคิวบู๊ของ นิกกี้ ลี ปกติก็ดูเหนือจริงๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งมาอยู่ในมือของผู้กำกับ ที่คุมหนังไม่ได้อย่าง ใน Fatal Move ยิ่งดูไม่น่าเชื่อถือ ไร้น้ำหนักเข้าไปใหญ่</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fatalmove05.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่โดยภาพรวม คิวบู๊ใน Fatal Move ถือว่าไม่ได้โดดเด่นเป็นพิเศษอะไรเท่าไหร่ พอจะสร้างความสนุกความบันเทิงได้บ้าง ฉากยิงปืนเกือบทั้งหมด ดูธรรมดามาก และความเหนือจริง ก็ทำให้คิวบู๊ในหนัง ไร้น้ำหนัก ฉากต่อสู้ที่หลายๆ คนรอคอย กับการปะทะกันของ หงจินเป่า และอู๋จิ้ง (ซึ่งเล่นหนังด้วยกันมา 2 - 3 เรื่องก็คลาดแคล้ว กันไปทุกครั้ง) ดูดีใช้ได้ แต่ก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นอย่างที่ควรจะเป็น</p>
<p>งานสร้าง และคุณภาพทางการถ่ายทำ ที่ดีไม่สามารถปกปิดความล้มเหลวในการเล่าเรื่องของผู้กำกับได้ เช่นเดียวกับดารามากมายที่ปรากฏตัวในหนัง ไม่สามารถ แสดงออกถึงความสามารถ หรือบารมี อย่างที่เคยมีได้ เยิ่นต๊ะหัว เถียนหนิว และเส้าเหม่ยฉี แสดงได้ดี แต่มีบทบาทน้อยเกินไป หงจินเป่า มีเวลาบนจอมากว่าใครในเรื่อง แต่บทเจ้าพ่อผู้่กำลังเดินทางไปสู่ความวิบัติ ก็ดูธรรมดา พบเห็นได้จากหนังฮ่องกงอีกซักร้อยเรื่องในยุค 90 ไม่ได้มีอะไรให้จดจำมากมาย ที่ดูย่ำแย่เห็นจะเป็นตัวละครของ อู๋จิ๋ง ที่ถ้าตัดเรื่องของคิวบู๊ ออกไปก็แทบไม่ได้มีบทบาทอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เช่นเดียวกับตัวประกอบอีกหลายๆ คนในเรื่อง ที่มีบทอันเบาบางพอๆ กันไป</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fatalmove06.jpg" alt="" /></p>
<p>คงจะนับว่า Fatal Move เป็นความล้มเหลว ไม่ได้ซะทีเดียว หนังยังพอมีอะไรสนุกๆ ให้ดูอยู่บ้าง สิ่งที่แย่ก็คือ  ทัศนะคติส่วนตัวของผู้กำกับ Dennis Law โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความทะเยอทะยานเกินตัวที่ต้องการนำเสนอเรื่องราวอันสูงส่ง หรือสไตล์อันสุดขั่ว กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับทักษะการทำหนัง อันต่ำเตี้ยติดดินของเขา</p>
<p>Fatal Move เต็มไปด้วยความพยายาม หากเป็นเพียงความพยายามที่สูญเปล่า ทำให้ Fatal Move มีลักษณะอย่างการ แสร้ง โอ้อวด หรือที่ฝรั่งเค้าเรียกกันว่า pretentious นั้นเอง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fatalmove07.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>China Star Entertainment Group, POV (Point of View) Movie Production Co. Ltd.<br />
<strong> กำกับ - </strong>Dennis Law Sau-Yiu<br />
<strong> บริษัทจัดจำหนาย - </strong> Golden Princess Amusement Co., Ltd. (Hong Kong)<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Dennis Law Sau-Yiu, Herman Yau Lai-To<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Chang Gwok-Tsz, Dennis Law Sau-Yiu<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>Herman Yau Lai-To<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong>Yau Chi-Wai<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Tommy Wai Kai-Leung<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong> Hoh Chi-Hang<br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>William Fung Kwun-Man, Elsa Chan Ki-Ling<br />
<strong> แต่งหน้า ทำผม - </strong>Carmen Man Lai-Yee<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Nicky Li Chung-Chi<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Sammo Hung Kam-Bo, Simon Yam Tat-Wah, Wu Jing, Tien Niu, Danny Lee Sau-Yin, Eddie Cheung Siu-Fai, Maggie Siu Mei-Kei, Lam Suet, Ken Lo Wai-Kwong, Jacky Heung Cho, Pinky Cheung Man-Chi, Johnny Chen (Lu Sze-Ming), Wong Tin-Lam, Hui Siu-Hung, Tam Ping-Man, Lau Kam-Ling, Kenny Wong Tak-Bun, Fung Hak-On, Wong Wah-Ho, Jeffrey Chow Chun-Fai</li>
<li><strong>Rating - </strong>2/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Legendary Weapons of China - 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย (1981, Lau Kar Leung)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=185</link>
<pubDate>Sun, 18 May 2008 11:23:00 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=185</guid>
<description><![CDATA[
by Somyos Thiamtawan
18 เจ้าอาวุธมหาประลัย หรือ Legenda]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/weaponofchina10.jpg" alt="" /><strong></strong></p>
<p><strong>by </strong>Somyos Thiamtawan</p>
<p>18 เจ้าอาวุธมหาประลัย หรือ Legendary Weapons of China เป็นหนังดังที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคท้าย ๆ ของสตูดิโอชอว์บราเธอร์ส แม้ยุคทองของชอว์ฯจะหมดไปพร้อมกับช่วงยุค 2510  แล้ว แต่ความรุ่งเรืองของยอดปรมาจารย์กังฟู หลิวเจียเหลียง (Lau Kar Leung) หนึ่งในยอดผู้กำกับแห่งสตูดิโอ กลับไม่จบตามไปด้วย</p>
<p>หนังฝีมือกำกับของเขาอย่าง 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย และจอมยุทธ์กระบองกล (The Eight Diagram Pole Fighter) ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2525 และ พ.ศ. 2526 ตามลำดับ ต่างพากันสั่นสะเทือนโรงขายตั๋วภาพยนตร์ฮ่องกง และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ให้กับวงการหนังศิลปะการต่อสู้ ด้วยคิวบู๊ศาสตราวุธสุดบรรเจิด โดยเฉพาะเรื่องแรก ที่ขุดเอาอาวุธแทบที่มีอยู่ทั้งหมดในประวัติศาสตร์จีน มาโชว์ได้อย่างถึงพริกถึงขิง<!--more--></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/weaponofchina03.jpg" alt="" /></p>
<p>พล็อตเรื่องของ 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย นั้น เรียกว่าไม่ธรรมดา เพราะนอกจากมีศิลปะการต่อสู้โบราณของจีนเป็นแกนหลักแล้ว ยังผสมความลึกลับและมนต์ดำเข้าไปด้วย หนังว่าด้วยเรื่องราวของ เหลยกุง (หลิวเจียเหลียง) อดีตรองหัวหน้าพรรคเจตภูติ ผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้ด้วยอาวุธทุกรูปแบบ รวมถึงศาตราวุธ 18 ชนิดในตำนานจีน เขาได้รับคำสั่งจากใต้เท้าหลี่ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่แห่งราชสำนักแมนจู ให้ไปขยายสาขาสำนักอาวุธ 18 ชนิดขึ้นที่ยูนนานเพื่อต่อสู้กับพวกฝรั่งที่กำลังรุกรานแผ่นดินจีน แต่เหลยกุงปฏิเสธ เนื่องเพราะรู้ดีว่า อาวุธชนิดใดก็ไม่สามารถต่อต้านปืนของฝรั่งได้</p>
<p>เขาจึงหนีไปเป็นคนตัดฟืนที่กวางตุ้ง ใต้เท้าหลี่สืบทราบเข้า จึงสั่งให้สามสำนักในสังกัดพรรคเจตภูติ ได้แก่ สำนักมาร สำนักเหมาซาน และสำนักมนตร์ดำ ออกติดตามไล่ฆ่าเหลยกุงในข้อหาขัดคำสั่งทรยศต่อพรรค จนพบตัวในที่สุด เพราะเหลยกุงมีข้อเสียคือชอบแสดงฝีมือออกมาโดยไม่รู้ตัว เทียนโหว (เสี่ยวโหว) ลูกศิษย์พรรคมนตร์ดำ และอี้ถาน (หลิวเจียฮุย) ศิษย์เอกพรรคมาร เข้าประมือกับเหลยกุง แต่ก็พ่ายแพ้มิอาจสู้เหลยกุงได้ จนถึงศึกสุดท้ายเมื่อเหลยกุงต้องดวลชี้ชะตากับ เหลยหย่ง (หลิวเจียหย่ง) เจ้าสำนักเหมาซาน ผู้เห็นแก่ ลาภยศสรรเสริญ ทั้งยังมีวิชาบู๊ที่ไม่ธรรมดา แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใด... เขาเป็นน้องชายแท้ ๆ ของเหลยกุง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/weaponofchina05.jpg" alt="" /></p>
<p>ความพิเศษอย่างหนึ่งของ 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย อยู่ที่การได้สามพี่น้องตระกูลหลิว อันได้แก่ หลิวเจียเหลียง หลิวเจียหย่ง (Lau Kar Wing) และหลิวเจียฮุย (Lau Kar Fai) มาขึ้นจอร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา โดยหัวเรี่ยวหัวแรงของงานนี้ เห็นจะเป็น หลิวเจียเหลียง พี่ใหญ่ของตระกูล ที่นอกจากจะแสดงเป็นพระเอกในเรื่องแล้ว ยังควบตำแหน่งเขียนบท กำกับ และออกแบบคิวบู๊เองด้วย</p>
<p>เมื่อได้ดูแล้ว ต้องยอมรับว่า ฟอร์มของหลิวเจียเหลียงตกฮวบลงพอสมควร เทียบกับงานชิ้นก่อนหน้าอย่าง ยอดมนุษย์ยุทธจักร (The 36th Chamber of Shaolin, 2521) ไอ้หนุ่มมวยจีน (Heroes of the East, 2521) หรือ ไอ้เณรยอดเทวฤทธิ์ (Dirty Ho, 2522) แล้ว 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย ยังห่างชั้นมากนัก การเดินเรื่องที่ค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้จังหวะจะโคน (โดยเฉพาะครึ่งแรก) ของหนัง อืดไปบ้าง แถมมีฉาก ‘หลุด’ จากเรื่องโผล่เข้ามาสร้างความตะขิดตะขวงใจอยู่บ่อยครั้ง ที่เห็นได้ชัดคือ บทของ อเล็กซานเดอร์ ฟู่เซิง (Alexander Fu Sheng) ที่ดูจะถูกใส่เข้ามาเพื่อเสริมความฮา แต่เอาเข้าจริงกลับแป้กบ้างไม่แป้กบ้าง (คาดว่าคงได้รับอิทธิพลมาจากหนังกังฟูตลกของ เฉิงหลง และหงจินเป่า ที่กำลังดังในช่วงนั้นไม่มากก็น้อย) จนกลายเป็นจุดด้อยที่สุดของหนังไปโดยปริยาย</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/weaponofchina04.jpg" alt="" /></p>
<p>ทว่าหากมองข้ามจุดพลาดที่ว่าไป... 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย ก็นับเป็นหนังกังฟูชั้นเยี่ยมอีกเรื่องหนึ่ง ของหลิวเจียเหลียงอย่างไร้ข้อกังขา เนื่องเพราะความลื่นไหลลงตัวในแทบทุกองค์ประกอบของหนัง ไล่นับแต่ตัวละครที่น่าจดจำ การแสดงระดับเซียน (ยกเว้น ฟู่เซิง กับการแสดงที่แสนโอเวอร์ แอคติ้ง) คิวบู๊สุดมันส์ และที่โดดเด่นที่สุด คือ การยกระดับทางด้านเนื้อหา...</p>
<p>ผิดกับหนังกังฟูส่วนใหญ่ ที่วิทยายุทธ์มีฐานะอันยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตของคนฝึกยุทธ์ ทั้งยังเป็นเครื่องหมาย ที่บ่งบอกความเก่งกาจซึ่งเกิดจากการมุมานะฝึกฝน ศิลปะการต่อสู้ใน 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย อยู่ในช่วงเวลาที่โลกกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคสมัยของปืน… ขณะที่คนกลุ่มหนึ่งหน้ามืดตามัวพยายามฝึกฝนวิชาอย่างบ้าคลั่ง (อาจเข้าขั้นงมงายด้วย) เพื่อจะขยายขอบเขตความมหัศจรรย์ของวิชาหมัดมวยให้เอาชนะอาวุธปืนได้ เหลยกุง ผู้ตระหนักดีถึงข้อจำกัดของวิชาตัวเอง กลับยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเลือกจะหลีกหนีตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคเจตภูติ อันทรงเกียรติมาดำรงชีวิตอย่างคนธรรมดาสามัญแทน</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/weaponofchina06.jpg" alt="" /></p>
<p>ประเด็นนี้เห็นได้ชัดในฉากแรกของหนัง ที่สมาชิกบางส่วนของพรรคเจตภูติ ต้องยอมสังเวยชีวิตตนเองให้กับอาวุธปืน เพื่อแลกกับความไว้เนื้อเชื่อใจ ของใต้เท้าหลี่ที่จะให้พรรคพวกของตนไปปฏิบัติภารกิจ ซึ่งดูแล้วน่าสะเทือนใจยิ่งนัก... เท่าที่สำรวจดูจากเว็บวิจารณ์หนังฮ่องกง เกือบ 60% ล้วนยกย่องชมเชยหลิวเจียเหลียงในแง่ที่ว่านี้ แม้จะยังเน้นบู๊เหมือนเคย แต่ลุงแกก็ยังไม่ลืมที่จะพัฒนาหนังศิลปะการต่อสู้ สู่ระดับที่สูงขึ้น พร้อมทั้งเลือกนำเสนอเรื่องราวลึกซึ้ง ด้วยมุมมองที่คมคายอย่างที่หนังของแกไม่เคยมีมาก่อนอีกด้วย</p>
<p>อย่างที่กล่าวไปแล้ว... ในช่วงครึ่งแรกของหนัง อาจน่าง่วงเหงาหาวนอนพอควร แต่พอถึงครึ่งหลังปุ๊บ หลิวเจียเหลียงก็ปลุกคนดูเสียอยู่หมัด ด้วยวิธีเดียวกันกับที่เขาเคยใช้ในเรื่อง ไอ้หนุ่มมวยจีน มาแล้ว นั่นคือ การใส่ฉากบู๊ชนิดนันสต๊อปที่มากทั้งสีสันและไอเดียเข้าไป ผู้กำกับฉากแอคชั่นทั้งสาม คือ หลิวเจียเหลียง หลี่กิงจู (Lee King Chue, ตัวประกอบขาประจำอีกท่านในหนังของหลิวเจียเหลียง เจ้าของคิวบู๊สุดเจ๋งใน ฤทธิ์หมัดฝังเข็ม และฟู่เซิงยอดมังกร) และเสี่ยวโหว (Hsiao Ho) พระรองในเรื่อง เลือกเน้นคิวบู๊สไตล์อาวุธจีนโบราณเป็นหลัก</p>
<p>เพราะจุดประสงค์ในการสร้างหนังเรื่องนี้ของผู้กำกับคือ การแสดงความเคารพต่อบรรดาศาสตราวุธที่เขาฝึกฝนมาแต่เยาว์วัย ดังนั้นจึงไม่แปลก หากจำนวนการต่อสู้ด้วยหมัดมวยล้วน ๆ ใน 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย จะลดลงจากงานชิ้นก่อน ๆ ของหลิวเจียเหลียงอย่างเห็นได้ชัด แทนที่ด้วยศาสตราวุธแทบทุกชนิดที่มีบัญญัติในศิลปะการต่อสู้ของจีน ทั้งอาวุธพื้นฐานทั่วไปจำพวกกระบี่ ไม้พลอง หรืออาวุธแปลก ๆ ที่คุ้นรูปไม่คุ้นชื่อ เช่น ดาบคู่เขี้ยวพยัคฆ์ ง้าวงู ไปจนถึงมนตร์คาถาอำพรางกาย...</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/weaponofchina09.jpg" alt="" /></p>
<p>ดูจากภาพรวมแล้ว ฉากต่อสู้ของ 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย ถือว่าอยู่ในระดับยอดเยี่ยม นอกจากฝีมือการออกแบบฉากแอคชั่น (ที่คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณใด ๆ) ของผู้กำกับคิวบู๊ทั้งสามท่านแล้ว ความดีความชอบส่วนหนึ่งต้องยกให้กับเทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์ ที่ในปี 2525 ก็นับว่าพัฒนาจากหนังกังฟูรุ่นอนุรักษ์นิยมไปมากแล้ว ทำให้ฉากแอคชั่นที่ออกมาของ 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย เป็นส่วนผสมที่กกกหสุดลงตัวระหว่างคิวบู๊อาวุธสไตล์ฮ่องกง กับงานลวดโยงและ Special Effect (บ้าน ๆ) อันทันสมัย</p>
<p>ไฮไลท์สำคัญที่หลายคนยกนิ้วให้คือ ฉากไคลแมกซ์ที่หลิวเจียเหลียง และหลิวเจียหย่งขน 18 ศาตราวุธออกมาห้ำหั่นกันอย่างสุดมันส์ สู้กันลากยาวเกือบสิบนาที โดยแทบไม่เปิดช่องว่างให้กันเลย ทั้งยังอุดมไปด้วยท่วงท่าการกวัดแกว่งอาวุธที่รุนแรง สวยงาม และรวดเร็ว เรียกว่าเกือบเทียบชั้นคิวบู๊แนวเดียวกันจากเรื่อง จอมแสบมหาหิน (The Odd Couple, 2522) หนังกังฟูอาวุธที่ดีที่สุดของโลกที่ออกฉายไปก่อนหน้านี้ ได้เลยทีเดียว...</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/weaponofchina07.jpg" alt="" /></p>
<p>งานนี้ หลิวเจียเหลียง ได้รับคำชมไปคนเดียวเต็ม ๆ เพราะนอกจากจะโชว์ฝีมือกำกับ (ทั้งหนังและคิวบู๊) ได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว ลุงแกยังให้การแสดงที่เฉียบขาดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันอีกด้วย แม้ความน่าจดจำจะเทียบกับคราวที่ลุงแสดงบทนำเป็นครั้งแรกในเรื่อง ถล่มเจ้าสำนักโคมเขียว (Mad Monkey Kung Fu, 2522) ไม่ได้ก็เถอะ... สำหรับน้องชายทั้งสองของผู้กำกับอย่าง หลิวเจียหย่ง และหลิวเจียฮุย ที่ครานี้มาในบทร้าย ก็นับว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน</p>
<p>หลิวเจียหย่ง ในบทเหลยหย่ง ให้ภาพของคนที่ยอมให้อำนาจ ความยิ่งใหญ่เข้าครอบงำ จนยอมตัดสัมพันธ์กับพี่ชายในไส้ ของตนได้ชัดเจนมาก (เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า อาแกเหมาะกับบทคนโฉดมากกว่าคนดีจริง ๆ (ฮา)) ขณะที่ หลิวเจียฮุย ก็โชว์ฟอร์มได้ดีไม่แพ้กันในบทอี้ถาน ผู้เชื่อมั่นในวิชาอาภรณ์เหล็ก ฟันแทงไม่เข้าอันแกร่งกล้าของตน จนท้ายที่สุดต้องกลายเป็นคนหูหนวก (เพราะถูกเหลยกุงซัดเข้าที่เส้นประสาทรับรู้เสียง) จึงได้ตาสว่าง... ก็เรียกว่า ทั้งคู่ทำได้ไม่เสียเครดิตพี่ใหญ่ของพวกเขาเลยนะครับ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/weaponofchina08.jpg" alt="" /></p>
<p>นอกจากน้องชายทั้งสองแล้ว หลิวเจียเหลียงยังเรียกใช้บริการจาก ‘เด็กปั้น’ ของเขา อาทิ ดาราสาวสวย ฮุ่ยอิงหง (Kara Hui Ying-Hung) ที่มาในบทหญิงแต่งชายเกือบค่อนเรื่องได้ขึ้นกล้อง ดูสง่างามสุด ๆ แถมพอเปลี่ยนมาแสดงเป็นหญิงเต็มตัวก็ดูน่ารักน่าหยิกไม่น้อย อีกคนที่ควรกล่าวถึงเป็นพิเศษคือ เสี่ยวโหว กับบท เทียนโหว ยอดฝีมือพรรคมนตร์ดำ... แม้หน้าตาจะไม่หล่อเหลา บุคลิกจะไม่น่าจดจำ แต่ด้วยทักษะการแสดงที่ลื่นไหล ทั้งดราม่า และฉากต่อสู้ก็ช่วยให้เสี่ยวโหวมีพื้นที่ในหนัง เป็นของตัวเองกับเขาด้วยเหมือนกัน</p>
<p>เทียบกับหนังกังฟูร่วมสมัยเรื่องอื่น ๆ แล้ว 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย อาจไม่ได้มีเนื้อหาที่หวือหวา ลีลาอาจไม่ยอดเยี่ยมเข้าขั้นหมดจด มุขตลกอาจไม่ได้ขำไม่ได้ฮาจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ แต่ภาพรวมที่น่าจดจำของมัน น่าจะทำให้คนรักหนังกังฟูประทับใจ พร้อมมองข้ามร่องรอย แห่งความล้าสมัยกับจุดบกพร่องที่มันมีได้อย่างไม่ยากเย็นนัก</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/weaponofchina01.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Shaw Brother<br />
<strong> กำกับ - </strong>Lau Kar-Leung<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong> Sir Run Run Shaw, Mona Fong Yat-Wah<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Li Tut-Hang, Lau Kar-Leung<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Lau Kar-Leung, Lee King-Chu, Hsiao Hou<br />
<strong> แสดงนำ -</strong>Lau Kar-Leung, Hsiao Ho, Alexander Fu Sheng, Kara Hui Ying-Hung, Gordon Liu Chia-Hui, Lau Kar-Wing, Jue Tit-Woh, Wong Ching-Ho, Lee King-Chue, Lin Ke-Ming, Cheung Chok-Chow, Wang Han-Chen, Mak Wai-Cheung, Ng Yuk-Sue, Cheung Gwok-Wa</li>
<li><strong>Thailand Distribution </strong>- ชื่อไทยว่า "18 เจ้าอาวุธมหาประลัย" ออกเป็น VCD โดยบริษัท United Home Entertainment</li>
<li><strong>Rating - </strong>4.5/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Fake Ghost Catchers - เจ็ดดาว ถล่มอสูร (1982, Lau Kar-Leung)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=177</link>
<pubDate>Sat, 10 May 2008 22:09:09 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=177</guid>
<description><![CDATA[
The Fake Ghost Catchers เป็นหนึ่งใน งานชิ้นท้ายๆ ข]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/fakeghost03.jpg" alt="" /></p>
<p>The Fake Ghost Catchers เป็นหนึ่งใน งานชิ้นท้ายๆ ของพระเอกหนุ่ม ฟู่เซิง ก่อนที่จะเสียชีวิตไปในปี 1982 แน่นอนว่า ชื่อของเขาจะถูกยกเด่นเป็นสง่า อยู่ทุกครั้งเมื่อกล่าวถึงหนังเืรื่องนี้ แต่ที่จริงแล้ว ฟู่เซิง รับบทสมทบในเรื่องเท่านั้น พระเอกตัวจริงของเรื่อง เป็นดาราหนุ่มที่ชื่อว่า จางฉินเผิง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน พี่ชายแท้ๆ ของฟู่เซิงนั้นเอง</p>
<p>จางฉินเผิง แสดงเป็น โจวเผิง ไอ้หนุ่มดวงซวยที่หนีคดี หลังจากไปพบเห็นการกระทำความผิดของ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองชื่อ จูกัดเซิน (หวังหลงเหว่ย) มาอาศัยพึ่งพิงอยู่กับพี่ชาย เปาถั่ว (เสี่ยวโหว) ที่ทำงานเป็นเด็กรับใช้หมอผีชื่อดัง ที่เบื้องหลังเป็นเพียงหมอผีกำมะลอ หลอกลวงเงินชาวบ้าน โดยเฉพาะอยิ่างยิ่งพวกงมงาย ด้วยกลเม็ดสร้างผีเทียมขึ้นมา เป็นฝีมือของ เปาถั่ว นั้นเอง<!--more--></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/fakeghost05.jpg" alt="" /></p>
<p>ระหว่างหมอผีไปทำธุระนอกเมือง เปาถั่ว ชักชวน โจวเผิง ออกสวมบทหมอผี เพื่อหาเงินใช้ เสียเอง กลับดวงซวยเจอผีจริงเข้า แทบเอาชีวิตไม่รอด ผีร้ายที่พกความแค้นมาเต็มออก ตู้ลั่ว (หลงเทียนเสียง) หลงรักนาง แต่ไม่สมหวังเสียชีวิตไป ความรักผังใจทำให้มันไม่ไปสู่สุขติ กลายเป็นวิญญานอาฆาต เข้าสิงหญิงสาว คุณหนู (หลีลี่ลี่) แห่งตระกูลใหญ่ อย่างสกุลหลิน ที่เต็มไปด้วยอิทธิฤทธิ์อำนาจ แม้แต่หลวงจีนผู้ทรงศีล ก็ไม่สามารถกำราบได้</p>
<p>หญิงสาวถูกผีร้ายเข้าสิง จนเสียชีวิต วิญญานผีสาว ติดตามไปหา สองพี่น้อง เพื่อขอความช่วยเหลือ ว่ายวานให้ไปเตือนน้องสาวของนาง ที่กำลังเป็นเป้าหมายรายต่อไปของผีร้าย ยังเมืองไคฟง ที่สองหนุ่มมีแผนการจะเดินทางเพื่อไป อยู่ก่อนแล้ว เพื่อร้องเรียนกับท่านเปาถึงเรื่องของ โจวเผิง แต่เกิดความกังวลว่า ระหว่างการเดินทาง อาจจะต้องถูกการปองร้ายจากผีชั่ว มีวิธีเดียวที่จะช่วยเหลือได้ก็คือ ต้องติดตาม ชายที่มีไฝอยู่ที่เท้าเจ็ดเม็ด ที่มีพลังวิญญานรุนแรง แม้แต่ผีร้ายก็ไม่อาจต้านทาน</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/fakeghost01.jpg" alt="" /></p>
<p>ชายคนนั้นก็คือ พระเอกงิ้วจอมซ่าอย่าง อู๋ซุ่นเชา (ฟู่เซิง) กับผีสาวที่ซ่อนตัวอยู่ในร่มจึงออกเดินทาง ไปยังเมืองไคฟง ระหว่างทางต้องปะทะกับเหล่าคน และผี ที่ออกมากันให้เพียบ</p>
<p>ผู้กำกับ หลิวเจียหยง นั้นมีพื้นแพมาจากงานสายบู๊ และกังฟู แต่หลังจากอานิสงห์ของหนังเรื่อง Till Death Do We Scare ที่เขากำกับในปี 1982 หลิวเจียเหยง ช่วยสร้างชื่อในฐานะผู้กำกับหนังผีให้กับเขา จนมีงานประเภทเดียวกันนี้ออกมาอีกหลายเรื่อง หนังผีในที่นี้ ก็ไม่ได้มีความหมาย ถึงหนังผีโดยทั่วๆ ไปที่ขายความบังเทิงอันว่าด้วย ความตื่นเต้นตกใจกลัว แต่หนังผีในฮ่องกงยุค 80 เป็นหนังที่ผสมปนแปกันระหว่าง งานที่นำเสนอเรื่องความเชื่อโบราณ ด้วยเทคนิคพิเศษสมัยใหม่ (ในสมัยนั้น) กับคิวบู๊แบบฮ่องกง รวมถึงมุมตลกโป๊กฮา เรียกว่าเป็นความบันเทิงครบรส แบบฮ่องกงๆ แบบหนึ่ง</p>
<p>ตามข้อมูลแล้ว Till Death Do We Scare กับ The Fake Ghost Catchers ฉายในปี 1982 เหมือนกัน ซึ่งผมไม่แน่ใจนะครับว่า เรื่องไหนฉาย และสร้างก่อนกัน แต่ที่แน่ๆ เรื่องแรกประสบความสำเร็จมากกว่าอย่างมหาศาล เพราะประกอบไปด้วยมุขตลกที่ดูร่วมสมัย และยิ่งไปกว่านั้นเทคนิคพิเศษที่ดูสร้างสรรค์กว่าเยอะ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/fakeghost04.jpg" alt="" /></p>
<p>ในขณะที่ The Fake Ghost Catchers ยังจะดูดิ้นไม่หลุด จากแนวกังฟู ตลกแบบดังเดิมมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าในส่วนของคิวบู๊นั้น ไม่มีอะไรให้ต้องห่วง ชื่อของ หลิวเจียหยง กับชื่อดาราอย่าง เสี่ยวโหว ฟู่เซิง หรือ จางฉินเผิง นั้นรับประกันความมันได้เป็นอย่างดี  เช่นเดียวกับบทตลกอันลื่นไหล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟู่เซิง ที่ไม่ห่วงหล่อ ไม่หวงบทไม่เด่น บทหนุ่มงิ้ว จอมโว แต่ปอดแหกสุดๆ ของเขา ถือว่าเป็นสีสรรค์สำคัญของเรื่องเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามคิวบู๊ และบทตลก ของหนังถือว่าอยู่ในระดับธรรมดา ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ</p>
<p>แต่เมื่อมองไปอีกด้าน ภาพความรวมความเป็นหนัง ผีแฟนตาซี ของ The Fake Ghost Catchers กลับไม่โดดเด่นอย่างที่หวัง เทคนิคพิเศษที่มีในเรื่อง ดูครำครึโบราณ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ให้คนดูได้ตาลุกวาว หนังรวมเอฟเฟคประเภทโบรั่มโบราณอย่าง ภาพซ้อน การใช้ไฟสี ควัน ลวดสลิง และการแต่งหน้า ด้วยหน้ากากผีที่ดูแล้ว เหมือนได้มาจากงานวัดงานฤดุหนาว ประเภท 3 อันยี่สิบ อย่างงัยอย่างงั้น</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/fakeghost02.jpg" alt="" /></p>
<p>ฉากประเภทโชว์เทคนิคที่น่าสนุกที่สุดนั้นเรื่องนั้น ปรากฏอยู่ในช่วงต้นๆ ของหนัง เป็นฉาก ตัวละครของเสี่ยวโหว กับของเล่น กลเม็ดนานาชนิด กับการสร้างผีเทียมๆ ที่ทำออกมาได้สร้างสรรค์ แถมเข้ากับชื่อหนัง The Fake Ghost Catchers เสียดายที่น่าสร้างสรรค์ที่ว่านี้ จำกัดอยู่แค่ตอนต้นเรื่องนี้เท่านั้น</p>
<p>The Fake Ghost Catchers เป็นงานระดับธรรมดาๆ ของทั้งผู้กำกับ และดารา หนังมีเนื้อเรื่องอันสะะปะสะปะ เอาล่อเอาเถิด กับมุมมตลกฝืดยืดยาว ที่ไม่ได้มีผลอะไรต่อเรื่องราวเท่าไหร่นัก คิวบู๊ และบทตลก อาจจะมีคิวบู๊ และการแสดง ที่ดูน่าสนใจอยู่บ้าง แต่ความเชย และตกยุค (แม้กระทั่งช่วงเวลาที่หนังออกฉาย) เป็นงานที่ง่ายต่อการถูกมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบ กับงานประเภทเดียวกัน ที่ดีกว่า สนุกกว่า อย่าง ผีกัดอย่ากัดตอบ (Mr.Vampire) ที่ถูกสร้าง นอีกสองปีต่อมา</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/fakeghost06.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Shaw Brother<br />
<strong> กำกับ - </strong>Lau Kar-Wing<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Mona Fong Yat-Wa<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Lau Kar-Wing<br />
<strong> กำกับภาพ - </strong>Wong Wing-Lung<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong>Chiang Hsing-Lung, Lee Yim-Hoi<br />
<strong> ดนตรีประกอบ -</strong>Stephen Shing Gam-Wing, So Jan-Hau<br />
<strong> แต่งหน้า - </strong>Lau Gai-Sing, Poon Man-Wa<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Johnson Tsao Chuang-Sheng<br />
<strong> ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Liu Chi-Yu<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Lau Kar-Wing,  Lee King-Chue, Yeung Sai-Gwan<br />
<strong> แสดงนำ -</strong>Hsiao Ho, Cheung Chin Pang, Alexander Fu Sheng, Lily Li Li Li, Johnny Wang Lung Wei, To Siu Ming, Lung Tien Hsiang, Yeung Chi Hing, Lam Fai Wong</li>
<li><strong>Thailand Distribution </strong>- ชื่อไทยว่า "เจ็ดดาว ถล่มอสูร" ออกเป็น VCD โดยบริษัท United Home Entertainment</li>
<li><strong>Rating - </strong>2/5</li>
</ul>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Dragon Lives Again - บรูซ ลี ตะลุยนรก (1977, Law Kei)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=171</link>
<pubDate>Tue, 06 May 2008 21:22:06 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=171</guid>
<description><![CDATA[
หลังจากเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain01.jpg" alt="" /></p>
<p>หลังจากเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน ไปในวันที่ 20 กรกฎาคม ปี 1973 ขณะที่โลกกำลังร้องให้ ตัวของสุดยอดนักบู๊ บรูซ ลี กลับไปสร้างความแตกตื่นวุ่นวาย ให้กับอีกโลกอีกภพหนึ่ง นั้นก็คือโลกหลังความตาย !!!</p>
<p>The Dragon Lives Again หนังในแนว Bruceploitation หรือ หนังแนว บรูซ ลี ตัวปลอม ที่พกพาความบ้าครั้งชนิด คาดเดาไม่ถูก เมื่อหนังจับเอาบรูซ ลี ไปบู๊ในนรก ประจันบานกับ ดารา คนและดังจากโลกภาพยนตร์ทั้งจาก จีน ญี่ปุ่น และฮอลลีวูด อย่างสุดมัน (หรือสุดมั่ว)<!--more--></p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain11.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังเปิดเรื่องเมื่อ วิญญานของ บรูซ ลี (บรูซ เหลียง หรือ เหลียงซิ่วหลง ที่แฟนๆ หนังรุ่นใหม่อาจจะคุ้นหน้า ของเขาเป็นพิเศษจากหนัง Kung Fu Hustle) ถูกลำเลียงมายังโลกหลังความตาย บรูซ ลี ยังคงปฏิบัติตัวไม่แตกต่างจากเมื่อสมัย อยู่ในโลกมนุษย์ หยิ่งทนง และยโสโอหัง บรูซ ลี ไม่ยี่หระ ต่อคำสั่งของ ยังพกอาวุธกระปองสองท่อน ทั้งๆ ที่เป็นกฏต้องห้าม รวมถึงส่งเสน่ห์ เจ้านรก แม้จะใช่พลังอำนาจ สร้างแผ่นดินใหญ่ ที่สั่นสะเทือนไปทั่วนรก ก็ไม่สามารถสร้างความตะหนกอะไรให้กับเขาได้</p>
<p>บรูซ ลี สนใจต่อคำตัดสินของเจ้านรก เริ่มเบื่อหน่ายกับความวุ่นวายโกลาหลที่เกิดขึ้น จึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปที่ โรงเตี๋ยมแห่งนรก เพื่อหาอะไรมารองท้อง กลับเจอความยุ่งยากครั้งใหม่ เมื่อบรูซ ลี เกิดไป กวนโมโหนักเลงท้องถิ่นเข้า ถ้าเป็นที่อื่นนี้คงเป็นเรื่องขนมๆ แต่นี้เป็นนรก</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain12.jpg" alt="" /></p>
<p>นักเลงที่ว่าก็ไม่เรียบง่ายธรรมดา แต่เป็น เจ้าบอดซามูไร ซาโตอิจิ เมื่อเกิดเรื่องเข้า เจ้าบอดเห็นท่าว่า บรูซ ลี คงไม่สามารถจัดการได้โดยง่าย จึงไปตามพวกอย่าง เจมส์ บอนด์ กับ The Man With No Name (ตัวละครของ คลิน อีสวูด จากไตรภาค คาวบอยสปาเก็ตตี้)</p>
<p>ลำพังคู่ต่อสู้ก็ยากที่จะต่อกรแล้ว ร่างของบรูซ ลี ยังไม่ได้ปรับสภาพโลกหลังความตาย จึงพ่ายแพ้ถูกทำร้าย จนบาดเจ็บสาหัส โชคดีได้รับการช่วยเหลือ จากท่านหมอ ฮั๋วโต๋ (จากสามก๊ก) หมอใจบุญผู้ช่วยเหลือคนในนรก ช่วยรักษาจนหายดี พร้อมกับช่วยตักเตือนบรูซ ลี ถึงการใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain02.jpg" alt="" /></p>
<p>อีกด้านหนึ่ง พวกนักเลงแห่งนรก นอกจากสามหน่อที่ปรากฏตัวไปแล้ว พวกมันรวบบรรดาตัวแสบอย่าง ก็อดฟาเตอร์, เอมมานูแอล และ หมอผีเอ็กโซซิส (ที่ดูหน้าแล้วนึกถึงดาวตลกไทย ล้อต็อก มากกว่า) กำลังวางแผ่นยึดครองโลกหลังความตาย จากเจ้านรก โดยมีกำลังสำคัญคือ ผีดิบ แดร็กคูล่า ผู้ควบคุมกองทัพผีดิบ อันทรงพลัง</p>
<p>ฝ่ายบรูซ ลี ก็ปฏิบัติตัวใหม่ประพฤติตนให้มีประโยชน์ต่อสังคม เริ่มด้วยการจับผิดกลโกงของบ่อนนรก คืนเงินแก่ผู้ถูกหลอกลวง ที่สำคัญยังช่วยเหลือ เดชไอ้ด้วน ฟางกัง ที่ติดการพนันจนเป็นหนี้หัวโต ออกมาได้ บรูซ ลี เปิดสำนักมวยขึ้นในนรก เพื่อช่วยฝึกฝนให้เหล่าวิญญานอิสระป้องกันตัวเอง จากวิญญานอันถพาล และพวกเจ้าหน้าที่นรกจอมขูดรีด ได้</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain03.jpg" alt="" /></p>
<p>ฝ่ายเหล่าตัวร้ายแห่งนรกเริ่มดำเนินแผนการชั่วร้ายเลวทราม ที่ก่อนอื่น ต้องกำจัดขวากหนามอย่างบรุซ ลี ให้ได้เสียก่อน แต่ไม่ว่าจะ  ส่งมือดีไปกี่ตัว ก็ไม่สามารถจัดการกับบรูซ ลี ได้ ถูกเล่นงาน จนงอมพระรามกลับมาทุกตัวไป แม้กระทั่งสาวเซ็กอย่าง เอมมานูเอล จะใช้ลีลารักร้อนแรง เข้ายั่วยวนก็ไม่เป็นผล บรูซ ลีต้องต่อกรกับทั้ง พวกนักเลง</p>
<p>และก็รวมถึง บรรดาสาวๆ นางสนมของเจ้านรก ผู้หลงเสน่ห์ในความเป็นชาย ของพระเอกยอดนักสู้ ตั้งแต่ได้ดูหนังเรื่องแรกของเขา แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบรับ พวกนางกลับใส่ร้ายเขา แต่ก็ไม่เป็นผลเจ้านรกไม่หลงเชื่อตามนั้น แต่เป็นสาวดาวโป๊ แห่งหนังซอฟคอร์ระดับตำนานของตะวันตก อย่าง เอมมานูเอล ที่ล่อหลอกเจ้านรก ให้หลงเชื่อ และออกหมายจับบรูซ ลี ได้เป็นผลสำเร็จ เอมมานูเอล ยังพยายามจัดการเจ้านรกด้วยการ สังหารด้วยเซ็กที่เร็วเกินพิกัด !!! โชคดีที่ บรูซ ลี (ในมาดของ เคโต้ จาก Green Honet) เข้ามาช่วยเหลือไว้ได้ทัน ควมดีความชอบดังกล่าว ทำให้ เจ้านรกแต่งตั้ง บรูซ ลี เป็นบอร์ดีการ์ด คนใหม่</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain04.jpg" alt="" /></p>
<p>ถึงคราว บรูซ ลี จัดการกับบรรดานักเลงนรกไปทีละคร เริ่มจาก ซาโตอิจิ เจมส์ บอนด์ แดร็กคูล่า จนถึง Man With No Name จนตัวการใหญ่อย่าง เอ็กโซซิส และก็อดฟาเตอร์ ต้องออกโรง แถมซ้ำ เจ้านรกยังตลบหลัง ร่วมมือกับอดีตขุนนางกังฉินแห่งราชวงศ์ซ้อง ชินไคว้ ส่งกองทัพมัมมี หวังสังหารบรูซ ลี ขณะที่จอมยุทธด้วนฟางกัง ป๊อปอาย และหนุ่มน้อยกังฟู ไควจางเคน (ตัวละครของ เดวิด คาราดีน จากซีรี่ Kung Fu) ยืนอยู่ข้างพระเอกนักบู๊</p>
<p>The Dragon Lives Again นั้นเป็นทั้งหนัง Bruceploitation หรือหนังล้อเลียน Bruceploitation ไปในตัว หนังยั่วล้อ แนวทาง การหยิบยืมความโด่งดัง ของราชานักบู๊ผู้ล่วงลับ มาหากิน ที่เหล่านักทำหนังชาวฮ่องกง ทำออกมากันแบบไม่บันยะบันยัง ด้วยการสร้างเรื่องแบบเดียวกัน แต่ทวีความบ้าคลั่ง แต่ใส่ลีลาตลกล้อเลียน  ชี้ถึงความหลุดโลก ไต้ตรรกะ และไร้สาระ ของหนังแนวทาง Bruceploitation</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain06.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่ไปๆ มาๆ การล้อเลียน กลับไม่ได้เกิดผลอะไรมากมาย เพราะตัวหนัง The Dragon Lives Again เอง ก็ง่อย ไม่ได้แตกต่างอะไรจากหนังที่ตัวเองล้อเลียนเท่าไหร่นัก เข้าข่ายว่า ดูไม่ออกมาว่า ตัวหนังแกล้งทำโง่ หรือโง่เองตามธรรมชาติ กันแน่ ซึ่งก็เข้าทำนอง ว่าแต่เขาอีเหนาเป็นเอง อยู่ไม่น้อย หนังยังใส่ลีลาๆ ต่ำๆ ห่วยๆ แบบหนังเกรด 3 เข้ามาขายของอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตลกงี่เง่า และฉากนูดชวนสยิว ของชอบหนุ่มใหญ่หนุ่มน้อย</p>
<p>ดูจากภาพก็คงจะตัดสินใจไม่ยากนะครับ ว่าตัวหนังยังขาดความน่าเชื่อถือแบบรุนแรง ไม่ต้องไปใหนไกล แม้กระทั่งดาราที่มารับบท บรูซ ลี อย่าง บรูซ เหลียง ก็หน้าตาไม่ได้ใกลเคียงอะไรเลยกับต้นฉบับ เช่นเดียวกับดาราคนอื่นๆ ในเรื่อง ที่ทั้งหน้า ตา และเสื้อผ้า ที่มีความน่าเชื่อถือระดับ งานเลี้ยงแฟนซี วันโฮโลวีน ตัวละครบางตัวก็พอจะเหมือนอยู่บ้าง ขณะบางตัวห่างไกลอยู่หลายขุม และหลายตัวเรียกว่าถ้าไม่บอกก็ไม่รู้เลยว่า เขาเหล่านั้นกำลังแต่งตัว และแสดงเป็นใครกันอยู่</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/05/dragonliveagain07.jpg" alt="" /></p>
<p>ตัวละครบรูซ ลี ในเรื่องก็ออกแนวฮาๆ หนังพยายามใส่ความยะโส โอหัง ของบรูซ ลี ตัวจริงลงไปในตัวละครด้วย แถมหยิบยกท่า การต่อสู้มากจากหนังหลายๆ เรื่องของ บรูซ ลี ทั้ง Fist of Fury, Enter the Dragon, The Way of the Dragon รวมถึง Green hornet ด้วย</p>
<p>ซึ่งหนังก็คงกังวลว่าแฟนๆ หนังอาจจะจำท่าต่อสู่เหล่านี้ไม่ได้ ว่ามากจากหนังเรื่องอะไ่น จึงให้ บรูซ ลี ประกาศชีือหนัง ระหว่างต่อสู้ไปด้วย ที่บ้าบ่อที่สุดในฉากต่อสู้ก็คือ ไม้ตายลับของบรูซ ลี ที่ถูกเก็บซ้อนมานาน เป็นไม้ตายที่โจมตีศัตรู ด้วย "ขาที่สาม" ที่ซ้อนไว้ตรงหวางขาทั้งสอง พูดถึงคิวบู๊กันหน่อย เอาเข้าจริงๆ แล้วคิวบู๊ของหนัง นับว่าดีกว่าคิดเยอะเลย อาจจะไม่ได้มีจุดเด่น หรือฉากเด็ด อะไรมากมาย แต่นักแสดง ก็ถือว่ามีทักษะในฉากต่อสู้ดีทีเดียว โดยเฉพาะ บรูซ เหลียง พระเอกที่รับหน้าที่กำกับคิวบู๊ ด้วย นั้นเป็นดาราบู๊ที่ดีแต่ไม่ดังคนหนึ่งของยุค 70 เลย แต่อย่างว่านะครับ คิวบู๊ก็ถือว่า เดินไปตามทิศทางขอ